Home » บทความ » วรเจตน์ ภาคีรัตน์ » การใช้และการตีความกฎหมายมหาชน » ๒. หลักเกณฑ์ทั่วไปในการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษร

๒. หลักเกณฑ์ทั่วไปในการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษร

กฏหมายมหาชน

28 September 2010

read 19900

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นหลักเกณฑ์ที่โดยหลัก แล้วไม่ได้รับการบัญญัติไว้เป็นกฎหมาย  แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายตำราและศาลค่อยๆปรุงแต่งและพัฒนาขึ้น  ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละระบบกฎหมาย เช่น ระบบกฎหมาย Common Law มีหลักการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีลักษณะเฉพาะ บ่อเกิดของกฎหมายในระบบกฎหมาย Common Law มีทั้งกฎหมายที่เกิดจากคำพิพากษาของศาลและกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ตราขึ้น โดยรัฐสภา ในขณะที่ระบบกฎหมาย Civil Law ซึ่งพยายามรวบรวมกฎเกณฑ์ต่างๆให้อยู่ในรูปของประมวลกฎหมายนั้นมีวิธีใช้และ วิธีตีความกฎหมายแตกต่างออกไป โดยเหตุที่ระบบกฎหมายไทยเดินตามแนวทางของระบบกฎหมาย Civil Law ผู้เขียนจึงจะใช้หลักเกณฑ์ตลอดจนแนวทางการใช้และการตีความกฎหมายที่ปรากฏใน ระบบกฎหมาย Civil Law โดยเฉพาะในระบบกฎหมายเยอรมัน ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นแนวทางในการอธิบายนิติวิธีในทางกฎหมายมหาชน

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ในระบบ กฎหมายต่างๆ เราจะพบว่า มีความคล้ายคลึงกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ การพยายามที่จะค้นหาความหมายของบทกฎหมายโดยอาศัยเครื่องมือในทางนิติวิธี ซึ่งโดยปกติแล้ว ย่อมได้แก่ ถ้อยคำในกฎหมาย ความเป็นมาของกฎหมาย ระบบกฎหมายทั้งระบบ ตลอดจนวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายนั้นซึ่งจะได้อธิบายเป็นลำดับไป

๒. ๑. การตีความกฎหมายตามหลักภาษาและไวยากรณ์ (Textual or grammatical interpretation)

๒. ๑. ๑ ข้อพิจารณาเบื้องต้น

 ถ้อยคำที่ปรากฏในบทกฎหมาย (ลายลักษณ์อักษร) และความหมายของถ้อยคำย่อมถือเป็น “ปฐมบท” (starting point) ของการตีความกฎหมายทุกครั้ง ความหมายของถ้อยคำย่อมเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ว่าบทกฎหมายบทนั้นควรจะมี ความหมายอย่างไร อย่างไรก็ตามโดยเหตุที่ถ้อยคำคำหนึ่งอาจมีความหมายได้หลายนัยด้วยกัน การตีความโดยอาศัยองค์ประกอบประการอื่นเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของบท กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น หากสำรวจตรวจสอบถ้อยคำต่างๆ ที่ใช้กันในชีวิตประจำวันแล้วจะพบว่ามีถ้อยคำจำนวนน้อยมากที่มีความชัดเจนใน ตัว ตัวอย่างของถ้อยคำที่มีความชัดเจนในตัว ก็เช่น ถ้อยคำที่เป็นจำนวนนับ แต่แม้กระนั้นเมื่อนำถ้อยคำดังกล่าวมาใช้ในกฎหมาย กรณีก็ย่อมเกิดปัญหาให้ต้องตีความได้เสมอ เช่น ระยะเวลาในการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งทางปกครองที่กฎหมายระบุไว้สิบห้าวัน จะเริ่มนับเมื่อใด เป็นต้น แม้แต่ถ้อยคำสามัญที่เราเข้าใจกันดี เช่น คำว่า “ป่า” ย่อมมีปัญหาให้ต้องตีความได้เช่นกันว่าต้องอาศัยต้นไม้จำนวนกี่ต้นจึงจะเป็น “ป่า”ได้ หรือ “แบคทีเรีย”  จะถือว่าเป็น “สัตว์” ในตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ หรือไม่

ในกรณีที่ถ้อยคำที่ต้องใช้ในกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นถ้อยคำที่องค์กร นิติบัญญัติเห็นแล้วว่ามีปัญหา องค์กรนิติบัญญัติอาจตรากฎหมายระบุให้ชัดว่าตนมุ่งประสงค์อะไร เช่น อาจจะกำหนดว่า “แบคทีเรียไม่ถือว่าเป็นสัตว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓” หรือ ระบุลงไปให้ชัดว่า “ป่า” คืออะไร ประกอบด้วยต้นไม้จำนวนอย่างน้อยกี่ต้น การตรากฎหมายในลักษณะนี้ย่อมทำให้บทกฎหมายมีความชัดเจนขึ้น แต่ก็จะช่วยแก้ปัญหาการตีความกฎหมายได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในอดีต ผู้ร่างประมวลกฎหมายทั่วไปแห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย ค.ศ. ๑๗๙๔ ได้พยายามร่างประมวลกฎหมายดังกล่าวให้มีข้อความละเอียด ครอบคลุมทุกแง่มุม เพื่อไม่ให้ผู้พิพากษามีอำนาจในการตีความกฎหมายมากจนเกินไป แต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากในทางปฏิบัติมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายที่ร่างขึ้นโดยละเอียดนั้น เสมอ

ในการตีความกฎหมายตามถ้อยคำนั้น บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษามาในทางนิติศาสตร์มักจะเข้าใจว่าเมื่อกฎหมายได้ รับการตราขึ้นเป็นภาษาไทย และเป็นภาษาไทยที่ใช้กันโดยทั่วไป  เมื่อตนเป็นคนไทย ตนย่อมสามารถอ่านกฎหมายเข้าใจและตีความกฎหมายได้ดังเช่นบุคคลที่ศึกษามาใน ทางนิติศาสตร์ ความเข้าใจดังกล่าวนับว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ถ้อยคำสามัญที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าโดยหลักแล้วจะต้องตีความตามความเข้าใจทั่วไป ก็ไม่ได้หมายความว่าผลที่สุดแล้วความหมายของถ้อยคำที่กลายเป็นบทกฎหมายจะ ต้องเหมือนกับความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเสมอไป

หากพิจารณาโครงสร้างของบทกฎหมายที่ประกอบด้วย “องค์ประกอบส่วนเหตุ” และ “ผลในทางกฎหมาย” แล้ว เราอาจแบ่งแยกถ้อยคำต่างๆ ที่ได้รับการประมวลขึ้นเป็นประโยคในทางกฎหมายออกได้เป็นหลายประเภท เช่น ถ้อยคำที่คลุมเครือ ถ้อยคำเชิงคุณค่า ถ้อยคำคาดคะเน หรือถ้อยคำเปรียบเทียบ เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากพิเคราะห์ถ้อยคำที่ปรากฏในโครงสร้างบทกฎหมายส่วนที่เป็นองค์ประกอบส่วน เหตุ ซึ่งเป็นส่วนที่มักจะเป็นวัตถุแห่งการตีความแล้ว เราอาจแยกถ้อยคำออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิงพรรณนาประเภทหนึ่ง และถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิงบรรทัดฐานอีกประเภทหนึ่ง

 

๒. ๑. ๒ ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิงพรรณนาและถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิงบรรทัดฐาน3

ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิงพรรณนา คือ ถ้อยคำที่บ่งชี้ข้อเท็จจริงในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น สัตว์ อาคาร รถยนต์ ยา ฯลฯ โดยทั่วไปแล้วถ้อยคำในลักษณะดังกล่าวนี้จะบ่งชี้สิ่งที่สามารถสัมผัสได้ใน ทางกายภาพ ยิ่งถ้อยคำดังกล่าวพรรณนาสิ่งที่สามารถสัมผัสได้มากเท่าไหร่ ถ้อยคำดังกล่าวก็จะยิ่งชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เราจะพบว่ามีอยู่หลายกรณีที่แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะชัดเจน แต่เราก็อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำนั้น เช่น คำว่า “ป่า” แม้เป็นถ้อยคำที่โดยทั่วไปแล้วดูเหมือนจะเข้าใจได้อย่างชัดเจน แต่หากพิเคราะห์ลงไปให้ลึกซึ้งแล้ว ย่อมจะมีปัญหาว่าจะต้องอาศัยต้นไม้จำนวนเท่าใดจึงจะถือว่าเป็นป่า หรือ “ยามวิกาล” เริ่มต้นเมื่อใด แบคทีเรียถือว่าเป็น “สัตว์” หรือไม่ “มนุษย์” หมายความว่าอย่างไร ความเป็นมนุษย์เริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อใด เป็นต้น โดยเหตุที่ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิงพรรณนาอาจมีได้ในหลาย ความหมาย ในบางกรณีเพื่อป้องกันความสับสน ผู้ตรากฎหมายจะกำหนดบทนิยามถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายดังกล่าวขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจะมีการนิยามความหมายของถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิง พรรณนาไว้ก็ตาม ก็หาได้หมายความว่าปัญหาการตีความถ้อยคำจะได้รับการขจัดให้หมดสิ้นไปไม่ เพราะในหลายกรณีก็จำเป็นที่จะต้องตีความถ้อยคำที่ปรากฏในบทนิยามนั้นก่อนที่ จะตีความถ้อยคำที่บทนิยามนั้นต้องการนิยาม ซึ่งทำให้เรื่องดังกล่าวยิ่งยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก

เท่าที่กล่าวมานี้คงจะพอเห็นได้ว่าถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบทางกฎหมายเชิง พรรณนาแต่ละถ้อยคำมี “เขตแดนในทางนิรุกติศาสตร์” กล่าวคือ ถ้อยคำแต่ละถ้อยคำล้วนแล้วแต่มี “แก่นความ” (Begriffkern) และ “ขอบความ” (Begriffhof)4 วัตถุที่จะถือได้ว่าอยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำใด วัตถุนั้นอย่างน้อยจะต้องอยู่ในขอบความของถ้อยคำนั้น ในทางปรัชญาภาษาวิเคราะห์ การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายไม่ชัดเจน ย่อมทำให้ผู้ตีความต้องคำนึงในเบื้องแรกว่าวัตถุที่เป็นปัญหานั้น พิเคราะห์แล้วเห็นประจักษ์ชัดว่าอยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำดังกล่าวอย่าง แน่นอน หรือไม่อยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำดังกล่าวอย่างแน่นอน หรือเมื่อพิเคราะห์แล้วยังชี้ชัดไม่ได้ว่าวัตถุนั้นอยู่ในกรอบความหมายของ ถ้อยคำนั้นหรือไม่ กรณีที่อยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำอย่างแน่นอน  เราเรียกวัตถุนั้นว่า  “ตัวเลือกปฏิฐาน” (positive Kandidaten) กรณีที่ไม่อยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำอย่างแน่นอน เราเรียกวัตถุนั้นว่า  “ตัวเลือกปฏิเสธ” (negative Kandidaten) ส่วนกรณีที่ไม่แน่ว่าอยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำหรือไม่ เราเรียกวัตถุนั้นว่า “ตัวเลือกที่เป็นกลาง” (neutrale Kandidaten)5

การวินิจฉัยว่าวัตถุที่เป็นปัญหานั้นเป็นตัวเลือกปฏิเสธหรือไม่ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในกฎหมายอาญาซึ่งห้ามการใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรโดยเทียบเคียง (Analogy) ในทางที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ส่วนในกฎหมายแพ่งนั้นโดยเหตุที่ไม่มีกฎเกณฑ์ห้าม การใช้กฎหมายโดยเทียบเคียง ในกรณีที่วัตถุที่เป็นปัญหาไม่อยู่ในกรอบของถ้อยคำ เราอาจใช้กฎหมายโดยเทียบเคียงได้ ในทางกลับกันวัตถุใดเป็นวัตถุที่เป็นตัวเลือกปฏิฐาน ซึ่งหมายความว่าวัตถุดังกล่าวนั้นอยู่ในกรอบของถ้อยคำอย่างแน่นอน หากปรากฏว่าการใช้กฎหมายโดยให้วัตถุดังกล่าวอยู่ในกรอบของถ้อยคำอาจก่อให้ เกิดผลที่ประหลาดอย่างมาก เราอาจตัดมิให้ตัวเลือก ปฏิฐานนั้นอยู่ในกรอบของถ้อยคำได้ โดยอาศัยการใช้กฎหมายแบบลดรูปเพื่อให้วัตถุประสงค์ของกฎหมายบรรลุผล (Teleologische Reduktion)6 สำหรับในทางกฎหมายมหาชนนั้น ดูเหมือนจะยังไม่มีการอภิปรายกันอย่างชัดเจน เรื่องนี้จะได้กล่าวต่อไปในส่วนที่ว่าด้วยการอุดช่องว่างของกฎหมาย

กล่าวโดยสรุป ตัวเลือกทั้งสามประเภทอาจเลื่อนไหลไปมาได้ ด้วยเหตุนี้ในหลายกรณีเราจึงไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าวัตถุที่เป็นปัญหา ให้ต้องตีความนั้นเป็นตัวเลือกประเภทใด เพราะวัตถุดังกล่าวนั้นอาจเป็นตัวเลือกปฏิฐานหรืออาจเป็นตัวเลือกที่ เป็นกลางก็ได้ หรือเป็นตัวเลือกที่เป็นกลางแต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีข้อพิจารณาได้ว่าอาจ เป็นตัวเลือกปฏิเสธได้เช่นกัน เช่น น้ำกรดที่ใช้สาดผู้อื่นโดยมุ่งหวังให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจะถือได้หรือไม่ ว่าเป็นตัวเลือกที่เป็นกลางของคำว่า “อาวุธ” เป็นต้น

แม้ว่าหลักเกณฑ์การแบ่งแยกตัวเลือกออกเป็นสามประเภทที่กล่าวมาอาจจะมี ปัญหาในการปรับใช้อยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการแบ่งแยกดังกล่าวไม่มีประโยชน์เสียเลย เพราะในหลายกรณีการจัดกลุ่มวัตถุให้เข้าอยู่ในประเภทของตัวเลือกประเภทใด ประเภทหนึ่งนั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัว ด้วยเหตุนี้ใครก็ตามที่ยืนยันว่า “แมวตัวที่ชื่อน้ำผึ้ง” หรือ “หมีตัวที่ชื่อน้ำตาล” ไม่ใช่ตัวเลือกปฏิเสธของข้อความคิด “หมา” การตีความกฎหมายของบุคคลผู้นั้นก็อาจกลายเป็นเรื่องตลกขบขันได้

ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายเชิงบรรทัดฐาน คือ ถ้อยคำที่อ้างอิงหรือบ่งชี้สิ่งที่เป็นนามธรรมหรือคุณค่า ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายเชิงบรรทัดฐานจึงต่างจากถ้อยคำที่เป็นองค์ ประกอบของกฎหมายเชิงพรรณนา เพราะถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายเชิงพรรณนามุ่งชี้ข้อเท็จจริงในโลก ของความเป็นจริงที่สัมผัสได้โดยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ในความหมายอย่างแคบ ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายเชิงบรรทัดฐาน คือ ถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิค (terminus technicus) ทางนิติศาสตร์ เช่น กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง ส่วนควบ เครื่องอุปกรณ์ คำสั่งทางปกครอง  ฯลฯ ในหลายกรณีความหมายของศัพท์เทคนิคดังกล่าวนี้ได้รับการบัญญัติไว้ในกฎหมาย แม้กระนั้นก็ตามบทนิยามความหมายของศัพท์เทคนิคต่างๆ ก็ไม่ชัดเจนแน่นอนเสียทั้งหมด ในหลายกรณีก็มีปัญหาที่ต้องตีความว่าสิ่งๆหนึ่งอยู่ในความหมายของบทนิยาม หรือไม่

สิ่งที่พึงระวังประการหนึ่งในการตีความถ้อยคำทางกฎหมายก็คือ ถ้อยคำเดียวกันนั้นเมื่อไปอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน ถ้อยคำดังกล่าวอาจมีเนื้อหาต่างกันได้ “ประมาทเลินเล่อ” ในกฎหมายฉบับหนึ่ง อาจหมายถึง การไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะใช้ ได้ แต่ในกฎหมายอีกฉบับหนึ่งอาจหมายถึงการขาดความระวังที่พึงคาดหมายได้จากบุคคล ที่ประกอบอาชีพนั้นๆ ยิ่งไปกว่านั้นในการตีความถ้อยคำ สิ่งที่พึงระมัดระวังอีกประการหนึ่งก็คือถ้อยคำที่ดูเหมือนว่าเป็นถ้อยคำที่ ใช้กันโดยทั่วไปนั้น ได้กลายเป็นถ้อยคำที่มีความหมายเฉพาะทางกฎหมายแล้วหรือไม่ หากปรากฏกรณีเช่นนั้น ผู้ตีความจะต้องตีความถ้อยคำดังกล่าวตามความหมายในทางกฎหมาย ไม่ใช่ตามความหมายสามัญที่ใช้กันทั่วไป ในกรณีที่ถ้อยคำในกฎหมายเป็นถ้อยคำที่เป็นศัพท์เฉพาะทางวิชาการสาขาอื่น ผู้ตีความย่อมต้องค้นหาความหมายของถ้อยคำนั้นตามที่เข้าใจกันในวงวิชาการ เฉพาะสาขานั้น

นอกจากถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิคทางนิติศาสตร์แล้วยังมีถ้อยคำที่เป็นองค์ ประกอบของกฎหมายเชิงบรรทัดฐานซึ่งไม่ได้มีความหมายเฉพาะทางนิติศาสตร์ แต่เกิดขึ้นจากการประเมินคุณค่าในทางสังคมด้วย เช่น “เหตุสำคัญ”7 “สำคัญผิดในสาระสำคัญ”8 “เหตุอื่นใดที่มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง”9 ฯลฯ ถ้อยคำทางกฎหมายในลักษณะดังกล่าวนี้ เรียกกันในทางนิติศาสตร์ว่า “ถ้อยคำทางกฎหมายที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง” (unbestimmter Rechtsbegriff; indefinite legal concept) ถ้อยคำในลักษณะนี้เป็นถ้อยคำที่เปิดไว้ให้ผู้ตีความกฎหมายใช้ดุลพินิจทำให้ เป็นรูปธรรม ถ้อยคำทางกฎหมายที่ไม่เฉพาะเจาะจงนี้หากเป็นถ้อยคำที่มีเนื้อหาในเชิง หลักการอันเป็นศูนย์กลางของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  เราเรียกถ้อยคำดังกล่าวว่า “ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไป” (Generalklauseln; general clause) หากพิจารณาเปรียบเทียบกับถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายเชิงพรรณนาแล้ว จะพบว่าตัวเลือกในทางภาษาที่จะเกิดขึ้นกับถ้อยคำทางกฎหมายที่มีความหมายไม่ เฉพาะเจาะจงนั้น จะเป็นตัวเลือกที่เป็นกลางเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ ไม่อาจกล่าวได้อย่างแน่นอนว่าจะตกอยู่ในกรอบความหมายของถ้อยคำที่มีความหมาย ไม่เฉพาะเจาะจงหรือไม่ ตัวเลือกปฏิฐานจะเกิดกับถ้อยคำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงน้อยมาก

 

๒. ๑. ๓ ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไป

 ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไป คือ ถ้อยคำที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายเชิงบรรทัดฐานซึ่งอ้างอิงเชื่อมโยงกับ คุณค่าทางสังคม แม้จะมีความหมายที่กว้างและคลุมเครือเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นถ้อยคำที่มีความสำคัญเพราะมีเนื้อหาในทางหลักการอันเป็นศูนย์กลาง ของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ตัวอย่างของถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปและถือว่าเป็น “ราชาของหลักการทั่วไปในกฎหมายแพ่ง” คือ “หลักสุจริต” หรือ “หลักความเชื่อถือและไว้วางใจ” (Treu und Glauben) หรือ “หลักการห้ามใช้สิทธิที่มุ่งประสงค์ให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น” และถ้าสังเกตต่อไปให้ดีแล้วจะพบว่าในกฎหมายกฎหมายปกครองก็ปรากฏหลักการดัง กล่าวเช่นเดียวกัน คือ การคุ้มครองความเชื่อมั่นในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งหากปรากฏว่าผู้รับคำสั่งทางปกครองสุจริตและใช้ประโยชน์อันเกิดจากคำสั่ง ทางปกครองหมดสิ้นไปแล้ว แม้คำสั่งทางปกครองนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับคำสั่ง ทางปกครองที่สุจริตและไม่ปรากฏว่าประโยชน์สาธารณะมีน้ำหนักมากกว่า องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมไม่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายนั้นได้10 อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตว่าในทางกฎหมายมหาชนหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะจะต้องนำมาคำนึงประกอบด้วยเสมอ

เป็นที่เห็นประจักษ์ชัดทั่วไปว่าการที่ผู้ตรากฎหมายตัดสินใจใช้ถ้อยคำที่ มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงอันมีลักษณะเป็นหลักการทั่วไปนั้นย่อมกระทบต่อหลัก ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล ทั้งนี้เพราะเป็นการยากอย่างยิ่งที่บุคคลทั่วไปจะคาดหมายได้ว่าผู้พิพากษาจะ วินิจฉัยชี้ขาดคดีในลักษณะใด ความยุ่งยากในทางกฎหมายไม่ได้ปรากฏเฉพาะในชั้นของการพิจารณาพิพากษาคดี เท่านั้น แต่ในการอธิบายกฎหมาย ผู้อธิบายหรือผู้แต่งตำราก็ย่อมประสบความยุ่งยากเช่นเดียวกัน โดยเหตุที่ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปเป็นถ้อยคำที่เปิด ดังนั้นหากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเข้ากับถ้อยคำ ที่เป็นหลักการทั่วไปแล้ว ย่อมคาดหมายได้ว่าการต่อสู้คดีจะยืดเยื้อยาวนาน และมักจะไปจบที่ศาลสูงสุด

ในทางกฎหมายมหาชน การที่ฝ่ายนิติบัญญัติใช้ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไป อาจถือได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติกำลังปล่อยให้องค์กรผู้ใช้กฎหมายเป็นผู้กำหนด กฎเกณฑ์ที่แท้จริงขึ้นใช้บังคับ การบัญญัติกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปจึงมีปัญหา เพราะอาจมองได้ว่าองค์กรนิติบัญญัติกำลังหนีจากความรับผิดชอบทางการเมือง โดยผลักภารกิจดังกล่าวไปให้องค์กรอื่นกระทำแทน นอกจากนี้การบัญญัติกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปยังก่อให้เกิด ความจำเป็นที่จะต้องอธิบายต่อไปอีกในทางกฎหมายปกครองว่าความสัมพันธ์ในทาง อำนาจระหว่างองค์กรฝ่ายปกครองกับองค์กรตุลาการจะอยู่ในลักษณะเช่นใด องค์กรตุลาการสามารถเข้ามาควบคุมตรวจสอบการตีความตลอดจนการปรับใช้กฎหมายของ องค์กรฝ่ายปกครองได้อย่างเต็มที่หรือไม่ หรือในกรณีดังกล่าวนี้ต้องถือว่าองค์กรนิติบัญญัติมุ่งประสงค์จะมอบอำนาจให้ องค์กรฝ่ายปกครอง ดังนั้นองค์กรตุลาการย่อมไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรฝ่าย ปกครองได้อย่างเต็มที่ ได้แต่ตรวจสอบว่าการปรับใช้ถ้อยคำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงนั้นเป็นไปโดย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น

ถึงแม้ว่าการใช้ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปจะมีปัญหาในเชิงหลักการดังที่ ได้กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่โดยเหตุที่สภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏในโลกของความเป็นจริงมีความสลับ ซับซ้อนอย่างมาก จึงจำเป็นอยู่เองที่ผู้ตรากฎหมายจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปใน ลักษณะเปิด (open texture) ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไป เช่น “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” “ความสุจริต” เป็นเสมือนช่องทางเชื่อมการบัญญัติกฎหมายกับคุณค่าต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมเข้าด้วยกัน ทำให้กฎหมายไม่แข็งกระด้าง ทำให้ประสิทธิภาพของบทกฎหมายเพิ่มสูงขึ้น เพราะคนในสังคมจะยอมรับการตัดสินชี้ขาดอย่างสนิทใจขึ้น หากผู้ใช้กฎหมายปรับใช้บทกฎหมายที่เป็นหลักการอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ยิ่งไปกว่านั้นถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปยังมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเร็วได้ โดยที่องค์กรนิติบัญญัติไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายหรือตรากฎหมายขึ้นใหม่อีก ด้วย

โดยเหตุที่ถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไป (รวมทั้งถ้อยคำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง) เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะเปิด ผู้ใช้กฎหมายจึงมีดุลพินิจค่อนข้างกว้างขวางในอันที่จะตีความและปรับใช้ ถ้อยคำที่เป็นหลักทั่วไปดังกล่าว และโดยที่ถ้อยคำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงมีเขตแดนในทางนิรุกติศาสตร์ กว้าง การวินิจฉัยหรือปรับใช้กฎหมายขององค์กรผู้บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือ องค์กรผู้วินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยทั่วไปแล้วย่อมอยู่ในกรอบของถ้อยคำที่เป็น หลักการทั่วไปนั้น (intra legem) อย่างไรก็ตามเราอาจพิจารณาได้ในอีกมิติหนึ่งเช่นกันว่าการปรับใช้บทกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นถ้อยคำที่เป็นหลักการทั่วไปนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือการอุดช่องว่างของกฎหมายอย่างหนึ่งอันเป็นช่องว่างที่ องค์กรนิติบัญญัติจงใจปล่อยไว้ให้องค์กรที่ใช้กฎหมายดำเนินการอุดเสีย11

