Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » ธีระ สุธีวรางกูร » สงครามยังไม่จบ - ธีระ สุธีวรางกูร

สงครามยังไม่จบ - ธีระ สุธีวรางกูร

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์

29 November 2010

read 3567

สงครามยังไม่จบ

สัมภาษณ์ : ธีระ สุธีวรางกูร

ที่มา : ไทยโพสต์

 

หากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์จริงมัน ก็เป็นการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน มากกว่าจะเป็นการ สร้างความสมานฉันท์ระหว่างคู่ขัดแย้งสองฝ่ายในสังคม...

ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่จบและยังอาศัยรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันในทางการเมือง ต่อให้แก้ยังไงความขัดแย้งของสองขั้วก็ยังต้องสู้กันจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะแพ้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจะเป็นปัญหาก่อความขัดแย้งให้กับคนในสังคมไปอีกระยะ หนึ่งจนกว่าทุกอย่างมันจะอยู่ในร่องในรอย

จากปัญหาตัวบุคคล ปัญหาเชิงระบบ มาเป็นปัญหาเชิงระบอบ ว่าเราจะสู้เพื่อให้ ประเทศนี้ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจของคนทั้งประเทศเท่านั้นไม่ใช่คนอื่น ใน ที่สุดเดิมพันมันก็สูงมาก และต้องสู้กันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแพ้ชนะกัน อย่างราบคาบ ผมกำลังวาดภาพแผนที่เส้นทางของความขัดแย้งและประเมินว่ามันมี ความเป็นไปได้สูงมากในอนาคตข้างหน้าที่เรามีโอกาสจะเจอกับสภาพสงครามกลาง เมืองอีก ถ้าเรายังแก้วิกฤติของประเทศในวันนี้ไม่ทัน ขณะนี้มันเป็นเส้นทางความขัดแย้งสู้รบเป็นครั้งเป็นคราว แต่สงครามมันยังไม่จบ

ทั้งสองประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านมติของสภาไม่ได้ตอบโจทย์ ปรองดองของสังคมไทยแต่อย่างใด และต่อให้ยกร่างแก้ไขกันอีกกี่ครั้งความขัดแย้งก็จะยังคงอยู่ นั่นเพราะรัฐ ธรรมนูญ 2550 ไม่ได้มีพื้นฐานการยกร่างที่เป็นไปตามหลักวิชาจริงๆ ทว่าเป็นกลไกทำลายล้างคู่ขัดแย้งทางการเมือง 

เพราะฐานคิดใช้รัฐธรรมนูญเป็น 'เครื่องมือ' เช่นนี้ ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ก่อ ตั้งเว็บไซต์ นิติราษฎร์ จึงมองเห็นแผนที่ความขัดแย้งที่แจ่มชัดว่า สงครามกลางเมือง (รอบใหม่) ยังรออยู่ข้างหน้า 

บทบัญญัติประหัตประหาร    

"ความเห็นของผมเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ร่างนี้ผมคิดในเบื้องต้นเลยว่ายังไงๆ ก็น่าจะผ่าน เพราะว่ารัฐบาลก็มีเสียงมากอยู่ในสภา และอย่างน้อยสมาชิก วุฒิสภาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เรียกว่าไม่น้อยก็ไม่ถึงขนาดว่ามีความเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล เพราะ ฉะนั้นเสียงของสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งกับเสียงวุฒิสภาส่วนหนึ่งมันก็คาด หมายได้ว่าร่างของรัฐบาลจะผ่าน และอย่างน้อย 2 มาตรานี้ก็เป็นประโยชน์ สำหรับประชาธิปัตย์ด้วย"

แม้ในตอนแรกกลุ่ม 40 ส.ว.จะแสดงท่าทีไม่สนับสนุน และแกนนำคนสำคัญในประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ

"ถ้าเป็นเรื่องของในพรรคประชาธิปัตย์เองเกี่ยวกับจำนวนเสียงที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะมีสมาชิกบางท่านก็จำนวนหนึ่ง เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ของรัฐบาล แต่ว่าโดยสภาพ วัฒนธรรมของพรรคประชาธิปัตย์เองเขาไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แม้จะมีความเห็นจากบางส่วนเห็นว่าไม่ควรจะสนับสนุน แต่ถึงเวลาจริงๆ คะแนนเสียงประชาธิปัตย์ก็เป็นเอกภาพ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งมีความเห็นต่างในการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญครั้งนี้ แต่สุดท้ายความเป็นเอกภาพของพรรคก็มีความสำคัญมากกว่าอย่างอื่น ส่วนวุฒิสภากลุ่ม 40 ส.ว. ตัวชื่อมันก็ 40 ส.ว. แต่เวลาไปลงโหวตรับหรือไม่รับ รู้สึกว่าจะมีแค่ 10 กว่าท่านที่ปฏิเสธไม่รับ ส่วนที่เหลือลงมติรับค่อนข้างมาก ถ้าเราไปดูตัวร่างรัฐธรรมนูญ ร่างแรกที่เป็นร่างเกี่ยวกับการแก้ไขที่มาและ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน 330 เสียง ส่วนมาตรา 190 ก็ผ่าน 354 เสียง เพราะฉะนั้นเสียงตรงนี้จาก ส.ว.ก็เป็นกอบเป็นกำค่อนข้างมาก ตอนแรกก็ดูเหมือนอาจจะมีปัญหา แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ ประเด็นคือที่ไม่มีปัญหาในตอนท้ายมันคืออะไร ผมก็คาดการณ์ไม่ได้ แต่มันมีข่าวออกมาว่าทางรัฐบาลอาจจะไปล็อบบี้หรือรัฐบาลอาจจะไปชี้แจงกับ วุฒิสภาส่วนหนึ่งว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความจำเป็นบางเรื่อง บางอย่าง เพราะฉะนั้นผลมันก็เลยออกมาอย่างนี้ สุดท้ายแล้วสมาชิกวุฒิสภากว่าครึ่งหนึ่งที่สนับสนุนร่างทั้ง 2 มาตรานี้"

