Home » บทความแนะนำ » ท่านสถิตย์ ไพเราะ โต้บทความ“ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” ของท่านภชฤทธิ์ นิลสนิท
ท่านสถิตย์ ไพเราะ โต้บทความ“ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” ของท่านภชฤทธิ์ นิลสนิท
หมายเหตุ : บทความ "ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์" ของท่านภชฤทธิ์ นิลสนิท, ตีพิมพ์เผยแพร่ใน ดุลพาห. ปีที่ ๕๘ เล่ม ๑ (มกราคม - เมษายน ๒๕๕๔). หน้า ๓๙ - ๖๙ [โดยดูบทความดังกล่าวใน เว็บไซต์ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ศาลยุติธรรม http://elib.coj.go.th/Article/d58_1_4.pdf ] และสำหรับบทความของท่านสถิตย์ ไพเราะ ดังปรากฎต่อไปนี้ ในขณะนี้ยังไม่ตีพิมพ์เผยแพร่ใน ดุลพาห.
ดาวน์โหลดเอกสารชี้แจงของท่านสถิตย์ ไพเราะ : www.enlightened-jurists.com/download/73
_________________________________
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
เรียน ท่านบรรณาธิการนิตยสารดุลพาห
ผมได้อ่านบทความของท่านภชฤทธิ์ นิลสนิท ในหนังสือดุลพาห เล่มที่ ๑ ปีที่ ๕๘ มกราคม – เมษายน ๒๕๕๔ มีข้อความเกี่ยวถึงตัวผมตอนหนึ่งว่า “ในสัมมนาครั้งนั้นมีวิทยากรท่านหนึ่ง คือท่านสถิต ไพเราะ โดยในการพูดครั้งนั้นท่านอธิบายถึงเรื่องในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ว่าเป็นเสมือนการรับสนองพระบรมราชโองการ ด้วยเหตุผลว่าจะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธยในคำพิพากษาทุกฉบับนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมีจำนวนและปริมาณมาก จึงทำให้ผู้พิพากษาผู้ตัดสินคดีนั้นรับสนองพระบรมราชโองการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เสียเอง” และตอนท้ายบทความกล่าวว่า “แต่เมื่อนำหลักการแบ่งแยกอำนาจมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับโบราณราชนิติประเพณีของไทยแล้ว จึงทำให้ศาลสามารถใช้คำว่าในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ได้ โดยไม่ขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจ นอกจากนี้คำว่าในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์กับการรับสนองพระบรมราชโองการก็เป็นการกระทำและความรับผิดชอบที่แยกต่างหากจากกัน ไม่ใช่ว่าในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนหรือแทนการรับสนองพระบรมราชโองการได้ ฉะนั้นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมจึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ในด้านการยุติธรรม”
ผมขอกราบเรียนเพื่อความเข้าใจให้ตรงกันดังต่อไปนี้
๑. รัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนไว้ตรงกันว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล
หมายความว่า อำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
๒. พระมหากษัตริย์จะทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการโดยตรงด้วยพระองค์เองไม่ได้ ต้องใช้ “ทาง” รัฐสภา ฯลฯ เท่านั้น
เหตุที่บัญญัติเช่นนี้ก็เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย สมาชิกรัฐสภาก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี และศาลก็ดี เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน หากดำเนินการใด ๆ ลงไป การวิพากษ์วิจารณ์จะต้องมุ่งไปที่สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์องค์พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่ประเทศไทยไปชั่วกัลปาวสาน หรือที่ชาวบ้านพูดว่าองค์พระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองนั่นเอง
ฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญต้องการให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์สูงส่งและเป็นของคนไทยทุกคนทุกฝ่าย เช่นนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่ศาลจะไปอ้างเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นส่วนของตน โดยอ้างว่าตนเป็น “ผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์” เพื่อที่จะให้คนทั่วไปเข้าใจว่าศาลเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้กระนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงศาลถูกโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์อยู่ทุกวัน ถ้าศาลอ้างได้ว่าตามโบราณราชนิติประเพณี อำนาจตุลาการเป็นขององค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้นศาลจึงเป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ ฝ่ายอื่นก็อ้างได้ว่าเดิมอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารก็เป็นขององค์พระมหากษัตริย์เหมือนกัน ฉะนั้นเขาก็เป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์เหมือนกัน การอ้างเช่นนั้นเป็นการอาจเอื้อมเกินไปหรือไม่ เป็นการยกตนข่มท่านคือข้าราชการฝ่ายอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น นักการเมืองมาจากประชาชน เมื่อประชาชนยิ่งใหญ่ นักการเมืองก็ต้องยิ่งใหญ่เพราะเป็นผู้ออกกฎหมายให้คนไทยรวมทั้งศาลต้องปฏิบัติตาม และบริหารราชการแผ่นดินเพื่อความสุขของคนทั้งประเทศ ผู้พิพากษาตุลาการมาจากใคร มาจากประชาชนหรือไม่ แล้วจะไปยิ่งใหญ่ได้อย่างไร เมื่อระบอบการปกครองเป็นเช่นนี้เราก็ควรจะต้องยอมรับหลักการนี้ องคมนตรีที่ทรงมอบหมายให้เป็นผู้แทนพระองค์ไปปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นที่พอจะอ้างได้ว่า “เป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์”
๓. เหตุใดกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงบัญญัติว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต้องดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ บัญญัติไว้เพราะเป็นไปตามแนวโบราณราชนิติประเพณีเดิมและเพื่อให้ศาลนำไปอ้างว่าเป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์หรือ นักกฎหมายควรจะต้องรู้ว่า ประเทศไทยปกครองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นระบอบประชาธิปไตย และพยายามจะเป็นนิติรัฐ ไม่ใช่ปกครองตามแนวโบราณราชนิติประเพณี ซึ่งเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ฉะนั้นจึงต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดโบราณราชนิติประเพณีเป็นหลัก
เมื่อต้นปี ๒๕๔๙ มีนักการเมืองและคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งทูลเกล้าฯ ขอนายกพระราชทานตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ โดยอ้างประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอธิบาย ผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ว่า “ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมากที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทาน นายกฯพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญเป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา ๗ มี ๒ บรรทัดว่าอะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากได้นายกฯพระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกพระราชทานไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบขอโทษพูดแบบมั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุผล”
ผมคิดว่าใครก็ตามที่ชอบอ้างโบราณราชนิติประเพณี และอ้างเลยไปถึงว่าเป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ ควรจะอ่านพระราชดำรัสที่ผมอัญเชิญมาข้างบนนี้หลาย ๆ หน เพื่อจะได้เข้าใจใส่เกล้าฯในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม เพราะมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายตุลาการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาไว้ว่า ต้องเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่รู้ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยคืออะไรก็คงเลื่อมใสไม่ถูกและขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษา
๓.๑ ควรจะถามเสียก่อนว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญจึงไม่บัญญัติว่า รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เหมือนผู้พิพากษา ตุลาการ ทั้ง ๆ ที่อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารมีความสำคัญมากกว่า เพราะเป็นผู้มีอำนาจออกกฎหมายให้คนทั้งประเทศต้องปฏิบัติตามรวมทั้งศาลด้วย ดังกล่าวมาแล้ว หรืออย่างน้อยก็เท่ากับอำนาจตุลาการดังจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติถึงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารไว้ก่อนอำนาจตุลาการตลอดมา และตำแหน่งเฝ้า ประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรีก็นั่งหน้าประธานศาลฎีกา
