Home » บทความแนะนำ » ความชอบด้วยระบอบฯ » การก่อตัวของคำอธิบายว่าด้วยความชอบธรรมของรัฏฐาธิปัตย์ไทย

การก่อตัวของคำอธิบายว่าด้วยความชอบธรรมของรัฏฐาธิปัตย์ไทย

กฏหมายมหาชน

17 September 2010

read 1994

ในส่วนแรกที่จะกล่าวถึงเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของสำนักจารีต ประเพณีได้อธิบายว่า ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความชอบ ธรรมที่สุด มีความเป็นมาอย่างยาวนานและเป็นแหล่งสะสมความรู้ทางวัฒนธรรม พระมหากษัตริย์จึงเปรียบได้กับ “ศรีษะ”ของบ้านเมือง โดยที่มาของสถาบันพระมหากษัตริย์แต่เดิม พัฒนามาจากระบบพ่อปกครองลูก บางช่วงได้รับอิทธิพลจากเขมรจึงเน้นเทวราชา แต่เมื่อเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์อันย่างเข้าสู่ยุคใหม่ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงปรับตัวไปตามแนวคิดทางพุทธศาสนา คือ แนวคิด “เอนกนิกรสโมสรสมมติ”ที่เน้นว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงขึ้นครองราชย์โดยความ เห็นชอบของชุมชนทางการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนืออาณาประชาราษฎรเพียงคนเดียว ในขณะที่ทุกคนเท่าเทียมกันหมด หากจะมีการแบ่งชั้นเป็นเพียงการแบ่งงานกันทำ และสามารถแบ่งกลุ่มได้เพียงกลุ่มที่จงรักภักดีกับไม่จงรักภักดีต่อพระมหา กษัตริย์[3]

ความเคลื่อนไหวทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและกลุ่มของ ท่าน ได้ทรงผลักดันและสร้างสรรแนวคิด”เอนกนิกรสโมสรสมมติ”ขึ้นอย่างจริงจังในการ อธิบายพระราชสถานะของพระองค์ว่า ทรงได้ขึ้นครองราชย์โดยมติความเห็นชอบของชุมชนทางการเมือง ทรงอธิบายด้วยการเน้นคติทางพุทธศาสนาและแนวทางธรรมราชาขึ้นอย่างโดดเด่น อำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นอำนาจที่ผูกพันอยู่กับผู้คนในสังคมการเมืองและ นับเนื่องจากพระมหากษัตริย์จนถึงประชาชนทั่วไปต่างมีหน้าที่ที่พึงปฏิบัติใน สังคมการเมืองร่วมกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าและสงบสุขของชุมชนทางการเมือง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯและกลุ่มของพระองค์ทรงสืบต่อและพัฒนาคำ อธิบายดังกล่าว โดยทรงมีคำวินิจฉัยว่า ลักษณะการเมืองการปกครองของไทยมีลักษณะเป็นสถาบัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาอย่างธรรมเนียมของคนในยุโรปหรืออื่นใด[4]

ในขณะที่ สำนักรัฐธรรมนูญนิยมเป็นความคิดจากตะวันตก ความคิดรากฐานก่อตัวขึ้นมาจากแนวคิดของนักปรัชญาการเมืองกลุ่มทฤษฎีสัญญา ประชาคมที่เห็นว่า การใช้อำนาจของรัฐต้องถูกจำกัดด้วยกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการจำกัดอำนาจของรัฐด้วยกฎหมาย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจของรัฐกับสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนและ เพื่อกำหนดกลไกอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดองค์กรของรัฐ[5]  เฟื่องฟูอยู่ในกลุ่มนักกฎหมายที่สำเร็จจากภาคพื้นทวีปยุโรป

