Home » บทความจากผู้อ่าน » ปัญหาบางประการของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่ปรากฏในระบบกฎหมายไทย

ปัญหาบางประการของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่ปรากฏในระบบกฎหมายไทย

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความจากผู้อ่าน

14 February 2011

read 4639

ปัญหาบางประการของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่ปรากฏในระบบกฎหมายไทย1

โดย พรรษวัฒน์ พูนทองพันธ์


1. ความนำ

นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักการสำคัญประการหนึ่งว่าอำนาจสูงสุหรือ “อำนาจอธิปไตย” นั้นเป็นของประชาชน ประชาชนย่อมมีสิทธิเลือกผู้แทนให้เข้าไปใช้อำนาจสูงสุดแทนตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจนิติบัญญัติ กล่าวคือ ผู้แทนที่ประชาชนเลือกนั้นจะร่วมกันทำหน้าที่ตรากฎหมายเพื่อบังคับใช้แก่ประชาชนด้วยกันเอง และอำนาจบริหาร กล่าวคือ ผู้แทนที่ประชาชนเลือกนั้นจะเลือกกันเองเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีผู้เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล เลือกคณะรัฐมนตรีและนำกฎหมายต่างๆ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราขึ้นมาบังคับใช้ให้เป็นจริง

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การเลือกผู้แทนให้เข้าไปทำหน้าที่แทนตน หรือการใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งมวลอย่างมีเอกภาพ และในฐานะที่เป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย3  สิทธิเลือกตั้งจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิของผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุด ผู้ทรงสิทธิเลือกตั้งจำกัดไว้เฉพาะแต่พลเมืองของรัฐเท่านั้น คนต่างด้าวไม่สามารถมีสิทธิเลือกตั้งได้ นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาว่ารัฐเป็นที่ประชุมของประชาชนที่ร่วมทำสัญญาประชาคมก่อตั้งรัฐขึ้น สิทธิเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือให้ประชาชนผู้เลือกตั้งได้แสดงให้ผู้ปกครองรู้ถึงความต้องการสำคัญๆ ที่ประชาชนต้องการให้รัฐช่วยบำบัด ไม่ว่าประชาชนผู้นั้นจะมีสภาพเช่นไร ไม่ว่าจะฉลาด ยากจน ร่ำรวย ไร้การศึกษา หรือมีการศึกษา ล้วนต่างมีความต้องการที่แตกต่างกันให้รัฐทำหน้าที่ช่วยบำบัดทั้งสิ้น สิทธิเลือกตั้งจึงเป็นสิทธิที่มีความสำคัญเป็นอันมากในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แต่แม้สิทธิเลือกตั้งจะมีความสำคัญเป็นอันมากก็ตาม เมื่อสิทธิเลือกตั้งเป็นการใช้อำนาจรัฐด้วยตนเอง การใช้สิทธิเลือกตั้งจึงอาจจะต้องถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะแต่บุคคลที่น่าเชื่อว่ามีความประพฤติที่เหมาะสมและสามารถกำหนดชะตากรรมของตนได้เองเท่านั้น เพื่อให้ผู้แทนที่ถูกเลือกตั้งขึ้นเป็นผู้แทนที่น่าเชื่อว่าสามารถรับผิดชอบชะตากรรมของบ้านเมืองได้ ดังนั้น บุคคลบางประเภทจึงอาจจะถูกจำกัดมิให้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าจะจำกัดคุณสมบัติมิให้มีสิทธิตั้งแต่ต้นหรือเพิกถอนสิทธิที่เคยมีเสีย

จากการศึกษาระบบการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับหลักวิชาและระบบการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของต่างประเทศพบว่ามีปัญหาบางประการเกิดขึ้น บทความชิ้นนี้จะนำเสนอว่าปัญหาดังกล่าวนั้นคืออะไร และจะเสนอแนวทางว่าควรจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร โดยนำเสนอสิ่งที่ผู้เขียนประสบพบเจอจากการศึกษาการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในต่างประเทศก่อน แล้วกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น

 

2. การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในต่างประเทศ

ผู้เขียนได้เลือกประเทศที่เป็นวัตถุแห่งการศึกษา ได้แก่ 1) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังประกาศใช้กฎหมายพื้นฐาน (Grundgesetz) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 2) สหราชอาณาจักร เป็นประเทศที่มีพัฒนาการเกี่ยวกับสิทธิเลือกตั้งนานกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งปรากฏชัดเจนในกฎหมายตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และมีพัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน และ 3) สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจทางนิติบัญญัติไปสู่แต่ละมลรัฐอันทำให้แต่ละมลรัฐมีความแตกต่างของกฎหมายเลือกตั้งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ

2.1 สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

จากการศึกษาพบว่ามีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในเยอรมนี โดยการกระทำที่เป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา (StGB) และกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ (BVerfGG) 

ตามประมวลกฎหมายอาญาการกระทำที่เป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในเยอรมนีปรากฏหลายกรณีไม่ว่าการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือไม่ เนื่องจากโดยหลักแล้วนักโทษจำคุกในเยอรมนีมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น เยอรมนีจึงต้องบัญญัติการกระทำอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไว้เป็นกรณีพิเศษ เช่น ความผิดฐานกบฏ ความผิดฐานก่อการร้าย ความผิดฐานฉ้อโกงเงินอุดหนุนจากรัฐ เป็นต้น ส่วนการกระทำที่เป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนั้นปรากฏเพียง 5 กรณีเท่านั้น ได้แก่ 1) ความผิดฐานขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง (มาตรา 107) 2) ความผิดฐานปลอมแปลงคะแนนเสียง (มาตรา 107เอ) 3) ความผิดฐานขู่เข็ญทางเศรษฐกิจต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 108) 4) ความผิดฐานซื้อเสียงและขายเสียง (มาตรา 108บี) และ 5) ความผิดฐานซื้อเสียงหรือขายเสียงของผู้แทนในรัฐสภายุโรป (มาตรา 108อี)

ส่วนตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ปรากฏการกระทำที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพียงกรณีเดียว คือ การใช้สิทธิที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตย กล่าวคือ เป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์พิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับการสิ้นสูญของสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยคดีดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตยปรากฏตามมาตรา 18 ของกฎหมายพื้นฐาน (GG) ตัวอย่างเช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการสมาคม เป็นต้น หากการใช้สิทธิดังกล่าวมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตยแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์มีอำนาจเพิกถอนสิทธิที่ถูกใช้ในทางเป็นปฏิปักษ์ได้ (มาตรา 39 (1)) และในระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สั่งเพิกถอนสิทธิข้างต้นนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วย (มาตรา 39 (2)) จึงอาจกล่าวได้ว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรณีนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องตนเองของระบอบประชาธิปไตย

ในประเด็นเรื่ององค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ปรากฏว่าองค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ ศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญ โดยในส่วนของศาลยุติธรรมมีอำนาจเพิกถอนในคดีอาญา เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2 ถึง 5 ปี ต้องสั่งไว้ชัดแจ้งในคำพิพากษา (มาตรา 45เอ) ทั้งศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญต้องห้ามมิให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของศาลยุติธรรมนั้น ปรากฏในมาตรา 2 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าบุคคลจะได้รับโทษหรือมาตรการข้างเคียงใดๆ ก็ต่อเมื่อกฎหมายขณะที่กระทำความผิดบัญญัติไว้เท่านั้น3  ทั้งนี้ “มาตรการข้างเคียง (Nebenfolge)” ข้างต้นหมายความรวมถึงการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ท้ายที่สุด ทั้งสององค์กรไม่สามารถใช้อำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยปราศจากมาตรการอื่นซึ่งเป็นโทษหรือมาตรการหลัก เช่น ต้องมีโทษอาญาหรือมีการเพิกถอนสิทธิที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตยเสียก่อน จึงจะสามารถเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

2.2 สหราชอาณาจักร

จากการศึกษาพบว่ามีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปลายศตรวรรษที่ 19 ในปัจจุบันการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ใน Representation of the People Act 1983 นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรได้จำกัดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยว่าจะต้องมิได้เป็นผู้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล (มาตรา 3 (1))

