Home » บทความ » จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » กม.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนของประเทศเกาหลีฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » กม.ว่าด้วยการชุมนุมฯ และการเดินขบวนของประเทศเกาหลีฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา

กม.ว่าด้วยการชุมนุมฯ และการเดินขบวนของประเทศเกาหลีฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความ การชุมนุมสาธารณะ

22 May 2011

read 4426

กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี1

โดย จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความนำ

ในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นับได้ว่าประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองการปกครองอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา พัฒนาการประชาธิปไตยในเกาหลีใต้มิได้เป็นไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในคราวเดียว แต่มีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป และอาจกล่าวได้ว่าไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา พัฒนาการทางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้จึงเหมือนกับเดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วต้องถอยหลังหนึ่งก้าว แม้ว่าเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการสถาปนาสถาบันทางประชาธิปไตยที่สำคัญ อันได้แก่ สถาบันประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่วัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมที่หยั่งรากลึกมานานหลายศตวรรษจากประวัติศาสตร์ก็มิได้ล้มหายตายจากไปไหน ระบอบประชาธิปไตยของประเทศเกาหลีใต้จึงมีพัฒนาการบนฐานคุณค่าทางวัฒนธรรมเก่าใหม่ผสมผสานกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ ระหว่างตะวันตกและตะวันออก และนี่เป็นเหตุผลหลักประการหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนใคร่จะศึกษาถึงกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนของประเทศนี้ในฐานะที่เป็นผลิตผลของการประสมประสานของวิวัฒนาการดังกล่าว

ภายหลังพัฒนาการมากว่าสองทศวรรษ ประเทศเกาหลีใต้ก็เข้าใกล้ยิ่งขึ้นกับการปกครองแบบประชาธิปไตยและพ้นออกจากระบอบทหารและลัทธิอำนาจนิยมได้รวดเร็วกว่าประเทศประชาธิปไตยใหม่หลาย ๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าประเทศเกาหลีใต้มีระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับประเทศต้นแบบตะวันตก2 แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเช่นเดียวกันว่าเส้นทางเดินของประเทศดังกล่าวมาไกลมากแล้ว

กระแสปฏิรูปการเมืองการปกครองครั้งสำคัญเกิดขึ้นในยุคของประธานาธิบดีโรห์ แต วู (2531-2535) รัฐบาลโรว์ แต วู ได้ทำการปฏิรูปกฎหมายรวมทั้งตรากฎหมายที่สนับสนุนคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายฉบับ ได้แก่ กฎหมายจัดตั้งพรรคการเมือง กฎหมายที่รับรองสิทธิของประชาชนในการรวมตัวเป็นสมาคมและกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมและการเดินขบวน รวมทั้งมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อทำหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

หลักการทั่วไปของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการรวมตัวชุมนุมหรือการสมาคมของประชาชนเกาหลีใต้

สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการรวมตัวชุมนุมหรือสมาคมของประชาชนเกาหลีใต้ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) มาตรา 21 ว่าด้วยเสรีภาพในการพูด การพิมพ์ การรวมตัวชุมนุม การสมาคม สิทธิในเกียรติยศชื่อเสียง การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน บัญญัติไว้ดังนี้

(1) ประชาชนทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยการพูดและการพิมพ์ รวมทั้งเสรีภาพในการรวมตัวชุมนุมและการสมาคม

(2)  การกำหนดให้ขออนุญาตหรือให้นำข้อความหรือข่าวไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปเผยแพร่ การกำหนดให้ขออนุญาตรวมตัวชุมนุมและการสมาคม จะกระทำไม่ได้ (...)
ฯลฯ                ฯลฯ

(4)  การพูดหรือการพิมพ์อันเป็นการล่วงละเมิดต่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือสิทธิประการอื่นของบุคคล หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะกระทำมิได้ บุคคลที่เกียรติยศชื่อเสียงหรือสิทธิเสรีภาพของตนถูกล่วงละเมิดจากการพูดหรือการพิมพ์ ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าว

การรวมตัวชุมนุมกันของผู้ที่มีความคิดเห็นและวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันถือเป็นวิธีการหนึ่งของการแสดงความคิดเห็น และการแสดงความคิดเห็นลักษณะเป็นหมู่คณะเช่นนี้ถือเป็นรูปแบบที่สำคัญของพัฒนาการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สาธารณรัฐเกาหลีมีรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505)3 ต่อมามีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับและตรารัฐบัญญัติฉบับใหม่ที่มีรายละเอียดรัดกุมมากยิ่งขึ้น ได้แก่รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550)4 ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามและให้สัตยาบันแก่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของสหประชาชาติตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 (พ.ศ. 2533) นอกจากนั้นรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลียังเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The UN Human Rights Council) อีกด้วย

สาระสำคัญของรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550)

เจตนารมณ์ของการตรารัฐบัญญัติ

ในเบื้องต้นรัฐบัญญัติฉบับนี้ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดแจ้งว่าเพื่อสร้างความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการเดินขบวนในที่สาธารณะกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยการให้หลักประกันแก่ผู้ชุมนุมในอันที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมและเดินขบวนที่ชอบด้วยกฎหมายและกำหนดมาตรการปกป้องประชาชนทั่วไปจากการชุมนุมและเดินขบวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จะเห็นว่าภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลี เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนมิใช่เสรีภาพเด็ดขาด เป็นเสรีภาพที่รัฐอาจจำกัดได้ แต่การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของบ้านเมือง และเพื่อคุ้มครองประชาชนบุคคลที่สามจากการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่ใช้ความรุนแรง ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือที่ผิดกฎหมายอาญา วัตถุประสงค์ประการหลังนี้เพิ่งมีการเพิ่มเติมขึ้นในรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนฉบับใหม่ โดยที่รัฐบัญญัติฉบับเดิมระบุเพียงวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมและการเดินขบวน และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความเป็นระเบียบของสังคมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นเสรีภาพที่อาจถูกจำกัดได้ด้วยวัตถุประสงค์ที่รัฐบัญญัติกำหนด แต่รัฐธรรมนูญได้รับรองให้ประชาชนสามารถใช้สิทธินี้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน และรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน มาตรา 3 ห้ามมิให้รัฐหรือบุคคลใดกระทำการใดอันเป็นการแทรกแซงทำลายการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่กระทำโดยสงบ หรือใช้กำลังขัดขวาง ข่มขู่ หรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อมิให้ผู้จัดการชุมนุมหรือผู้นำการชุมนุมปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐบัญญัติดังกล่าว ในกรณีที่ผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนหรือผู้นำการชุมนุมหรือเดินขบวนมีเหตุอันควรหวั่นเกรงว่าจะมีการแทรกแเซงรบกวนจนทำให้ไม่สามารถชุมนุมหรือเดินขบวนได้โดยสงบ ให้บุคคลดังกล่าวแจ้งเหตุนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีมาตรการคุ้มครองป้องกันภัยโดยไม่ชักช้า ในกรณีเช่นนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรไม่ได้

แม้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลีจะรับรองว่าประชาชนชาวเกาหลีใต้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและมีเสรีภาพในการชุมนุมและรวมตัวเป็นสมาคมตามมาตรา 21 (1) และมาตรา 21 (2) ยืนยันว่าการชุมนุมและการรวมตัวเป็นสมาคมไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก็ตาม

แต่ปรากฏว่าทางปฏิบัติกลับสวนทางกันกับบทกฎหมาย จากรายงานขององค์การภาคประชาชนเจ้าหน้าที่ตำรวจตีความว่าภายใต้รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) การชุมนุมในสถานที่สาธารณะและการเดินขบวนต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจเป็นการล่วงหน้าก่อน มิฉะนั้นถือว่าการจัดการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวนหรือการเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวนนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกและโทษปรับ ทั้งที่เป็นการชุมนุมหรือเดินขบวนโดยสงบและปราศจากอาวุธตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติก็ตาม โดยทั่วไปหากการชุมนุมหรือเดินขบวนมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดค้านนโยบายของรัฐบาลมักไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของท้องที่ แต่มักจะได้รับจากผู้บัญชาการตำรวจที่สูงขึ้นไปและโดยการอุทธรณ์ของผู้จัดการชุมนุมฯ ตรงกันข้ามกับการชุมนุมที่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายการทำงานของรัฐบาลที่จะได้รับอนุญาตเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจท้องที่จะจัดกำลังคุ้มกันให้ระหว่างการชุมนุมหรือเดินขบวนด้วย5

ความหมายของการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน

รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ไม่ได้กำหนดจำนวนคนไว้ชัดเจนว่าจะต้องเป็นการชุมนุมของกลุ่มคนตั้งแต่จำนวนเท่าใด แต่มุ่งพิจารณาที่เป้าประสงค์ของกลุ่มคนที่มารวมกันเหล่านั้นว่าจะต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องในเรื่องเดียวกัน (a group of persons associated under common objectives)

ส่วนการเดินขบวนหมายถึงการที่กลุ่มบุคคลที่มารวมตัวชุมนุมกันด้วยจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันเคลื่อนที่ไปบนสถานที่สาธารณะที่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปผ่านไปมาได้โดยอิสระ เช่น ถนน สวนสาธารณะ ลานสาธารณะซึ่งจัดเป็นตลาดนัด พร้อมกับอภิปรายแสดงความคิดเห็น การแสดงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อชักชวนโน้มน้าวประชาชนจำนวนมากให้เห็นด้วยและสนับสนุนการตัดสินใจหรือเจตจำนงอันแน่วแน่และข้อเรียกร้องของกลุ่มตน

การชุมนุมและเดินขบวนที่ต้องห้ามตามรัฐบัญญัติ

รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 5 (1) ได้บัญญัติห้ามมิให้บุคคลสนับสนุนหรือจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้

1) การชุมนุมหรือการเดินขบวนซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุความมุ่งหมายของพรรคการเมืองซึ่งถูกยุบโดยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้น

2) การชุมนุมหรือการเดินขบวนที่มุ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของรัฐโดยตรง โดยการปลุกระดมฝูงชนให้ใช้ความรุนแรง ใช้กำลังคุกคาม ทำลายทรัพย์สิน ลอบวางเพลิง หรือกระทำการที่ผิดกฎหมายประการอื่น

นอกจากนี้ ยังห้ามมิให้บุคคลใดทำการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเข้าร่วม รณรงค์เผยเพร่การชุมนุมหรือเดินขบวนที่ต้องห้าม หรือยุยงให้มีการจัดการชุมนุมหรือเดินขบวนซึ่งต้องห้ามตามที่กล่าวมาข้างต้น

การชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนที่ไม่อยู่ในบังคับของรัฐบัญญัติฯ

รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 15 บัญญัติยกเว้นว่าการชุมนุมและเดินขบวนซึ่งมีวัตถุประสงค์ทางสังคมและวัฒนธรรมไม่อยู่ในบังคับของรัฐบัญญัติฯ ส่วนที่ว่าด้วยหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมฯ ที่จะต้องแจ้งและจัดทำรายงานการจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและการเดินขบวนเสนอต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ การห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน การอุทธรณ์การห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน ข้อจำกัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนในด้านเวลา สถานที่ และด้านสภาพการจราจรบนถนนสาธารณะสายสำคัญ ได้แก่กรณีการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนที่เกี่ยวกับกิจกรรมในวันสำคัญของชาติ การศึกษา การแสดงศิลปะ การละเล่น การแสดงรื่นเริง กิจกรรมกีฬา การแต่งงาน พิธีกรรมทางศาสนา พิธีศพและการรำลึก ตลอดจนกิจกรรมอื่นทำนองเดียวกัน

นอกจากนี้ แม้รัฐบัญญัติจะไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดแจ้ง แต่เมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ คำนิยามและบทบัญญัติทั้งหมดของรัฐบัญญัติฉบับนี้ประกอบกันแล้ว เห็นว่าการจัดชุมนุมสาธารณะในสถานที่ปิด (Indoor Assembly) ไม่อยู่ภายใต้บังคับของรัฐบัญญัติเช่นกัน เว้นแต่ผู้จัดการชุมนุมจะกระทำการที่เป็นการเชิญชวนเรียกร้องให้บุคคลภายนอกสนใจและเข้าร่วมการชุมนุมนั้น รวมทั้งการใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อกระจายเสียงจากภายในสื่อสารออกไปภายนอก ในกรณีนี้ การชุมนุมดังกล่าวจะกลายสภาพเป็นการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิด (Outdoor Assembly) ดังจะกล่าวต่อไป

ประเภทของการชุมนุม

รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ได้แบ่งประเภทของการชุมนุมสาธารณะออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดและการชุมนุมสาธารณะในสถานที่ปิด “การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิด” (Outdoor assembly) หมายถึงการชุมนุมในสถานที่ซึ่งไม่มีหลังคาหรือเพดาน ในพื้นที่เปิดโล่งซึ่งปราศจากผนังหรือฝากั้นทั้งสี่ด้าน ส่วน “การชุมนุมสาธารณะในสถานที่ปิด” หมายถึงการชุมนุมในพื้นที่ที่มีผนังหรือกำแพงกั้นแบ่งผู้ชุมนุมออกจากประชาชนภายนอกทั่วไป อย่างไรก็ตาม มีข้อพึงสังเกตว่าในกรณีที่เป็นการจัดชุมนุมสาธารณะในสถานที่ปิด (Indoor Assembly) ผู้จัดการชุมนุมต้องไม่กระทำการใด ๆ เพื่อดึงดูดเรียกร้องให้บุคคลภายนอกสถานที่สนใจและเข้าร่วมการชุมนุมของตน รวมทั้งการใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อกระจายเสียงจากภายในสถานที่ออกไปภายนอกด้วย มิฉะนั้น การชุมนุมดังกล่าวจะกลายสภาพเป็นการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิด และอยู่ภายใต้บังคับของรัฐบัญญัติฉบับนี้6

เพื่อความสะดวก ต่อไปในบทความนี้จะเรียก “การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดและการเดินขบวน” รวมทั้งการชุมนุมสาธารณะในสถานที่ปิดซึ่งเข้าลักษณะกลายเป็นการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดเพียงสั้น ๆ ว่า “การชุมนุมฯ”

อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมฯ หรือผู้นำการชุมนุมฯ

เพื่อประโยชน์ในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสงบในการชุมนุมฯ ผู้จัดการชุมนุมฯ หรือผู้นำการชุมนุมฯ อาจสั่งห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือองค์การหรือนิติบุคคลซึ่งมีลักษณะหรือมีการกระทำที่ต้องห้ามเข้าร่วมการชุมนุมฯ ได้ ยกเว้นผู้สื่อข่าว ผู้จัดการชุมนุมฯ หรือผู้นำการชุมนุมฯ จะหวงห้ามมิให้ผู้สื่อข่าวจากองค์การสื่อมวลชนต่าง ๆ เข้าร่วมการชุมนุมฯ โดยอิสระเพื่อปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวไม่ได้ แต่ในกรณีเช่นนี้ ผู้สื่อข่าวจะต้องแสดงบัตรประจำตัวและติดปลอกแขนสำหรับผู้สื่อข่าวตลอดเวลาที่ร่วมอยู่ในสถานที่ชุมนุม

ก่อนเริ่มการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนในสถานที่เปิด ผู้จัดการชุมนุมฯ มีหน้าที่แจ้งและยื่นรายงานการจัดการชุมนุมในสถานที่เปิดหรือเดินขบวนต่อหัวหน้าสถานีตำรวจที่ควบคุมดูแลเขตพื้นที่ที่จัดการชุมนุมฯ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 720 ชั่วโมง7 แล้วแต่กรณี ก่อนการชุมนุมฯ จะเริ่มขึ้น8  ในกรณีที่การชุมนุมฯ อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเขตอำนาจของสถานีตำรวจตั้งแต่สองเขตขึ้นไป ให้ผู้จัดการชุมนุมฯ ยื่นใบแจ้งและรายงานการจัดการชุมนุมฯ ต่อผู้บัญชาการตำรวจระดับสูงขึ้นไปที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลเขตพื้นที่ที่จะมีการชุมนุมฯ ทั้งหมด หนังสือแจ้งและรายงานการจัดการชุมนุมฯ ต้องมีสาระสำคัญอย่างน้อยดังต่อไปนี้9

(1) วัตถุประสงค์ของการจัดการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนในครั้งนั้น
(2) วันและเวลาจัดการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวน หากสามารถระบุเป็นจำนวนชั่วโมงได้ ให้ระบุมาด้วย
(3) สถานที่จัดการชุมนุมสาธารณะ หรือเส้นทางการเดินขบวน
(4) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดการชุมนุม ผู้นำการชุมนุม และผู้ประสานงานการชุมนุมหรือเดินขบวน ดังต่อไปนี้ ในกรณีที่ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนเป็นนิติบุคคล ให้ระบุชื่อองค์การหรือนิติบุคคล รวมทั้งข้อมูลของผู้แทนนิติบุคคลนั้นเช่นเดียวกัน