คำตอบ ก็คือเมื่อในทางทฤษฎีหรือทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา และอำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี หมายความว่าในทางปฏิบัติ รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีจะใช้อำนาจแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ ต้องทูลเกล้าให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประธานรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงจะถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ก็คือในพระบรมราชโองการให้ประกาศสงครามกับรัฐบาลอังกฤษและอเมริกาของรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี ๒๔๘๕ คงมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และผู้สำเร็จราชการอีกท่านหนึ่งเท่านั้นที่ลงนาม ส่วนท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการอีกท่านหนึ่งท่านไม่เห็นด้วย ไม่ยอมลงนาม ท่านลงเรือที่ทำเนียบท่าช้างวังหน้าหลบไปจังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน แต่รัฐบาลก็ดันทุรังประกาศพระบรมราชโองการและส่งมอบคำประกาศนั้นให้กับทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของอเมริกาในประเทศไทย เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง หากพระบรมราชโองการประกาศสงครามดังกล่าวมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ประเทศไทยต้องตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามและถูกยึดครองโดยกองทัพต่างชาติคือจีน โดยกองพลที่ ๙๓ ตั้งแต่เส้นขนานที่ ๑๗ คือจังหวัดตากขึ้นไป และอังกฤษโดยหลอด หลุยส์ เมาท์แบตตัน เป็นแม่ทัพตั้งแต่เส้นขนานที่ ๑๗ ลงมา แต่ประเทศไทยได้ยกข้ออ้างทางกฎหมายว่า เมื่อผู้สำเร็จราชการลงนามไม่ครบทุกคน พระบรมราชโองการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตกเป็นโมฆะ และได้ยกข้ออ้างทางการเมืองว่าพระบรมราชโองการดังกล่าวขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทยเพราะชาวไทยต้องการสันติภาพ รัฐบาลอเมริกาเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเขาเคารพกฎหมาย และเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน จึงยอมรับว่าการประกาศสงครามนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่ออเมริกายอมรับก็เป็นการบีบบังคับให้อังกฤษและจีนยอมรับไปด้วย เป็นผลให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกยึดครองโดยกองกำลังต่างชาติ
และมีความหมายด้วยว่า ผู้รับสนองพระบรมราชโองการต้องเป็นผู้รับผิด รับชอบในการออกกฎหมายนั้น ๆ หรือในการปฏิบัติราชการบริหารนั้น ๆ หากมีคนใดไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะไปวิพากษ์วิจารณ์องค์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ การปฏิบัติเช่นนี้ในทางปฏิบัติสามารถกระทำได้ เพราะงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ต้องทูลเกล้าให้ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่ละปีมีไม่มาก ต่างกับงานของศาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ
๓.๒ งานของศาลมีมากมายขนาดไหนจึงไม่สามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ทูลเกล้าฯให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ขอให้ท่านผู้อ่านบทความในหนังสือเล่มเดียวกันในเรื่องตัวแบบการสร้างและพัฒนาผู้ไกล่เกลี่ยของศาลยุติธรรมในอนาคต โดย ดร.ประสิทธิ ดวงตะวัน ซึ่งกล่าวว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๑ เป็นต้นมาสถิติคดีที่มีการฟ้องร้องกันที่ศาลยุติธรรมนั้นเฉลี่ยแล้วปีละประมาณ ๑ ล้านคดี ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ มีคดีแพ่งเข้าสู่การพิจารณาของศาล ๗๑๐,๖๒๕ คดี คดีอาญา ๖๔๗,๖๔๗ คดี
เบื้องต้นเมื่อโจทก์มายื่นคำฟ้องในคดีแพ่ง ผู้พิพากษาหรือศาลจะสั่งในคำฟ้องว่า “รับคำฟ้อง สำเนาให้จำเลย” คำสั่งดังกล่าวมีปัญหาว่าเป็นการใช้อำนาจตุลาการหรือไม่ ถ้าเป็น ผู้พิพากษาคนนั้นเพียงคนเดียวจะใช้อำนาจตุลาการได้หรือ ถ้าจะให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก็ต้องทูลเกล้าให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล ดังเช่นประธานรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรีต้องกระทำ ซึ่งก็เห็นกันอยู่ว่ากระทำไม่ได้ เพราะแต่ละวันมีคำฟ้องเสนอต่อศาลมากมาย ในส่วนของคำสั่งหรือคำพิพากษาก็เช่นเดียวกัน แต่ละวันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นจำนวนมาก ทั้งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๒ วรรคสอง ก็บัญญัติบังคับศาลว่าต้องพิพากษาในวันเสร็จคดีหรือภายในสามวันนับแต่วันเสร็จคดี ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า Justice dely is Justice deny เห็นได้ว่าเวลามีไม่พอที่จะทูลเกล้าฯให้ทรงลงพระปรมาภิไธยได้