๒. ๑. ๔ ข้อพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตีความตามถ้อยคำ

ได้กล่าวมาแล้วว่า “ถ้อยคำ” เป็นจุดเริ่มต้นของการตีความและเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่าบทบัญญัติแห่ง กฎหมายที่เป็นปัญหานั้นมีความหมายว่าอย่างไร ดังนั้นในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายทุกบทบัญญัติ สิ่งแรกที่จะต้องกระทำก็คือ การอ่านตัวบทกฎหมายอย่างพินิจพิเคราะห์โดยละเอียดรอบคอบ พึงพิจารณาให้ดีว่ากฎหมายใช้คำว่า “และ” หรือคำว่า “หรือ” ในกรณีที่ปรากฏถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นการปฏิเสธในประโยคทางกฎหมาย ต้องพิจารณาให้ดีว่าถ้อยคำที่เป็นการปฏิเสธนั้นปฏิเสธส่วนไหนของประโยค ถ้อยคำต่างๆ ที่องค์กรนิติบัญญัติเลือกใช้นั้นมีความสำคัญในการเป็นเครื่องมือที่จะใช้ ค้นหาความหมายของกฎหมาย เช่นในกรณีที่กฎหมายใช้คำว่า “อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด” ผู้ตีความย่อมคาดหมายความหมายของคำว่า “สิ่งปลูกสร้างอื่นใด” ได้ว่า น่าจะต้องหมายถึง สิ่งปลูกสร้างที่มีโครงสร้างติดกับพื้นดินในลักษณะที่มั่นคงถาวรทำนองเดียว กับอาคาร แม้ว่าการคาดหมายดังกล่าวนี้ยังไม่ช่วยให้ผู้ตีความสามารถไขความหมายที่ แน่นอนของคำว่า “สิ่งปลูกสร้างอื่นใด” ออกมาได้ แต่เมื่อได้พิจารณาองค์ประกอบแห่งการตีความในลักษณะอื่นประกอบด้วยแล้ว (เช่น การตีความกฎหมายตามระบบ หรือการตีความกฎหมายตามประวัติความเป็นมา เป็นต้น) ก็จะทราบความหมายที่แน่นอนของถ้อยคำดังกล่าวได้ในที่สุด

แม้กระนั้นก็ตามผู้ตีความกฎหมายต้องระมัดระวังอยู่เสมอว่า การพิจารณาพิเคราะห์ถ้อยคำจะต้องไม่เป็นไปในลักษณะที่ยึดติดกับถ้อยคำหรือ ให้ค่าแก่ความหมายทางภาษาของถ้อยคำอย่างมากจนกลายเป็นการเล่นอยู่กับถ้อยคำ และทำให้การตีความตามถ้อยคำกลายเป็นการตีความแบบ “ศรีธนญชัย” ไปในที่สุด ในทางนิติวิธี การตีความโดยไม่ยึดติดกับตัวอักษรหรือถ้อยคำ           แต่อย่างเดียวนั้น อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ของการตีความอย่างแคบ การตีความอย่างกว้าง การใช้กฎหมายล่วงกรอบแห่งถ้อยคำ (praeter verba legis) หรือ แม้แต่การใช้กฎหมายไปในทางตรงกันข้ามกับถ้อยคำตามตัวอักษร (contra verba legis) ได้ นิติวิธีในลักษณะดังกล่าวนี้จะได้อธิบายต่อไป

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการตีความกฎหมายตามถ้อยคำก็คือ ถึงแม้ว่าถ้อยคำในกฎหมายเมื่อพิจารณาแยกออกมาต่างหากจากบทกฎหมายแล้ว จะมีความหมายชัดเจน (ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแทบจะไม่มี) แต่ผู้ตีความก็จำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์ “ความหมายของบทกฎหมาย” อย่างละเอียด จะด่วนสรุปว่าบทกฎหมายนั้นมีความหมายตรงกับความหมายของถ้อยคำที่ผู้ตีความ คิดว่าชัดแจ้งแล้วไม่ได้ กล่าวโดยสรุป “ถ้อยคำ”เป็นเพียงองค์ประกอบในการตีความประการหนึ่งเท่านั้น เราจะตีความกฎหมายตามตัวอักษรประการเดียว แล้วสรุปผลการตีความถ้อยคำนั้นว่าเป็นความหมายของกฎหมายไม่ได้ ดังนั้นที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ” จึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องตีความตามตัวอักษรก่อน ต่อเมื่อตีความตามตัวอักษรแล้วไม่ได้ความหมายที่ชัดเจน จึงตีความตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ ต่อไป ดังที่เข้าใจผิดกันอยู่มากในวงการกฎหมายไทย แต่หมายความว่าในการตีความกฎหมายจะต้องพิเคราะห์ตัวอักษรประกอบกับความ มุ่งหมายของกฎหมายเสมอ ความมุ่งหมายของกฎหมายนอกจากจะสื่อออกมาในตัวอักษรแล้ว ยังอาจสื่อออกมาในรูปแบบอื่นได้อีก บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งวางกฎเกณฑ์เบื้องต้นในทางนิติวิธีไว้นั้น มีความหมายแต่เพียงว่าถ้อยคำหรือตัวอักษรเป็นจุดเริ่มต้นการตีความเท่านั้น หาได้หมายความต่อไปถึงขนาดว่าถ้าถ้อยคำนั้นชัดเจนแล้ว ผู้ใช้กฎหมายก็อาจใช้กฎหมายตามตัวอักษรอย่างเถรตรงไปได้ ถึงแม้ว่าการใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลประหลาดหรือผลอันไม่ ยุติธรรม ผู้ใช้กฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องสนใจไยดีแต่อย่างใดไม่ ในระบบประมวลกฎหมายซึ่งการจัดทำกฎหมายเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจในการกำหนด กฎเกณฑ์อันเป็นนามธรรม เพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไปนั้น จำเป็นเสมอที่ผู้ใช้กฎหมายจะต้องมีศิลปะในการใช้กฎหมายไม่ให้เกิดผลประหลาด หรือผลอันขัดกับสามัญสำนึก การเลี่ยงผลอันประหลาดหรือขัดกับสามัญสำนึก จำเป็นอยู่เองที่ผู้ใช้กฎหมายจะยึดติดอยู่กับถ้อยคำตามตัวอักษรเพียงอย่าง เดียวไม่ได้ เคลซุส (Celsus) นักนิติศาสตร์โรมันผู้ยิ่งใหญ่ได้เคยกล่าวไว้ในประเด็นนี้ว่า “การทำความเข้าใจกฎหมายไม่ได้หมายความถึงการยึดติดอยู่กับถ้อยคำ แต่หมายถึงการหยั่งรู้พลังและอำนาจของถ้อยคำนั้น” (Scire legis non hoc est verba earum tenere sed vim ac potestatem)

