Home » บทความแนะนำ » ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (จบ) - ดอม ด่านตระกูล

ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (จบ) - ดอม ด่านตระกูล

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความแนะนำ กรณีสวรรคต ประวัติศาสตร์

01 November 2010

read 25271

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แม้ผู้พูดความจริงอาจต้องตายด้วยโทสะจริตหรือโมหะจริตของคนบางจำพวกที่กลัวความจริง แต่อย่างไรความจริงก็ยังคงอยู่ ถึงเป็นเรื่องลับสุดยอดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ อย่างน้อยที่สุดตัวผู้กระทำนั้นเองย่อมรู้ดี ยิ่งความจริงที่เป็นสิ่งผิด ความจริงนั้นย่อมหลอกหลอนผู้กระทำไปจนวันตาย

ตรงกันข้ามกับความจริงที่เป็นสิ่งบริสุทธิ์ ไร้มลทิน แม้ถูกใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหา บิดเบือนสักเพียงใด ผู้บริสุทธิ์นั้นยังคงความบริสุทธิ์เพราะ “ทองคำแท้ย่อมไม่กลัวไฟ”

เช่นเดียวกับรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ที่มีผู้ไม่หวังดีพยายามนำเรื่องเท็จมาใส่ความท่านอยู่เสมอ ตราบจนกระทั่งท่านถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วเกือบ 30 ปี จนปัจจุบันได้มีข้อพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในทุกๆตำแหน่งที่ได้รับ และไม่เคยหยุดคิดถึงประชาชน ดังคำที่ท่านกล่าวว่า

“ราษฎรมีความอัตคัดขัดสนในทางเศรษฐกิจ และไม่มีสิทธิเสรีภาพกับความเสมอภาคในทางการเมือง จะต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ว่ามีวิธีใดที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น”

ดังนั้น ท่านจึงเป็นหนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เป็นเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์

ประเทศนี้เป็นของราษฎร จึงต้องปกครองโดยราษฎร เพื่อความสุขความเจริญอย่างประเสริฐของราษฎร

คุณูปการที่ท่านมีต่อประเทศชาตินั้นมากมาย แม้มีผู้พยายามปิดบังคุณงามความดี และใส่ร้ายป้ายสีสารพัด แต่ในที่สุด “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ที่ประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 30 ของยูเนสโก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ได้มีมติประกาศยกย่องให้ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่บุคคลธรรมดาผู้มาจากสามัญชนจะได้รับการยกย่องเยี่ยงนี้

ดังนั้นความพยายามที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ของวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าท่านปรีดีฯ มีส่วนพัวพัน เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต เช่นเขียนว่า นอกจากความขัดแย้งระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 8 กับนายปรีดีแล้ว ยังมีเงื่อนงำและความไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่าง หรือ กล่าวหาว่านายเฉลียว ปทุมรส ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1ในคดีสวรรคต เป็นคนของนายปรีดี เป็นต้น

และข้อความในบทที่ 23 หน้า145-146 เขียนว่า

มีผู้พยายามถือโอกาสทำลายสถาบัน ด้วยการพยายามโยนความผิดในกรณีสวรรคตแก่พระราชวงศ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเท็จ เหลวไหลไร้สาระโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นความพยายามที่จะเบี่ยงประเด็นโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่มีความเคารพยำเกรงในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดแจ้ง เพียงแต่ไม่อาจจะสรุปได้แน่ชัดว่า การเบี่ยงประเด็นนั้นเป็นไปเพื่อปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว หรือมีเจตนาจะปกป้องความผิดของตนเองและพวกพ้องด้วย

ดังกล่าวมาทั้งหมดนั้นล้วนเป็นความพยายามของผู้ฝ่าฝืนสัจจะที่สูญเปล่า เพราะในปีพ.ศ. 2553 นี้ เป็นปีที่โลกได้ก้าวมาไกลถึงขนาดที่เรียกว่า โลกไร้พรมแดน นอกจากหนังสือของผู้รักสัจจะมากมายหลายเล่ม ยังมีหลักฐานอีกมากที่ถูกบันทึกลงในสื่อออนไลน์ ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกก็สามารถสืบค้นความจริงได้เพียงนิ้วมือเดียว

