Home » บทความแนะนำ » ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (3) - ดอม ด่านตระกูล

ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (3) - ดอม ด่านตระกูล

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความแนะนำ กรณีสวรรคต ประวัติศาสตร์

31 October 2010

read 12905

หลังตัดสินใจเขียนข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตฯ ฉันได้รับเสียงสะท้อนกลับจากเพื่อนฝูงมิตรสหายของพ่อ(สุพจน์ ด่านตระกูล) รวมไปถึงลูกศิษย์ลูกหาของท่านใจความรวมๆว่า ทำหน้าที่ดีแล้ว ขอให้ยึดมั่นในสัจจะเหมือนกับผู้เป็นพ่อต่อไป ขอขอบคุณทุกๆท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย และยืนยันด้วยเกียรติว่าฉันจะเขียนแต่ในสิ่งที่มีหลักฐานอ้างอิงได้เท่านั้น

จากการอ่านหนังสือเรื่องเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 2 บทที่ 23 วิเคราะห์ได้ว่าผู้เขียนมีเจตนาซ่อนเร้นให้ร้ายรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังความหนึ่งในหน้า 145

กรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นความไม่รับผิดชอบของรัฐบาลในขณะนั้น

และอีกความหนึ่งในหน้า 124 อ้างว่านายปรีดี พนมยงค์ และรัฐบาลไม่พยายามชันสูตรพระบรมศพโดยละเอียด

เกี่ยวกับพระราชประเพณีนี้ดูจะเป็นเรื่องแปลก เพราะการแถลงในรัฐสภานายปรีดี พนมยงค์แถลงอยู่หลายครั้งว่า ชันสูตรพระบรมศพโดยละเอียดไม่ได้เพราะขัดกับพระราชประเพณี กรณีเช่นนี้ ถ้ามีพระราชประเพณีห้ามไว้จริงก็น่าจะละเมิดได้เพราะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็มิได้มีพระราชประเพณีห้ามไว้แต่ประการใด

เพื่อยืนยันว่านายปรีดี ได้พยายามทำตามหน้าที่สุดความสามารถ ขอยกถ้อยความของ มจ. สกลวรรณากร วรวรรณ เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ที่ได้ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์เสียงไทย ฉบับวันที่ 28 มิถุนายน 2489 มาแสดงตอนหนึ่งดังนี้

“ทีแรกรัฐบาล โดยเฉพาะหลวงประดิษฐ์ ก็ได้ตั้งใจไว้ว่าจะชันสูตรพระบรมศพ (ตามกฎหมาย) แต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่รวมทั้งสมเด็จพระราชชนนีด้วย ท่านไม่ชอบที่จะให้ทำเช่นนั้น เหตุผลหรือ (ตรัสกับผู้ขอสัมภาษณ์) เธอต้องการเหตุผลว่าทำไมท่านไม่ยอม ท่านก็ไม่ได้บอกตรงๆว่าท่านไม่ยอม แต่ท่านไม่ชอบ เพราะพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตไปแล้วจะไปพลิกศพชันสูตรอะไรกันให้ทุเรศกันไปอีก กรมขุนชัยนาทฯพระองค์ท่าน ก็รับสั่งยืนยันในวันนั้น ยืนยันอยู่ว่าเอ็กซิเดนท์ เอ็กซิเดนท์ ดังนี้แล้ว ใครจะไปกล้ายืนยันแข็งขันอยู่ได้”

และในเรื่องความปลอดภัยที่วิมลพรรณอ้างว่ารัฐบาลมิได้ใส่ใจดูแล ดังความตอนหนึ่งในหน้า 139 ที่เขียนว่า

มีคนบ้าพร้อมอาวุธฝ่าเข้าไปในวังตอนดึก ขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 2 ของพระที่นั่งบรมพิมาน องครักษ์จับตัวไว้ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงว่าแม้จะสูญเสียพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลไปแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลในขณะนั้นก็ยังมิได้ใส่ใจที่จะถวายความปลอดภัยให้แก่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่เลย ความหละหลวมในการรักษาความปลอดภัยนี้ ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่บุคคลภายนอกจะลอบเข้าไปปลงพระชนม์