แม้กระนั้นการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การใช้กฎหมายต้องเริ่มพิจารณาจากกรณีที่ “ต้องด้วยบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร” ย่อมเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ผู้ใช้กฎหมายสำนึกอยู่เสมอว่าตนจะละเลยไม่ ให้ความสำคัญกับถ้อยคำตามกฎหมายก็ไม่ได้อีกเช่นกัน การใช้กฎหมายโดยไม่สนใจถ้อยคำ แต่อ้างเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของกฎหมายลอยๆ ย่อมเป็นอันตราย เพราะจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและหาอะไรเป็นหลักในการเริ่มต้นค้นหาความหมาย ของบทกฎหมายไม่ได้  ดังนั้นไม่ว่าจะมีผู้วิจารณ์นักนิติศาสตร์ว่าคับแคบหรือยึดติดกับถ้อยคำมาก เพียงใดก็ตาม นักนิติศาสตร์ที่มุ่งหวังจะใช้กฎหมายให้ถูกต้อง และธำรงรักษาไว้ซึ่งระบบกฎหมายทั้งมวล ก็จะนำเอาข้อวิจารณ์ดังกล่าวมาเป็นเหตุให้ตนเลิกสนใจถ้อยคำในทางกฎหมายไม่ ได้อย่างเด็ดขาด แต่จะต้องรับเอาข้อวิจารณ์นั้นมาพิเคราะห์และพิจารณาว่ามีเหตุผลหรือไม่ ถึงที่สุดแล้วในการใช้กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายก็จะต้องพิจารณาถ้อยคำประกอบกับความมุ่งหมายของบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย ดังเช่นที่มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้นั่นเอง จะละเลยส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปสำหรับการตีความกฎหมายตามถ้อยคำอีกประเด็น หนึ่งก็คือ การตีความถ้อยคำทางกฎหมายนั้นจะต้องตีความตามความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป หรือจะต้องตีความตามความหมายที่เข้าใจกันเฉพาะในวงการวิชาการ คำตอบสำหรับคำถามนี้ย่อมอยู่ที่ลักษณะการใช้ถ้อยคำขององค์กรนิติบัญญัติ ในกรณีที่องค์กรนิติบัญญัติใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะในทางนิติศาสตร์หรือศัพท์ เทคนิคเฉพาะในทางวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง โดยหลักแล้วผู้ใช้กฎหมายย่อมต้องตีความถ้อยคำดังกล่าวตามความหมายที่เข้าใจ กันในวงการวิชาการสาขานั้น12  เว้นแต่กรณีที่องค์กรนิติบัญญัติใช้ถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิคอย่าง คลุมเครือและไม่สมเหตุสมผล ผู้ใช้กฎหมายย่อมต้องตีความถ้อยคำดังกล่าวนั้นตามหลักความสุจริต คือ การคุ้มครองความเชื่อถือและไว้วางใจของบุคคลที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ดังกล่าว13 สำหรับกรณีที่องค์กรนิติบัญญัติใช้ถ้อยคำธรรมดาสามัญ การตีความถ้อยคำดังกล่าวนั้นต้องตีความตามความเข้าใจของบุคคลทั่วไป ทั้งนี้เว้นแต่ถ้อยคำสามัญนั้นได้กลายเป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะในทางนิติศาสตร์ หรือในทางวิชาการสาขาอื่นดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

สำหรับประเด็นที่ว่าความหมายของถ้อยคำที่เป็นวัตถุแห่งการตีความ จะถือเอาความหมายของถ้อยคำนั้นตามที่ปรากฏอยู่ในเวลาที่มีการตรากฎหมาย หรือจะต้องถือเอาความหมายของถ้อยคำนั้นตามที่เป็นอยู่ในเวลาที่มีการตีความ กล่าวคือจะถือเอาความหมายของถ้อยคำที่ปรากฏในอดีตหรือที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นั้น จะต้องแยกพิจารณาว่าถ้อยคำที่เป็นวัตถุในการตีความเป็นถ้อยคำที่เป็นศัพท์ เทคนิคหรือเป็นถ้อยคำสามัญ หากถ้อยคำดังกล่าวเป็นถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิค ในกรณีที่เป็นที่สงสัย ให้ตีความถ้อยคำดังกล่าวนั้นตามความหมายที่ปรากฏในเวลาที่ตรากฎหมาย เว้นแต่ถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิคนั้นเป็นถ้อยคำที่มีความหมายเปิดหรือไม่ เฉพาะเจาะจงและในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงความหมายในทางเนื้อหา ของถ้อยคำดังกล่าวนั้น เช่น คำว่า “เสรีภาพของสื่อมวลชน” ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ “เหตุสำคัญ” ในกฎหมายลักษณะครอบครัว เหตุที่โดยหลักแล้วจะต้องถือเอาความหมายของถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิคตามที่ ปรากฏอยู่ในเวลาตรากฎหมายก็เนื่องจากหากถือเอาความหมายที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันแล้ว ผลของการตีความถ้อยคำอาจจะไม่ตรงกับความประสงค์ของผู้ตรากฎหมายที่มุ่งใช้ ถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะและเข้าใจชัดเจนว่าตนมุ่งหมายอะไร การตีความถ้อยคำโดยถือเอาความหมายของศัพท์เทคนิคที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจึง เป็นการตีความที่ไม่คำนึงถึงความประสงค์ขององค์กรนิติบัญญัติที่ปรากฏชัดใน ถ้อยคำที่เป็นศัพท์เทคนิคนั้น แต่ถ้าถ้อยคำที่เป็นวัตถุแห่งการตีความเป็นถ้อยคำสามัญ โดยหลักแล้วจะต้องตีความถ้อยคำนั้นตามความหมายที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน14 ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายซึ่งเป็นบุคคลทั่วไป ย่อมเข้าใจความหมายของถ้อยคำตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บุคคลดังกล่าวย่อมไม่อาจทราบได้ว่าในเวลาที่ตรากฎหมาย ถ้อยคำที่เป็นปัญหานั้นมีความหมายอย่างไร การยึดถือเอาความหมายของถ้อยคำที่ปรากฏในปัจจุบันจึงเป็นการคุ้มครองบุคคล ที่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายและป้องกันมิให้เกิดสิ่งที่บุคคลทั่วไป คาดหมายไม่ได้ขึ้นนั่นเอง

 

๒.๒ การตีความกฎหมายตามระบบหรือโครงสร้าง (Systematic or structural interpretation)

๒. ๒. ๑ หลักความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย

 ในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย นอกจากจะพิจารณาความหมายของถ้อยคำแล้ว การพิจารณาถึงตำแหน่งที่ตั้งของบทกฎหมายที่ผู้ตีความต้องการไขความว่าอยู่ใน หมวดหมู่หรือส่วนใดของกฎหมาย และกฎหมายนั้นจัดอยู่ในสาขาใด กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วคือการพิจารณาตำแหน่งแห่งที่ของบทกฎหมายนั้นในระบบ กฎหมายนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง บทกฎหมาย      บทหนึ่งซึ่งเป็นวัตถุแห่งการตีความนั้นไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว เป็นเอกเทศจากบทกฎหมายอื่นๆ แต่ดำรงอยู่ในลักษณะที่สัมพันธ์เชื่อมโยงเรียงร้อยกันจนกลายเป็นระบบกฎหมาย ที่มีความเป็นเอกภาพ การตีความกฎหมายจึงไม่อาจตีความโดยละเลยบริบทต่างๆ ที่เรียงรายห้อมล้อมบทกฎหมายบทนั้นได้

ความเชื่อมโยงร้อยรัดของบทกฎหมายต่างๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะว่าบทกฎหมายบทนั้นเป็นบทกฎหมายเอกชนหรือบทกฎหมายมหาชน ถึงแม้ว่าในระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System) จะมีการแยกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนออกจากกันก็ตาม ก็หาได้หมายความว่าระบบกฎหมายเอกชนและระบบกฎหมายมหาชนจะดำรงอยู่โดยแยกจาก กันอย่างเด็ดขาดและขาดความสัมพันธ์ต่อกันอย่างสิ้นเชิงไม่ บทบัญญัติในกฎหมายมหาชนที่กำหนดหน้าที่ให้นายจ้างต้องปฏิบัติย่อมเป็น กฎเกณฑ์ที่กระทบกับการก่อตั้งนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมาย เอกชน หรือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานย่อมส่งผลต่อการตีความ กฎเกณฑ์ในกฎหมายเอกชนเช่นกัน

หลักความเป็นเอกภาพในระบบกฎหมายซึ่งเรียกร้องให้ผู้ใช้กฎหมายต้องคำนึง ถึงระบบกฎหมายทั้งระบบนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เคลซุสได้กล่าวไว้ว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่จะวินิจฉัยไขความส่วนใดส่วนหนึ่งของกฎหมาย โดยไม่พิจารณากฎหมายทั้งมวล”15 อันที่จริงแล้ว หลักเกณฑ์ในการไขความหมายถ้อยคำโดยการคำนึงถึงบริบทแวดล้อมทั้งหลายนั้นไม่ ใช่กฎเกณฑ์ที่ต้องใช้ในวิชานิติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการตีความเอกสาร บันทึก ข้อเขียน ทั้งหลายทั้งปวงในศาสตร์ทางวัฒนธรรมสาขาอื่นด้วยโดยเฉพาะอย่างวิชาการทาง ด้านมนุษยศาสตร์ ในทางนิติศาสตร์การตีความโดยคำนึงถึงระบบและโครงสร้างมีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยง การขัดกันของคุณค่าต่างๆในระบบกฎหมายเดียวกัน16นั่นเอง

 