เนื้อหา 2 ประเด็นที่แก้ไขก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความขัดแย้งในสังคม ซึ่งถูกตัดทอนจาก 6 ประเด็นที่คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอเข้ามา "คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ดร.สมบัติ เป็นคณะกรรมการชุดที่ทำต่อเนื่องมาจากคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดที่คุณดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน ตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดคุณดิเรกที่มีการเสนอมามันก็มี 6 ประเด็นหลักๆ คณะกรรมการของ ดร.สมบัติก็เอา 6 ประเด็นหลักๆ มาพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าในรายละเอียดจากร่างของคุณดิเรกมันมีเรื่อง ไหนที่ควรจะทบทวนบ้างไหม มันมีเรื่องไหนต้องปรับปรุงแก้ไขบ้างไหม ในที่สุดเขาก็เสนอมาในลักษณะที่ไม่ ค่อยแตกต่างอะไรกันมาก แต่สุดท้ายถึงแม้ทางคณะกรรมการชุด ดร.สมบัติจะเสนอมาในเบื้องต้นใน 6 ประเด็น แต่รัฐบาลก็เลือกเพียงแค่ 2 ประเด็น ตรงนี้มันก็เป็นการทำงานต่อเนื่อง แต่คำถามที่จะต้องถามก็คือว่าในขณะที่ทางกรรมการชุด ดร.สมบัติเขาพิจารณาตั้ง 6 ประเด็น ทำไมรัฐบาลจึงเลือกแค่ 2 ประเด็น ถ้ามองในบริบทในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งคณะกรรมการชุด ดร.สมบัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้ยกร่างมันก็ ต้องตอบโจทย์เรื่องการปรองดองสมานฉันท์ แต่จริงๆ แล้วใน 2 มาตรานี้ผมเรียนในเบื้องต้นเลยว่ามันไม่ได้เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างความปรองดองหรือสร้างความสมานฉันท์เลย ถึงแม้นายกรัฐมนตรีจะบอกว่ามัน ก็เป็นการลดเงื่อนไขความขัดแย้งในทางสังคม นั่นก็เป็นการคาดการณ์ซึ่งไม่มีเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่นายกฯ จะพูดอย่างนั้นได้ว่าแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตรานี้ไปแล้วความขัดแย้งทางสังคมมัน จะลดลง ผมคิดว่าถ้าเราจะตอบกันแบบตรงไปตรงมา ถ้าหากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตรานี้ มันเป็นเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์จริงมันก็เป็นการสร้างความสมานฉันท์ ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน มากกว่าจะเป็นการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างคู่ขัดแย้งสองฝ่ายในสังคม"

ที่สำคัญมันเป็นประโยชน์สำหรับการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้

"แน่นอน และผู้ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุด ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย มองได้จากเรื่องจำนวนของ ส.ส.ที่มีการปรับไปจากรัฐธรรมนูญ 2550 นั่นก็คือว่ารัฐธรรม 2550 กำหนดให้ ส.ส.มีอยู่ 480 คนมาจากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 80 คน แต่ตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่สภาเพิ่งจะรับหลักการไปมันเป็นร่างที่ กำหนดให้มีจำนวน ส.ส. 500 คน เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ว่า ส.ส.ในระบบแบ่งเขตจะถูกลดไปจาก 400 ให้เหลือ 375 ส่วน ส.ส.ที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อ จากที่มีอยู่ 80 จะเพิ่มเป็น 125 นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างรัฐธรรมนูญ 2550 กับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม"

"ถามว่าจำนวน ส.ส.ซึ่งมีที่มาแตกต่างกันอย่างนี้มันเป็นประโยชน์กับทางพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไร คือในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาทางพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชน คะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อค่อนข้างจะสูสีกันมาก ผมเข้าใจว่าประชาธิปัตย์อาจจะแพ้แค่ประมาณแสนสองแสนคะแนน พอมีการปรับอย่างนี้เพิ่มจำนวน ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น นั่นหมายความว่าคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้จากระบบัญชีรายชื่อมันจะส่งผลไปถึงคะแนนเสียงที่จะได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อด้วย ประกอบกับพรรคพลังประชาชนเองไม่ใช่เป็นพรรคประชาชนเมื่อสมัยการเลือกตั้งปี 2550 เพราะตอนนี้ทางอดีตพรรคพลังประชาชนบางส่วนคือกลุ่มคุณเนวินได้แยกออกมาตั้ง พรรคภูมิใจไทย นั่นก็หมายความว่าคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อจากเดิมที่เคยมีอยู่ระดับหนึ่งมัน ก็ถูกแบ่งออกไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อมีการเพิ่มจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากขึ้นจาก 80 เป็น 125 ขณะเดียวกันกลับลด ส.ส.ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งจาก 400 เหลือ 375 ผลในทางการเมืองก็คือว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจจะมีโอกาสที่จะได้จำนวน ส.ส.เป็นที่หนึ่งสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่คือสิ่งที่พรรคประชา ธิปัตย์จะได้เปรียบ ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็มีข่าวอยู่เหมือนกันว่าถ้าใช้ระบบ แบบเดิมคือระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ไม่น่าจะสู้กับพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ได้ โดยเฉพาะในเขตทางภาคอีสานและทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนมาใช้ระบบเขต เล็กตรงนี้อาจจะทำให้พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสที่จะชนะมากขึ้น สองอย่างนี้ถ้า หากว่าประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยยังกอดคอร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลครั้ง หน้า คะแนนเสียงจากระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะได้ บวกกับคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยจะได้จากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ก็อาจจะทำให้สองพรรคนี้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไปอีกสมัยหนึ่ง ซึ่งตรงนี้เองทางพรรคเพื่อไทยก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นถ้าต้องการจะชนะการ เลือกตั้ง นี่คือความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง ซึ่งเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่มันเกี่ยวข้องกับที่มาและจำนวน ส.ส."