1. ชื่อ นามสกุล ที่อยู่
2. การงานอาชีพ
3. สถานที่และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อ
4. องค์การหรือนิติบุคคลที่คาดว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมหรือเดินขบวน และประมาณการจำนวนคนที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือเดินขบวน
5. วิธีการและเส้นทางการเดินขบวนโดยละเอียด โดยให้แนบแผนที่เส้นทางประกอบด้วย

เมื่อได้รับหนังสือแจ้งพร้อมรายงานดังกล่าวข้างต้น ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจผู้มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลเขตพื้นที่ที่จัดการชุมนุมหรือเดินขบวน (ซึ่งต่อไปในบทความนี้จะเรียกว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจ”) แล้วแต่กรณี ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของรายงาน แล้วให้ออกใบรับแจ้งซึ่งระบุวันและเวลาที่ได้รับแจ้งต่อผู้ยื่นหนังสือไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนได้แจ้งให้รัฐทราบล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายระบุไว้แล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจตรวจพบในภายหลังว่ารายงานการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนมีสาระสำคัญไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจเรียกให้ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนหรือผู้ประสานงานการชุมนุมหรือเดินขบวนทำการแก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ การแจ้งให้แก้ไขต้องดำเนินการภายใน 12 ชั่วโมงนับตั้งแต่ออกใบรับแจ้ง และต้องทำเป็นหนังสือระบุรายการข้อมูลที่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติม ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนต้องจัดการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจ

การแจ้งให้รัฐทราบล่วงหน้าตามมาตรา 6 (1) มีผลผูกพันทั้งฝ่ายรัฐและผู้จัดการชุมนุมในอันที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของแต่ละฝ่ายตามที่รัฐบัญญัติกำหนดดังจะกล่าวต่อไป ดังนั้น ในกรณีที่ผู้จัดการการชุมนุมหรือเดินขบวนตัดสินใจที่จะไม่จัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนตามที่ได้แจ้งไว้ ผู้จัดการการชุมนุมหรือเดินขบวนจะต้องทำหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจถึงการตัดสินใจล้มเลิกการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งก่อนถึงกำหนดวันเวลาที่แจ้งไว้ในหนังสือฉบับเดิม10

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจได้รับหนังสือแจ้งและรายงานการจัดการชุมนุมหรือเดินขบวน ว่าจะมีการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนในสถานที่และในวันเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมากกว่าหนึ่งกลุ่ม โดยที่วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนของผู้จัดการชุมนุมหลายกลุ่มนั้นขัดแย้งกัน และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการแทรกแซงรบกวนการชุมนุมหรือเดินขบวนระหว่างกัน ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจมีคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนไปยังผู้จัดการชุมนุมฯ ที่ได้แจ้งทีหลังพร้อมทั้งแจ้งเหตุดังกล่าวให้ผู้รับคำสั่งทราบด้วย ในกรณีเช่นนี้ ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนที่อยู่ในบังคับของคำสั่งห้ามต้องชะลอการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนออกไปจนกว่าระยะเวลาหรือเหตุตามคำสั่งห้ามจะสิ้นสุดลง ในกรณีที่การชะลอการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนออกไปเป็นเหตุให้ล่วงเลยวันและเวลาที่ได้แจ้งไว้เดิม ผู้จัดการการชุมนุมหรือเดินขบวนอาจกำหนดวันและเวลาที่จะจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนที่ได้แจ้งไว้เดิมนั้นขึ้นใหม่และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มการการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวน

ข้อปฏิบัติและหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม (Organizer) ในที่สาธารณะหรือการเดินขบวน

การชุมนุมสาธารณะในพื้นที่สาธารณะหรือการเดินขบวนต้องมีผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวน (Organizer) ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลหรือองค์การก็ได้ บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวจะเป็นผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนในนามของตนและภายใต้ความรับผิดชอบของตน ผู้จัดการชุมนุมอาจมอบอำนาจให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ตนไว้วางใจเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลและนำการชุมนุมหรือการเดินขบวนก็ได้ (General Supervisor) ในกรณีนี้ผู้ควบคุมดูแลการชุมนุมฯ มีฐานะเป็นผู้จัดการชุมนุมฯ และมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติในรัฐบัญญัติฉบับนี้เฉพาะภายในขอบเขตความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายมาจากผู้มอบอำนาจหน้าที่ นอกจากนี้ ผู้จัดการชุมนุมฯ ยังต้องแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในจำนวนที่เหมาะสมเป็นผู้ประสานงานการชุมนุมฯ (Moderator) เพื่อช่วยควบคุมดูแลจัดการชุมนุมฯ ให้ดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยด้วย11

มีข้อสังเกตว่ารัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 16 บัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ว่าต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปีบริบูรณ์ โดยมิได้มีมาตราใดกำหนดคุณสมบัติด้านอายุของผู้จัดการชุมนุมและผู้นำการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนไว้ด้วย มีปัญหาให้พิจารณาว่าผู้จัดการชุมนุมฯ และผู้นำการชุมนุมฯ ต้องมีคุณสมบัติด้านอายุด้วยหรือไม่ และหากต้องมีจะมีเท่าใด ผู้เขียนเห็นว่าการตอบปัญหานี้ต้องใช้หลักการตีความโดยดูเหตุผลเจตนารมณ์ของกฎหมาย รัฐบัญญัติฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ให้การใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะและการเดินขบวนเป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือรบกวนสิทธิของบุคคลที่สามในการใช้ที่สาธารณะ จึงกำหนดให้ผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กฎหมายถือว่ามีความรับผิดชอบและความสามารถเพียงพอกับหน้าที่ ดังนั้นในกรณีของผู้จัดการชุมนุมฯ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มจัดการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนในนามของตนและภายใต้ความรับผิดชอบของตนเอง รวมทั้งผู้นำการชุมนุมฯ จึงจำเป็นต้องมีวัยวุฒิในระดับที่สามารถรับผิดชอบควบคุมดูแลการชุมนุมและการเดินขบวนไม่น้อยไปกว่าผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ซึ่งตามกฎหมายเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือจัดการชุมนุมหรือเดินขบวน จึงเห็นว่าผู้จัดการชุมนุมฯ และผู้นำการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปีบริบูรณ์

นอกเหนือจากหน้าที่ยื่นหนังสือแจ้งและรายงานการจัดการชุมนุมฯ ก่อนการชุมนุมหรือเดินขบวนแล้ว ในระหว่างการชุมนุมหรือการเดินขบวนผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ต้องควบคุมดูแลการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนนั้นให้เป็นไปโดยเรียบร้อย หากผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ไม่สามารถควบคุมดูแลให้การชุมนุมหรือการเดินขบวนในที่สาธารณะดำเนินไปโดยเรียบร้อย หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายอาญา ผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ต้องสั่งให้ยุติการชุมนุมหรือการเดินขบวนโดยทันที

นอกจากนี้ ในการชุมนุมหรือเดินขบวน ผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ต้องไม่กระทำหรืออนุญาตให้บุคคลใดกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 16 (4) ดังต่อไปนี้12

(1) ใช้หรือยินยอมให้ใช้หรือเรียกร้องให้บุคคลใดใช้อาวุธปืน วัตถุระเบิด ดาบ แท่งเหล็ก หนังสติ๊ก ก้อนหิน หรือสิ่งของใด ๆ ซึ่งสามารถใช้ทำอันตรายหรือทำร้ายบุคคลอื่นถึงแก่ชีวิตหรือได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือทรัพย์สิน

(2) ดำเนินการชุมนุมในลักษณะส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรง หรืออาจก่อการจลาจล หรือข่มขู่ หรือทำลายทรัพย์สิน ลอบวางเพลิง เป็นต้น

(3) จงใจฝ่าฝืนหรือทำลายข้อกำหนดในรายงานการจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนที่แจ้งไว้ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างชัดแจ้ง ในเรื่องวัตถุประสงค์การชุมนุมฯ วัน เวลาหรือสถานที่ ตลอดจนวิธีการจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน

ข้อปฏิบัติและหน้าที่ของผู้ประสานงาน (Moderators) การชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวน

ผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ต้องช่วยเหลือผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ในการควบคุมดูแลการชุมนุมในที่สาธารณะและการเดินขบวนให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยอย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่กฎหมายห้ามมิให้ผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ กระทำเช่นเดียวกัน (มาตรา 16 (4)) นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ร่วมการชุมนุมและเดินขบวนสามารถสังเกตเห็นและแยกแยะผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ออกจากผู้ร่วมการชุมนุมฯ ทั่วไปได้ชัดเจน รัฐบัญญัติฯ มาตรา 17 (3) กำหนดให้ผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ต้องสวมปลอกแขน หรือหมวก หรือสายสะพายไหล่ หรือเสื้อคลุมอย่างใดอย่างหนึ่ง ตลอดเวลาการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน

