Home » บทความ » ปิยบุตร แสงกนกกุล » “กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์” กรณีกษัตริย์เบลเยียมไม่ยอมลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติ

“กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์” กรณีกษัตริย์เบลเยียมไม่ยอมลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติ


“กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์” เครื่องมือแก้ไขปัญหากรณีกษัตริย์เบลเยียมไม่ยอมลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติ


ปิยบุตร แสงกนกกุล

“ใครก็ตามที่บอกว่าคนคนหนึ่งมีสิทธิในการยับยั้งกฎหมาย ใครก็ตามที่บอกว่าเจตจำนงของคนเพียงคนเดียวอยู่เหนือเจตจำนงของทุกคน นั่นแสดงว่าเขากำลังบอกว่าชาติไม่มีค่าอะไรเลย และคนเพียงคนเดียวนั้นแหละคือทุกสิ่งทุกอย่าง หากเรามอบสิทธิแก่คนคนหนึ่งผู้ซึ่งห่อหุ้มตนเองในฐานะเป็นอำนาจบริหาร เป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาติเพื่อทำหน้าที่บังคับใช้เจตจำนงของชาติ เป็นคนที่มีสิทธิในการตอบโต้และตีตรวนเจตจำนงของชาติ นั่นเท่ากับว่าเราได้สร้างปีศาจอันมองไม่เห็นในทางศีลธรรมและการเมือง และปีศาจตนนั้นไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากสิทธิของกษัตริย์ในการยับยั้งกฎหมาย”
Maximilien Robespierre
สุนทรพจน์ต่อต้านสิทธิของกษัตริย์ในการยับยั้งร่างกฎหมายทั้งแบบเด็ดขาดและแบบชั่วคราว,
กันยายน ๑๗๘๙


ประเด็นปัญหาพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมาย ด้วยการไม่ยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น นับเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่ยังอนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข หลายประเทศยังคงสงวนพระราชอำนาจดังกล่าวให้แก่กษัตริย์โดยกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ แต่พระราชอำนาจนั้นเป็นเพียงการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายชั่วคราวเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุดรัฐสภายังคงมีอำนาจในการยืนยันร่างพระราชบัญญัติที่ตนให้ความเห็นชอบมาแล้วกลับไปอีกครั้งโดยให้มีผลใช้เป็นกฎหมายได้ทันที หลายประเทศถือกันว่าเป็นกฎหมายจารีตประเพณีในระดับรัฐธรรมนูญไปแล้วว่ากษัตริย์ต้องลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายทุกครั้งไป ในขณะที่บางประเทศไปไกลถึงขนาดว่า ให้รัฐบาลเป็นผู้ลงนามในร่างพระราชบัญญัติเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เองโดยไม่ต้องมีกระบวนการทูลเกล้าฯให้กษัตริย์ลงนาม
 
กล่าวสำหรับเบลเยียม ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ (เดิมคือมาตรา ๖๙) กำหนดว่า “กษัตริย์บังคับและประกาศใช้กฎหมาย” นั่นหมายความว่า ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบจะมีผลเป็นกฎหมายก็ต่อเมื่อกษัตริย์ลงนามบังคับและประกาศใช้กฎหมายเสียก่อน โดยทั่วไปแล้ว เมื่อรัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติใด เมื่อนายกรัฐมนตรีส่งต่อไปให้กษัตริย์ กษัตริย์ก็จะลงนามประกาศให้เป็นกฎหมายเสมอ อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์สำคัญในปี ๑๙๙๐ จนนำมาซึ่งปัญหาว่า ถ้ากษัตริย์ยืนยันไม่ยอมลงนามประกาศใช้กฎหมายแล้ว ผลจะเป็นเช่นไร

๓๐ มีนาคม ๑๙๙๐ กษัตริย์ Baudouin ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรีว่า ตนเสียใจที่ไม่อาจลงนามในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา พระองค์ให้เหตุผลว่าร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นปัญหาใหญ่ต่อจิตสำนึกของพระองค์ ด้วยความห่วงใยว่าการไม่ลงนามจะกีดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ในฐานะประมุขของรัฐประสงค์ให้รัฐบาลและรัฐสภาร่วมมือกันหาวิธีการตามกฎหมายเพื่อประสานระหว่างสิทธิของกษัตริย์ในการไม่ถูกบังคับให้กระทำการในสิ่งซึ่งขัดต่อสามัญสำนึกของพระองค์กับความจำเป็นของการดำเนินการของสถาบันการเมืองในประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

การไม่ยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งนี้ ไม่ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ของรัฐธรรมนูญและระบอบการเมืองการปกครองเบลเยียมมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกษัตริย์ Baudouin ตระหนักทราบดีถึงพระราชอำนาจของตนเองอันมีอยู่อย่างจำกัด ดังจะเห็นได้จากพระองค์ทรงแสดงเจตนาไว้ในสารถึงนายกรัฐมนตรีให้ช่วยกันหาวิธีการที่เหมาะสม นั่นแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ปรารถนาให้เจตจำนงของพระองค์อยู่เหนือเจตจำนงของประชาชน และไม่ปรารถนาให้เจตจำนงของพระองค์เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย

เมื่อกษัตริย์ Baudouin ทรงแจ้งเจตจำนงของพระองค์มาเช่นนี้ ภาระหนักในการคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาจึงตกอยู่กับรัฐบาล มีข้อเสนออยู่ ๓ วิธีที่พอจะเป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ วิธีแรก กษัตริย์ทรงสละราชสมบัติ ในกรณีที่อย่างไรเสียกษัตริย์ก็ไม่ยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติเพราะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัตินั้น เช่นนี้ ถือว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับรัฐบาลและรัฐสภาอย่างชัดเจน กษัตริย์ก็อาจสละราชสมบัติเพื่อแสดงการประท้วงโดยรักษาระบบเอาไว้ แต่วิธีการนี้เป็นวิธีการที่รุนแรงที่สุด ซึ่งจากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่า กษัตริย์ Baudouin ไม่ได้ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับรัฐบาลและรัฐสภา หากนำวิธีการสละราชสมบัติมาใช้ ก็อาจเป็นวิธีการที่รุนแรงจนเกินไป นอกจากนี้สมมติว่ากษัตริย์ Baudouin สละราชสมบัติจริง ก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรว่ากษัตริย์องค์ต่อไปจะยินยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้ง

วิธีที่สอง การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อคณะรัฐมนตรีพบว่ากษัตริย์อยู่ในสภาวะไม่อาจครองราชย์ได้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นทำหน้าที่แทนกษัตริย์ โดยคณะรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ วิธีการนี้อาจประสบปัญหาว่าผู้ใดสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนเพื่อมาทำหน้าที่ลงนามและประกาศใช้กฎหมาย

วิธีที่สาม รัฐบาลลาออก ตามหลัก “The King can do no wrong” ในระบอบประชาธิปไตย ความคิดเห็นของกษัตริย์ต้องเป็นความลับ ในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถรักษาความคิดเห็นของกษัตริย์ให้เป็นความลับได้ รัฐบาลนั้นต้องลาออก แต่กรณีนี้รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เปิดเผยความเห็นของกษัตริย์ แต่เป็นกษัตริย์ Baudouin เองที่แสดงความคิดเห็นตั้งแต่แรกให้นำเรื่องการทำแท้งมาถกเถียงกันเป็นประเด็นสาธารณะ นอกจากนี้พระองค์ยังแสดงเจตนาชัดเจนว่าให้รัฐบาลหาวิธีการแก้ไขในกรณีที่พระองค์ไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้ง นอกจากนี้สมมติว่านายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ในระหว่างการรณรงค์หาเสียง ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่แต่ละพรรคการเมืองจะนำประเด็นเรื่องกษัตริย์ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติการทำแท้งซึ่งเป็นมูลเหตุของการยุบสภาไปเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียง สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของสถาบันกษัตริย์มากขึ้น

รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ทั้ง ๓ วิธีนี้ไม่เหมาะสมนำมาใช้แก้ปัญหา วิธีแรกและวิธีที่สาม เป็นวิธีการที่รุนแรงเกินไป และอาจส่งผลให้เกิดวิกฤตมากกว่าเดิม ส่วนวิธีที่สองนั้น แม้อาจพอนำมาใช้ได้ แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องการสรรหาบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน ในท้ายที่สุด รัฐบาลตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่สอง โดยนำมาตรา ๗๙ มาใช้ประกอบด้วย และอาศัยการ “บิดผัน” รัฐธรรมนูญ ตีความไปให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศใช้กฎหมาย