"แต่ถึงกระนั้นการคาดการณ์ทางการเมืองไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่าใคร ได้เปรียบเสียเปรียบ โอเคเราสามารถประเมินสถานการณ์ในวันนี้ได้ว่าถ้าจากการ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ผ่านมา จากจำนวน ส.ส.เพื่อไทยที่อาจจะย้ายไปอยู่พรรคอื่นทำให้ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยเสีย เปรียบ แต่ว่าระยะเวลาก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งยังพอมีเวลาอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะ ต้องพยายามไปรณรงค์ให้ประชาชนเห็นว่าควรจะเลือกพรรคของเขามากกว่าพรรคประชา ธิปัตย์หรือว่าพรรคภูมิใจไทย ประเมินสถานการณ์ตอนนี้อาจจะดูเหมือนพรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อน ข้างไม่ได้เปรียบหรืออาจจะเสียเปรียบพรรคร่วมรัฐบาล แต่พอถึงวันเลือกตั้งจริงๆ สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ ต้องดูว่าระหว่างนี้ก่อนที่จะมีการเลือกใหญ่ครั้งหน้า ทางพรรคประชาธิปัตย์จะสะดุดขาตัวเองหรือเปล่า อาจจะเป็นเรื่องการถูกยุบพรรคหรือด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งอาจจะมีการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรหรือกลุ่มเสื้อแดงในอนาคตอีก"

การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในวันนี้น่าจะยากขึ้น เพราะนักการเมืองก็ได้ในประเด็นที่ต้องการไปแล้ว

"ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งระบบ ครั้งใหญ่ยังมีความจำเป็นอยู่ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์กับ พรรคภูมิใจไทยได้มีการแก้ไข 2 มาตราไปแล้วมันจะปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ ผมเห็นว่าถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยต้องการจะชนะการเลือกตั้ง นอกจากพรรคเพื่อไทยจะเสนอนโยบายบริหารราชการแผ่นดินทั่วๆ ไปที่สอดรับกับ ความต้องการของประชาชนแล้ว นโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ก็น่าจะเป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรจะนำมาใช้เป็นประเด็นในการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างที่ มีการหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าพรรคเพื่อไทยได้ฉันทามติจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากว่ามีนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และประชาชนจำนวนหนึ่งหรือจำนวนมากต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ครั้งใหญ่ ก็มีความเป็นไปได้ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเกิดขึ้นมาได้ หลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า"

ในภาคส่วนภาคประชาสังคมต้องเคลื่อนไหวผลักดันกันอีกรอบ

"ไม่ต้องกดดันตั้งแต่ตอนนี้ แต่เราก็ให้ความรู้กับภาคประชาชนว่าตัวรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมันมีจุดอ่อน ที่ควรจะแก้ไขในเรื่องอะไรและด้วยเหตุผลอะไร ถึงเวลาที่เข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปก็เอาแนวนโยบายนี้มาพูดให้เป็นรูปธรรม มากขึ้น ถ้าประชาชนให้การสนับสนุนมากๆ ความเป็นไปได้ที่จะแก้ไขรัฐธรรมทั้งฉบับหรือครั้งใหญ่ก็มีโอกาสที่จะเป็นไป ได้สูง"

มาตรา 309 คือประเด็นที่ อ.ธีระ ชี้ให้เห็นเสมอมาว่าขัดหลักนิติรัฐ แต่ไม่มีใครกล้าแตะประเด็น เพราะเมื่อใดที่พูดถึงประเด็นนี้ก็จะถูกนำไปผูกโยงกับเรื่องนิรโทษกรรม