ก่อนเริ่มการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน ผู้บัญชาการตำรวจผู้มีเขตอำนาจอาจปรึกษาหารือกับผู้จัดการชุมนุมฯ เพื่อกำหนดให้มีผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ในจำนวนที่จำเป็นเพียงพอต่อการควบคุมดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้จัดการชุมนุมฯ ต้องจัดหาผู้ประสานงานการชุมนุมฯ ให้ได้ตามจำนวนดังกล่าว และจัดทำรายชื่อผู้ประสานงานการชุมนุมฯ เพิ่มเติมแจ้งให้ผู้บัญชาการตำรวจผู้มีเขตอำนาจทราบล่วงหน้าก่อนการชุมนุมฯ จะเริ่มขึ้น
ข้อปฏิบัติและหน้าที่ของผู้เข้าร่วมการชุมนุม (Participants) ในที่สาธารณะหรือการเดินขบวน

ผู้เข้าร่วมการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ รวมทั้งของผู้ประสานงานการชุมนุมฯ อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสาธารณะ และจะต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 (4) ข้อ 1. และ 2. โดยเด็ดขาด

อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจในการสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวน

ตามรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 8 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจในการออกคำสั่งห้ามหรือวางเงื่อนไขจำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงหรือกรณีดังต่อไปนี้13

(1) เมื่อการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนนั้นฝ่าฝืนข้อห้ามของรัฐบัญญัติฉบับนี้ในเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ (ก) ข้อห้ามเกี่ยวกับลักษณะการชุมนุมหรือเดินขบวนที่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัวหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของรัฐโดยตรง โดยการปลุกระดมฝูงชนให้ใช้ความรุนแรง ใช้กำลังคุกคาม ทำลายทรัพย์สิน ลอบวางเพลิง หรือกระทำการที่ผิดกฎหมายประการอื่น (มาตรา 5 (1)) หรือ (ข) ข้อห้ามเกี่ยวกับเวลา ได้แก่ การจัดการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนในเวลากลางคืนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือภายหลังพระอาทิตย์ตกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 10 หรือ (ค) ข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่ กล่าวคือ ได้มีการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนใกล้กับสถานที่หวงห้าม กล่าวคือภายในรัศมี 100 เมตรโดยรอบสถานที่เหล่านั้น (มาตรา 11) ซึ่งจะกล่าวต่อไป

การสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนตามข้อนี้จะต้องกระทำภายใน 48 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ได้รับหนังสือแจ้งและรายงานการจัดการชุมนุมหรือเดินขบวน เว้นแต่คำสั่งห้ามนั้นออกโดยเหตุผลที่ระบุในข้อ (ก) ข้างต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจจะออกภายหลังจาก 48 ชั่วโมงก็ได้ แต่ให้กระทำโดยเร็ว

(2) เมื่อผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนไม่ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญในรายงานการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนให้ถูกต้องสมบูรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจได้มีหนังสือแจ้งแล้ว

(3) เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจเห็นว่าการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนกระทำบนถนนสายหลักของเมืองหลวงหรือเมืองสำคัญของประเทศตามที่ประธานาธิบดีมีกฤษฎีกาประกาศกำหนด ในกรณีเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจจะพิจารณากำหนดเงื่อนไขควบคุมกำกับการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนเป็นพิเศษแทนการออกคำสั่งห้ามการชุมนุมหรือเดินขบวนก็ได้ หากเห็นว่าจำเป็นและเพียงพอเพื่อให้การจราจรบนถนนสายหลักดำเนินไปได้

(4) เมื่อมีการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนในสถานที่และในวันเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมากกว่าหนึ่งกลุ่ม โดยจุดมุ่งหมายของการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนของผู้จัดการชุมนุมหลายกลุ่มนั้นขัดแย้งกัน และมีเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจเชื่อได้ว่าจะมีการแทรกแซงรบกวนการชุมนุมหรือเดินขบวนระหว่างกัน กรณีเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจจะมีคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนที่ได้แจ้งทีหลัง

(5) เมื่อมีคำร้องขอจากผู้อยู่อาศัยหรือจากหน่วยงานจัดทำบริการสาธารณะบางแห่งดังจะกล่าวต่อไปนี้ ให้จัดมาตรการคุ้มครองป้องกันสถานที่อยู่อาศัยหรือหน่วยงานบริการสาธารณะเหล่านั้น ในกรณีเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจอาจออกคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนเสียทีเดียว หรือเพียงแต่กำหนดเงื่อนไขพิเศษบางประการให้ผู้จัดการชุมนุมฯ หรือผู้นำการชุมนุมฯ ปฏิบัติก็ได้

(ก) เมื่อพื้นที่ที่จะจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนตามที่ระบุในรายงานของผู้จัดการชุมนุมฯ เป็นเขตย่านที่พักอาศัยของประชาชนหรือเพื่อการอื่นทำนองเดียวกัน และส่อว่าการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินหรืออุปกรณ์สาธารณูปโภคต่าง ๆ หรือมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้อยู่อาศัยในย่านนั้น

(ข) เมื่อพื้นที่ที่จะจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนตามที่ระบุในรายงานของผู้จัดการชุมนุมฯ เป็นเขตย่านสถานศึกษาระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และส่อว่าการจัดการชุมนุมฯ ในย่านดังกล่าวก่อผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิในการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียน

(ค) เมื่อพื้นที่ที่จะจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนตามที่ระบุในรายงานของผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนใกล้เคียงกับเขตทหาร เช่น ที่ตั้งกองกำลัง คลังสรรพาวุธ ฯลฯ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 วรรคหนึ่ง ของรัฐบัญญัติการคุ้มครองที่ตั้งทางการทหาร และส่อว่าการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนในเขตดังกล่าวก่ออันตรายต่อที่ตั้งทางการทหารหรือก่อผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการเคลื่อนกำลังหรือปฏิบัติการทางทหาร

คำสั่งห้ามหรือคำสั่งกำหนดเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือพร้อมทั้งแสดงเหตุผลที่ห้ามจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวน หรือความจำเป็นที่ต้องกำหนดเงื่อนไขประกอบการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวน ส่งให้ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนทราบ
การอุทธรณ์คำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวน

คำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจได้ออกและแจ้งไปยังผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนตามมาตรา 8 นั้น ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนอาจอุทธรณ์ต่อไปได้โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาเหนือเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจขึ้นไปชั้นหนึ่งภายในระยะเวลา 10 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งเป็นหนังสือ

เมื่อได้รับหนังสืออุทธรณ์แล้ว ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องออกใบรับระบุวันเวลาที่รับเรื่องให้แก่ผู้อุทธรณ์เป็นหลักฐาน และต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หากผู้วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ได้มีคำวินิจฉัยเป็นหนังสือแจ้งถึงผู้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว รัฐบัญญัติฯ มาตรา 9 (2) กำหนดให้คำสั่งห้ามการชุมนุมเป็นอันไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ต้น ในกรณีที่ผู้วินิจฉัยอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งห้ามการชุมนุมและเดินขบวนไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลบังคับใช้ ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนย่อมสามารถจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนได้ตามรูปแบบ วิธีการรายละเอียด และวันเวลาที่แจ้งไว้ในรายงานการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนฉบับแรก แต่ถ้าวันเวลาที่กำหนดไว้นั้นต้องล่วงเลยไปเนื่องจากคำสั่งห้ามการชุมนุมฯ ผู้จัดการชุมนุมฯ สามารถกำหนดวันและเวลาการจัดการชุมนุมหรือเดินขบวนขึ้นใหม่ได้ภายใต้รูปแบบวิธีการรายละเอียดการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนที่ได้แจ้งไว้ในรายงานฉบับแรก โดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวน

ช่วงเวลาต้องห้ามจัดการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวน

รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 1014 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดจัดการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือภายหลังพระอาทิตย์ตก เว้นแต่ว่าผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจอนุญาตให้จัดชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือภายหลังจากพระอาทิตย์ตกได้หากเป็นการชุมนุมต่อเนื่องมาก่อนเวลาดังกล่าวโดยกำหนดเงื่อนไขพิเศษให้ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนปฏิบัติ ถ้าผู้จัดการชุมนุมฯ ได้แจ้งถึงการชุมนุมหรือเดินขบวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนั้นให้ทราบเป็นการล่วงหน้า และผู้จัดการชุมนุมฯ ได้จัดให้มีผู้ควบคุมดูแลการชุมนุมหรือเดินขบวนทำการควบคุมดูแลการชุมนุมฯ ในช่วงเวลากลางคืนดังกล่าวให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อย