ความจริงนั้นคือ นายปรีดี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลยกับกรณีสวรรคต ข้อกล่าวหาต่างๆที่พระพินิจชนคดี

ได้เสกสรรปั้นแต่งขึ้น โดยสำนวนคดีมุ่งตรงไปที่นายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้วางแผนปลงพระชนม์ และ ร.อ. วัชรชัย ชัยสิทธิเวช เป็นมือปืน โดยมีนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน เป็นผู้รู้เห็นและร่วมมือให้ความช่วยเหลือ นั้น ได้ถูกเปิดเผยหมดแล้วว่าเป็นการสร้างพยานเท็จ

ดังจดหมายขอขมาของนายตี๋ ศรีสุวรรณ ที่ให้ลูกเขยเขียนขึ้นในขณะที่อายุ 102 ปี หลังจากเขียนจดหมายแล้วนายตี๋ยังไปสารภาพบาปกับท่านเจ้าคุณปัญญานันทมุนี ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ อีกด้วย จดหมายมีใจความว่า

บ้านเลขที่ 2386 ถนนพหลโยธิน

กรุงเทพฯ

25 มกราคม 2522

เรียน นายปรีดี ที่นับถือ

นายตี๋ ศรีสุวรรณ เป็นพ่อตาของผม ขอให้ผมเขียนจดหมายถึงท่าน นายตี๋เขียนจดหมายไม่ได้ เมื่อครั้งไปให้การที่ศาลก็ได้แต่เซ็นชื่อ ต. และพิมพ์มือเท่านั้น นายตี๋จึงให้ผมซึ่งเป็นบุตรเขยเขียนตามคำบอกเล่าของนายตี๋ เพื่อขอขมาลาโทษต่อท่าน นายตี๋ได้ให้การต่อศาลว่า นายปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิต นายบุศย์ ไปที่บ้านพระยาศรยุทธข้างวัดชนะสงคราม เพื่อปรึกษาลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 แต่ไม่เป็นความจริง นายตี๋เอาความไม่จริงมาให้การต่อศาล เพราะพระพินิจได้เกลี้ยกล่อมว่า จะให้เงินเลี้ยงนายตี๋จนตาย เมื่อให้การแล้วพระพินิจให้นายตี๋ 500-600 บาท และให้นายตี๋กินอยู่หลับนอนที่สันติบาลประมาณ 2 ปีเศษ เดิมพระพินิจบอกว่าจะให้สองหมื่นบาท เมื่อเสร็จคดีแล้วพระพินิจก็ไม่จ่ายให้อีกตามที่รับปากไว้ เวลานี้นายตี๋รู้สึกเสียใจมากที่ทำให้ 3 คนตาย และนายปรีดีกับนายวัชรชัยที่บริสุทธิ์ ต้องถูกกล่าวหาด้วย นายตี๋ได้ทำบุญกรวดน้ำให้กับผู้ตายเสมอมา แต่ก็ยังเสียใจไม่หาย เดี๋ยวนี้ก็มีอายุมากแล้ว อีกไม่ช้าก็ตาย จึงขอขมาลาโทษนายปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิต และนายบุศย์ ที่นายตี๋เอาความเท็จมาให้การปรักปรำ ขอได้โปรดให้ขมาต่อนายตี๋ด้วย

ข้อความทั้งหมดนี้ ผมได้อ่านให้นายตี๋ฟังต่อหน้าคนหลายคนในวันนี้ เวลาประมาณ 11 น. และได้ให้นายตี๋พิมพ์ลายมือนายตี๋ต่อหน้าผมและคนฟังด้วย

ขอแสดงความนับถือ

เลื่อน ศิริอัมพร

ต. (พิมพ์ลายมือนายตี๋)

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐาน บันทึกของพระยาศรยุทธเสนี เรื่องที่ต้องเป็นพยานในกรณีสวรรคต ด้วยความจำใจ