อีกประการหนึ่ง ศาลที่ต้องดำเนินการในพระปรมาภิไธยนั้น ไม่ใช่มีแต่ศาลชั้นต้นศาลเดียว แต่ยังมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาด้วย
มีคดีเรื่องหนึ่ง โจทก์จำเลยขับรถชนกัน โจทก์ฟ้องศาลว่าจำเลยขับรถโดยประมาทชนรถโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาท พิพากษาให้โจทก์ชนะ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง ให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาท ให้จำเลยชนะ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่าโจทก์จำเลยประมาทพอ ๆ กัน ค่าเสียหายให้เป็นพับกันไป หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเจ๊ากันไป พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย
กรณีเช่นนี้ หากต้องทูลเกล้าฯให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะเห็นได้ว่าคดีเดียวกันแต่พระบรมราชโองการไม่ตรงกันกลับไปแก้มา เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง
๓.๓ ทางแก้ปัญหาทำอย่างไร ผู้ร่างรัฐธรรมนูญท่านฉลาดล้ำลึก ท่านจึงบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ศาลดำเนินการในพระปรมาภิไธย เพื่อให้มีผลในทางนิตินับหรือออกกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้มีผลเหมือนกับว่าหรือเสมือนว่าได้ทูลเกล้าฯให้พระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มาตรา ๙๐ หรือ ๑๕๑ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารยังคงต้องทูลเกล้าฯให้ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศจึงไม่บัญญัติว่ารัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทำในพระปรมาภิไธย
การบัญญัติเช่นนี้จึงเป็นการบัญญัติเพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติของอำนาจตุลาการให้เป็นไปได้โดยไม่ขัดกับทางทฤษฎีหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ใช่บัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชนิติประเพณีเพื่อให้นำไปอ้างว่าศาล “เป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ในด้านการยุติธรรม”
อนึ่ง คำพิพากษาของศาลต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือโต้แย้งจากคู่ความหรือคนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำฟ้องอุทธรณ์ หรือฟ้องฎีกา กฎหมายวิธีพิจารณาความบังคับไว้ว่า ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาต้อง “โต้แย้ง” คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างนั้น ขัดต่อเหตุผลอย่างนี้ ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก็ควรจะเป็นผู้รับผิด รับชอบ รับคำโต้แย้งดังกล่าวด้วยตัวเอง ในฐานะที่เป็นผู้กระทำเหมือนกับประธานรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นการสมควรที่จะไปอ้างว่าตัวเองเป็น “ผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ในการยุติธรรม” ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หรือที่ชาวบ้านพูดว่าอย่าเอาฟ้ามาเป็นฝ่าย เพราะการที่ผู้แทนพระองค์ถูกโต้แย้ง ก็ย่อมมีผลกระทบถึงองค์พระมหากษัตริย์ด้วย ทำให้องค์พระมหากษัตริย์ต้องเดือดร้อน ท่านผู้อ่านโปรดอ่านพระราชดำรัสที่ผู้เขียนบทความได้อัญเชิญมาในบทความดังกล่าวหน้า ๔๐ ประธานรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยอ้างตนเองว่าเป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ในด้านการออกกฎหมายหรือด้านการบริหาร ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองอำนาจนั้นตามโบราณราชนิติประเพณีก็เคยเป็นพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์เหมือนกับอำนาจตุลาการ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้องค์พระมหากษัตริย์ต้องเดือดร้อนหรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวสอนไว้ว่า อย่าดึงฟ้าให้ต่ำ เพื่อยกตัวเองให้สูง เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่ใช่วิสัยของผู้จงรักภักดี
การอ้างอิงพิงสถาบันนั้นง่าย การเป็นตัวของตัวเองนั้นยาก.
ขอแสดงความนับถือ
(นายสถิต ไพเราะ)
ผู้พิพากษาอาวุโส
(นายสถิต ไพเราะ)
ผู้พิพากษาอาวุโส