บทบัญญัติมาตรานี้พัฒนามาจากมาตรา 6 ของรัฐบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) (Act concerning Assembly and Demonstration, 1962, Law No.1245) ซึ่งบัญญัติแต่เพียงว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจัดการชุมนุมหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังพระอาทิตย์ตก” เมื่อมีการตรารัฐบัญญัติฉบับใหม่ในปี ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) รัฐสภาได้ผ่อนคลายข้อห้ามโดยเพิ่มเติมบทยกเว้นดังกล่าวไว้ข้างต้น อย่างไรก็ตาม บทห้ามการชุมนุมในสถานที่สาธารณะหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและภายหลังพระอาทิตย์ตกนั้น ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากองค์การภาคประชาชนและกลุ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่รัฐบัญญัติฉบับแรกจนกระทั่งรัฐบัญญัติฉบับปัจจุบัน โดยองค์การภาคประชาชนเห็นว่ารัฐบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 10 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้มีการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังพระอาทิตย์ตก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นรายกรณีจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจก่อนนั้น เป็นการจำกัดเสรีภาพในแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการรวมตัวชุมนุมของประชาชนซึ่งได้รับการรับรองโดยตรงจากมาตรา 21 แห่งรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลี

บทบัญญัติดังกล่าวจึงขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและไม่อาจใช้บังคับได้ ด้วยเหตุผลว่าประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ต้องประกอบภารกิจของตน เช่น ไปทำงานหรือเรียนหนังสือในเวลากลางวัน ดังนั้น การจะสามารถใช้สิทธิเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนได้ก็ต่อเมื่อเวลาตะวันตกดินแล้ว ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏชัดแจ้งในเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ปี ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) ชาวเกาหลีจำนวนนับล้านคนได้ออกมาชุมนุมเดินขบวนประท้วงรัฐบาลของประธานาธิบดีลี มุง บัค ที่ได้ทำความตกลงทางการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาฉบับใหม่แทนฉบับปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) อนุญาตให้อเมริกาส่งเนื้อวัวชำแหละพร้อมกระดูกและเครื่องในวัวเข้ามาจำหน่ายในประเทศได้โดยไม่สามารถวางมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อตรวจสอบเนื้อวัวมิให้มีเชื้อโรควัวบ้า (Mad Cow Disease) เข้ามาจำหน่ายในประเทศได้เช่นเดียวกับความตกลงทางการค้าฉบับปี 2006 (พ.ศ.2549) ให้หลักประกันไว้ การชุมนุมดำเนินไปอย่างเข้มข้นต่อเนื่องกว่าร้อยวัน ในเวลากลางคืนผู้ชุมนุมได้ร่วมจุดเทียนเดินขบวน (candlelight rallies) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังปราบปรามสลายการชุมนุมดังกล่าวในเวลาต่อมา มีประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีประมาณ 1,500 คนด้วยข้อกล่าวหาว่าทำการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวนก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังจากพระอาทิตย์ตก15

ก่อนหน้าคดีนี้ ในปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้เคยวินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรา 6 แห่งรัฐบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวน ค.ศ.1962 (พ.ศ.2535) และตัดสินว่าบทบัญญัติที่ห้ามมิให้ผู้ใดจัดการชุมนุมในที่สาธารณะหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังพระอาทิตย์ตกนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่า “มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่การจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังจากพระอาทิตย์ตกจะทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” และ “กลุ่มผู้ชุมนุมมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงยิ่งขึ้นในเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังจากพระอาทิตย์ตก”16 การรวมตัวชุมนุมและเดินขบวนในเวลากลางคืนจึงมักถูกหลีกเลี่ยงไปเป็นการจัดกิจกรรมเชิงสังคมและวัฒนธรรมแทน เช่น การจุดเทียนเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อเกิดคดี Candlelight vigils กระทำความผิดตามมาตรา 1017 แห่งรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) องค์การภาคประชาชนอันประกอบด้วย Forum-Asia, People Solidarity for Participatory Democracy (PSPD) และ Korean House for International Solidarity (KHIS) และองค์การ NGOs อื่น ๆ จึงเสนอเรื่องต่อศาลแขวงกลางแห่งกรุงโซล (The Seoul Central District Court) ขอให้มีการพิจารณาวินิจฉัยประเด็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรา 10 อีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุให้ศาลแขวงกลางแห่งกรุงโซลต้องส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้เพื่อวินิจฉัยตัดสิน คดีนี้ก่อให้เกิดการรณรงค์เคลื่อนไหวขนานใหญ่จากภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนและส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นโดยการเรียกร้องให้ศาลพิพากษาให้ข้อความมาตรานี้ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะ

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2009 (พ.ศ.2552) ในครั้งนี้ศาลได้กลับคำพิพากษาเดิมโดยวินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตรา 10 ที่ห้ามมิให้บุคคลจัดการชุมนุมหรือเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือภายหลังพระอาทิตย์ตกเป็นบทบัญญัติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (unconstitutionality) พร้อมกับให้แจ้งให้ฝ่ายนิติบัญญัติทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงมาตราดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษาภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2010 (พ.ศ.2553) หากพ้นจากเวลาดังกล่าว บทบัญญัติมาตรานี้เป็นอันใช้บังคับกับประชาชนไม่ได้18

สถานที่ต้องห้ามจัดการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวน

เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ซึ่งกำหนดเขตห้ามจัดการชุมนุมสาธารณะ กฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลีบัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดจัดการชุมนุมในที่สาธารณะหรือเดินขบวนในรัศมี 200 เมตรโดยรอบสถานที่ต่อไปนี้19

(ก) อาคารรัฐสภา ที่ทำการศาลทุกระดับรวมทั้งที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ

(ข) สถานที่พักอาศัยของประธานาธิบดี ของประธานสภานิติบัญญัติ ประธานศาลฎีกา และของประธานศาลรัฐธรรมนูญ

(ค) สถานที่พักอาศัยของนายกรัฐมนตรี เว้นแต่เป็นการเดินขบวนพาเหรดหรือ
ขบวนแห่

(ง) สถานทูตหรือสถานที่พักอาศัยของเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐเกาหลี เว้นแต่กรณีที่การชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนนั้นไม่เป็นการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่หรือทำลายความปลอดภัยของสถานทูตหรือสถานที่พักอาศัยของเอกอัครราชทูต ดังกรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้

    (a) เมื่อปรากฏว่าเส้นทางการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนนั้นมิได้มุ่งสู่สถานทูตหรือสถานที่พักอาศัยของเอกอัครราชทูตโดยตรง
    (b) เมื่อการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนไม่ได้ขยายวงเป็นการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนขนาดใหญ่ และ
    (c) เมื่อการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนกระทำในวันหยุดหรือวันปิดทำการของสถานทูต

ข้อจำกัดการใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนเพื่อประโยชน์ในการเดินรถบนถนนสาธารณะ

ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจอาจมีคำสั่งห้ามมิให้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนบนถนนหรือเส้นทางสัญจรหลัก ๆ ของเมืองใหญ่ตามที่มีกฤษฎีกาของประธานาธิบดีประกาศกำหนด หรืออาจจะจำกัดการใช้สิทธิหรือกำหนดเงื่อนไขบางประการซึ่งรวมถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ในการจัดชุมนุมหรือเดินขบวนประกอบคำสั่งอนุญาตด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ต้องกระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้การจราจรบนถนนสายสำคัญเหล่านี้เป็นไปโดยสะดวกและคล่องตัว

ข้อจำกัดในการใช้เครื่องขยายเสียงและอุปกรณ์ทำเสียงอื่นทำนองเดียวกัน

แม้ว่าการใช้เครื่องเสียง เครื่องขยายเสียงรวมทั้งอุปกรณ์ทำเสียงอื่น ๆ จะถือเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการชุมนุมและเดินขบวน แต่ต้องไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) มาตรา 14 ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจห้ามมิให้ผู้จัดการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนทำเสียงดังในระดับที่ก่ออันตรายต่อบุคคลอื่น โดยการใช้เครื่องเสียง เครื่องขยายเสียงหรือเครื่องอุปกรณ์ทำเสียงอื่น ๆ เช่น กลอง ฆ้อง เครื่องเป่า เครื่องแอมปลิฟายเออร์ เป็นต้น ทั้งนี้ ระดับเสียงระดับใดที่ถือว่าก่ออันตรายนั้น ให้เป็นไปตามกฤษฎีกาที่ประธานาธิบดีประกาศกำหนด