การกระทำที่เป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรแบ่งได้เป็นสองกรณีคือ Corrupt Practice กรณีหนึ่ง และ Illegal Practice กรณีหนึ่ง แต่มิใช่ว่า Corrupt Practice และ Illegal Practice ทุกกรณีจะเป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หากแต่เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษเท่านั้นที่เป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

กรณี Corrupt Practice ที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอาจสรุปได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ส่วนกรณี Illegal Practice ที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอาจสรุปได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งโดยที่ตนเองไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือมิได้เป็นตัวแทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง4

ในประเด็นเรื่ององค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง องค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ คือ ศาล Election Court และในสกอตแลนด์ คือ องค์กร Sheriffdom5  ระยะเวลาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปีสำหรับ Corrupt Practice (มาตรา 173 (3)) และ 3 ปีสำหรับ Illegal Practice (มาตรา 173 (3)) อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อาจพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้โดยปราศจากมาตรการอื่นหากแต่ต้องลงโทษอาญาประกอบด้วย ส่วน Corrupt Practice และ Illegal Practice ที่ไม่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้กระทำผิดเพียงรับโทษอาญาเท่านั้น เช่น จำคุกหรือปรับ

2.3 สหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาพบว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่มีการจำกัดสิทธิเลือกตั้งโดยวางหลักให้บุคคลที่กระทำผิดอาญาขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Felony Disfranchisement) ดังนั้น เมื่อบุคคลใดกระทำผิดอาญาตามที่กฎหมายกำหนดและรับโทษจำคุก บุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

คดีสำคัญเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ คดี Hewitt v. Helms6  ซึ่งได้วางหลักว่า “การจำคุกตามคำพิพากษาว่ากระทำผิดอาญาจะนำมาสู่การเพิกถอนและจำกัดซึ่งโอกาสและสิทธิต่างๆ โดยการพิจารณาภายใต้ระบบกฎหมายอาญา” ทำให้อาจอธิบายได้ว่าสิทธิหนึ่งในบรรดาสิทธิต่างๆ ซึ่งบุคคลที่ได้รับโทษจำคุกจะสูญเสียไป คือ สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการของระบอบประชาธิปไตยซึ่งใช้สำหรับปกครองประชาชนผู้มีเสรีภาพ และคดี Richardson v. Ramirez7 ซึ่งได้วางหลักว่า แม้รัฐธรรมนูญได้รับรองหลักความเสมอภาคของประชาชนในการมีสิทธิเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้แทนก็ตาม แต่รัฐสามารถจำกัดสิทธิเลือกตั้งได้โดยไม่ขัดต่อหลักความเสมอภาคแต่อย่างใด และการจำกัดสิทธิเลือกตั้งนั้นสามารถกระทำได้ไม่เฉพาะแต่กรณีที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจำกัดสิทธิเลือกตั้งในรูปแบบอื่นๆ ด้วยหากไม่มีความรุนแรงเกินไปกว่าที่รัฐธรรมนูญได้วางกรอบเอาไว้ ดังนั้น การจำกัดมิให้บุคคลที่พ้นโทษจำคุกแล้วมีสิทธิเลือกตั้งจึงย่อมสามารถทำได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโดยหลักแล้วบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้รับโทษจำคุกจะไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทว่าแต่ละมลรัฐก็ได้กำหนดฐานความผิดที่เป็นเหตุดังกล่าวไว้แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดว่าต้องเป็นบุคคลที่กระทำผิดอาญาร้ายแรง8  บางมลรัฐอาจกำหนดฐานความผิดเฉพาะ เช่น ความผิดฐานกบฏ ความผิดฐานซื้อเสียงและขายเสียง เป็นต้น

เมื่อบุคคลที่ถูกคำพิพากษาให้จำคุกพ้นโทษแล้ว บุคคลเหล่านั้นย่อมจะได้รับสิทธิเลือกตั้งกลับคืนมา แต่ในบางมลรัฐบุคคลเหล่านั้นอาจไม่กลับมีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใดทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตลอดชีวิต หรือในบางมลรัฐกำหนดให้ได้สิทธิเลือกตั้งคืนอย่างมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา เช่น ผู้ว่าการรัฐอนุมัติให้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องพ้นกำหนดเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษจำคุก เป็นต้น