นายกรัฐมนตรีมีจดหมายตอบลงวันที่ ๓ เมษายน ๑๙๙๐ ว่าวิธีการที่ไม่กระทบต่อการดำเนินการของสถาบันการเมือง คือ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาต้องได้รับการประกาศใช้และมีผลใช้บังคับ นายกรัฐมนตรีจึงเสนอให้นำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ (ปัจจุบัน คือ มาตรา ๙๓) ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้ากษัตริย์อยู่ในสภาวะไม่อาจครองราชย์ได้ ภายหลังพบเห็นสภาวะไม่อาจครองราชย์ได้นั้น ให้รัฐมนตรีเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโดยพลัน การแต่งตั้งผู้อนุบาลหรือผู้สำเร็จราชการแทนให้เป็นมติร่วมกันของที่ประชุมทั้งสองสภา” ประกอบกับมาตรา ๗๙ (ปัจจุบัน คือ มาตรา ๙๐) ซึ่งบัญญัติว่า “ในระหว่างวันที่กษัตริย์สิ้นพระชนม์จนกระทั่งถึงการสาบานตนขององค์รัชทายาทเพื่อขึ้นครองราชย์หรือการสาบานตนของผู้สำเร็จราชการ ให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของกษัตริย์แทนไปพลางก่อน ทั้งนี้ในนามของประชาชนชาวเบลเยียม และภายใต้ความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี” จากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว รัฐบาลตีความว่าในระหว่างที่กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้ ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของกษัตริย์แทน นั่นหมายความว่า ในกรณีนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศใช้พระราชบัญญัติแทนกษัตริย์ พร้อมกันนี้รัฐบาลเสนอว่าในอนาคตจำเป็นต้องหารือปัญหาเกี่ยวกับพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการลงนามประกาศหรือไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมายให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวให้เหมาะสมและชัดเจน ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ข้อเสนอของรัฐบาลพยายามพิจารณาทั้งด้านจิตสำนึกของกษัตริย์ และด้านการตรากฎหมายตามระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ เมื่อกษัตริย์ไม่เต็มใจในการลงนามในร่างพระราชบัญญัติ ในขณะที่รัฐสภาก็ลงมติให้ความเห็นชอบมาแล้ว หากบังคับให้กษัตริย์ต้องลงนาม ก็เป็นการบีบบังคับกดดันองค์ประมุขของรัฐมากเกินไปเท่ากับว่ากษัตริย์ไม่มีสิทธิใดๆเลยหรือ แม้กระทั่งสิทธิในสามัญสำนึกของตนที่อาจไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ อีกด้านหนึ่ง หากยินยอมให้กษัตริย์ไม่ลงนาม ก็เท่ากับว่าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งไม่มีผลใช้บังคับทั้งๆที่รัฐสภาในฐานะผู้แทนประชาชนได้ให้ความเห็นชอบมาแล้ว หากกษัตริย์มีสิทธิในการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ตนไม่เห็นด้วย ทำให้ไม่มีผลใช้เป็นกฎหมาย นั่นเท่ากับว่าเป็นการละเมิดหลักการประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงเสนอทางสายกลางให้กษัตริย์อยู่ในสภาวะ “ไม่อาจครองราชย์ได้” ชั่วคราว เพื่อให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

ภายหลังรับจดหมายจากนายกรัฐมนตรีแล้ว กษัตริย์ Baudouin ทรงตกลงยอมรับข้อเสนอ นายกรัฐมนตรีจึงรีบเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๑๙๙๐ เพื่อพิจารณาว่ากษัตริย์ Baudouin อยู่ในสภาวะไม่อาจครองราชย์ได้ตั้งแต่วันที่  ๓ เมษายน ๑๙๙๐ เป็นต้นไปตามมาตรา ๘๒ (ปัจจุบัน คือ มาตรา ๙๓)  และในวันเดียวกันนั้นเอง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งที่ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภาก็ถูกนำขึ้นให้คณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย โดยคณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา ๗๙ (ปัจจุบัน คือ มาตรา ๙๐) ปฏิบัติหน้าที่แทนกษัตริย์  หลังจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งได้รับการประกาศใช้และมีผลเป็นกฎหมายแล้ว ในวันที่ ๔ เมษายน คณะรัฐมนตรีก็มีมติว่าสภาวะที่ทำให้กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้นั้นมิได้ดำรงอยู่ต่อไปแล้ว จึงขอเรียกประชุมร่วมกันทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา วันที่ ๕ เมษายน ทั้งสองสภาพิจารณาแล้วเห็นว่าสภาวะไม่อาจครองราชย์ได้ของกษัตริย์ Baudouin ได้หมดสิ้นไปแล้ว ด้วยคะแนน ๒๕๔ เสียงและงดออกเสียง ๙๔ เสียง

เป็นอันว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยกษัตริย์ Baudouin ก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ลงนาม

แม้วิธีการดังกล่าวอาจเป็น “ทางสายกลาง” และประนีประนอม ไม่หักหาญน้ำใจของกษัตริย์มากกเกินไป ในขณะเดียวกันก็ทำให้กระบวนการนิติบัญญัติเดินหน้าต่อไปได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกรณีกษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้ สมควรถูกนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์เมื่อกษัตริย์ไม่ยินยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติหรือไม่ ประเด็นหนึ่ง และกษัตริย์มีสิทธิไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่ง

ประเด็นแรก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี ๑๘๓๑ มุ่งหมายให้บทบัญญัติในมาตรา ๙๓ (เดิมคือมาตรา ๘๒) ใช้บังคับกับกรณีที่กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะปัญหาสุขภาพทางร่างกายหรือทางจิตใจ แต่ในทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราพบเห็นการนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในหลายกรณีซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องปัญหาสุขภาพของกษัตริย์

บทบัญญัติ “กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้” ถูกนำมาใช้ ๔ ครั้ง ครั้งแรก ในรัชสมัย Léopold III ระหว่างวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๑๙๔๐ ถึง ๗ พฤษภาคม ๑๙๔๕ เพราะ Léopold III ถูกควบคุมตัวเป็นเชลยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครั้งที่สอง ในรัชสมัย Léopold III ระหว่างพฤษภาคม ๑๙๔๕ ถึงกรกฎาคม ๑๙๔๕ เพราะ ป่วย ครั้งที่สาม ในรัชสมัย Léopold III ๑๔ กรกฎาคม ๑๙๔๕ ถึง ๑๐ สิงหาคม ๑๙๕๐ เพราะมูลเหตุทางการเมือง และครั้งที่สี่ ในรัชสมัย Baudouin ระหว่างวันที่ ๓ เมษายน ๑๙๙๐ ถึง ๕ เมษายน ๑๙๙๐ เพราะเหตุผลทางจิตสำนึกทางศีลธรรม  

กรณีกษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้ด้วยเหตุที่ว่ากษัตริย์ถูกควบคุมตัวเป็นเชลยหรือกษัตริย์ป่วยนั้น ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของกษัตริย์เองที่ไม่อยากครองราชย์ชั่วคราวและคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาก็ไม่ได้ต้องการให้กษัตริย์ไม่ครองราชย์เป็นการชั่วคราว ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๓ กำหนดขึ้นมาเพื่อกรณีสุดวิสัยเหล่านี้ แต่กับสองกรณีหลังนั้น เป็นการนำบทบัญญัติกรณีกษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้มาใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  

กล่าวสำหรับเหตุการณ์ปี ๑๙๙๐ รัฐบาลนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาให้พระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้งได้รับการประกาศใช้และมีผลเป็นกฎหมายโดยไม่ต้องให้กษัตริย์ลงนาม ทั้งนี้รัฐบาลอ้างว่าสภาวะที่กษัตริย์ไม่ยินยอมลงนามในร่างกฎหมายถือเป็นสภาวะที่กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์ได้ วิธีการเช่นนี้อาจช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่ในอนาคตหากเกิดกรณีกษัตริย์ไม่ยินยอมลงนามประกาศใช้กฎหมาย แล้วนำวิธีการเช่นนี้มาใช้อีกก็คงไม่เหมาะสม นักวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญจำนวนมากเสนอว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ให้ชัดเจน หากยินยอมให้กษัตริย์ละเมิดจารีตประเพณีในระดับรัฐธรรมนูญที่กษัตริย์ต้องลงนามประกาศใช้กฎหมายทุกครั้งไป แล้วรัฐบาลก็ต้องตามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการ “บิดผัน” รัฐธรรมนูญเช่นนี้เรื่อยไป อาจนำมาซึ่งวิกฤตการเมืองและรัฐธรรมนูญได้  

ประเด็นที่สอง มีข้อสงสัยประการหนึ่งว่า กษัตริย์ไม่มีสิทธิไม่กระทำการใดที่เป็นการขัดต่อจิตสำนึกของตนเองเลยหรือ กษัตริย์ก็เป็นประชาชน เป็นพลเมืองในรัฐคนหนึ่ง เมื่อประชาชนทั่วไปมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีเสรีภาพในความเชื่อและในจิตสำนึกของตนเอง ไฉนกษัตริย์จะมีเสรีภาพเหล่านี้ไม่ได้? โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญเบลเยียมและอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็ให้การรับรองเสรีภาพเหล่านี้ไว้

ความข้อนี้ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญเห็นกันว่า แน่นอนที่สุดกษัตริย์มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แน่นอนที่สุดกษัตริย์อาจตระหนกตกใจกับเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติ และแน่นอนที่สุดความคิดและความเชื่อส่วนบุคคลของกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับรัฐบาลและรัฐสภา อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเช่นว่านั้นต้องเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลและเป็นความลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไรก็ตามที่กษัตริย์มีความคิดเห็นเชิงจริยศาสตร์หรือการเมืองต่อการกระทำของรัฐสภา การแสดงความคิดเห็นนั้นยิ่งต้องเป็นความลับ กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐไม่อาจแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ กษัตริย์จึงเป็นพลเมืองที่ไม่อาจวิจารณ์กฎหมายของประเทศได้   ถึงแม้ประเพณีตามรัฐธรรมนูญเบลเยียมยอมรับว่ากษัตริย์อาจมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะในประเด็นที่น่าสนใจของพลเมืองได้ และความเห็นของกษัตริย์นั้นจะมิใช่ความเห็นอันเป็นเนื้อเดียวกันกับความเห็นของรัฐบาลก็ตาม แต่กษัตริย์ต้องไม่แสดงความเห็นโดยที่รัฐบาลไม่รับรู้มาก่อน