"มาตรา 309 ไม่ใช่ว่าต้องแก้ไข แต่ควรจะเป็นมาตราที่ถูกยกเลิก มาตรา 309 มันเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักนินิรัฐ ถามว่าขัดยังไง ก็เนื่องจากว่าหลักนิติรัฐหลักการย่อยๆ หลักการหนึ่งก็คือ การใช้อำนาจนิติบัญญัติต้องสามารถถูกตรวจสอบได้โดยศาล มาตรา 309 เป็นบทบัญญัติซึ่งทำให้กฎหมายบางประเภท นั่นก็คือประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค. การกระทำตามคำสั่งหรือประกาศของ คปค. มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันก็มีความหมายโดยปริยายว่ามันตรวจสอบเรื่องความ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะเสนอไปที่ศาล ศาลก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 กำหนดไว้แล้วว่าชอบ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองมันเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ทำลายหลักนิติรัฐ ตามที่ รัฐธรรมนูญทั่วไปเขากำหนดเอาไว้ เรียกได้ว่ามันเป็นสองมาตรฐาน เพราะฉะนั้นตรงนี้มันควรที่จะเอาออกไปเสีย ผมยังรู้สึกเสียดายว่าขณะที่ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 หลายเรื่องเป็นข้อดี แต่มาตารา 309 ทำให้รัฐธรรมนูญปี 2550 เกิดความด่างพร้อยในข้อหาฉกรรจ์ทีเดียว เนื่องจากมันไปทำลายหลักนิติรัฐ ฉะนั้นตรงนี้ยังไงๆ ก็ต้องเอาออก แต่พอจะต้องเอาออกไปแล้วมันก็มีความเห็นจากบางฝ่ายเขาคิดกันว่าถ้าเอา มาตรา 309 ออก มันเสมือนหนึ่งจะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองบางคนนักการเมืองบาง พรรค ซึ่งผมก็อธิบายไปหลายครั้งแล้วว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยว และผมก็บอกกับผู้ ที่ให้เหตุผลเหล่านี้ว่าช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยว่าการยกเลิกมาตรา 309 มันเป็นการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองบางคนได้ยังไง เพราะมาตรา 309 มันไม่ใช่เป็นเรื่องการนิรโทษกรรมให้นักการเมืองบางคน มันเป็นเพียงแค่ถ้ามีการยกเลิกมาตรา 309 ออกไป ระบบการตรวจสอบความชอบธรรมรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. ของคำสั่งหัวหน้า คปค. มันจะย้อนกลับเข้าไปสู่ระบบปกติ คือศาลตรวจสอบได้ และถ้าศาลตรวจสอบว่ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลก็สามารถจะวินิจฉัยได้ ซึ่งตอนนี้ศาลวินิจฉัยไม่ได้ ผลของมันก็มีแค่นี้ เพราะฉะนั้นมันจะเกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมให้นักการเมืองคนใดคนหนึ่งได้ ยังไง"

"ผมกำลังคิดเกินไปกว่านี้สักนิดหนึ่งว่าจริงๆ มาตรา 309 มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถ้ายกเลิกไปแล้วจะเป็นการนิรโทษกรรมใครหรอก แต่ที่มันยังจำเป็นต้องคงไว้ก็ด้วยเหตุผล 2 อย่างด้วยกัน หนึ่งก็คือมาตรา 309 จะเป็นบทบัญญัติที่ปกป้องประกาศของ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. กรณีที่ทำการใดโดยไม่ชอบก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหา เนื่องจากรัฐธรรมนูญรับรองว่ามันชอบ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง นั่นก็หมายความว่าถึง แม้สิ่งที่ทางประกาศ คปค. หรือทางหัวหน้า คปค.ได้กำหนดออกมาแล้วมันไม่ชอบ ไม่ว่ายังไงก็สามารถบังคับใช้ในระบบกฎหมาย ได้ เพราะรัฐธรรมนูญรับรองให้มันชอบเสียแล้ว นั่นคือเหตุผลสำคัญ เพราะฉะนั้นตรงนี้นี่เองเมื่อมาตรา 309 มันมีผลในทางกฎหมาย ก็คือเป็นการป้องกัน คปค. 

ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือที่ คปค.จะอาศัยองค์กรของรัฐต่างๆ ไปทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม การยกเลิกมันจึงถูกคัดค้าน แต่ถ้าจะคัดค้านด้วยเหตุผล 2 อย่างนี้มันก็ดูไม่สวยงาม มันก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่ดีในสายตาของประชาชน ก็เลยให้เหตุผลว่ามันจะเป็นการ นิรโทษกรรมให้กับนักการเมือง คือเบี่ยงประเด็นไปเลย เพราะฉะนั้นผมก็ต้องพูดตรงนี้ว่า ไม่ว่าจะยังไงมาตรา 309 จำเป็นจะต้องยกเลิก ถ้าต้องการให้ระบบของประเทศมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติรัฐจริงๆ และ เป็นการต่อสู้กันบนพื้นฐานทางการเมืองที่แฟร์จริงๆ ถ้าเมื่อไหร่ที่การ ต่อสู้กันทางการเมือง หรือการทำลายล้างทางการเมืองมันเกิดขึ้นจากระบบที่ไม่แฟร์ ความขัดแย้งมันก็ยังคงอยู่ คนก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความอยุติธรรม"

"สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือว่า ขณะที่บรรดาคณะกรรมการชุดของ ดร.สมบัติ มีนักวิชาการทางนิติศาสตร์ค่อนข้างเยอะ ทำไมปัญหาสำคัญในทางกฎหมาย ทำไมปัญหาสำคัญเกี่ยวกับหลักนิติรัฐ มันจึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา ไปหยิบยกในปัญหาที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเลือกตั้ง แต่โอเค ผมเองพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เคยหวังว่าคณะกรรมการชุดนี้จะหยิบยกเอามาตรา 309 มาเป็นประเด็นเพื่อที่จะพูดกันว่าควรจะยกเลิกหรือไม่ เพราะว่าทัศนคติทางการเมืองของคณะกรรมการชุดนี้ หลายท่านก็เป็นคนที่ยกร่างมาตรานี้ขึ้นมา หรือบางท่านก็เป็นคนที่สนับสนุนให้มีมาตรานี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยปริยาย เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังเลยครับว่า คณะกรรมการชุดนี้จะหยิบมาตรานี้ขึ้นมาบอกว่าควรจะยกเลิกหรือเปล่า ผมหวังในภาคประชาชน ผมหวังภาคการเมือง ซึ่งเห็นว่าถ้าต้องการให้ประเทศอยู่ในระบบนิติรัฐจริงๆ มาตรา 309 ควรจะเอาออกไปเสีย สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ถ้าเอาออกมาไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นปัญหาเรื่องนิรโทษกรรม เพราะมันไม่ใช่ประเด็น แต่มันจะทำให้ประเทศอยู่ในระบบการตรวจสอบความชอบ ด้วยระบบกฎหมายที่มันตั้งอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ความขัดแย้งในทางความคิดที่บอกว่าผมทำอะไรก็ผิด คุณทำอะไรก็ถูก มันจะได้ค่อยๆ หายไปจากความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชนบ้าง"

ตัวรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา แต่ อ.ธีระมองว่า เพราะรัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นต่อให้แก้ไขอีกกี่ครั้งเราก็ยังอยู่ในวังวน

"ตามหลักวิชาจริงๆ มันก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ จะแก้หรือไม่แก้มันก็ต้อง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชา ว่าเราควรจะกำหนดรูปแบบของรัฐแบบไหน ควรจะกำหนดสิทธิเสรีภาพประชาชนแบบไหน กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐยังไง พวกนี้ถกเถียงกันได้ในทางวิชาการ แต่รัฐธรรมนูญที่มันมีปัญหา ที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันมากและสร้างความแตกแยกกันมาก มันไม่ได้มีเนื้อหาบนเรื่องเหล่านี้ แต่มันมีเนื้อหาตรงที่ว่าส่วนหนึ่ง มาตราหนึ่งหรือหลายๆ มาตรา มันมีเนื้อหาที่มีลักษณะใช้เป็นเกมต่อสู้กันในทางการเมือง เพราะฉะนั้นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ครั้งหน้า มันจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะไปว่ากันในทางหลักวิชา ว่าจะแก้อย่างนั้นอย่างนี้อะไรหรอก แต่มันหมายความว่าเครื่องไม้เครื่องมือ ในการกำจัดกันทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 เขียนกันไว้เยอะแยะ ถ้าอีกฝ่ายเขาเห็นว่ามันสมควรจะล้าง จะทำอะไรยังไงขนาดไหน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เองประชาชนจะรู้หรือไม่รู้ไม่ได้ เป็นพื้นฐานของหลักวิชาแล้ว แต่เขาอาจจะเข้าใจว่า ถ้าเมื่อเขาเป็นกองเชียร์ของฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายการเมืองที่เขา เชียร์ถูกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางมาตราหรือหลายมาตราไปสกัด เขาก็ยินดีที่ จะสู้ เขาอาจจะสู้เพื่อยกเลิกมาตรา 309 เขาอาจจะสู้เพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค หรือเรื่องอื่นที่มันเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติ ที่มันอาจจะเป็นอันตรายกับพรรคที่เขาสนับสนุนอยู่ อะไรอย่างนั้นมากกว่า"

"ความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมาระหว่างคู่ขัดแย้ง ขั้วหนึ่งนอกจากจะใช้อาวุธ นั่นก็คือรถถังหรือปืนแล้ว เมื่อมีการรัฐประหารเรียบร้อยก็เอาอาวุธคือทาง กฎหมาย นำมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งด้วย กฎหมายที่ ใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างก็ได้แก่บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเมื่อภาพรวมของประเทศมันเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะยังไงตราบใดที่ความขัดแย้งยังอยู่ และตราบใดถ้าความขัดแย้งนั้นยัง คงอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากว่าฝ่ายการเมืองฝ่ายหนึ่งยังอาศัยรัฐธรรมนูญเป็น เครื่องมือทำลายอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ชอบ อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ต้องสู้ บางทีก็สู้ กันบนเวทีการเลือกตั้ง บางทีก็สู้กันบนถนน บางทีก็สู้กันบนทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ จบ และยังอาศัยรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันในทางการเมือง ต่อ ให้แก้รัฐธรรมนูญยังไง ความขัดแย้งของ 2 ขั้วก็ยังต้องสู้กันจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะแพ้"

"มาถึงวันนี้ คนส่วนหนึ่งเขาก็รู้ว่ารัฐธรรมนูญมันมีปัญหาที่ต้องแก้ เนื่องจากว่ามันเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง และนี่แหละมันเป็นความ รู้สึกนึกคิดที่อยู่ในใจของคนกลุ่มหนึ่งตั้งแต่ตอนนี้แล้ว โอเค ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมขึ้นมา สมมติว่าแก้ไขครั้งใหญ่ได้ ผมก็พูดต่อไปได้เลยว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องสู้กันต่อ เพราะฉะนั้นตอนนี้ปัญหาทางการเมืองที่สู้กันโดยอาศัยกลไกตามรัฐธรรมนูญ มันจึงเป็นการสู้กันโดยความรู้สึกนึกคิดทางการเมือง ว่ารัฐธรรมนูญมันสร้างความอยุติธรรม สร้างระบบ 2 มาตรฐานมาจัดการกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า หรือเพื่อปกป้องกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า นั่นแหละคือประเด็นที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นปัญหา ก่อความขัดแย้งให้กับคนในสังคมไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าทุกอย่างมันจะอยู่ใน ร่องในร่องรอย ว่ารัฐธรรมนูญมันมีเนื้อหาในทางหลักวิชาจริงๆ นะ"