หากผู้จัดการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจที่สั่งให้ลดระดับการใช้เสียงลงมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสั่งห้ามใช้เครื่องอุปกรณ์ทำเสียงขยายเสียงดังกล่าวเป็นการชั่วคราว หรือในกรณีที่จำเป็นอาจยึดเครื่องมืออุปกรณ์ดังกล่าวไว้ก็ได้ หรือใช้มาตรการบังคับอื่นตามความจำเป็นเพื่อระงับการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นก็ได้

การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างการชุมนุมในที่สาธารณะและการเดินขบวน

1. การกำหนดเขตพื้นที่ชุมนุมหรือเดินขบวนในที่สาธารณะโดยการใช้ “เขตตำรวจ”

เขตตำรวจ (Police Line) หมายถึง อาณาบริเวณที่ถูกล้อมรอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจโดยการใช้เส้นเชือก เครื่องกีดขวางหรือวัสดุอุปกรณ์อื่นใด หรือแม้แต่เส้นแบ่งช่องจราจรบนถนน เพื่อแสดงแนวเขตบริเวณ “เขตตำรวจ” ดังกล่าว20 เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจอาจใช้แนวตำรวจนี้ล้อมรอบบริเวณที่สาธารณะที่มีการชุมนุม หรือใช้เส้นแบ่งช่องจราจรกำหนดเขตตำรวจให้แก่ผู้เดินขบวนใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของถนนสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและเดินขบวน และเพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่สามในอันที่จะได้ใช้พื้นที่หรือถนนสาธารณะในการสัญจรไปมาโดยสะดวกด้วย แต่การกำหนดเขตตำรวจนี้ต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และต้องแจ้งให้ผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวนหรือผู้นำหรือผู้ประสานงานการชุมนุมหรือเดินขบวนทราบทันที21

สำหรับการใช้เขตตำรวจ (Use of Police Lines) นี้ กฎหมายของวอชิงตัน ดี ซี (District of Columbia) เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดลักษณะการใช้ที่น่าสนใจ กล่าวคือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวาย การจลาจลหรือกระทำผิดกฎหมายอาญาซ่อนตัวปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมและเดินขบวนในบริเวณพื้นที่สาธารณะใดพื้นที่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจกำหนดแนวเขตที่เรียกว่าเขตตำรวจล้อมรอบกลุ่มคนในพื้นที่บริเวณดังกล่าวนั้นไว้ (ซึ่งมีบริเวณไม่กว้างนัก) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจสอบและกันบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากกลุ่มบุคคลที่เชื่อได้ว่ากระทำผิดกฎหมายเหล่านั้นเพื่อดำเนินการตรวจค้นจับกุมต่อไป ในทางกลับกันเขตตำรวจนี้อาจใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนก็ได้ โดยการกำหนดแนวเขตโดยรอบพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจัดวางกำลังเพื่อให้ความคุ้มครองกลุ่มผู้ชุมนุมและเดินขบวนให้พ้นจากความเสี่ยงที่จะถูกลอบทำอันตรายจากบุคคลภายนอก22

2. การเข้าไปในสถานที่ชุมนุมในที่สาธารณะและการเดินขบวน

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบมีอำนาจเข้าไปในสถานที่ชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนเมื่อได้แจ้งให้ผู้จัดการชุมนุมฯ หรือผู้นำการชุมนุมฯ ทราบแล้ว เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยและความปลอดภัย แต่อำนาจประการนี้ไม่อาจใช้ได้กับการจัดการชุมนุมในสถานที่ปิด เว้นแต่เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ผู้จัดการชุมนุมฯ ผู้นำการชุมนุมฯ และผู้ประสานการชุมนุมฯ ตลอดจนเจ้าของผู้ครอบครองสถานที่แห่งนั้นต้องให้ความช่วยเหลือร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐบัญญัติฉบับนี้

3. การสั่งให้สลายการชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวน

มาตรา 20 (1) แห่งรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ให้อำนาจแก่ผู้บัญชาการตำรวจผู้มีเขตอำนาจแจ้งให้ผู้จัดการผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนสั่งยุติการชุมนุมหรือเดินขบวนภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยความสมัครใจ (ซึ่งต้องเป็นระยะเวลาตามสมควร) เมื่อการชุมนุมหรือเดินขบวนนั้นมีลักษณะที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังจะกล่าวต่อไป และเมื่อล่วงเลยระยะเวลาที่กำหนดแล้ว หากผู้จัดการชุมนุมฯ ไม่ยุติการชุมนุมหรือเดินขบวนด้วยตนเอง ผู้บัญชาการตำรวจผู้มีเขตอำนาจมีอำนาจสั่งสลายการชุมนุมหรือเดินขบวนนั้นได้ ซึ่งได้แก่กรณีดังกล่าวต่อไปนี้

(1) การชุมนุมในที่สาธารณะหรือการเดินขบวนที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและการเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ในมาตราต่าง ๆ ดังนี้

- มาตรา 5 (1) การชุมนุมหรือการเดินขบวนซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุความมุ่งหมายของพรรคการเมืองซึ่งถูกยุบโดยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้น หรือการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่มุ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของรัฐโดยตรง
- มาตรา 10 การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือภายหลังพระอาทิตย์ตก โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการตำรวจผู้มีเขตอำนาจ23
- มาตรา 11 การชุมนุมสาธารณะและเดินขบวนในบริเวณสถานที่ต้องห้าม

(2) การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนซึ่งไม่ได้ส่งรายงานการจัดการชุมนุมในสถานที่เปิดหรือเดินขบวนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจทราบล่วงหน้าตามมาตรา 6 (1) หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจสั่งห้ามการชุมนุมหรือการเดินขบวนนั้นด้วยเหตุต่าง ๆ ตามมาตรา 8 หรือด้วยเหตุที่ขัดขวางการจราจรบนถนนสายสำคัญในเมืองใหญ่ตามที่กำหนดในกฤษฎีกาของประธานาธิบดีตามมาตรา 12

(3) การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนที่คุกคามความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองอย่างชัดแจ้ง เช่นการขัดขวางการจราจรในถนนสายสำคัญ เป็นต้น หรือที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขควบคุมกำกับการชุมนุมฯ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 8 (3) ในกรณีที่การชุมนุมฯ กระทำใกล้กับเขตที่พักอาศัย สถานศึกษา หรือเขตทหาร หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขควบคุมกำกับการชุมนุมฯ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจกำหนดให้ผู้จัดการชุมนุมฯ ต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 หรือมาตรา 12

(4) การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนที่ผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ประกาศยุติการชุมนุมแล้วตามมาตรา 16 (3)

(5) การชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนซึ่งผู้จัดการชุมนุมฯ และหรือผู้นำการชุมนุมฯ ไม่ควบคุมดูแลให้ดำเนินไปโดยสงบหรือปล่อยให้มีการกระทำที่เป็นอันตรายโดยตรงต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจออกคำสั่งให้สลายการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวน ผู้เข้าร่วมการชุมนุมหรือเดินขบวนต้องออกจากที่ชุมนุมหรือเดินขบวนโดยทันที (มาตรา 20 (2)) ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งให้ผู้จัดการผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนสั่งยุติการชุมนุมหรือเดินขบวนโดยความสมัครใจ และการออกคำสั่งสลายการชุมนุมหรือเดินขบวนในกรณีที่ไม่ยอมยุติการชุมนุมหรือเดินขบวนโดยสมัครใจให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ประกาศกำหนดในรูปกฤษฎีกา

คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการชุมนุมและเดินขบวน” (Advisory Committee on Assemblies or Demonstrations)

รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนว่าต้องการสร้างความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมในการชุมนุมและการเดินขบวนในที่สาธารณะกับการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และได้วางระเบียบปฏิบัติเรื่องต่าง ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถออกคำสั่งห้ามการชุมนุมในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวน หรือกำหนดเงื่อนไขควบคุมกำกับการชุมนุมฯ ตามความเหมาะสมได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจได้โดยพลการหรือโดยอำเภอใจจนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร รัฐบัญญัติฉบับนี้จึงจัดให้มี “คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการชุมนุมและเดินขบวน” (Advisory Committee on Assemblies or Demonstrations) ประจำสำนักงานตำรวจระดับต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่หัวหน้าสำนักงานตำรวจแต่ละแห่งเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้