แล้วหลักที่ว่ากษัตริย์ต้องลงนามในร่างพระราชบัญญัติทุกครั้งไปทั้งๆที่ขัดจิตสำนึกตนเองอย่างร้ายแรงนั้น จะไม่ขัดกับเสรีภาพในจิตสำนึกที่อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองไว้หรือ? การปฏิเสธของกษัตริย์ในการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติเป็นการแสดงออกซึ่งจิตสำนึกของตน เป็นการใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในความเชื่อและในจิตสำนึกของตนเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญและอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองไว้ อย่างไรก็ตาม พิจารณาอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือจากสิทธิและเสรีภาพแล้ว กษัตริย์ก็มีหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ในฐานะเป็นกษัตริย์และประมุขของรัฐในระบอบประชาธิปไตย เมื่อบุคคลหนึ่งเข้าดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยแล้ว บุคคลนั้นต้องยอมรับว่าตนเองมีพันธะและหน้าที่ใดบ้างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดและตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพที่บุคคลทั่วไปมี นั่นพวกเขามีได้ก็เพราะพวกเขาเป็นปัจเจกชนคนทั่วไป หากกษัตริย์สามารถอ้างสิทธิและเสรีภาพใดๆอย่างเช่นบุคคลทั่วไปพึงมีได้เสมอโดยมิพักคำนึงถึงว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพเหล่านั้นจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยแล้ว บุคคลที่ดำรงตำแหน่งกษัตริย์นั้นก็ต้องไปเป็นบุคคลธรรมดา มิใช่มาดำรงตำแหน่งกษัตริย์  เราอาจยกตัวอย่างโดยเทียบเคียงกับผู้พิพากษาว่า หากผู้พิพากษาคนหนึ่งมีความคิดความเชื่อและจิตสำนึกไม่ยอมรับการทำแท้งโดยเด็ดขาด ต่อมาผู้พิพากษาคนนั้นได้พิจารณาคดีหนึ่งเกี่ยวกับการทำแท้งและต้องนำกฎหมายทำแท้งมาบังคับใช้แก่คดี เขาสามารถอ้างเสรีภาพในความคิดจิตสำนึกเพื่อปฏิเสธไม่นำกฎหมายทำแท้งมาใช้กับคดีได้อย่างนั้นหรือ? เช่นกัน กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ต้องเป็นผู้รักษารัฐธรรมนูญและรักษาระบอบประชาธิปไตย หากการใช้เสรีภาพของกษัตริย์ทำให้กระบวนการนิติบัญญัติต้องสะดุดหยุดลงหรือไปกีดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทั่วไปของประชาชนซึ่งแสดงออกผ่านทางฝ่ายนิติบัญญัติแล้วล่ะก็ กษัตริย์ย่อมไม่อาจใช้เสรีภาพเช่นว่านั้นได้

สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า “วีโต้” นั้น เป็นที่น่าสนใจว่ากษัตริย์เบลเยียมมีพระราชอำนาจนี้หรือไม่ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (เดิมคือมาตรา ๖๙) กำหนดว่า “กษัตริย์บังคับและประกาศใช้กฎหมาย”

พิจารณาจากประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของเบลเยียม พบว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ๓ ครั้ง ได้แก่ ปี ๑๘๔๒ และ ๑๘๔๕ ในรัชสมัย Léopold I และปี ๑๘๘๔ ในรัชสมัย Léopold II ครั้งแรก เป็นกรณีที่กษัตริย์และรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมากของรัฐสภา ในขณะที่อีกสองครั้งเป็นกรณีที่การยับยั้งประกาศใช้กฎหมายไม่ได้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับรัฐสภา เพราะรัฐสภาตกลงยินยอมตามความเห็นของกษัตริย์

การไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมาย หรือ “วีโต้” ของ Léopold I ในปี ๑๘๔๒ เป็นกรณีที่รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในครั้งนั้น รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติลดอัตราภาษีสรรพสามิตการนำเข้าไวน์โดยให้มีผลย้อนหลัง รัฐบาลไม่เห็นด้วย เพราะ การมีผลย้อนหลังดังกล่าวกระทบเงินงบประมาณหลายล้านฟรังค์ จึงเสนอให้กษัตริย์ไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมาย ตุลาคม ๑๘๔๒ Léopold I จึงประกาศพระบรมราชโองการมีเพียงมาตราเดียวว่า “ร่างพระราชบัญญัติไม่ถูกประกาศใช้” อย่างไรก็ตาม รัฐสภาไม่ได้ตอบโต้การวีโต้แต่ประการใด

ในปี ๑๘๔๕ รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติปกป้องผลิตภัณฑ์ธัญพืชด้วยการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าธัญพืชให้สูง บรรดาเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบจากธัญพืชได้รับความเดือดร้อนจากราคาของธัญพืชที่สูงขึ้น Léopold I ได้แสดงเจตนาต้องการยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้น แต่พระองค์ไม่ได้เปิดเผยเจตนาดังกล่าวอย่างเป็นทางการ หากปรากฏอยู่ในรูปของบันทึกส่วนพระองค์ ภายหลังพระองค์ก็ได้ทำความเข้าใจกับรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะตกไปก็ได้ เพราะ สถานการณ์ ณ เวลานั้น ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายปกป้องผลิตภัณฑ์ธัญพืชแล้ว