๒. ๑. ๒ บริบทภายนอกและบริบทภายในแห่งกฎหมาย

ในการตีความตามระบบนั้น สิ่งที่ผู้ตีความต้องคำนึงถึงก็คือบริบทภายนอกและบริบทภายในแห่งกฎหมาย บริบทภายนอกแห่งกฎหมาย หมายถึง โครงสร้างในทางรูปแบบของกฎหมาย ส่วนบริบทภายในแห่งกฎหมาย หมายถึง ความเชื่อมโยงสอดคล้องและสม่ำเสมอในคุณค่าที่เป็นรากฐานของระบบกฎหมายนั้น

หากพิเคราะห์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว จะเห็นว่าบริบทภายนอกอันเป็นลักษณะเด่นของกฎหมายดังกล่าว คือ การที่มีบรรพหนึ่ง หลักทั่วไป และบรรพหนึ่ง หลักทั่วไปนี้ใช้ครอบคลุมทั้งกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นลักษณะที่แตกต่างจากประมวลกฎหมายของประเทศอื่นใน เรื่องเดียวกัน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสที่ไม่มีหลักทั่วไป หรือแม้แต่ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันซึ่งเป็นที่มาสำคัญของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ของไทยเอง เพราะระบบกฎหมายเยอรมันแยกประมวลกฎหมายแพ่งกับประมวลกฎหมายพาณิชย์ออกจากกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ใช้กฎหมายจะต้องคำนึงถึงก็คือ กฎเกณฑ์บางประการที่มีผลในทางแพ่งและพาณิชย์อาจกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมาย เฉพาะเรื่องได้ด้วย เช่น กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น ในการใช้กฎหมายผู้ใช้กฎหมายจึงพึงสังเกตโครงสร้างของกฎหมายให้ดี เพราะจะสามารถใช้เป็นประโยชน์ในการไขความหมายของบทกฎหมายอันเป็นวัตถุแห่ง การตีความได้ ทั้งนี้ในการตีความกฎหมายนั้น จะต้องพิจารณาว่าบทกฎหมายอันเป็นวัตถุแห่งการตีความนั้นมีกี่วรรค แต่ละวรรคเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร บทมาตราก่อนหน้านั้นและบทมาตราหลังจากนั้นสัมพันธ์กับบทมาตราที่เป็นวัตถุ แห่งการตีความในลักษณะอย่างไร  เป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ บทกฎหมายที่เป็นวัตถุแห่งการตีความอยู่ในหมวดใด ส่วนใด หรือบรรพใดของกฎหมาย มีการกำหนดให้นำเอาบทบัญญัติมาตราอื่นในหมวดอื่นหรือส่วนอื่นมาใช้บังคับโดย อนุโลมหรือไม่ ถ้ามีกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น ต้องพิจารณาต่อไปอีกว่ากฎหมายกำหนดให้นำเอาส่วนไหนในมาตรานั้นมาใช้บังคับ โดยอนุโลม และบทบัญญัติที่จะต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้นโดยตัวของตัวเองดำรงอยู่ใน บริบทเช่นใด

สำหรับการพิจารณาพิเคราะห์บริบทภายในแห่งกฎหมาย คือ การพิเคราะห์คุณค่าอันเป็นรากฐานของกฎหมายนั้นย่อมมีผลอย่างสำคัญในการ ตีความบทกฎหมาย เราย่อมจำเป็นต้องทราบว่ากฎหมายแพ่งมีคุณค่ารากฐานที่แผ่ซึมไปในทุกบทมาตรา คือ หลักเสรีภาพในสัญญา เสรีภาพในกรรมสิทธิ์ ตลอดจนเสรีภาพในสมาคม ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายแพ่งในแต่ละลักษณะย่อมจะมีคุณค่ารากฐานย่อยเชื่อมโยง ซึ่งกันและกันลงไปอีก เช่น ในกฎหมายลักษณะสัญญาซึ่งมีหลักเสรีภาพในการทำสัญญาเป็นแกนนั้น ย่อมมีหลักการเคารพเจตจำนง หลักสุจริต หลักความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนตอบแทน ตลอดจนหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (pacta sunt servanda) ประสานเกาะเกี่ยวกันเชื่อมโยงให้หลักเสรีภาพในการทำสัญญาดำรงอยู่ได้ ในกฎหมายลักษณะละเมิดหรือกฎหมายที่เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิด ย่อมมีหลักความรับผิดเพราะเหตุที่ผู้ก่อให้เกิดความรับผิดอาจถูกประณามและ ตำหนิได้เนื่องจากกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ หรือหลักความรับผิดเพราะก่อให้เกิดอันตราย หรือความรับผิดขององค์การเพื่อองค์กรของตนเป็นคุณค่าหรือหลักการที่สำคัญ ในทางกฎหมายมหาชน การที่จะดำเนินการยกเลิกคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมจะต้องคำนึงว่า ผู้รับคำสั่งทางปกครองมีส่วนผิดหรือไม่ หรือประโยชน์สาธารณะเรียกร้องให้ต้องกระทำหรือไม่ ในการตีความบทกฎหมายผู้ตีความจะต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆ ดังกล่าวนี้เสมอ ผู้ตีความจะต้องรู้ว่าบทกฎหมายนั้นซึมซับเอาคุณค่าหรือหลักการใดไว้ และต้องตีความให้รับหรือสอดคล้องกับคุณค่าหรือหลักการที่บทกฎหมายดังกล่าว ซึมซับไว้นั้น เช่น ในการตีความกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ผู้ตีความพึงระลึกว่า หลักการเคารพเจตจำนงของคู่สัญญาย่อมจะเจือจาง ไม่เข้มข้นเหมือนกับกรณีอื่นๆ แต่หลักความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนตอบแทนจะเข้ามามีบทบาทหลักในเรื่องนี้ ในการตีความผู้ตีความย่อมจะต้องตีความให้สอดคล้องกับคุณค่าที่กล่าวมานั้น กล่าวโดยสรุป การคำนึงถึงคุณค่าพื้นฐานที่กฎหมายนั้นต้องอยู่และเป็นคุณค่าที่แผ่กระจายไป ในบทกฎหมายต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น คุณค่าต่างๆ จึงเป็นเครื่องช่วยให้ผู้ใช้และผู้ตีความกฎหมายสามารถใช้และตีความกฎหมายได้ อย่างมีเหตุมีผล เป็นระบบยิ่งขึ้น บทกฎหมายใดเป็นบทกฎหมายที่มีลักษณะขัดแย้งกับคุณค่าที่บทบัญญัติส่วนใหญ่ใน เรื่องนั้นมีอยู่ ย่อมจะต้องถือว่าบทบัญญัตินั้นดำรงอยู่ในลักษณะที่เป็นข้อยกเว้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องไม่พยายามตีความขยายความบทกฎหมายดังกล่าว (singularia non sunt extendenda) แต่ควรจะตีความอย่างเคร่งครัดและไม่สมควรนำบทกฎหมายนั้นไปใช้ในฐานะเป็นบท กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งโดยเด็ดขาด17

ตัวอย่างของการตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงระบบตลอดจนโครงสร้างในทางกฎหมายมหาชน ก็เช่นกรณีศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่า “กรณี ที่กฎหมายบัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและกฎหมายบัญญัติ ให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุดนั้น หมายความว่า คำวินิจฉัยนั้นจะเป็นที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ ให้อำนาจมีคำสั่งและคำวินิจฉัยเช่นนั้น มิได้หมายความว่า แม้คำสั่งวินิจฉัยนั้นจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะถึงที่สุดนำมาฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ไปด้วย”18 คดีนี้แม้ ศาลฎีกาจะไม่ได้ให้เหตุผลในเชิงหลักการไว้ละเอียดนัก แต่การตีความคำว่า “เป็นที่สุด” ในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นย่อมสอดคล้องกับหลักนิติรัฐและระบบกฎหมายทั้งระบบ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าผู้ตรากฎหมายอาจจะมุ่งประสงค์ให้การวินิจฉัยอุทธรณ์ยุติเด็ดขาดลง โดยไม่ต้องการให้บุคคลนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลก็ตาม แต่หากตีความกฎหมายเช่นนั้นก็เท่ากับ ตัดสิทธิของบุคคลในทางศาล และทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจปกครองเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยองค์กรตุลาการไม่อาจเป็นไปได้ และจะทำให้บทกฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ การที่ศาลฎีกาตีความคำว่าเป็นที่สุดไปในทิศทางดังกล่าว จึงสอดรับกับหลักการพื้นฐานในทางกฎหมายมหาชนและทำให้บทบัญญัติดังกล่าวใช้ บังคับได้อย่างสมเหตุสมผล19 

 

๒. ๑. ๓ ข้อพิจารณาบางประการเกี่ยวกับการตีความตามระบบและโครงสร้าง20

ก) การตีความโดยคำนึงถึงความผูกพันของสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

สิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญย่อมผูกพันองค์กรผู้ใช้ อำนาจรัฐทั้งหลายทั้งปวง ความผูกพันดังกล่าวนี้เป็นความผูกพันในแนวดิ่ง คือ สิทธิและเสรีภาพถือว่าเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งและเป็นกรอบในการใช้อำนาจของ องค์กรของรัฐ อย่างไรก็ตามภารกิจของสิทธิและเสรีภาพในนิติรัฐย่อมไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ความ สัมพันธ์ในแนวดิ่งเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยอ้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันอีกด้วย เนื่องจากสิทธิและเสรีภาพเป็นคุณค่าพื้นฐานแห่งการอยู่ร่วมกันในนิติรัฐ ในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แม้บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติในกฎหมายเอกชน องค์กรของรัฐก็จำเป็นที่จะต้องตีความบทบัญญัติของกฎหมายเอกชนให้สอดคล้องกับ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นการตีความคำว่า “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” จึงจะตีความให้หลุดลอยโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของสิทธิขั้นพื้นฐานตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้

ข) การตีความในลักษณะที่หลีกเลี่ยงมิให้บทบัญญัติอื่นไร้ผลบังคับ

ถ้าบทบัญญัติใดบทบัญญัติหนึ่งอาจตีความได้หลายนัย ให้หลีกเลี่ยงการตีความที่ส่งผลให้บทบัญญัติอื่นใช้บังคับไม่ได้ เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่องค์กรนิติบัญญัติจะตรากฎเกณฑ์ใดกฎเกณฑ์หนึ่งขึ้น โดยไม่ต้องการให้กฎเกณฑ์นั้นมีผลใช้บังคับ จึงต้องพยายามตีความให้บทบัญญัติทุกบทบัญญัติใช้บังคับได้ ซึ่งอาจจะใช้บังคับได้ไม่เต็มที่ตามถ้อยคำก็ได้

ค) การใช้และตีความกฎหมายในกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายสองบทบัญญัติขัดกัน

กรณีที่ข้อเท็จจริงใดข้อเท็จจริงสามารถปรับได้กับบทกฎหมายหลายบท และผลในทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการปรับบทกฎหมายดังกล่าวมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้โดยที่บทกฎหมายต่างๆ เหล่านั้นอยู่ในลำดับชั้นเดียวกัน ให้พิจารณาว่าบทกฎหมายบทใดเป็นบทกฎหมายทั่วไป บทกฎหมายบทใดเป็นบทกฎหมายเฉพาะ และให้ถือหลักว่า “กฎหมายเฉพาะย่อมตัดกฎหมายทั่วไปมิให้ใช้บังคับในเรื่องเดียวกัน” (lex specialis dereogat legi generali)

ในกรณีที่ข้อเท็จจริงใดสามารถปรับได้กับบทกฎหมายหลายบท และไม่ปรากฏว่าบทกฎหมายดังกล่าวนั้นสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นกฎหมายเฉพาะ และกฎหมายทั่วไป ย่อมต้องถือว่าบทกฎหมายดังกล่าวอยู่ในฐานะที่เป็นอิสระแก่กัน ผู้ใช้และตีความกฎหมายต้องยอมรับให้มีการเลือกใช้บังคับบทกฎหมายบทใดบทใดบท หนึ่งได้ เช่น ความรับผิดตามสัญญา และความรับผิดทางละเมิดอาจดำรงอยู่ได้ และในหลายกรณีเราไม่สามารถกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างความรับผิดตามสัญญากับ ความรับผิดทางละเมิดได้ว่าบทกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในเรื่องใดเป็นบท กฎหมายเฉพาะเรื่องใดเป็นบทกฎหมายทั่วไป ดังนี้ผู้ทรงสิทธิย่อมสามารถเลือกบังคับการตามสิทธิโดยอาศัยบทกฎหมายบทใดบท หนึ่งได้

นอกจากบทกฎหมายสองบทจะสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นบทกฎหมายเฉพาะและบท กฎหมายทั่วไป หรือต่างดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศต่อกันแล้ว ในการใช้กฎหมายสิ่งที่จะต้องคำนึงอีกประการหนึ่งคือกรณีข้อเท็จจริงใดสามารถ ปรับได้กับบทกฎหมายสองบท โดยที่ผลในทางกฎหมายแตกต่างกัน ได้แก่กรณีที่บทกฎหมายบทหนึ่งเป็นบทกฎหมายที่ตราขึ้นใช้บังคับก่อนและบท กฎหมายอีกบทหนึ่งเป็นบทกฎหมายที่ตราขึ้นใช้บังคับในภายหลัง ในกรณีเช่นนี้ผู้ใช้กฎหมายจะต้องเลือกใช้บทกฎหมายที่ตราขึ้นใช้บังคับใน ภายหลัง ทั้งนี้ตามหลักที่ว่า “กฎหมายที่ออกมาภายหลังย่อมตัดกฎหมายที่ออกมาก่อนมิให้ใช้บังคับในเรื่อง เดียวกัน” (Lex posterior derogat legi priori)

บางกรณีองค์กรนิติบัญญัติอาจตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การใช้กฎหมายกรณี กฎหมายขัดกันไว้เป็นการเฉพาะก็ได้ เช่น มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ที่บัญญัติให้วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เว้นแต่กฎหมายใดกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกันความเป็นธรรมและมาตรฐานในการ ปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองฯก็ให้ใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายนั้น ซึ่งหมายความว่า ในกรณีที่กฎหมายเฉพาะกำหนดกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองไว้โดยมีหลักเกณฑ์ ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่ บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะนำบทบัญญัตินั้นมาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกคำสั่ง ทางปกครองไม่ได้ แต่จะต้องใช้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯแทน

ง) การตีความโดยคำนึงถึงกฎหมายที่จะใช้บังคับในอนาคต

ในกรณีที่มีการตรากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้น และกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นกำลังจะได้รับการประกาศใช้ ในการตีความบทกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้ว ผู้ตีความต้องคำนึงถึงความสอดคล้องของบทกฎหมายที่ตนกำลังตีความกับกฎหมายที่ จะใช้บังคับในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้เพราะกฎหมายที่กำลังจะมีผลใช้บังคับนั้นย่อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบกฎหมายทั้งระบบ ดังนั้นการคำนึงถึงคุณค่าต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในกฎหมายที่กำลังจะมีผลใช้บังคับย่อมเป็นสิ่งสำคัญและอาจเป็น เครื่องช่วยในการไขความหมายของบทกฎหมายที่เป็นวัตถุแห่งการตีความได้อีกทาง หนึ่ง

จ)  การตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

หลักเกณฑ์การตีความกฎหมายในเรื่องนี้เป็นผลมาจากความเป็นเอกภาพของระบบ กฎหมายและลำดับชั้นของกฎหมาย โดยเหตุที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การใช้และ การตีความกฎหมายทั้งปวงในบ้านเมืองจะต้องดำเนินไปให้สอดคล้องกับคุณค่า พื้นฐานที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติของกฎหมายมหาชนสามารถตีความได้ในหลายนัย ให้ตีความไปในทางที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามไม่พึงใช้หลักการดังกล่าวนี้ไปบิดเบือนบทกฎหมายที่เห็นได้ชัด ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้บทกฎหมายนั้นสามารถใช้บังคับได้ เพราะในกรณีเช่นนี้ต้องถือว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญอัน เป็นกฎหมายสูงสุด และต้องดำเนินการส่งเรื่องให้องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยประกาศการใช้บังคับ ไม่ได้ของบทบัญญัตินั้น

 

๒. ๓ การตีความกฎหมายตามประวัติความเป็นมาแห่งกฎหมาย21(Historical interpretation)

บทกฎหมายบทหนึ่งซึ่งเป็นวัตถุแห่งการตีความอาจจะได้รับการตีความหลังจาก ที่ได้มีตราบทกฎหมายนั้นทันทีหรืออาจจะได้รับการตีความหลังจากที่ได้มีตราบท กฎหมายนั้นออกมานานแล้วก็ได้ เมื่อพิจารณาในแง่ของเวลาแล้ว เราจะพบว่ามีเวลาที่เกี่ยวข้องอยู่สองกรณี คือ เวลาที่บทกฎหมายนั้นได้รับการประกาศใช้ และเวลาที่บทกฎหมายนั้นได้รับการตีความให้มีผลใช้บังคับ เช่น เวลาที่ศาลมีคำพิพากษา ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านโครงสร้างของสังคม ทางด้านเทคนิค ทางด้านสิ่งแวดล้อม อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของผู้คนทั้งทางสังคม การเมือง ความเชื่อ ตลอดจนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองทั้งระบบ หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