เค้าความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมที่กล่าวถึงรูปแบบของรัฐนี้พบต้นเค้าได้จาก คำอธิบายกฎหมายปกครอง(2474) ของหลวงประดิษฐมนูธรรม นักกฎหมายคนสำคัญที่ต่อมาเป็นแกนนำในคณะราษฎรในการทำการปฏิวัติ 2475 ได้อธิบายรัฐบาลตามความหมายอย่างกว้างว่า “ รัฐบาลคือบุคคลหรือคณบุคคล ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศทั้งสามชะนิด คืออำนาจนีติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ตามแนวความหมายอย่างกว้างนี้ เราอาจแนกรัฐบาลออกเป็น 4 ชนิด 1 รัฐบาลซึ่งราษฎรได้ใช้อำนาจสูงสุดนั้นเองโดยตรง 2 รัฐบาลซึ่งได้ใช้อำนาจสูงสุดนั้น โดยมีผู้แทนอันเพิกถอนไม่ได้จนกว่าพ้นระยะเวลาที่ได้แต่งตั้งไว้ 3 รัฐบาลซึ่งได้ใช้อำนาจสูงสุดนั้น โดยมีผู้แทนอันเพิกถอนได้ตามความพอใจ 4 รัฐบาลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอำนาจเต็มในการที่จะใช้อำนาจสูงสุด ของรัฐ ”[6]

สำหรับตามความหมายอย่างแคบนั้น หลวงประดิษฐฯได้อธิบายว่า  รัฐบาลแบ่งได้เป็นรัฐบาลราชาธิปไตยและประชาธิปไตย โดยแบ่งจากบุคคลผู้เป็นหัวหน้าอำนาจบริหารว่าเป็นกษัตริย์หรือบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ รัฐบาลราชาธิปไตยนั้นแบ่งได้เป็น 5 ชนิด คือ “ 1 รัฐบาลประชาธิปตัยอำนาจไม่จำกัด(Monarchie absolue) คือพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจทำการใดๆโดยไม่จำกัด และใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง เช่น ประเทศสยาม 2 รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจจำกัด(Monarchie limitee) ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่มีอำนาจในการแผ่นดินนอกจากอำนาจในการพิธีและลงพระนาม และยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่างๆ แต่พระองค์มิได้ใช้อำนาจด้วยตนเอง อำนาจทั้งหลายในการบริหารตกอยู่ในนามคณเสนาบดี เช่นในประเทศอังกฤษ เพราะเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ได้นี้เอง จึ่งมีสุภาษิตอังกฤษอยู่ว่า King can do no wrong  พระเจ้าแผ่นดินไม่อาจกระทำผิด ถ้าจะพูดกลับอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ได้ ก็ทำผิดไม่ได้อยู่เอง 3 รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจจำกัดเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน แต่อัครมหาเสนาบดีมีอำนาจเกือบเต็มที่ในทางบริหาร เว้นไว้แต่ในบางกรณีย์ต้องได้รับปรึกษาจากสภาการแผ่นดิน… 4 รัฐบาลราชาธิปตัยซึ่งพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจร่วมกับอัครมหาเสนาบดีซึ่งเป็น คณทหารเช่นสเปญ…5 รัฐบาลราชาธิปตัยมีอำนาจจำกัดเล็กน้อย คือกิจการบางชนิดต้องปรึกษาคณเสนาบดี แต่ไม่ต้องปรึกษาสภาเลยก็ได้…”[7]

-------------------------------------------------

3. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ , ความคิด ความรู้ และอำนาจทางการเมืองในการปฏิวัติ 2475 , (กรุงทพฯ : ฟ้าเดียวกัน, 2546), หน้า83.

4. นครินทร์  , อ้างแล้ว , หน้า 84.

5. “Constitutionalism” in http://plato.stanford.edu/entries/constitutionalism และ http://en.wikipedia.org/ wiki/Constitutionalism

6. หลวงประดิษฐมนูธรรม “คำอธิบายกฎหมายปกครอง” ใน ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชนของปรีดี พนมยงค์,(พิมพ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 วัน แห่งการอสัญกรรมของผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ 9 สิงหาคม 2526) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2526), หน้า 163.

7. หลวงประดิษฐมนูธรรม , อ้างแล้ว, หน้า 165.

« การหายไปของ - คำถาม- ในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญปัจจุบันของไทย | | บริบทของการวางหลักการ - ความสืบเนื่องและความแตกหักของโลกทัศน หลังการปฏิวัติ 2475»

เข้าสู่ระบบ