 

3. ปัญหาบางประการของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทย

3.1 การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถกระทำได้หรือไม่

เนื่องจากสิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นสิทธิที่จำกัดไว้เฉพาะแต่พลเมืองของรัฐผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทำให้พลเมืองที่เคยใช้สิทธิดังกล่าวไม่อาจใช้สิทธินี้ได้อีกต่อไป การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจึงมีลักษณะ “เป็นการพรากความเป็นพลเมืองไปจากบุคคล”9  อีกทั้งเมื่อพิจารณาว่าประชาชนในประเทศย่อมเป็นเจ้าของประเทศตามหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนซึ่งประชาชนมีอำนาจสูงสุดในรัฐ ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะเลือกผู้แทนที่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนและมีนโยบายถูกใจมากที่สุดแก่ประชาชนผู้นั้นได้

นอกจากนั้น นักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า “สิทธิเลือกตั้ง” นั้น ประกอบด้วยสิทธิในทางการเมือง 2 ประการ คือ “สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง”10  ซึ่งเป็นสิทธิในทางกระทำ (active right) และ “สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นสิทธิในทางไม่กระทำ (passive right)11  ในการกระทำบางลักษณะการเพิกถอนสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอาจจะเกินกว่าความจำเป็นเพราะเมื่อพิจารณาจากลักษณะของการกระทำบางกรณี เช่น “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” ซื้อเสียง ข่มขู่ผู้มีสิทธิ (ออกเสียง) เลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าผู้กระทำกระทำลงในฐานะที่ตนเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น หากตนมิได้สมัครรับเลือกตั้งย่อมไม่สามารถกระทำได้ จึงน่าพิจารณาว่ากรณีเช่นนี้การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็เป็นการเพียงพอแล้วหรือไม่ ตัวอย่างเช่นผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการโดยฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้ตนได้รับการเลือกตั้งตามมาตรา 103 และ 111 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 จะเห็นได้ว่าผู้กระทำการกระทำไปในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อสิทธิ (ออกเสียง) เลือกตั้งกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแยกออกจากกัน การเพิกถอนเพียงสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะสอดคล้องกับลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิและเป็นมาตรการเท่าที่จำเป็นมากกว่าหรือไม่

อย่างไรก็ดี เป็นที่ยอมรับเช่นกันว่าหากให้บุคคลทุกคนโดยไม่เลือกหน้าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจจะทำให้บ้านเมืองล่มจมได้ เพราะบุคคลบางประเภทอาจไม่น่าไว้วางใจให้มีสิทธิเลือกตั้งเนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่น เป็นกบฏ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนถึงเห็นแก่อามิสสินจ้างพร้อมที่จะเลือกคนที่ให้เงินแก่ตนมากที่สุด ดังนี้ ผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งอาจเป็นผู้ที่มีแนวโน้มเป็นกบฏหรือมุ่งล้มล้างรัฐธรรมนูญเช่นกัน หรือเป็นผู้ที่อาศัยอำนาจเงินตราเพื่อให้บรรลุซึ่งอำนาจรัฐผ่านทางการเลือกตั้งก็เป็นได้ ทำให้เมื่อพิจารณาในแง่นี้ย่อมเป็นการจำเป็นที่จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพื่อปกป้องให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

จึงเป็นปัญหาว่าประเทศไทยควรจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของประชาชนได้หรือไม่ โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเหตุผลทั้งสองฝ่ายประกอบกัน

3.2 การกระทำใดบ้างควรเป็นเหตุในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