ถ้าพิจารณาถ้อยความนี้ควบคู่กับคำให้การของหลวงนิตย์ฯ ตอนหนึ่งที่ได้ให้การต่อศาลอาญา ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2492 ในฐานะพยานโจทก์ ว่าดังนี้

“.....เพราะพระองค์มีความสุขทุกประการ และอีกไม่กี่วันจะเสด็จต่างประเทศ และในวันสวรรคตนั้นเอง ก็ได้ตั้งพระทัยว่าจะไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ข้าพเจ้าจึงคิดว่าพระองค์จะไม่ปลงพระชนม์เอง ส่วนในกรณีถูกลอบปลงพระชนม์นั้น แม้ข้าพเจ้าซึ่งเป็นที่คุ้นเคยสนิทสนมและได้เข้าเฝ้าอยู่เสมอตลอดมา จะขึ้นเฝ้าแต่ละครั้งก็ยังต้องผ่านทหารยามทหารมหาดเล็ก และต้องนั่งคอยจนกว่ามหาดเล็กมาบอกให้ขึ้นเฝ้าได้ ยังมองไม่เห็นทางว่าจะถูกลอบปลงพระชนม์ได้อย่างไร..”

จะเห็นว่าข้อความทั้งสองนี้อธิบายถึงความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะพิจารณา ใคร่ครวญตามวิจารณญาณของตนเอง

อีกทั้งในความเห็นแย้งของหลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาท่านหนึ่งในศาลอุทธรณ์ ยืนยันว่าไม่พบร่องรอยการป่ายปีน ดังความตอนหนึ่ง ดังนี้

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจแล้ว ร่องรอยทางปีนป่ายเข้ามาไม่มี ถ้าจะเข้ามาจริงก็จะต้องเข้ามาทางพระทวารห้องแต่งพระองค์ หรือทางพระฉากห้องทรงพระอักษรถ้าผู้ร้ายเข้ามาได้ ควรจะกระทำการในเวลากลางคืนดีกว่า เพราะได้อาศัยความเงียบสงัดและความมืด ถ้าผู้ร้ายเข้ามาตอนกลางคืนแล้วรอกระทำการตอนเช้า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะต้องรอเวลานานไม่ปลอดภัย ผู้คนตื่นขึ้นทำงานกันแล้วโดยเวลาเกิดเหตุเป็นเวลา 9.00 น.เศษ มีคนพลุกพล่านทั้งชั้นบนและชั้นล่างของพระที่นั่ง

และเพราะมีข้อกล่าวหาว่านายชิต สิงหเสนี อาจเป็นผู้เพทุบายสับเปลี่ยนหัวกระสุนที่นายชิตอ้างว่าเก็บได้ จึงต้องมีการพิสูจน์กันว่าพระแสงปืนที่พบนั้น ได้ถูกใช้ยิงในวันสวรรคตหรือไม่ วิมลพรรณเขียนไว้หน้า 39 ว่าดังนี้

ปืนของกลางเป็นพระแสงปืนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจริง พบบนพระที่ใกล้ๆพระกรข้างซ้ายซึ่งทอดไปข้างลำตัว แต่เมื่อนำไปให้กรมวิทยาศาสตร์ตรวจเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2489 ดร.จ่าง รัตนะรัต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์พบว่ามีสนิมในลำกล้อง นาวาเอก สัมพันธ์ บุนนาค รน.กรมสรรพาวุธทหารเรือ ตรวจดูแล้วเชื่อว่า ปืนกระบอกนี้ใช้ยิงมาก่อนสวรรคตไม่ต่ำกว่า 7 วัน จึงมีสนิมมากซึ่งตรงกับที่ร้อยตำรวจเอกธานี สาธรกิจ ตรวจปืนในวันเกิดเหตุพบว่า ลำกล้องมีสนิมสกปรกและมีกลิ่นสาบดินปืน ต่างกับปืนที่ใช้ยิงใหม่ๆที่เกลียวจะสะอาดไม่มีสนิม (และยังมีการอธิบายเพิ่มเติมอีกในหน้า 72-75)