การใช้สิทธิยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายโดยกษัตริย์เกิดขึ้นอีกครั้งในปี ๑๘๘๔ ซึ่งครั้งนี้เป็นกรณีเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลขั้วเสรีนิยมผลักดันร่างพระราชบัญญัติแบ่งเขตเทศบาลใหม่ และเสียงข้างมากในสภาก็ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ไม่นาน แต่ยังไม่มีผลเป็นกฎหมายเพราะกำลังอยู่ในขั้นตอนการลงนามประกาศใช้ การจัดตั้งเขตเทศบาลใหม่ครั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งของพรรคขั้วรัฐบาลเดิม เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป ผลปรากฏว่าขั้วรัฐบาลเดิมกลายเป็นเสียงข้างน้อย ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลจากอีกขั้วหนึ่งเข้ามาแทน รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการแบ่งเขตเทศบาลนี้ จึงเสนอให้ Léopold II ไม่ลงนามประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว Léopold II ถามย้ำอีกครั้งว่า พระองค์จะไม่ลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติได้หรือ รัฐบาลจึงให้ข้อสังเกตกลับไปว่า หากวันข้างหน้าพรรคการเมืองขั้วเสรีนิยมกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีก ก็จะนำร่างพระราชบัญญัติที่ค้างรอการลงนามของกษัตริย์อยู่นี้กลับขึ้นไปให้กษัตริย์ลงนามอีก โดยไม่ยอมนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้ง ในท้ายที่สุด Léopold II จึงตัดสินใจประกาศพระบรมราชโองการไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมายเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๑๘๘๔ ว่า “ตามความเห็นของคณะรัฐมนตรีของเราและรัฐมนตรีมหาดไทยของเรา เราขอประกาศ... ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ถูกประกาศใช้”

การยับยั้งประกาศใช้กฎหมายของ Léopold II ในปี ๑๘๘๔ นี้ ไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่มของพระองค์เอง แต่เป็นรัฐบาลชุดใหม่ที่พึ่งเข้ารับตำแหน่งเสนอความเห็นแก่ Léopold II อาจกล่าวได้ว่า การยับยั้งประกาศใช้กฎหมายของ Léopold II  ในครั้งนี้มีรัฐมนตรีลงนามกำกับ

ในทางตำรา มีผู้สงสัยกันว่าพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า “วีโต้” นั้น มีอยู่จริงหรือไม่ในระบอบประชาธิปไตย Woeste แสดงความเห็นไว้ในวารสาร La Revue Générale เมื่อปี ๑๘๙๓ ว่า “เราพูดกันเสมอว่าการประกาศใช้กฎหมายของกษัตริย์เป็นภาพลวงตา โดยหลงลืมไปว่า โดยทั่วไปแล้วกษัตริย์ไม่อาจโต้แย้งกับรัฐสภาได้ โอกาสที่ยังพอเหลืออยู่บ้างสำหรับกษัตริย์ คือ กรณีที่ประโยชน์มหาชนเรียกร้องให้กษัตริย์ยับยั้งร่างกฎหมาย”

ในช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒ กษัตริย์ Albert I เคยหยิบยกประเด็นการยับยั้งร่างกฎหมายขึ้นมา วันที่ ๒๔ มกราคม ๑๙๓๓ ในขณะที่รัฐสภากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการใช้ภาษาในส่วนราชการต่างๆ กษัตริย์ Albert I ได้ฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าร่างพระราชบัญญัตินี้มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจเป็นอันตรายต่อเบลเยียมในอนาคต และกระทบต่อจิตสำนึกประมุขของรัฐอย่างร้ายแรง วันรุ่งขึ้นรัฐบาลได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปใหม่ตามความคิดของกษัตริย์ กษัตริย์ Albert I จึงไม่จำเป็นต้องยับยั้งร่างกฎหมาย เหตุการณ์นี้แม้ไม่ใช่การยับยั้งด้วยการไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมายโดยตรง แต่ก็อาจเรียกได้ว่ากษัตริย์มีบทบาทในการแทรกแซงกระบวนการนิติบัญญัติ

ในบันทึกของ Eyskens ระบุว่า ในปี ๑๙๕๕ กษัตริย์ Baudouin มีความคิดที่จะยับยั้งร่างพระราชบัญญัติการศึกษา กษัตริย์ได้สอบถามไปยังนาย Eyskens ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่าตนจำต้องลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษานี้หรือไม่ Eyskens ตอบไปว่าเป็นหน้าที่ของพระองค์ในการลงนามประกาศใช้กฎหมาย หากพระองค์ไม่ทำ อาจนำมาซึ่งวิกฤตทางการเมืองได้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน กษัตริย์ Baudouin ก็ลงนามประกาศใช้กฎหมาย

นับแต่ปี ๑๘๘๔ ที่กษัตริย์ Léopold II ยับยั้งการประกาศใช้กฎหมาย ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์เบลเยียมใช้อำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายด้วยการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกเลย นักกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายคนเห็นตรงกันว่า เป็นประเพณีไปแล้วที่กษัตริย์จะประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาให้มีผลเป็นกฎหมายทุกครั้งไป เช่น Wigny เห็นว่า กษัตริย์ประกาศให้ร่างพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้กลายเป็นเรื่องอัตโนมัติไปแล้ว  หรือ Mast เห็นว่า ในความเป็นจริง พระราชอำนาจของกษัตริย์ในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติได้ถูกยกเลิกไปแล้ว  ในขณะที่ Velu เห็นว่า กษัตริย์ประกาศให้ร่างพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้กลายเป็นเรื่องเกือบจะอัตโนมัติไปแล้ว เหลือแต่บางกรณีที่ยกเว้นเป็นอย่างยิ่งจริงๆเท่านั้นที่กษัตริย์อาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัติได้  ส่วน Delpérée ยืนยันว่า “พระราชอำนาจของกษัตริย์ในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติไม่มีความหมายในระบบรัฐธรรมนูญของเรา”

................................