สืบเนื่องจากปัญหาในข้อก่อน หากสามารถเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ ปัญหาต่อมาที่เกิดขึ้นคือการกระทำใดบ้างที่ควรเป็นเหตุในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ตามกฎหมายไทย การกระทำที่เป็นเหตุในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งปรากฏในกฎหมายต่างๆ หลายฉบับ ตามรัฐธรรมนูญการกระทำดังกล่าวมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองเนื่องจากกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตย เช่น มาตรา 68 มาตรา 237 เป็นต้น ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ปรากฏการกระทำที่เป็นเหตุดังกล่าวแทบจะเหมือนกันทั้งหมด กล่าวคือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพียงแต่ต่างกันในเรื่องเขตอำนาจเท่านั้น การกระทำดังกล่าวมีตั้งแต่การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายให้ตนได้รับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งขายเสียง ตลอดจนถึงการเล่นพนันขันต่อผลการเลือกตั้ง ทำบัตรเลือกตั้งให้เป็นบัตรเสีย ขนคนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น เฉพาะเพียงกรณีที่ปรากฏใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ปรากฏมากถึงเกือบ 30 กรณี นอกจากนั้น ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ก็ยังปรากฏเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอีกเช่นกัน

จึงอาจพิจารณาได้ว่าการกระทำที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายไทยมีมากเกินกว่าความจำเป็นหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามกฎหมายต่างประเทศที่เป็นกรณีศึกษาแล้ว การกระทำดังกล่าวตามกฎหมายไทยมีมากกว่าหลายเท่า หากการกระทำที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีมากเกินไปโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรย่อมเป็นการจำกัดสิทธิเลือกตั้งเกินกว่าความจำเป็นและไม่ให้ความสำคัญแก่สิทธิซึ่งเจ้าของประเทศใช้แสดงเจตจำนงของตน เพียงกระทำการเล็กน้อย เช่น ชาวบ้านในที่ทุรกันดารจะร่วมกันนั่งรถคันเดียวกันมาลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้ง เจ้าของรถผู้ขับรถพาชาวบ้านไปลงคะแนนเสียงควรแล้วหรือที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

3.3 องค์กรใดควรใช้อำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและควรใช้อำนาจดังกล่าวอย่างไร

ในปัจจุบันองค์กรที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีหลายองค์กร ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลยุติธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งก่อนประกาศผลเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองนั้นเนื่องจากกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยและกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีที่ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติต่างๆ ที่ให้อำนาจ และในส่วนศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งหลังประกาศผลเลือกตั้ง เพียงแต่ศาลฎีกามีอำนาจในกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ศาลอุทธรณ์มีอำนาจในกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น

องค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจึงแบ่งได้เป็นองค์กรตุลาการอันได้แก่บรรดาศาลต่างๆ ฝ่ายหนึ่งและคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายมีลักษณะของการใช้อำนาจที่ต่างกัน จึงมีปัญหาว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนในรูปแบบหนึ่งควรจะกระทำโดยองค์กรใดมากกว่ากัน ทั้งนี้ องค์กรนั้นต้องเป็นองค์กรที่ประกันสิทธิเสรีภาพและเหมาะแก่การวินิจฉัยข้อพิพาทมากกว่า

ในประเด็นเรื่องการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ ลักษณะของการใช้อำนาจมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยปราศจากมาตรการอื่นใดประกอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี และลักษณะที่สองเป็นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งประกอบกับมาตรการหลัก ได้แก่ การสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งประกอบการลงโทษทางอาญาโดยศาลยุติธรรมที่พิจารณาคดีอาญาตามลำดับชั้นศาล และการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งประกอบการยุบพรรคการเมืองโดยศาลรัฐธรรมนูญ จึงน่าพิจารณาว่าการใช้อำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งลักษณะอย่างไรที่มีความเหมาะสมมากกว่าเมื่อพิจารณาจากสถานะของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งว่าเป็นโทษหรือไม่

ในประเด็นเรื่องระยะเวลาที่อาจถูกเพิกถอนสิทธิ ปรากฏว่ามีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปี จนถึง 20 ปี12  จึงมีปัญหาน่าพิจารณาอีกเช่นกันว่าระยะเวลาที่นานถึงขนาด 20 ปี นั้นเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือ หากไม่เหมาะสมควรจะมีระยะเวลาที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานเพียงใด ทั้งนี้เป็นไปตามข้อพิจารณาด้านความสำคัญของสิทธิเลือกตั้งและการใช้อำนาจรัฐที่ต้องกระทำเท่าที่จำเป็น