แต่ หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ได้แสดงความเห็นแย้งว่า

พระแสงปืนของกลางเป็นพยานวัตถุสำคัญว่าจะเป็นพระแสงปืนที่ทำให้ล้นเกล้าล้นกระหม่อมสวรรคตหรือมิใช่ ศาลอุทธรณ์เชื่อคำผู้ชำนาญการพิเศษของกรมวิทยาศาสตร์ มีนายจ่าง รัตนะรัต และนายแพทย์ศิริ ติวยานนท์ ว่าเป็นปืนที่ยิงมาก่อนวันสวรรคตเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 วัน หรือ 8 วัน ก่อนส่งมายังกรมวิทยาศาสตร์โดยวิธีการหาปฏิกิริยาของไนไตร๊ทเปรียบเทียบกัน แต่การทดลองโดยวิธีการเปรียบเทียบกันนั้นเห็นว่ายังไม่เป็นที่แน่นอน เพราะหลักฐานในการทดลองหาปฏิกริยาของไนไตร๊ทที่กรมวิทยาศาสตร์ได้ทดลอง 3 ครั้ง สับสน ไม่แน่นอน ไม่สม่ำเสมอ (การทดลองหาระยะเวลายิง จากปฏิกิริยาไนไตร๊ท หาอ่านเพิ่มเติมได้ใน ความเห็นแย้งของหลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ซึ่งมีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณชน)

และท่านได้สรุปความเห็นดังนี้

ปลอกกระสุนของกลางนั้น นายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บได้ในวันเกิดเหตุนั้นเอง ส่วนหัวกระสุนปืนของกลางตำรวจให้นายชิต จำเลยเป็นผู้นำ และตำรวจค้นได้จากพระยี่ภู่ทั้งปลอกและกระสุนนี้ พ.ต.ท. เอ็จ ณ ป้อมเพชร และ ร.ต.ท. ทวี จำรูญจันทร์ ผู้ชำนาญการพิเศษของโจทก์เบิกความว่า เป็นปลอกและหัวกระสุนที่ยิงมาจากปืนของกลาง เพราะปลอกและกระสุนปืนที่ยิงทดลองปรากฏว่ามีตำหนิเหมือนกับปลอกและหัวกระสุนปืนของกลางเฉพาะปลอกมีตำหนิ และลักษณะตรงกันถึง 12 แห่ง แสดงว่ายิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันแน่นอน ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายหมายเลข 88

หัวกระสุนของกลางที่ทดลองยิง เมื่อถ่ายภาพแล้วเป็นหัวกระสุนที่ผ่านลำกล้องเดียวกัน มีลักษณะตำหนิตรงกัน 8 แห่ง ซึ่งแสดงว่าแน่นอน เห็นได้จากภาพถ่าย 89

ดังนี้เชื่อพยานโจทก์ปากนี้ได้ว่า ปลอกกระสุนและหัวกระสุนยิงจากปืนของกลาง เมื่อไม่เชื่อว่าปืนของกลางเป็นปืนที่ยิงมาก่อนหน้าวันสวรรคตตามวิธีหาปฏิกริยาของไนไตร๊ท และเมื่อปลอกกระสุนปืนเก็บได้ในพระวิสูตร หัวกระสุนปืนได้ในพระยี่ภู่ มีรูเป็นทางเดินของลูกปืน พระแสงปืนอยู่บนพระแท่น ทั้ง 3 สิ่งประกอบกันเป็นลักษณะที่แสดงว่า พระแสงปืนของกลางเป็นพระแสงปืนที่ใช้ยิงในวันสวรรคต

ส่วนเรื่องความรับผิดชอบของรัฐบาลนั้น ตามหลักฐานทางราชการยืนยันว่ารัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้คดีนี้ขาวกระจ่าง และกระทำการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกรัฐประหาร ดังนี้

ในการประชุมรัฐสภานัดพิเศษ ในคืนวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลา 21.10 น. มีสมาชิกเข้าประชุมทั้งหมด 127 นาย เป็นสมาชิกพฤฒสภา 64 นาย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 63 นาย ท่านปรีดีฯ นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งข่าวอันเศร้าสลดใจยิ่งให้รัฐสภาทราบ และรายงานถึงการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ตามแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง ในการประชุมครั้งนี้มีสมาชิกหลายนายได้ลุกขึ้นซักถามรัฐบาลเพื่อความกระจ่างแจ้ง และรัฐบาลได้แสดงความบริสุทธิ์ใจโดยเปิดโอกาสให้สมาชิกสภานั้นซักถามได้อย่างถึงที่สุด แต่ข่าวลือ และเสียงซุบซิบต่างๆหาได้ยุติหรือเบาบางลงไม่

เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ท่านปรีดีฯจึงได้ขออนุญาตคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งมีกรมขุนชัยนาทฯเป็นประธาน ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีสวรรคตขึ้น ดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 23 ตอนที่ 45 วันที่ 25 มิถุนายน 2489 คณะกรรมการดังกล่าวนี้ได้รับการเรียกขานจากหนังสือพิมพ์และคนทั่วๆไปว่า “ศาลกลางเมือง”

ต่อมาในวันที่ 22 สิงหาคม 2489 ท่านปรีดีฯได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนที่คณะกรรมการจะสรุปผลการสอบสวน และพล ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และดำเนินการต่อ เมื่อได้รับสรุปรายงานของคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สวรรคตแล้ว รัฐบาลพล ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ได้ตั้งอนุกรรมการรัฐมนตรี 7 ท่านขึ้นพิจารณาศึกษารายงานนั้น และได้ส่งเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2489 ในรายงานการประชุมระบุว่า นายกรัฐมนตรีขอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัยว่าจะจับนายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศรินมาสอบสวน เพิ่มเติม และได้นำเรื่องเสนอคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งมีกรมขุนชัยนาทฯเป็นประธาน ขณะเดียวกันทางฝ่ายกรมตำรวจก็ได้เริ่มวิธีสอบสวนหาตัวการที่แท้จริงในการปลงพระชนม์ตามหลักการที่เคยทำกันมาไปพร้อมๆกัน

ขณะที่การสืบสวน สอบสวนคดียังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง กลับเกิดการรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 ขึ้น จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล มีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 10 พ.ย. 2490 และรัฐบาลนี้ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.ต.พระพินิจชนคดี พี่เขยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งลาออกจากราชการไปแล้ว ให้กลับมารับราชการเพื่อทำหน้าที่ สืบสวนกรณีสวรรคต ซึ่งสำนวนคดีมุ่งตรงไปที่นายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้วางแผนปลงพระชนม์ และ ร.อ. วัชรชัย ชัยสิทธิเวช เป็นมือปืน โดยมีนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน เป็นผู้รู้เห็นและร่วมมือให้ความช่วยเหลือ

เรื่องของนายเฉลียวนี้ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย พยายามจะให้ผู้อ่านเข้าใจว่า นายเฉลียวมีความเกี่ยวพันกับนายปรีดี ดังประโยคหนึ่งในหน้า 123

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องคนของนายปรีดี ได้แก่ นายเฉลียว ปทุมรส

แต่จากหลักฐานที่ปรากฏ คือ

ก่อนที่นายเฉลียวจะเข้ารับราชการในสำนักพระราชวังนั้น นายเฉลียวเคยรับราชการอยู่กรมไปรษณีย์ ซึ่งมีนายควง อภัยวงศ์เป็นอธิบดีกรมไปรษณีย์อยู่ในเวลานั้น และการที่นายเฉลียวได้เข้าร่วมในคณะราษฎรก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ก็โดยการชักนำของนายควง ต่อมานายเฉลียวเข้าไปทำงานในสำนักพระราชวังก็ได้เข้ามาในขณะที่นายควงดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (1 สิงหาคม 2487 – 31 สิงหาคม 2488) โดยนายควงเป็นผู้เสนอแต่งตั้งนายเฉลียวที่เป็นรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง อันเป็นตำแหน่งชั้นพิเศษอยู่แล้ว ให้เป็นราชเลขานุการในพระองค์อีกตำแหน่งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าการเข้าทำงานหรือเลื่อนตำแหน่งใดๆนายปรีดี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย

ฉะนั้นจะอ้างว่า นายเฉลียวเป็นคนของนายปรีดี ได้หรือไม่ท่านผู้อ่านลองพิจารณาความดู

อีกหนึ่งข้อความที่อ้างถึงความขัดแย้งระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 8 กับนายปรีดี ในหน้า 121 ได้แก่