และคู่ขัดแย้งต่างก็อยู่ในสภาวะแพ้ไม่ได้ด้วย

"ในอดีตที่ผ่านมา หลังจากผ่านพ้นรัฐประหารไปแล้วทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะไม่มีกลไกทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามมากนัก ฝ่ายการเมือง ที่เขาถูกโค่นไป เขาก็ไม่มีโอกาสจะมาต่อสู้ในระบบอีกแล้ว แต่การรัฐประหารปี 2549 โดยข้อเท็จจริงเราก็ต้องยอมรับว่า คุณทักษิณถึงแม้จะถูกรัฐประหารไป เขาก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบ ถึงแม้จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญโดยมีกลไกในการทำลายล้าง แต่การเลือกตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.2550 ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาชนะเขาได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจากเห็นว่าคุณทักษิณมีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อสู้ในเกมยาวได้ วิธีการ ในการลดบทบาทให้เขาออกจากระบบการเมืองให้มากที่สุด เมื่อวิธีรัฐประหารใช้ ต่อไปไม่ได้ เนื่องจากว่าต้องมีการเลือกตั้ง มันต้องอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ อาศัยกระบวนการตุลาภิวัฒน์มาเป็นคนตีความรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือกำจัดคุณทักษิณอีกทีหนึ่ง นั่นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมรัฐธรรมนูญแทนที่จะเป็นบทบัญญัติตามหลักที่มันควรจะเป็น มันกลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ก็เพราะความเข้มแข็งของคุณ ทักษิณไม่สามารถทำลายล้างเขาในช่วงรัฐประหารได้ ที่ประเทศมันแตกแยกกันครั้งใหญ่ ความลึกของความขัดแย้งมันยากที่จะเยียวยา เพราะเราไม่ควรเอารัฐธรรมนูญมา เป็นเครื่องมือทำลายล้างอีกฝ่ายมากเกินไป และสร้างกระบวนการตุลาการภิวัฒน์มาทำอย่างนี้ ซึ่งมันได้ไม่คุ้มเสีย และวันนี้เราก็เห็นแล้วว่า มันเกิดวิกฤติศรัทธากับทุกสถาบัน ทั้งเหตุที่มาจากรัฐประหาร เหตุที่มาจาก รัฐธรรมนูญ และทั้งเหตุที่มาจากการใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญด้วย"
เดิมพันสูง-กลไกสังคมติดลบ

จนถึงวันนี้ ตุลาการเองก็ยังคิดว่าได้เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมือง-ไม่ได้ตระหนักว่าวิกฤติศรัทธาเกิดจากบทบาทอันน่าคลางแคลงของตัวเอง

"ถ้าเราไม่ฏิเสธข้อเท็จจริง เราจะเห็นว่าวันนี้คนกลุ่มหนึ่งจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ตั้งคำถามกับองค์กรตุลาการ และเป็นการตั้งคำถามในลักษณะที่มีเหตุมีผลรองรับระดับหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าศาลเอง องค์กรตุลาการเอง จะมองว่าสิ่งที่ตัวเองกระทำอยู่ไม่ได้ถือเป็นการทำลายตัวเอง นั่นก็เป็นสายตาของศาล แต่ถ้าหากศาลจะเบิกตาให้กว้างสักนิด ดูข้อเท็จจริง ศาลจะเห็นความจริงว่า วันนี้ความเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการจากสาธารณชน มันไม่เหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้ว และผมก็ไม่แน่ใจว่า ความเชื่อมันต่อองค์กรตุลาการจะกลับมาเหมือนเดิมได้อย่างไร ตราบใดที่สาธารณ ชนยังวิพากษ์วิจารณ์ตุลาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นทางการ เมือง การยกร่างรัฐธรรมนูญและการมานั่งอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญยังคงมีบทบาทอยู่ในศาล แบบนี้ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจสำหรับคนกลุ่มหนึ่งก็เกิดขึ้นได้เสมอ ผมห่วงแต่เพียงว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมยังเดินต่อไปอย่างนี้บนพื้นฐานของความสงสัย ในที่สุด บางทีมันอาจจะทำให้วิกฤติศรัทธาในตัวสถาบันตุลาการ มันมากขึ้นๆ จนถึงขนาดจะแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ และอาจจะต้องรื้อกันใหม่ทั้งระบบเลย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ภาวนาว่าอย่าให้มันถึงขนาดนั้น เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ประเทศไม่เหลืออะไรแล้ว"

"นอกจากตัวตุลาการแล้ว ตัวบทบัญญัติของกฎหมายก็ต้องมีการปรับปรุง บางอย่างตุลาการเป็นคนตรงไปตรงมา แต่เนื่องจากกฎหมายมันไม่ตรงไปตรงมา ตุลาการก็ต้องใช้กฎหมายนี้ไปบังคับใช้ กับคดี อย่างนี้ก็โทษตุลาการไม่ได้ เมื่อกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ถ้าจะทำให้กระบวนการยุติธรรมมันเดินไปอย่างน่าเชื่อถือ กฎหมายซึ่งจะเป็นฐานในการที่ศาลจะนำไปใช้บังคับคดีก็ต้องให้มันยุติธรรมด้วย เพราะฉะนั้นการปรับปรุงคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่จะเอาไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม ต้องแก้กันครั้งใหญ่"

"ผมกำลังรู้สึกว่า สถานการณ์ตอนนี้มันเหมือนเป็นกรรมร่วมของคนทั้งประเทศ คือมันแทบจะหาทางออก ไม่ได้ เพราะฝ่ายหนึ่งก็ไม่ถอย อีกฝ่ายก็รู้สึกว่าตัวเองก็ต้องสู้ และไม่มีกลไกอะไรเลยนะที่จะทำให้เกิดปัจจัยทางบวกในการคลี่คลายความขัด แย้ง มันมีแต่ปัจจัยทางลบ ในที่สุดจะต้องให้มันเปลี่ยนผ่านไป แต่จะเป็นแบบไหนไม่มีใครรู้เลยว่า จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทำให้เราเจอปัญหาใหญ่ตามมาอีก หรือว่าอาจจะทำให้ปัญหาทุกอย่างมันจบลง ผมมองความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นใน ประเทศใน 2 ปัจจัย คือคนที่อยู่ในความขัดแย้ง ลักษณะของความขัดแย้ง คือวันนี้สังคมส่วนหนึ่งแทบจะเชื่อกันแล้วว่า ความขัดแย้งตรงนี้มันเกิดมาจากคนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชนชั้นสูงจนถึงรากหญ้า พูดง่ายๆ ว่าแม้แต่ประธานองคมนตรียังถูกตั้งข้อสงสัยเลยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อคนที่อยู่ในความ ขัดแย้งเป็นระดับบุคคลสำคัญๆ เดิมพันมันจึงสูง"