ท้ายที่สุด แม้ว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะมีผลเป็นการพรากความเป็นพลเมืองไปจากรัฐตามที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ได้ปรากฏคำพิพากษาฎีกาที่ 9083/2544 และคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ 3-5/2550  ยอมรับให้สามารถบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่การกระทำก่อนหน้าซึ่งขณะกระทำการดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ จึงน่าพิจารณาว่าหลักการดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่เพราะแม้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะมิใช่โทษอาญาแต่ก็มีผลร้ายต่อบุคคลเช่นกัน

 

4. สรุป

จากการศึกษาการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งของไทยและต่างประเทศ ผู้เขียนมีข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้

ไม่มีประเทศใดที่ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งอย่างไม่จำกัด จะต้องปรากฏการจำกัดสิทธิเลือกตั้งเสมอไม่ว่าในรูปแบบการจำกัดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก็ตาม มิฉะนั้นประเทศนั้นก็อาจล่มสลายได้จากการที่บุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยก็ต้องให้ความสำคัญแก่สิทธิเลือกตั้งด้วยว่าเป็นสิทธิในการใช้อำนาจโดยประชาชน การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดจนถึงการจำกัดสิทธินี้ในรูปแบบอื่นๆ จึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็น อีกทั้งขณะนี้เป็นโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ประชาชนมีการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับสูง ย่อมมีความรู้ความสามารถพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จึงเป็นการพ้นสมัยที่จะมุ่งจำกัดสิทธิประชาชนมากเหมือนสมัยก่อน ดังนั้น การจำกัดสิทธิเลือกตั้งจึงต้องกระทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

ประเทศไทยจึงควรเลือกรูปแบบการจำกัดสิทธิเลือกตั้งระหว่างการให้บุคคลที่รับโทษจำคุกมีสิทธิเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลที่กระทำการไม่สมควรเช่นเดียวกับเยอรมนี หรือการจำกัดคุณสมบัติที่จะมีสิทธิเลือกตั้งโดยอาศัยเกณฑ์ต้องโทษจำคุกเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนการเลือกรูปแบบทั้งสองกรณีพร้อมกันซึ่งมีลักษณะเดียวกับสหราชอาณาจักรนั้นอาจขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ซึ่งประเทศไทยได้เข้าภาคยานุวัติสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเลือกตั้งของบุคคลที่ถูกจำคุกโดยไม่จำกัดหรือไม่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดเป็นการจำกัดสิทธิปราศจากเหตุผลอันสมควร13 

ในเรื่องการกระทำที่เป็นเหตุในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การกระทำดังกล่าวในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนเห็นว่าควรคงอยู่ต่อไปเพียงแต่การตีความคำว่า “การใช้สิทธิเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตย” และ “เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ควรจะตีความให้แคบลงเพียงว่า หากใช้สิทธิในลักษณะดังกล่าวจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยต้องถูกล้มล้างลง ตามการตีความของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ของเยอรมนีในกรณีคดียุบพรรคการเมืองที่สืบทอดนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคนาซี ซึ่งเขตอำนาจศาลของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ของเยอรมนีในกรณีดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีข้างต้นของศาลรัฐธรรมนูญไทย คือ เป็นคดีเกี่ยวกับการใช้สิทธิที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย

ตัวอย่างเช่น หากกรรมการบริหารพรรคบางคนทำการทุจริตจัดให้มีการซื้อเสียงเลือกตั้งขึ้น ดังนี้ ระบอบประชาธิปไตยย่อมจะดำรงอยู่ต่อไปได้ เพียงแต่การซื้อเสียงนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และโดยลักษณะของการซื้อเสียง ท้ายที่สุดผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะต้องไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ดี มิได้เป็นวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งเช่นการทำรัฐประหารซึ่งผู้ทำรัฐประหารไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเลยเพราะบุคคลเหล่านั้นกลับกลายเป็นรัฎฐาธิปัตย์ไม่อยู่ในความรับผิดของกฎหมาย14  ฉะนั้น ตัวอย่างข้างต้นจึงน่าจะเป็นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นและกรรมการบริหารพรรคเฉพาะบุคคลที่รู้เห็นเป็นใจโดยศาลฎีกาตามมาตรา 111 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ เท่านั้น มากกว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคทั้งพรรคแล้วเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย15