โดยข้อเท็จจริงแล้วความขัดแย้งกับรัฐบาลของนายปรีดีแม้จะมีอยู่มากมายหลายประเด็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคับแค้นพระราชหฤทัยจนถึงกับต้องปลงพระชนม์เอง นอกเสียจากว่ารัฐบาลจะเห็นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฝ่ายที่ไม่พอใจคือรัฐบาล เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงว่ามีความคิดเป็นอิสระและมีพระปรีชาสามารถมาก

แต่จากประกาศของประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันความจงรักภักดี ของนายปรีดี พนมยงค์ ได้ ดังนี้

โดยอาศัยประกาศของประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 20 กันยายน 2488 ว่า ความเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของข้าพระพุทธเจ้าได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ขณะบัดนี้เป็นต้นไป ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรชัยให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสด็จอยู่ในราชสมบัติวัฒนาสถาพรเป็นมิ่งขวัญของประชาชนและประเทศชาติในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญชั่วกาลปาวสาน

นั่นคือ ทันทีที่พระองค์เสด็จมาถึง ท่านปรีดีฯ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ได้เข้าเฝ้าถวายคืนพระราชอำนาจทั้งหลายทั้งปวงให้พระองค์ท่าน ซึ่งได้ทรงบรรลุนิติภาวะแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2488 โดยมิได้รอช้า การแสดงออกเช่นนี้ มิได้หมายถึงความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีหรือ

จากนั้นในหลวงรัชกาลที่ 8 ได้ทรงมีพระราชดำรัสตอบนายปรีดีว่า

ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้กลับมาสู่พระนคร เพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจตามหน้าที่ของข้าพเจ้าต่อประชาชนและประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอันมากที่ได้ปฏิบัติกรณียกิจแทนข้าพเจ้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อข้าพเจ้าและประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้แสดงไมตรีจิตในคุณงามความดีของท่าน ที่ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และช่วยบำรุงรักษาความเป็นเอกราชของชาติไว้

และทรงพระกรุณามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องท่านปรีดีฯขึ้นไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2488 ภายหลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จนิวัติถึงพระนครเพียง 3 วัน ซึ่งผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี

หลักฐานทั้ง 2 ชิ้นนี้ ยืนยันได้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 8 กับนายปรีดี พนมยงค์ มิได้มีความขัดแย้งใดๆต่อกัน

เป็นเรื่องปกติของสังคมที่มีความหลากหลายย่อมมีการค้นคว้าหาหลักฐานข้อมูลใหม่ มาโต้แย้งกับหลักฐานข้อมูลเดิมเสมอ นับว่าเป็นเรื่องดีที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่การพัฒนาวิชาประวัติศาสตร์ของชาติ ถ้าการกระทำนั้นกระทำโดยสุจริตใจไม่มีเลศนัยแอบแฝง เพราะวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ทำให้คนในสังคมรู้จักแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการสืบค้นข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์ วิจัยเพื่อค้นคว้าหาความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียวให้ได้

ผู้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในกระบวนการนี้ ท่านมีสิทธิที่จะสืบค้นต่อ และใคร่ครวญ ไตร่ตรองด้วยตนเองว่าข้อมูลใดควรค่าแก่การเชื่อถือ เพราะในกาลามสูตร พระพุทธองค์ยังกล่าวว่า “อย่าเชื่อโดยเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้” และ “อย่าเชื่อโดยนับถือว่าผู้พูดเป็นครูของเรา”

หน้าที่ของฉันเพียงแต่นำข้อมูล หลักฐานมาแสดง เพื่อให้ผู้อ่านได้สืบค้นและเปรียบเทียบ เพราะในอนาคต หนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ อาจเข้าไปอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ หวังว่างานเขียนเล็กๆชิ้นนี้จะจุดประกายให้นักอ่านรุ่นเยาว์ลุกขึ้นมาสืบค้นความจริงทางประวัติศาสตร์โดยมิเพียงอ่านไปเฉยๆและเชื่อตามเขาเล่ามา

เข้าสู่ระบบ