(ก) การออกคำสั่งห้าม คำสั่งจำกัดการชุมนุมฯ โดยการกำหนดเงื่อนไขควบคุมกำกับการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนเป็นพิเศษ ตามมาตรา 8
(ข) การวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งห้ามชุมนุมหรือเดินขบวน ตามมาตรา 9 (2)
(ค) ควบคุมดูแลการชุมนุมสาธารณะในสถานที่เปิดหรือการเดินขบวนในเขตอำนาจของตนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
(ง) การปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับการชุมนุมและการเดินขบวน

คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการชุมนุมและเดินขบวนมีไม่เกิน 7 คน ประกอบด้วยประธาน 1 คน และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 6 คน ซึ่งได้รับเลือกและแต่งตั้งจากหัวหน้าสำนักงานตำรวจของแต่ละพื้นที่โดยให้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความเป็นกลาง จากบุคคลดังต่อไปนี้

นักกฎหมาย (Lawyers)
อาจารย์ในสถานศึกษา (Professors)
ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาชน (Civil Organizations) และ
ตัวแทนประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่หรือภูมิภาคที่อยู่ในเขตอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งนั้น

สำหรับหลักเกณฑ์วิธีการในการเลือก การปฏิบัติงานและการอื่นเกี่ยวกับคณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการชุมนุมและเดินขบวนให้ประธานาธิบดีกำหนดไว้ในกฤษฎีกาอีกครั้งหนึ่ง

บทกำหนดโทษ

ตั้งแต่มาตรา 22 ถึงมาตรา 25 ของรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและเดินขบวน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) เป็นการกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษทางอาญาไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 22 (1) บุคคลใดกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา  3 (1) หรือ (2) จะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 ล้านวอน (Won) แต่ถ้าหากผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา 3 (1) หรือ (2) เป็นบุคคลในกองทัพ อัยการหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

มาตรา 22 (2) บุคคลใดกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 5 (1) หรือมาตรา 6 (1) หรือบุคคลใดฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีเขตอำนาจที่มิให้จัดการชุมนุมในสถานที่เปิดหรือเดินขบวนตามมาตรา 8 ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านวอน

มาตรา 22 (3) บุคคลใดฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา 5 (2) ที่ห้ามการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่มุ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของรัฐโดยตรง หรือมาตรา 16 (4) ที่ห้ามการชุมนุมหรือเดินขบวนซึ่งมีการใช้หรือยินยอมให้ใช้อาวุธ มีลักษณะส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรงหรืออาจก่อการจลาจล หรือฝ่าฝืนหรือทำลายข้อกำหนดในรายงานการจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านวอน

มาตรา 22 (4) บุคคลใดเข้าร่วมการชุมนุมหรือเดินขบวนซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตรา 5 (1) โดยรู้ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นการต้องห้ามนั้น ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 แสนวอน หรือได้รับโทษกักขังหรือปรับลหุโทษ

มาตรา 23 บุคคลใดกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ที่ห้ามจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนในเวลากลางคืน หรือมาตรา 11 ที่ห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนในบริเวณสถานที่หวงห้าม หรือกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนตามมาตรา 12 ต้องได้รับโทษหนักเบาตามฐานะหน้าที่ของผู้กระทำความผิดดังต่อไปนี้

(ก) ผู้จัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านวอน
(ข) ผู้ประสานการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 แสนวอน หรือได้รับโทษกักขังหรือปรับลหุโทษ
(ค) ผู้เข้าร่วมการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน โดยรู้ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นการต้องห้ามนั้น ต้องได้รับโทษปรับไม่เกิน 5 แสนวอน หรือได้รับโทษกักขังหรือปรับลหุโทษ

อย่างไรก็ดี เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำพิพากษาว่าบทบัญญัติมาตรา 10 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 21 (2) และพิพากษาให้ฝ่ายนิติบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่ให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฯ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2553 นั้น มีปัญหาชวนให้คิดพิจารณาต่อไปว่าบทบัญญัติมาตรานี้ไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่เมื่อใด กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาในดคีดังกล่าว (วันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2552) หรือตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ.2553 เป็นต้นไปอันเป็นวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลแจ้งให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำการแก้ไขกฎหมายให้เสร็จเรียบร้อย

ในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี คำตอบของปัญหานี้ในทางใดทางหนึ่งจะมีผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีผู้เข้าร่วมการชุมนุมและเดินขบวนในเหตุการณ์ Candlelight vigil เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2551 อย่างยิ่ง มีรายงานข่าวว่ามีผู้ร่วมการชุมนุมที่ถูกจับกุมดำเนินคดีหรือถูกฟ้องคดีอาญาในศาลเป็นจำนวนถึง 1,500 คน เมื่อศาลแขวงแห่งกรุงโซลส่งปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรา 10 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีเหล่านี้ก็ถูกสั่งให้รอการพิจารณาไว้ก่อน รวมทั้งการฟ้องร้องดำเนินคดีอื่น ๆ อีกจำนวนมากล้วนหยุดชะงักเพื่อรอผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ทั้งสิ้น

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้น อัยการแห่งรัฐและตำรวจมีความเห็นว่าถือว่าศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ใช้บังคับบทบัญญัติ 10 และมาตรา 23 ของรัฐบัญญัติฉบับนี้ไปพลางก่อนจนกว่ารัฐสภาจะได้แก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวแล้วเสร็จหรือจนกว่าจะถึงวันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ.2553 และเห็นว่าสมควรดำเนินคดีอาญาที่ค้างการพิจารณาในศาลต่อไป นอกจากนี้ ในระหว่างเวลาดังกล่าวหากบุคคลใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 10 ก็จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีเช่นกัน ในขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (The Asian Human Rights Commission) ซึ่งเป็นองค์การภาคประชาชนระหว่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียโต้แย้งการตีความและตำหนิแนวทางการปฏิบัติงานของอัยการและตำรวจดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมีความเห็นว่าผลคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ทันที ดังนั้น อัยการและตำรวจต้องยุติการดำเนินคดีเหล่านี้และปล่อยจำเลยหรือผู้ต้องหาทันที นอกจากนี้ศาลควรสั่งยกฟ้องโดยไม่จำเป็นต้องพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิด24 ซึ่งหากพิจารณาจากหลักนิติรัฐและหลักการปกครองประชาธิปไตย ผู้เขียนเห็นว่าความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียมีเหตุผลถูกต้อง และเมื่อมาตรา 10 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว มาตรา 23 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษรองรับฐานความผิดของมาตรา 10 จึงไม่มีผลบังคับตามไปด้วย

มาตรา 24 บุคคลใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 แสนวอน หรือได้รับโทษกักขังหรือปรับลหุโทษ

(1) ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของผู้จัดการชุมนุมฯ หรือผู้ประสานการชุมนุมฯ ที่มิให้บุคคลนั้นเข้าร่วมการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน ตามมาตรา 4
(2) จัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนโดยเสนอรายงานการจัดการชุมนุมสาธารณะหรือเดินขบวนตามมาตรา 6 (1) เป็นเท็จ
(3) โดยจงใจไม่คำนึงถึงคำเตือนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกรุกเข้าไปในเขตตำรวจ
(Police Lines) ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำเครื่องหมายไว้ตามมาตรา 13 ในเวลาที่มีผลสำคัญ (เช่นเวลากลางคืนหรือเวลาที่ปลอดคน) โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือทำลาย ซ่อนเร้น เคลื่อนย้าย หรือกำจัดให้สิ้นไปหรือทำให้ไร้ประโยชน์ด้วยวิธีการใด ๆ ซึ่งสัญลักษณ์แสดงเขตตำรวจ
(4) ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาตรา 14 (2) ที่ให้ลดระดับเสียงหรืองดใช้เครื่องเสียงเป็นการชั่วคราว หรือปฏิเสธหรือขัดขวางการใช้มาตรการบังคับที่จำเป็นที่สั่งภายใต้มาตราดังกล่าว
(5) กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของมาตรา 16 (5) ที่ห้ามกระจายเสียงการชุมนุมในสถานที่ปิดออกไปภายนอกเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนภายนอกเข้าร่วมการชุมนุมฯ หรือมาตรา 17 (2) และมาตรา 18 (2) ที่ห้ามผู้ประสานการชุมนุมฯ รวมทั้งผู้เข้าร่วมการชุมนุมหรือเดินขบวนใช้หรือยินยอมให้ใช้อาวุธ หรือมีลักษณะส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรงหรืออาจก่อการจลาจล หรือกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20 (2) ที่กำหนดให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนต้องสลายการชุมนุมฯ และออกจากที่ชุมนุมฯ โดยทันทีเมื่อได้รับคำสั่งให้สลายการชุมนุมฯ