ดังคำขอร้อง ขอความเห็นใจครั้งสุดท้ายที่ พระยาศรยุทธเสนีได้เขียนไว้

ที่ข้าพเจ้ารวบรวมบันทึกนี้ขึ้น ก็เพื่อแสดงความจริงและความบริสุทธิ์ใจมอบให้แก่ผู้ที่ข้าพเจ้ามอบโชคชะตาของข้าพเจ้าให้ไว้แก่เขา ให้ช่วยชี้แจงแจ้งความจำเป็นที่ต้องเอาตัวรอดเพราะเหตุใด ให้ผู้ที่สมควรจะเปิดเผยเรื่องของข้าพเจ้าให้เขาทราบ ที่ข้าพเจ้าไม่อาจจะแก้ความคลาดเคลื่อนในข่าวหนังสือพิมพ์ได้ในขณะนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องขึ้นสู่ศาล ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เรื่องธรรมดาหนังสือพิมพ์ลงคลาดเคลื่อนเราย่อมแก้ได้ แต่เรื่องนี้หากลงแก้อาจทำให้ความคิดที่จะหักล้างพยานสำคัญที่ปรักปรำข้าพเจ้าเสียไป จึงยอมทนนิ่งให้คนเข้าใจเอาเองไปก่อน เมื่อถึงเวลาจึงจะค่อยแก้เป็นตอนๆ

ไปทั้งสิ้น หวังว่าการที่ข้าพเจ้าไม่ยอมชี้แจงต่อผู้ที่แม้แต่ผู้คุ้นเคยกันมาก และผู้ที่ได้อ่านบันทึกนี้คงมีความกรุณาและเห็นใจข้าพเจ้า หากคิดจะแก้แทนข้าพเจ้าก็ขอได้โปรดระงับไว้ก่อน รอเมื่อถึงโอกาสซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าจะแก้เอง และขอได้โปรดถือว่าบันทึกนี้เป็นความลับ ซึ่งข้าพเจ้าไม่ต้องการเปิดเผย

ถ้าวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย มีความบริสุทธิ์ใจที่จะให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รับทราบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์บ้านเมืองและสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในระยะกว่า 70 ปีที่ผ่านมาให้กระจ่างชัด จริงดังที่เขียนไว้ในหน้าคำนำ น่าที่จะได้ค้นคว้า นำจดหมายของนายตี๋ ศรีสุวรรณ และบันทึกของพระยาศรยุทธเสนี มาลงพิมพ์ไว้ด้วย (ไหนๆก็อุตส่าห์ไปค้นคว้าหาจดหมายของชาวต่างชาติมาลงตีพิมพ์ไว้หลายฉบับ) มิใช่พยายามอ้างว่านายปรีดี พนมยงค์มีส่วนเกี่ยวข้องและจบการเขียนลงดื้อๆ ด้วยความกำกวม ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ตกเป็นจำเลยทั้งหมด

เพราะจดหมายของนายตี๋ และบันทึกของพระยาศรยุทธเสนี เป็นกุญแจดอกสำคัญ ที่เปิดเผยให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบความจริงว่าจำเลยที่ต้องโทษประหารชีวิตทั้งสาม (นายเฉลียว นายชิต นายบุศย์) และผู้ถูกใส่ร้ายป้ายสีที่ต้องระทมขมขื่นอีก 2 ท่าน (นายปรีดี และเรือเอกวัชรชัย) ทั้ง 5 ท่านนั้นล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้มลทิน

เพื่อตรงตามเจตนารมณ์ของวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ที่ต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาได้กระจ่างชัด จะต้องชี้แจงให้ชัดเจนด้วยว่า หลังการรัฐประหาร(8 พ.ย. 2490)คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งพล ต. ต.พระพินิจชนคดี (พี่เขยของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์) ให้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีสวรรคต เพื่อเริ่มต้นกระบวนการสร้างหลักฐานเท็จ พยานเท็จ โดยมีเป้าหมายมุ่งกำจัดนายปรีดี พนมยงค์ ให้หลุดพ้นจากอำนาจทางการเมืองโดยเฉพาะ ดังนี้แล้วจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน

และถ้าจะให้ครบถ้วนไปกว่านั้นควรบันทึกไว้ด้วยว่า ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำริจะรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม่ เพราะมีหลักฐานที่พลต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ได้บันทึกคำสนทนาของผู้ต้องโทษทั้งสามในเช้าวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 ซึ่งเป็นวันที่ผู้บริสุทธิ์ถูกประหารชีวิต แต่ตามกฎหมายไทยที่ใช้อยู่เมื่อคดีถูกพิพากษาถึงที่สุดแล้วเป็นอันยุติ ดังนั้น ถ้าจะรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม่ต้องมีกฎหมายรองรับให้อำนาจ