ในความเห็นของผู้เขียน หากรัฐใดประกาศตนเป็นประชาธิปไตย และยังอนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐต่อไป กษัตริย์อาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายด้วยการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้กษัตริย์ไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมายเท่านั้น และผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ คือ รัฐบาล แต่กษัตริย์ไม่สามารถริเริ่มยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายได้ด้วยตนเองตามลำพัง เพราะขัดกับหลัก “The King can do no wrong” ตามระบอบประชาธิปไตยที่กษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรผิดเพราะกษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรเลย แต่เป็นองค์กรผู้ทำหน้าที่ลงนามกำกับต่างหากที่เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังกระทบกระเทือนต่อหลักความเป็นกลางทางการเมืองของกษัตริย์อีกด้วย หากกษัตริย์ตัดสินใจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายโดยลำพังแล้ว ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่สาธารณชนจะวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของกษัตริย์

ในส่วนกรณีที่กษัตริย์ยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายด้วยการไม่ลงนามในกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภามาแล้วนั้น อาจนำมาซึ่งวิกฤตการเมืองและไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย กรณีเช่นนี้อาจแก้ไขได้ด้วย ๒ วิธี โดยวิธีแรกเป็นวิธีนุ่มนวลส่วนวิธีที่สองเป็นวิธีถึงราก

วิธีแรก กษัตริย์มีพระราชอำนาจยับยั้งชั่วคราว
รัฐธรรมนูญอาจบัญญัติไว้ชัดเจนว่ากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายด้วยการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผลเพียงยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น หากรัฐสภายืนยันกลับไปด้วยเสียงข้างมาก และกษัตริย์ยังไม่ยอมลงนามประกาศใช้อีก ก็ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศใช้แทน

วิธีนี้ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุขมากนัก รัฐธรรมนูญของสเปน  เบลเยียม  เดนมาร์ก  ญี่ปุ่น  ไม่ได้กำหนดให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจยับยั้งชั่วคราว กำหนดแต่เพียงว่าร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อกษัตริย์ลงนาม เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่ากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตรากฎหมายและฝ่ายบริหารเป็นผู้ประกาศและบังคับใช้กฎหมาย กษัตริย์จึงต้องทำหน้าที่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการตราและให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้มีผลเป็นกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของประเทศเหล่านี้ไม่ได้กำหนดว่ากรณีจะเป็นอย่างไรหากกษัตริย์ไม่ยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่ากษัตริย์จะลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาทุกครั้งไป จนกลายเป็นประเพณีตามรัฐธรรมนูญไปแล้ว๑๐

มีเพียงนอร์เวย์เท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตยและอนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข และกำหนดให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายด้วยการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ มาตรา ๗๗ ถึงมาตรา ๗๙ กำหนดว่า เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ให้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นเสนอต่อกษัตริย์เพื่อลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย ในกรณีที่กษัตริย์ไม่ยอมลงนาม รัฐสภาต้องนำร่างพระราชบัญญัตินั้นมาพิจารณาใหม่ หากยังคงยืนยันตามเดิม และกษัตริย์ไม่ยอมลงนามอีก ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีผลเป็นกฎหมาย ส่วนลักเซมเบิร์กนั้นพึ่งแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวเมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๐๐๙ เดิมมาตรา ๓๔ บัญญัติว่า “แกรนด์ดุ๊กลงนามให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับและประกาศใช้พระราชบัญญัติภายใน ๓ เดือนนับแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ” ต่อมาถูกแก้ไขเป็น “แกรนด์ดุ๊กประกาศใช้พระราชบัญญัติภายใน ๓ เดือนนับแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อสร้างความชัดเจนว่าแกรนด์ดุ๊กไม่สามารถยับยั้งร่างพระราชบัญญัติได้ แต่ทำได้เพียงประกาศใช้พระราชบัญญัติ

วิธีที่สอง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศใช้กฎหมายเอง ร่างพระราชบัญญัติใดที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาแล้ว ไม่ต้องให้กษัตริย์ลงนามประกาศใช้ แต่ให้รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นผู้ลงนามประกาศใช้ วิธีนี้เป็นการตัดปัญหาเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการไม่ลงนามประกาศใช้กฎหมายดังที่ปรากฏในสวีเดน กระบวนการนิติบัญญัติของสวีเดนกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า เมื่อสภา Riksdag (สวีเดนใช้ระบบสภาเดียว) ลงมติเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติใด รัฐบาลต้องประกาศให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายโดยไม่มีเงื่อนไข จะเห็นได้ว่า องค์กรผู้ทำหน้าที่ประกาศใช้กฎหมาย คือ รัฐบาล ไม่ใช่กษัตริย์เหมือนดังประเทศอื่นที่ใช้กษัตริย์เป็นประมุขซึ่งต้องมีกระบวนการให้กษัตริย์ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย

