Home » บทความแนะนำ » ความชอบด้วยระบอบฯ » อุดมการณ์บนเส้นขนาน - ความคิด อเนกนิกรสมโสรสมมติ ฯ

อุดมการณ์บนเส้นขนาน - ความคิด อเนกนิกรสมโสรสมมติ ฯ

กฏหมายมหาชน

17 September 2010

read 5969

อุดมการณ์บนเส้นขนาน : ความคิด “ อเนกนิกรสมโสรสมมติ ”- ฮ็อบแบบไทยๆ ! กับ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”-ล็อกแบบฝรั่ง

อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นมาแล้วว่า พัฒนาการของการให้อธิบายที่มาแห่งอำนาจของกษัตริย์โดยการใช้คำว่า “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” นั้น เป็นความคิดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรงนำเสนอขึ้น และต่อมาหลังการปฏิวัติ หลักการเรื่อง “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ได้รับการตีความใหม่ โดยหม่อมเจ้าวรรณไวทยากรและนักคิดคนอื่นๆของสำนักจารีตประเพณีให้มีค่าเท่ากับระบอบประชาธิปไตย ดังที่ หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรได้ทรงปาฐกถาเรื่องรัฐธรรมนูญหลังการปฏิวัติไม่นาน ว่า แม้พระมหากษัตริย์สยามจะมีการใช้คำว่า “อเนกนิกรสโมสรสมมต” ในพระบรมนามาภิไธยจนถึงรัชกาลที่ 5 และทรงชี้ให้เห็นว่า ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงของการใช้คำดังกล่าวว่า คือ ในพระบรมนามภิไธยของรัชกาลที่ 6 กลับไปใช้คำว่า “บรมชนกดิศรสมมต” และธรรมเนียมนี้ได้รับการสืบต่อมา “ครั้นตกมาถึงรัชกาลปัจจุบันนี้(รัชกาลที่ 7)ก็ได้เจริญรอยตามแบบอย่างรัชกาลที่ 6 ”[32]   อันปรากฎอยู่ในพระบรมนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯว่า“บรมเชษฐโสทรสมมต”[33] ซึ่งแปลว่าสมเด็จพระบรมเชษฐาทรงแต่งตั้ง

ดังนั้น จากความหมายจากสิ่งที่ทรงปาฐกถาไว้ คือ คติเกี่ยวกับอเนกนิกรสโมสรสมมตนั้นได้ขาดไปอย่างน้อยในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ซึ่งตำแหน่งตกทอดตามสายโลหิต ดังนั้น  การปฏิวัติ 2475 ตามความเห็นของพระองค์แล้ว คือ การเกิดการปฏิวัติ(revolt)ซึ่งเป็นการหมุนกลับไปสู่หลักมูลเดิมเป็นการรักษาความต่อเนื่องของอุดมการณ์ ความคิดของระบอบเก่า กับระบอบใหม่ที่เกิดขึ้น[34] 

ในทางกลับกัน นักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยมอย่างหลวงประเจิดฯ ได้อ้างทฤษฎีสัญญาประชาคมเป็นที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย ว่า ที่มาของอำนาจอธิปไตยของระบอบประชาธิปไตยมี 3 ประการคือ อำนาจสูงสุดมาจากราษฎร ราษฎรทำสัญญามอบอำนาจสูงสุดไว้ให้แก่พระมหากษัตริย์ และการมอบอำนาจแบบมีเงื่อนไขที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิบัติการปกครองโดยวิธีการที่ระบุไว้ เขาเห็นว่าวิธีการที่ราษฎรได้ทำสัญญายกอำนาจสูงสุดให้พระมหากษัตริย์นั้น นานาประเทศเห็นว่าหากประมุขของรัฐใช้อำนาจปกครองมิได้เป็นไปตามความยินยอมเห็นชอบของราษฎร เมื่อนั้น “ราษฎรมีอำนาจเสมอที่จะเอาอำนาจสูงสุดที่มอบให้แก่ประมุขของชาติกลับคืนมาได้เสมอ”[35]  ซึ่งความคิดเช่นนี้ถือได้ว่ารับอิทธิพลจากกลุ่มสัญญาประชาคม เช่น จอห์น ล็อก (John Locke) และรุสโซ (Rouseau) เป็นต้น

ในขณะที่พระยาศรีวิสารฯ แห่งสำนักจารีตประเพณี  ได้อธิบายถึงที่มาของอำนาจพระมหากษัตริย์โดยอ้างความคิดเรื่อง “เอนกนิกรสโมสรสมมติ” ว่า  “อันว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยามนั้น แปลว่า พระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติด้วยประชาชนอัญเชิญเสด็จขึ้น ทั้งนี้เป็นการตรงกับหลักการโบราณประเพณีของเรา แต่เดิมมาพระนามของพระเจ้าแผ่นดินของเรามีตอนหนึ่งว่า เอนกนิกรสโมสรสมมติ และพิธีราชาพิเศกก็มีพราหมณ์และข้าราชการผู้ใหญ่ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งแสดงชัดเจนว่าประเพณีของเราไม่ถือว่า พระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเนื่องมาจากพระราชอำนาจของพระองค์เอง ในบางประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ในสมัยพระเจ้าแผ่นดินวงศ์สติวารต เป็นต้น ถือว่า พระเจ้าแผ่นดินจุติลงมาจากสวรรค์ จึงนำเอาพระราชอำนาจที่ได้จากสวรรค์มาปกครองแผ่นดิน ประเทศเราตั้งแต่โบราณมาไม่ถือหลักการเช่นนั้น ”[36]