การตีความกฎหมายตามประวัติความเป็นมาเป็นการค้นหาความหมายของบทกฎหมายจาก บริบททางประวัติศาสตร์ที่บทกฎหมายนั้นถือกำเนิดขึ้น โดยผู้ตีความจะต้องคำนึงถึงบริบททางสังคมในเวลาที่มีการตราบททกฎหมายนั้น จะต้องคำนึงถึงบริบททางทฤษฎีขณะที่มีการตรากฎหมายนั้น และจะต้องพิจารณาความประสงค์ของผู้ร่างกฎหมายนั้นประกอบกัน

การพิจารณาบริบททางสังคม คือ การย้อนกลับไปตรวจสอบว่าในขณะที่มีการตรากฎหมายนั้นกลุ่มผลประโยชน์ทางสังคม มีลักษณะอย่างไร เกิดความขัดแย้งอะไรขึ้นบ้างในสังคมในเวลานั้นและการตรากฎหมายดังกล่าวขึ้น ในเวลานั้นมีความประสงค์อย่างไร

การพิจารณาบริบททางทฤษฎี คือ การย้อนกลับไปตรวจสอบว่าในเวลานั้นทฤษฎีทางกฎหมายเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร มีถ้อยคำใดบ้างในเวลานั้นที่ผู้ร่างกฎหมายอาจเลือกใช้และนำมาประมวลเป็น ประโยคทางกฎหมายได้ ถ้อยคำอื่นที่ไม่ได้รับการเลือกใช้คืออะไร

การพิจารณาความประสงค์ของผู้ร่างกฎหมาย คือ การย้อนกลับไปตรวจดูว่าผู้ร่างกฎหมายมุ่งหมายอะไร มีการอภิปรายโต้แย้งแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงร่างกฎหมายนั้นเป็นลำดับอย่างไร

 

๒. ๔  การตีความกฎหมายตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย (Teleological interpretation)

๒. ๔. ๑ ข้อความทั่วไป

วิธีการตีความบทกฎหมายตามวัตถุประสงค์ คือ วิธีการตีความที่ตั้งคำถามถึง “เป้าหมาย” หรือ “เหตุผล” (ratio legis) หรือ “นโยบาย” ของบทกฎหมายนั้น การตีความตามวัตถุประสงค์แห่งบทกฎหมายจึงเป็นวิธีการตีความที่ทำให้ผู้ ตีความไม่ตกเป็นทาสของถ้อยคำหรือลายลักษณ์อักษร ติดอยู่เฉพาะแต่รูปแบบของถ้อยคำและไม่สนใจที่จะถามถึงเป้าหมายของบทกฎหมายบท นั้น Rudolf Ihering ยอดนักกฎหมายของเยอรมันได้กล่าวไว้ว่า “วัตถุประสงค์คือผู้สร้างระบบกฎหมาย ไม่มีบทกฎหมายใดแม้แต่บทเดียวที่ไม่เป็นหนี้บุญคุณของวัตถุประสงค์” ต่อเมื่อผู้ตีความเข้าใจวัตถุประสงค์เท่านั้น ผู้ตีความจึงจะหยั่งรู้ถึงความหมายที่แท้จริงที่แฝงอยู่ในบทกฎหมายนั้น

ในทางตำราเมื่อต้องอธิบายถึงการค้นหาวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายแล้ว มักจะอธิบายว่าอาจกระทำได้ใน ๒ รูปแบบ คือ ค้นหาว่าผู้ร่างกฎหมายมีนิตินโยบายอย่างใดในการร่างบทกฎหมายบทนั้น หรือค้นหาว่าบทกฎหมายบทนั้นโดยตัวของตัวเองในสภาวการณ์ ณ เวลาตีความ มีวัตถุประสงค์อย่างใดซึ่งในอดีตมักมีปัญหาโต้แย้งกันเสมอมาว่าจะถือตาม ความเห็นฝ่ายใด ผู้เขียนเห็นว่าการค้นหาความหมายที่แท้จริงของบทกฎหมายย่อมจะใช้ทั้งสองวิธี โดยถือว่าการค้นหาเจตจำนงของผู้ร่างกฎหมายเป็นการตีความบทกฎหมายตามประวัติ ความเป็นมา ซึ่งแม้ว่าจะรู้ว่าผู้ร่างกฎหมายมีเจตจำนงอย่างไร ก็ไม่ผูกพันผู้ตีความกฎหมายให้ต้องยึดถือตาม ส่วนการค้นหาว่าบทกฎหมายบทนั้นโดยตัวของของเองในสภาวการณ์ ณ เวลาตีความมีวัตถุประสงค์อย่างไรนั้น คือ       การตีความกฎหมายตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่กล่าวอยู่นี้

ในอดีตวิธีการตีความบทกฎหมายตามวัตถุประสงค์ไม่ได้เป็นที่ยอมรับกันโดย ทั่วไปเหมือนในปัจจุบัน Friedrich Karl von Savigny เองก็ได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของการนำเอาวัตถุประสงค์ของบท กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แม้ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า นักกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมันยังเห็นว่าความหมายของบทกฎหมายอาจค้นหา ได้โดยอาศัยรูปแบบวิธีการทางตรรกวิทยาเท่านั้น ไม่ควรค้นหาจากวัตถุประสงค์เพราะจะทำให้กฎหมายไม่แน่นอน แต่ในปัจจุบันดูเหมือนจะไม่มีใครปฏิเสธการตีความกฎหมายตามวัตถุประสงค์ของ กฎหมายอีกแล้ว คงมีประเด็นถกเถียงกันถึงน้ำหนักของการตีความกฎหมายตามวิธีนี้เท่านั้นว่าจะ มีน้ำหนักเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับการตีความกฎหมายทั้งสามวิธีที่ได้กล่าว มาก่อนหน้านี้

๒. ๔. ๒ ผลประโยชน์ วัตถุประสงค์ของบทกฎหมายและผลที่เกิดจากการตีความ

แม้ในหลายกรณีวัตถุประสงค์ของกฎหมายอาจปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนั้นเอง แต่ในอีกหลายกรณีการจะทราบว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนั้นคืออะไรจะต้องทำ ความเข้าใจสภาพการณ์แห่งผลประโยชน์ที่กฎหมายฉบับนั้นมุ่งจัดสรร อย่างไรก็ตามโดยที่ผลประโยชน์ต่างๆ มีลักษณะที่หลากหลายมาก กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจึงไม่ได้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะ

ในกรณีที่ไม่ทราบแน่ชัดว่ากฎหมายฉบับนั้นมีวัตถุประสงค์อะไรเป็น วัตถุประสงค์เฉพาะ ผู้ตีความกฎหมายจำต้องทราบถึงวัตถุประสงค์ทั่วไปของกฎหมาย เราอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายทุกฉบับต้องรับใช้วัตถุประสงค์ทั่วไป เช่น การธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแน่นอนแห่งระบบกฎหมาย การสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมาย และการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความยุติธรรมในระบบกฎหมาย เป็นต้น

การตีความกฎหมายไม่ใช่การคิดในทางตรรกวิทยาที่หลุดลอยจากข้อเท็จจริงที่ เป็นรูปธรรม ดังนั้นเมื่อเกิดข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมขึ้นแล้ว จะต้องนำเอาข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมมาคำนึงประกอบการค้นหาวัตถุประสงค์ของ บทกฎหมายบทนั้นด้วย โดยวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายนั้นอย่างน้อยที่สุดย่อมจะต้องไม่ขัดต่อหลัก “เหตุผลของเรื่อง” (Natur der Sache)22 เมื่อได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมแล้ว นอกจากนี้โดยเหตุที่เป็นไปไม่ได้ที่บทบัญญัติของกฎหมายจะได้รับการตราขึ้น โดยไม่ต้องการให้มีผลใช้บังคับ การตีความกฎหมายจึงต้องตีความไปในทางที่ให้กฎหมายนั้นใช้บังคับได้ ไม่ใช่ตีความไปในทางที่ให้กฎหมายนั้นใช้บังคับไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากการตีความกฎหมายก่อให้เกิดผลอันประหลาดหรือขัดต่อสำนึกใน เรื่องความยุติธรรมแล้ว ผู้ตีความย่อมไม่อาจเลือกผลจากการตีความนั้นเป็นความหมายของบทกฎหมายได้

« ๑. ข้อพิจารณาทั่วไป | | ๓. ช่องว่างของกฎหมายและการอุดช่องว่าง»

เข้าสู่ระบบ