จอมพล ป.พิบูลสงครามจึงเตรียมการที่จะออกกฎหมายดังกล่าวนั้น และได้บอกคุณสังข์ พัธโนทัย คนสนิทให้แจ้งไปยังท่านปรีดีได้รับทราบ ซึ่งท่านปรีดี ได้มีจดหมายแสดงความขอบคุณตอบมา จดหมายนี้เคยลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 มิถุนายน 2542

แต่ยังมิทันได้ออกกฎหมายสำเร็จ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ถูกโค่นอำนาจโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เสียก่อน เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 และตัวท่านเองต้องหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ตามในขณะที่ลี้ภัยอยู่นั้นจอมพล ป. ได้มีโอกาสเปิดเผยถึงหลักฐานใหม่ต่อหน้าคนไทยไม่น้อยกว่าสองพันคน ตามที่ท่านปรีดี ได้เคยให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ มหาราษฏร์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“ในระหว่างที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไปลี้ภัยอยู่ใน ส.ร. อ. ชั่วคราว ก็ได้กล่าวต่อหน้าคนไทยไม่น้อยกว่าสองพันคนถึงหลักฐานที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับพล ต. อ. เผ่า ศรียานนท์ได้มานั้น

อีกทั้งในระหว่างที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ย้ายจาก ส.ร.อ. มาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้แจ้งแก่บุคคลไม่น้อยกว่าสองคนถึงหลักฐานใหม่นั้น พร้อมทั้งมีจดหมายถึงผมสองฉบับ ขอให้ผมอโหสิกรรมแก่การที่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ทำผิดพลาดไปในหลายกรณี”

แต่ถึงไม่สามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นมาเพื่อทำความจริงให้ขาวกระจ่างสมดังความตั้งใจ จอมพล ป. ก็ได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดกับครอบครัวของผู้ที่ถูกประหารชีวิต ดังที่ทายาทของนายชิต สิงหเสนี ได้เขียนไว้ในหนังสือแจกงานศพของนายชิตเอง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2521 มีความว่า

“ภายหลังที่พ่อถูกประหารชีวิตแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งนายฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการส่วนตัวของท่านไปหาพวกเรา แจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลยินดีจะให้การอุปการะความเป็นอยู่ การศึกษาแก่พวกเราทุกประการ พวกเราปรึกษาหารือกัน และในที่สุดตกลงรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อเป็นเครื่องยืนยันในความบริสุทธิ์ของพ่อ รัฐบาลจึงให้ความช่วยเหลือแก่พวกเรา ความช่วยเหลือนี้เพิ่งมายกเลิกในสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์”

ดังนั้นถ้อยความที่ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัยกล่าวอ้างว่า (บทที่ 23 หน้า 145)

กรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นความไม่รับผิดชอบของรัฐบาลในขณะนั้น ทั้งยังมีเจตนาที่จะให้เรื่องดังกล่าวนี้เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจหาความกระจ่างใดๆได้

พิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลท่านปรีดี ได้พยายามทำตามหน้าที่เต็มความสามารถ ดังที่ชี้แจงไปแล้วในตอนที่ 3 จนกระทั่งถูกรัฐประหาร มาถึงรัฐบาลจอมพล ป. ได้มีความพยายามจะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาเพื่อทำให้ขาวสะอาดไม่ต้องเป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่ทันสำเร็จ ก็เกิดรัฐประหารขึ้นอีกเช่นกัน

ดังนั้นจะโทษว่าเป็นความไม่รับผิดชอบของรัฐบาลหาได้ไม่ ควรโทษผู้ทำการรัฐประหารจะถูกต้องกว่า

นานมาแล้วประมาณปลายปีพ.ศ. 2544 ฉันมีโอกาสได้ชมงานแสดงภาพเขียนชุดประวัติศาสตร์และความทรงจำ ณ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ในงานนั้นมีภาพวาดพอทเทรตคุณยายแก่ๆภาพหนึ่งที่สะเทือนอารมณ์ดึงดูดให้ฉันเข้าไปพินิจพิจารณาดูอย่างสงสัย ใคร่รู้ ว่าบุคคลในภาพนั้นคือใคร ทำไมผู้วาดจึงจงใจวาดภาพสีหน้า และแววตาให้โศกเศร้าปานนั้น ภายหลังจึงทราบว่าเป็นภาพของคุณยายหนู ผู้เป็นภรรยาม่ายของนายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ 2 ผู้ถูกประหารชีวิตในคดีสวรรคต