แม้ว่า การวางหลักของสำนักจารีตประเพณีนั้นจะอ้างหลักอเนกนิกรสโมสรสมมติที่อิงการผสมผสานความเชื่อของพราหมณ์และพุทธที่เชื่อว่าที่มาตำแหน่งผู้ปกครองมาจากราษฎรยกขึ้น เพื่อเปรียบว่าคติของไทยมีความต่างจากตะวันตกที่เชื่อว่าอำนาจมาจากสรรค์ หากศึกษาประวัติศาสตร์ตะวันตกจะพบว่าคติเรื่องอำนาจของผู้ปกครองมาจากสวรรค์นั้นได้เสื่อมถอยไปอย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ทั้งแทบไม่มีนักคิดทางการเมืองคนสำคัญของตะวันตกอ้างความชอบธรรมจากคติโบราณเช่นนั้นอีกแล้ว อีกทั้งในประวัติศาสตร์โบราณของไทยไม่มีราษฎรเกี่ยวข้องในกระบวนการการเลือกสรรผู้ปกครองอย่างแท้จริง นอกจากเหล่าชนชั้นสูงและขุนนางที่เป็น “นิกรสมมติ”แทน ดังนั้น หากพิจารณาตรรกในคติที่สำนักจารีตประเพณีสร้างขึ้นจึงหาได้เป็นตามหลักการของล็อก แต่เทียบเคียงได้กับความคิดของโทมัส ฮ็อบ(Thomas Hobbes)เจ้าทฤษฎีที่สนับสนุนการปกครองโดยกษัตริย์มีอำนาจสูงสุด ที่เชื่อว่าที่มาของอำนาจอธิปไตยของรัฏฐาธิปัตย์นั้นมาจากราษฎรมอบให้แบบมอบขาด มิอาจโต้แย้งได้ และคติอเนกนิกรสมโมสรสมมติที่มีความคล้ายคลึงกับความคิดของฮ็อบนี้ ได้ถูกวิวัฒน์คลี่คลายไปสร้างคำอธิบายให้กับการปกครองเผด็จการที่ใช้คำอื่นๆของไทยในเวลาต่อมา เช่น คติการปกครองแบบพ่อปกครองลูกที่แพร่หลายในช่วงหลัง 2500  คำหรือคติแบบอื่นๆที่มีลักษณะที่ประชาชนมีหน้าที่เชื่อฟังผู้ปกครองแบบอำนาจไหลจากบนลงล่างด้วยเหตุผลต่างๆนานาเท่าที่ผู้มีอำนาจจะคิดได้เพื่อทำให้ประชาชนไทยยอมจำนนยังคงดำเนินต่อไป

ในทางกลับกันกับคำอธิบายของ นักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยม เช่น ไพโรจน์ ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ“ระบอบเก่า”หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจแต่พระองค์เดียว การปกครองที่เป็นไปตามจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมานั้น “ไม่มีการรับรู้หลักเรื่องประชาธิปไตยซึ่งถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน”[37]  ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจ ให้เป็นลายลักษณ์อักษร ถึงขอบเขตอำนาจแห่งกษัตริย์ นอกจากนี้ หยุด  ได้ข้อโต้แย้งความคิดอเนกนิกรสโมสรสมมตไว้ว่า “ สำหรับประเทศไทยมีผู้อ้างแม้ว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชก็ได้อำนาจมาจากราษฎรนั้น แต่ความรู้สึกของประชาชนทั่วไปไม่ได้เป็นเช่นนั้น ”[38]

-----------------------------------------------

32. หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ “ปาฐกถาเรื่องรัฐธรรมนูญ” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2475 อ้างใน ไพโรจน์, คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม 2 กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตอนที่ 1 ,(2495), หน้า 8.

33. หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร  “ปาฐกถาเรื่องรัฐธรรมนูญ” อ้างใน ไพโรจน์  , คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม 2  , (2495),หน้า 8.

34.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ , อ้างแล้ว , หน้า 89-90.

35. หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ , กฎหมายรัฐธรรมนูญ,(2477)หน้า 34.

36. พระยาศรีวิสารวาจา , คำอธิบายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม . (พระนคร : โรงพิมพ์ลหุโทษ , 2475),หน้า 1-2.

37. ไพโรจน์  , คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม 2 ,(2495) หน้า 4.

38. หยุด แสงอุทัย , คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 , (พระนคร : ประชานิติ , 2489),หน้า 23.

« ความจำเป็นการปฏิวัติ 2475 และองค์กรเก่าในระบอบการเมืองใหม่ | | อำนาจสูงสุดอยู่ที่ใด - กษัตริย์หรือประชาชน»

เข้าสู่ระบบ