ส่วนการกระทำที่เป็นเหตุในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรณีอื่นตามพระราชบัญญัติต่างๆ ควรจะบัญญัติให้เฉพาะแต่การกระทำที่ทำให้การแสดงเจตจำนงของประชาชนบิดเบือนไปจากเจตจำนงที่แท้จริงโดยตรงเท่านั้น ไม่ควรบัญญัติการกระทำที่เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมากจนเกินควร อันอาจเทียบได้กับการแสดงเจตนาทำนิติกรรมในทางแพ่งที่การแสดงเจตนาจะสมบูรณ์เมื่อเป็นการตัดสินใจถูกต้องตรงตามความต้องการที่แท้จริง การตัดสินใจเพราะปัจจัยอื่นใด เช่น ถูกหลอกลวง ข่มขู่ ย่อมเป็นการแสดงเจตนาที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การกระทำที่ควรจะเป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจึงควรจะจำกัดเฉพาะการกระทำพื้นฐานเท่านั้น เช่น การใช้กำลังขู่เข็ญต่อการใช้สิทธิเลือกตั้ง การใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีสิทธิ การซื้อเสียงหรือขายเสียง เป็นต้น ส่วนกรณีอื่นๆ แม้ว่าจะฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่ควรจะเป็นเหตุให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ควรจะใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายอื่นๆ เช่น การลงโทษจำคุกหรือปรับ นอกจากนั้น ในบางกรณี ผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรจะลงโทษผู้กระทำ ตัวอย่างเช่น การขนส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้ง เพราะบางครั้งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นไปเนื่องจากความเอื้อเฟ้อเผื่อแผ่ของบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อาศัยในละแวกใกล้เคียงกันหรือเนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก หากมีการขนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้สิทธิพร้อมๆ กัน ผู้เขียนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวกลับเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสะดวกขึ้น ผู้บัญญัติกฎหมายไม่ควรจะมองโลกในแง่ร้ายมากจนเกินไป แต่ควรจะมองโลกตามความเป็นจริงและควรจะให้เกียรติแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ในเรื่ององค์กรที่ใช้อำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง องค์กรดังกล่าวควรจะเป็นองค์กรตุลาการ ผู้เขียนจึงเห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ควรมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ให้มีอำนาจเพียงสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น หากให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยย่อมน่าสงสัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวปราศจากอคติจริงหรือไม่ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมเป็นทั้งผู้สืบสวนสอบสวนและทำคำสั่งด้วยตนเอง องค์กรตุลาการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง ต่างมีการประกันความเป็นกลาง ประกันกระบวนพิจารณาที่มีแบบแผนเฉพาะและประกันความเป็นอิสระมากที่สุด ทั้งนี้ ในประเทศเยอรมนีและสหราชอาณาจักรล้วนแต่ให้ศาลเป็นองค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น

ในเรื่องลักษณะของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พบว่าไม่มีประเทศใดให้อำนาจองค์กรที่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งใช้อำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ตามลำพังแต่เพียงมาตรการเดียวเท่านั้น แต่จะต้องกระทำควบคู่ไปกับโทษทางอาญาด้วย เช่น โทษจำคุกหรือปรับ ดังนั้น กฎหมายไทยจึงไม่ควรให้อำนาจองค์กรใดมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ตามลำพังโดยปราศจากมาตรการหรือโทษอื่นใดประกอบ หากแต่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นเป็น “มาตรการประกอบ” ควบคู่กับโทษอาญา เช่น โทษจำคุกหรือปรับ หรือมาตรการอื่นใด เช่น การยุบพรรคการเมือง ควรยกเลิกบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยลำพังปราศจากมาตรการอื่นประกอบ เพราะการใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวมีผลถึงที่สุดในตนเองไม่อาจถูกทบทวนตรวจสอบได้แต่อย่างใด