ผู้วาดภาพเป็นหลานของท่าน ซึ่งภาพนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงใบหน้าที่โศกเศร้า แววตาระทมทุกข์

“.....พวกพี่ๆ ถูกเพื่อนที่โรงเรียนก่นด่าว่า ไอ้สิงหเสนี ฆ่าในหลวง!! แม้แต่ข้าพเจ้ายังจำได้ดี วันที่ครูสอนประวัติศาสตร์เขียนนามสกุลของยายข้าพเจ้า ด้วยชอล์กสีขาวกลางกระดานดำ เด่นหราอยู่หน้าชั้นเรียน และสอนเราว่านี่คือชื่อของคนชั่วที่ฆ่าในหลวงอานันทมหิดล

เมื่อช้างรบกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ ข้าพเจ้าเขียนภาพนี้โดยที่ “ยายหนู” ยอมทนนั่งเป็นแบบให้อยู่หลายชั่วโมง ด้วยความหวังว่าข้าพเจ้าจะมีโอกาสแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดของหญ้าใบหนึ่ง”

ในขณะที่ทั้ง 5 ท่านผู้เป็นจำเลยในคดีสวรรคตยังมีชีวิตอยู่ต้องระทมขมขื่นกับตราบาปที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อ กระทั่งผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นไปสู่สุคติยังสัมปรายภพกันหมดแล้ว แต่ครอบครัวและญาติมิตรยังต้องทนทุกข์ทรมานไม่จบสิ้น จวบจน ณ ปัจจุบัน

ฉันเป็นผู้หนึ่งที่นิยมชมชอบการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะได้รับความรู้ในเรื่องราวเก่าๆที่ไม่เคยรู้ หนังสือดีๆมีคุณค่ายังพอหาได้บนแผงหนังสือ ขอขอบคุณผู้สร้างสรรค์หนังสือดีๆเหล่านั้น แต่หนังสือที่ผลิตออกมาเพื่อเหยียบย่ำทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้บริสุทธิ์โดยใช้ถ้อยความกำกวม แฝงเจตนาซ่อนเร้นให้ผู้อ่านโดยเฉพาะผู้เยาว์เข้าใจผิด เป็นหนังสือที่อันตรายอย่างยิ่ง ถึงแม้ผู้เขียนไม่ได้ลั่นกระสุนปืนเพื่อฆ่าใคร แต่พ่อฉันเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า การก่ออาชญากรรมทางปัญญา

บ้านใดที่มีหนังสือ

บ้านนั้นก็คือบ้านป่า

ถ้าแม้นหนังสือนานา

สอนให้ประชามืดมน

ถอยหลังเข้าคลองข้องอยู่

ในเล่ห์ของผู้หวังผล

ขูดรีดหลอกลวงปวงชน

ย่อยยับอับจนนิรันดร์

หนังสือคือกองขยะ

หากมุ่งสาระเช่นนั้น

บ้านใดมีไว้อนันต์

ควรนับบ้านนั้นป่าดง

ฯลฯ

กลอนหกบทนี้เป็นกลอนเก่าแก่ที่แต่งโดย “แหลม ตะลุมพุก” เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมรักใคร่กันมากกับพ่อของฉัน ท่านแต่งเมื่อราว 50-60 ปีมาแล้ว แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกถ้อยความยังคงร่วมสมัยอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน

 


หมายเหตุ

นายตี๋ ศรีสุวรรณ คือพยานเท็จผู้ให้การว่าเห็นนายปรีดี และพวกปรึกษาวางแผนการลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 ที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี

สำเนาจดหมายฉบับจริง ลายมือนายเลื่อน ศิริอัมพร (ลูกเขยนายตี๋) และสำเนาบันทึกฉบับเต็มลายมือของพระยาศรยุทธเสนี มีพิมพ์อยู่ใน หนังสือข้อเท็จจริงกรณีสวรรคต ฉบับสมบูรณ์ ของสุพจน์ ด่านตระกูลฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ; 2544)

ส.ร.อ. คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เข้าสู่ระบบ