กล่าวสำหรับระบบกฎหมายไทยแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๑ บัญญัติว่า “ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวันให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว”
ความข้อนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไทยยอมรับพระราชอำนาจในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายเป็นการชั่วคราว โดยกษัตริย์อาจไม่เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้น หรืออาจประวิงเวลาไม่ลงนามไว้ ๙๐ วัน เช่นนี้ รัฐสภาต้องนำร่างพระราชบัญญัติมาพิจารณาอีกครั้ง หากยืนยันกลับไปด้วยเสียง ๒ ใน ๓ นายกรัฐมนตรีก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ หากกษัตริย์ยังไม่ยอมลงนามภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ รวมความแล้วรัฐธรรมนูญไทยอนุญาตให้ร่างพระราชบัญญัติไปค้างอยู่ที่ขั้นตอนการลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ถึง ๔ เดือน !!!

นอกจากนี้ยังมีนักกฎหมายบางส่วนเห็นเพิ่มเติมไปอีกว่า ปัจจุบันนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไปแล้วว่า ในกรณีที่กษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย รัฐสภาก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยืนยันกลับไปเพื่อประกาศใช้กฎหมายนั้นเสมือนหนึ่งว่าทรงลงพระปรมาภิไธย อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัตินี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกตามพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์๑๑

...............................

ประเทศหนึ่ง ไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่าให้กระทำอย่างไร แต่พวกเขาก็พยายามคิดค้นวิธีการเพื่อให้ “ประชาธิปไตย” มาก่อน “กษัตริย์” แต่อีกประเทศหนึ่ง รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน แต่กลับมีผู้คิดค้นวิธีการเพื่อให้ “กษัตริย์” มาก่อน “ประชาธิปไตย”

เพราะ ที่นี่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยธรรมดา หากเป็นประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งมี “ความพิเศษ” อันยากหาที่ใดมาเสมอเหมือน !!!


เชิงอรรถ
R. Lallemand, “La conscience royale et la représentation de la nation. Réflexion à propos d’une crise”, J.T., 8 septembre 1990, n°5556.

P. Wigny, Droit constitutionnel, T.II, Bruxelles, 1952, p.618.

A. Mast, Overzicht van het Belgisch Gronfwettelijk Recht, Gand-Louvain, 1975, p.173.

J. Velu, Droit public, T.I, Bruxelles, 1986, p.703.

Francis Delpérée ในการสัมภาษณ์กับ La Libre Belgique วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๑๙๘๙

รัฐธรรมนูญสเปน มาตรา ๙๑ “กษัตริย์ลงนามให้พระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายภายใน ๑๕ วัน กษัตริย์ต้องนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาทันที”

รัฐธรรมนูญเบลเยียม มาตรา ๑๐๙ “กษัตริย์ลงนามให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับและประกาศใช้เป็นกฎหมาย”

รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก มาตรา ๒๒ “ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายก็ต่อเมื่อกษัตริย์ได้ลงนามบังคับใช้อย่างช้าภายใน ๓๐ วันนับแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ กษัตริย์ประกาศและบังคับใช้พระราชบัญญัติ”

รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น มาตรา ๗ “จักรพรรดิปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้ในฐานะตัวแทนของรัฐและในนามประชาชน ทั้งนี้ตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี : - ประกาศใช้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ, พระราชบัญญัติ, พระราชกฤษฎีกา และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ...”

๑๐ ในเดนมาร์ก กษัตริย์ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๑๘๖๕ ในสวีเดน กษัตริย์ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๑๙๑๒ (ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญสวีเดนกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศใช้กฎหมายแทนกษัตริย์แล้ว) ส่วนอังกฤษ แม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไปแล้วว่ากษัตริย์จะไม่ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา กษัตริย์อังกฤษยับยั้งร่างพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายในรัชสมัยพระราชินีแอน เมื่อปี ๑๗๐๘

๑๑ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชน เล่ม ๓ ที่มาและนิติวิธี, นิติธรรม, ๒๕๓๘, หน้า ๒๒๙ และวิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิตอีกหลายเล่มที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยและธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไทยได้เดินตามความเห็นนี้



อ้างอิง
Francis Delpérée, “Le Roi sanctionne les lois”, J.T., 5 octobre 1991, N°5602.
Raymond Fusilier, Les Monarchies parlementaires - Étude sur les systèmes de gouvernement, Suède, Norvège, Danemark, Belgique, Pays-Bas, Luxembourg, Éditions ouvrières, Paris, 1960.
Robert Senelle, Emile Clément, Edgard Van de Velde, A l’attention de Sa Majesté le Roi : La monarchie constitutionnelle et le régime parlementaire en Belgique, Editions mols, 2006, pp.69-220.



พิมพ์