ในเรื่องเวลา ระยะเวลาที่เพิกถอนไม่ควรเกิน 4 ปี อันเป็นหนึ่งสมัยเลือกตั้งทั่วไป เพราะหากเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานเกินไปจะทำให้บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้ในการเลือกตั้งหลายครั้งซึ่งอาจเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลที่เกินกว่าความจำเป็น และเนื่องจากสิทธิเลือกตั้งมีความสำคัญยิ่งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นมาตรการที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลเสมือนโทษทางอาญา ฉะนั้น จึงไม่ควรมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลังต่อบุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งปัจจุบัน แต่ขณะเวลาที่กระทำการดังกล่าวกฎหมายไม่บัญญัติให้เป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อันขัดต่อหลักการห้ามบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้าย

ท้ายที่สุด ผู้เขียนเห็นว่าการให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในระบบกฎหมายเป็นเรื่องจำเป็น แต่การมุ่งให้ความสำคัญแก่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมากเกินไปไม่ทำให้การทุจริตในการเลือกตั้งลดลงแต่อย่างใด เพราะบุคคลที่มุ่งทุจริตย่อมจะหาช่องโหว่ของกฎหมายทำการทุจริตต่อไปไม่จบสิ้น ดังนั้น วิถีทางที่ดีที่สุดที่จะจำกัดหรือลดการทุจริตในการเลือกตั้งอยู่ที่การทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้งว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของประเทศ สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิในความเป็นเจ้าของประเทศ และสิทธิเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสะท้อนปัญหาของประชาชนแก่ผู้แทนประชาชน หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความเห็นดังกล่าวย่อมจะไม่หวั่นไหวต่อการทุจริตใดๆ ที่เกิดขึ้นและทำให้การทุจริตในการเลือกตั้งลดลง

--------------------------------------

เชิงอรรถ

 1. บทความนี้เรียบเรียงจากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนในระดับนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2553 เรื่อง “ปัญหาการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”

2. BVerfGE 47, 253 (276) อ้างถึงใน บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ, การเลือกตั้งและพรรคการเมือง: บทเรียนจากเยอรมัน (กรุงเทพมหานคร: สถาบันนโยบายศึกษา, 2542), น. 20.

3. StGB     § 2 (1) The penalty and any ancillary measures shall be determined by the law which is in force at the time of the act.

4. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรอาจตั้งตัวแทนให้ใช้สิทธิเลือกตั้งแทนตนได้

5. The Sheriffdom คือ องค์กรตุลาการที่เป็นเอกลักษณ์ของสกอตแลนด์ ปรากฏตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 และพัฒนาเรื่อยมา-จนถึงปัจจุบัน อำนาจหน้าที่ของ The Sheriffdom มีทั้งส่วนที่เป็นการใช้อำนาจปกครองและการใช้อำนาจตุลาการ โปรดดู “The Office of Sheriff Principal in Scotland” http://www.judicialappointmentsscotland.gov.uk/judicial/files/Office_Sheriff_Principal.pdf

6. 459 U. S. 460 (1983)

7. 418 U. S. 24 (1974)

8. ความผิดอาญาร้ายแรง (Felony) หมายถึง ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป

9. วรเจตน์ ภาคีรัตน์, “การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง หลักนิติรัฐ และศักดิ์ศรีนักกฎหมายไทย,” มติชนรายวัน (25 ตุลาคม 2549): น. 7.

10. ตามถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในตัวบทกฎหมายไทย หมายถึง “สิทธิเลือกตั้ง”

11. คณิต ณ นคร, “ปัญหากฎหมายย้อนหลังในคดียุบพรรค,” ใน หักดิบกฎหมาย (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2550), น. 72-73.

12. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 140 และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 114

13.Morgan Macdonald, “Disproportionate Punishment: The Legality of Criminal Disfranchisement under the International Covenant on Civil and Political Rights,” George Washington International Law Review, 40, pp. 1375-1408 (2009).

14.อย่างไรก็ตาม โปรดดูคำวินิจฉัยส่วนตนของนายกีรติ กาญจนรินทร์ ในคำพิพากษาฎีกาที่ อม. 9/2552 ซึ่งปฏิเสธและไม่รับรองการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

15.ตัวอย่างของการที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคทั้งพรรคแล้วเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ปรากฏเป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-20/2551 ซึ่งเป็นการปรับใช้มาตรา 237 วรรคสอง ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย และพรรคพลังประชาชน

เข้าสู่ระบบ