มาตรา 25 เป็นบทกำหนดโทษอาญาสำหรับผู้แทนนิติบุคคลหรือองค์การที่รับผิดชอบจัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวนขึ้น (Application of Penal Provisions to Representative of Organization) ซึ่งรัฐบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ผู้แทนตามกฎหมายของนิติบุคคลหรือองค์การดังกล่าวมีสิทธิหน้าที่เสมือนผู้จัดการชุมนุมในที่สาธารณะและเดินขบวน และต้องรับโทษอาญาในกรณีที่มีการกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ในฐานะผู้จัดการชุมนุมฯ

บทส่งท้าย

ภายหลังยุครัฐบาลทหารอันยาวนาน ประเทศเกาหลีใต้ได้เข้าสู่ยุคการปฏิรูปครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) เพื่อไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชน ปฏิรูประบบกฎหมายและสถาปนาสถาบันทางกฎหมายสำคัญ ๆ เช่นแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เพื่อสร้างหลักนิติรัฐอันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เริ่มหยั่งรากลึกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้เกาหลีใต้เข้าสู่ช่วงการทดสอบความแข็งแกร่งของระบอบประชาธิปไตยเป็นระลอกที่สอง โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรจึงจะสามารถเสริมสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นภายหลังยุคแห่งการปฏิรูปประชาธิปไตยครั้งแรก ประชาชนชาวเกาหลีใต้สรุปบทเรียนว่าระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งมิได้อยู่ที่เพียงการไปหย่อนบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลก็เรียนรู้ว่าการชนะการเลือกตั้งไม่อาจเป็นหลักประกันเสถียรภาพของรัฐบาลได้ตลอดวาระของรัฐบาล ดังนั้น การสร้างกลไกการรับฟังความคิดเห็น การแลกเปลี่ยนข้อมูล และกลไกการมีส่วนร่วมรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลจึงเป็นคำตอบของโจทย์ดังกล่าว

การชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนถือเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาล ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมาช้านาน เสรีภาพในการชุมนุมประท้วงและเดินขบวนถือเป็นสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่สำคัญของพลเมือง เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพที่พัฒนาต่อยอดจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของปัจเจกบุคคลมาสู่การแสดงความคิดเห็นแบบรวมหมู่ (collective) และถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพลเมือง การที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามลิดรอนเสรีภาพในการชุมนุมประท้วงหรือเดินขบวนเรียกร้องของประชาชนโดยการยกเอาอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการพัฒนาประเทศเชิงวัตถุมากดข่มข้อเรียกร้องของคนเล็กคนน้อยนั้น จึงเป็นการทำลายพื้นที่ที่ประชาชนชั้นล่างของประเทศใช้เป็นเวทีสะท้อนความทุกข์ร้อนและความต้องการของตนไปยังรัฐบาล การตีความรัฐบัญญัติว่าการชุมนุมสาธารณะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี การห้ามมิให้ชุมนุมในสถานที่เปิดในเวลากลางคืนก็ดี การสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงก็ดี ล้วนเป็นการกดข่มปัญหาและสะสมความรุนแรงไว้ในสังคม ซึ่งจะบั่นทอนรากฐานของระบอบประชาธิปไตยของประเทศพร้อมกับชักนำให้ประเทศเข้าสู่มุมอับในที่สุด

---------------------------------

เชิงอรรถ

1. งานศึกษาวิจัยภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการสร้างสุขภาวะในการชุมนุมสาธารณะ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

2. Doh C. Shin, Mass Politics and Culture in Democratizing Korea, Cambridge University Press:Cambridge, 1999, p.41

3. Act concerning Assembly and Demonstration, Law No. 1245, Promulgated on December 31, 1962, amended on 1973, 1980 and 2004.

4. Assembly and Demonstration Act, Wholly Amended by Law No. 8424, May 11, 2007.

5. Jose Ney, “Democracy in South Korea: Mature society versus immature system”, in www.eia.rghr.net/ archive/2008-ethics-in-action/vol,-2-no.-4-august-2008/democracy-in south-korea-mature-society-versus, p.4-5.

6. Article 16 (5) of The Assembly and Demonstration Act, 2007 ควรอ่านประกอบกับ Article 1-2 (1) of The Act concerning Assembly and Demonstration, 1962.

7. รัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนฉบับ ค.ศ.1962 กำหนดให้ผู้ยื่นคำขอต่อยื่นคำร้องเพื่อจัดการชุมนุมในที่สาธารณะหรือเดินขบวนล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมงเท่านั้น ต่อมารัฐสภาได้ตรารัฐบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7123 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2004 ได้เพิ่มเติมระยะเวลาในการยื่นคำร้องล่วงหน้าเป็นภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมงถึง 720 ชั่วโมง และรัฐบัญญัติฉบับปัจจุบันดำเนินตามบทบัญญัติดังกล่าว

8. Assembly and Demonstration Act, 2007, Article 6 (1) (Report, etc. on Outdoor Assembly or Demonstration)

9. Ibid.

10. Assembly and Demonstration Act, 2007, Article 6 (3)

11. Article 16 of Assembly and Demonstration Act, 2007.

12. Article 16 (4) of The Assembly and Demonstration Act, 2007.

13. Article 8 (Notice of Ban of, or Restriction on, Assembly or Demonstration)

14. Assembly and Demonstration Act, 2007, Article 10 (Hours Prohibited for Outdoor Assembly and Demonstration)

15. Asian Forum for Human Rights and Development, South Korea: Decision on the constitutionality of the Act on Assembly and Demonstration, 24 October 2008 in www.forum-asia.org

16. Ibid.

17. มาตรานี้กำหนดทั้งโทษจำคุกและโทษปรับทั้งกับผู้จัดการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวน ผู้นำการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวน และผู้ร่วมการชุมนุมด้วย

18. Jaclyn Belczuk, South Korea court rules ban on nighttime assemblies unconstitutional, in http://jurist.law.pitt.edu/paperchase/2009/09/south-korea-court-rules-ban-on.php#, Friday, September 25, 2009.

19. Article 11 of the Assembly and Demonstration Act, 2007.

20. Article 2 definitions 5. of Assembly and Demonstration Act, 2007.

21. Article 13 of Assembly and Demonstration Act, 2007.

22. ดู Section 108 (Use of police lines), First Amendment Rights and Police Standards Act (2004), District of Columbia, Unites States, in Guidelines on Freedom of Peaceful Assembly, OSCE Office for Democratic Institutions and Human Rights (ODIHR), Poland, 2007, p.59.

23. มีข้อสังเกตว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้บทบัญญัติมาตรา 10 ของรัฐบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมและเดินขบวน ค.ศ.2007 ซึ่งห้ามมิให้จัดการชุมนุมในสถานที่เปิดหรือเดินขบวนในเวลากลางคืนไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 21 (2) แล้ว การสั่งสลายการชุมนุมฯ โดยอาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าวจึงกระทำไม่ได้

24. Asian Human Rights Commission, “ South Korea: Prosecutor must stop applying provisions found unconstitutional; accused must be released”, in http://www.ahrchk.net/statements/mainfile.php/2009statement/ 2240, Hong Kong, 25 September 2009.

------------------------------------------------------

บรรณานุกรม

Act concerning Assembly and Demonstration, 1962, Law No. 1245 (amended on 1973, 1980 and 2004)
Assembly and Demonstration Act, 2007, Law No. 8424.
First Amendment Rights and Police Standards Act (2004), District of Columbia, Unites States of America.
Doh C. Shin, Mass Politics and Culture in Democratizing Korea, Cambridge University Press:Cambridge, 1999.
Jose Ney, “Democracy in South Korea: Mature society versus immature system”, in www.eia.rghr.net/ archive/2008-ethics-in-action/vol,-2-no.-4-august-2008/democracy-in south-korea-mature-society-versus.
Asian Forum for Human Rights and Development, South Korea: Decision on the constitutionality of the Act on Assembly and Demonstration, 24 October 2008 in www.forum-asia.org.
Jaclyn Belczuk, South Korea court rules ban on nighttime assemblies unconstitutional, in http://jurist.law.pitt.edu/paperchase/2009/09/south-korea-court-rules-ban-on.php#, Friday, September 25, 2009.
OSCE Office for Democratic Institutions and Human Rights (ODIHR) Guidelines on Freedom of Peaceful
Assembly, Poland, 2007.
Asian Human Rights Commission, “ South Korea: Prosecutor must stop applying provisions found unconstitutional; accused must be released”, in http://www.ahrchk.net/statements/mainfile.php/2009statement/ 2240, Hong Kong, 25 September 2009.

-----------------------------------------------

เข้าสู่ระบบ