"ส่วนปัจจัยลักษณะของความขัดแย้ง ซึ่งตอนแรกอาจจะเป็นเพียงตัวบุคคล ว่าคนคนหนึ่งที่เขารัก คุณมารัฐประหารได้ยังไง แต่ตอนหลังปัญหาเชิงบุคคลมัน กลายสภาพเป็นปัญหาเชิงระบบ นั่นก็คือว่าเพื่อจะทำลายล้างคนคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งถึงขนาดว่าทำให้ระบบมันเสีย ขณะที่ปัญหาเชิงระบบมันถูกตั้งคำ ถามมาอีกนะ สุดท้ายมันกลายเป็นปัญหาเชิงระบอบ เพราะวันนี้คนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเลยกำลังตั้งคำถามว่า ในที่สุดเราอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ ประชาธิปไตยจริงๆ หมายความว่ายังไง หมายความว่าประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตัว เอง หรือใครคนใดคนหนึ่งมาตัดสินอนาคตของประเทศกันแน่ เมื่อตั้งคำถามอย่าง นี้ ในที่สุดมันจึงสู้กันจากปัญหาตัวบุคคล ปัญหาเชิงระบบ มาเป็นปัญหาเชิงระบอบ ว่าเราจะสู้เพื่อให้ประเทศนี้ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจของคนทั้งประเทศเท่า นั้น ไม่ใช่คนอื่น ในที่สุดเดิมพันมันก็สูงมาก และก็ต้องสู้กันจนกว่าฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งจะแพ้ชนะกันอย่างราบคาบ ผมกำลังวาดภาพแผนที่เส้นทางของความขัดแย้ง ผมประเมินว่ามันมีความเป็นไปได้ สูงมากๆ ในอนาคตข้างหน้า เรามีโอกาสจะเจอสภาพกับสงครามกลางเมือง ถ้าเรายังแก้วิกฤติของประเทศใน วันนี้ไม่ทัน ขณะนี้มันเป็นเส้นทางความขัดแย้ง ซึ่งมีการสู้รบเป็นครั้งเป็นคราว แต่สงครามมันยังไม่จบ"

ผลการวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคำตอบว่า ตุลาการจะสามารถกลับมายืนในจุดที่เหมาะสมได้อย่างไร และในทางการเมืองหากผลออกมาว่าไม่ยุบ ปชป. ก็จะเจอศึกสองด้านทั้งแดงและเหลือง

"ผมพูดในเชิงภาพรวมของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เอาตั้งแต่ตอนนี้ก่อน เลย อย่างน้อยการเมืองภาคประชาชน โดยเฉพาะจากพันธมิตรฯ ก็กำลังกดดันรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และกดดันให้ยกเลิกข้อตกลงเจบีซี นั่นก็เป็นเหตุผลที่พันธมิตรฯ กำลังคัดค้านรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันประชาธิปัตย์ก็กำลังจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายุบหรือไม่ ยุบ ซึ่งถ้าวินิจฉัยว่าไม่ยุบ จะด้วยเหตุอะไรก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าพวกที่เขาเห็นต่างจากพรรคระชาธิปัตย์ หรือกลุ่มคนที่เห็นว่าคำตัดสิน ของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีข้อน่าสงสัย ภาคประชาชนส่วนนี้ก็จะมาชุมนุมเพื่อกดดันพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน นั่นกลายเป็นว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเจอสถานการณ์การชุมนุมสองด้าน ทั้งฝ่าย เสื้อเหลืองและเสื้อแดง รัฐบาลก็มีหน้าที่จะต้องประคองสถานการณ์ หรือจัดการกับสถานการณ์ให้ตลอดรอดฝั่ง ผมเองเห็นว่าความขัดแย้ง ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นมาภายหลังจากมีการยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ มันเป็นปัญหาซึ่งรัฐบาลจะต้องเจอแน่ แต่ว่ารัฐบาลจะจัดการยังไง อันนี้ก็ต้องดูความสามารถของรัฐบาล รัฐบาลควรจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวให้ พร้อมที่จะรับสถานการณ์นี้ ไม่ว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้า ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ ก็ควรจะยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนตามระบบดีกว่า มันก็เป็นไปได้ที่การยุบ สภาจะเกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่สามารถที่จะบริหารสถานการณ์ทางการเมืองได้"

หลัง 19 พ.ค.จนถึงวันนี้ ประเมินว่ามวลชนเสื้อแดงมีความเข้มแข็งพอจะเคลื่อนไหวกดดันประชาธิปัตย์ได้

"หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องคดียุบพรรค ผมคิดว่าวิธีการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงคงจะไม่เหมือนกับเมื่อครั้งช่วง เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา แต่น่าจะเป็นการชุมนุมที่ไม่ถึงขนาดเป็นการกดดันรัฐบาล มากจนเกินไป ถ้ามีการกดดันก็อาจจะกดดันในลักษณะที่เป็นการตีแผ่ความบกพร่อง ของรัฐบาล หรือพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า ฉะนั้นการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ไม่น่าจะถึงขนาดทำให้รัฐบาลต้องใช้กำลังจัดการเหมือนอย่างช่วง พ.ค.ที่ผ่านมา แต่การชุมนุมของพันธมิตรฯ น่าเป็นห่วงมากกว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดง เพราะขณะที่คนเสื้อแดงได้รับบท เรียนมาแล้ว จากเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปีที่แล้วและพฤษภาที่ผ่านมา แต่พันธมิตรฯ ยังไม่เคยเจอกับสถานการณ์อย่างที่คนเสื้อแดงเจอ และที่สำคัญคือ พันธมิตรฯ เองอยู่ในฐานะกลุ่มก้อนเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด เพราะฉะนั้นถ้า พันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวในลักษณะที่ค่อนข้างจะกดดันรัฐบาลมาก ผมก็ยังไม่คิดว่ารัฐบาลจะใช้วิธีจัดการกับพันธมิตรฯ เหมือนอย่างที่จัดการกับเสื้อแดง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องดูว่า ศักยภาพของพันธมิตรฯ จะมีความสามารถที่จะชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลได้มากขึ้นหรือเปล่า เป็นเรื่อง ที่รัฐบาลควรจะห่วงมากกว่าการชุมนุมของเสื้อแดง แต่ไม่ว่ายังไงทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองซึ่งจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่ารัฐบาลจะจัดการยังไง ผมเข้าใจว่าสุดท้ายจริงๆ มันจะไปวัดกันอีกทีเรื่องการเลือกตั้ง อาจจะเป็นการเลือกตั้งก่อนกำหนด เนื่องจากรัฐบาลยุบสภาก็ได้ หรืออาจจะเป็นการเลือกตั้งตามวาระก็ได้ ตรงนั้นจะเป็นสนามใหญ่สำคัญที่จะสู้กันอีกครั้ง"

วาระที่พันธมิตรฯ จะกดดันประชาธิปัตย์ มีเรื่องเดียวคือปลุกกระแสรักชาติ-เขาพระวิหาร ซึ่งความเข้มข้นจะต่างจาก ประเด็นคอรัปชั่นที่เคยใช้ได้ผลในการไล่ทักษิณ

"ผมคิดว่าศักยภาพของพันธมิตรฯ ตอนนี้ถ้าเทียบกับศักยภาพเมื่อตอนที่ประท้วงรัฐบาลทักษิณ ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ผมกล้าพูดได้เลยว่าผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่ง และเป็นจำนวนไม่น้อยด้วย คือผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นตอนนี้เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล คนที่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นพันธมิตรฯ ที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์แท้ๆ ไม่ว่าจะยังไงถ้าเห็นว่าการเคลื่อน ไหวของพันธมิตรฯ ไม่ชอบด้วยเหตุด้วยผลในสายตาของเขา เขาก็ไม่หนุนพันธมิตรฯ ฉะนั้นกำลังของพันธมิตรฯ ในวันนี้ ถ้าจะว่าไปแล้วจึงไม่ใช่เป็นพันธมิตรฯ ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ประท้วงรัฐบาลทักษิณ ตรงนี้เองทำให้พันธมิตรฯ อาจจะไม่มีศักยภาพมากพอ หรือไม่มีกำลังมากพอเหมือนอย่างตอนที่ขับไล่รัฐบาลก่อนหน้านั้น ซึ่งหลังจากคุณทักษิณก็มีรัฐบาลคุณสมัคร คุณสมชาย แต่พันธมิตรฯ ก็คือพันธมิตรฯ อย่าลืมว่าแกนนำพันธมิตรฯ อย่างคุณสนธิ, พล.ต.จำลอง, คุณพิภพ, คุณสมศักดิ์ ตัวอย่าง 3-4 ท่านนี้เขาเรียกว่าเป็นคนที่ถึงไหนถึงกัน เท่าไหร่เท่ากัน วลีประโยคทองของคุณสนธิที่ว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง นั่นแหละเป็นตัวสะท้อนบทบาทของพันธมิตรฯ จริงๆ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ากำลังวันนี้อาจจะไม่เท่าครั้งก่อน แต่ว่าก็ต้องระวังหมัดเด็ด มันอันตรายเหมือนกัน จังหวะที่รัฐบาลประมาทหรือบริหารจัดการไม่ดี มันก็อาจจะต้องล้มลุกคลุกคลาน"

ก็ใช้วิธีเชิญทหารเหมือนคราวก่อน

"ถ้าถามว่า ก็ถ้าไม่หวังกดดันรัฐบาลด้วยกำลังชุมนุมของพันธมิตรฯ เอง แต่จะเชื้อเชิญทหารหรือเปล่า ความเห็นผมประเมินจากสถานการณ์เบื้องต้นตอนนี้ ผมว่าไม่ ถ้าตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรัฐบาลอยู่ ทหารไม่มีทางที่จะมารัฐประหาร เพราะอะไร เพราะว่าขณะที่มีการชุมนุมของคน เสื้อแดง สถานการณ์ของประเทศคับขันอย่างมาก ในเวลานั้นทหารยังไม่ทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปัตย์เลย แต่กลับทำตัวเป็นผู้ช่วยรัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูด้วย ซ้ำ เพราะฉะนั้นตอนนี้ทหารกับรัฐบาลต้องเรียกว่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พันธมิตรฯ จะออกมาเคลื่อนไหวยังไงก็ไม่ถึงขนาดเท่ากับการชุมนุมของเสื้อแดงในช่วง เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเป็นอย่างนี้เต็มที่ก็คือ เป็นการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่ไม่มีผลเรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์แน่นอน".

เข้าสู่ระบบ