Home » บทความ » ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช » หกเดือนกับการละเมิดหลักนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย

หกเดือนกับการละเมิดหลักนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความ

02 October 2010

read 3513

ภาคหนึ่งว่าด้วยรัฐประหาร

บทที่ 1

หกเดือนกับการละเมิดหลักนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย1

 

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

แม้คณะรัฐประหารจะให้คำมั่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ไว้ในมาตรา 3 และในประกาศฉบับที่ 9 ว่าคณะปฏิรูปการปกครองจะยึดมั่นในพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 6 เดือนกลับปรากฏว่า คมช.กลับละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอยู่หลายเรื่อง และโดยที่คมช.ให้คำมั่นว่า ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชนไทยที่ได้รับการคุ้มครองตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีนั้นย่อมได้รับการคุ้มครอง2 ดังนั้น กรอบการวิเคราะห์ในบทความนี้จึงมุ่งเน้นที่ “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)  ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากลและประเทศไทยก็เป็นสมาชิกอนุสัญญาฉบับนี้ด้วย ประเทศไทย ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1.การละเมิดสิทธิมนุษยชน

1.1 การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น

ทันทีที่มีการทำรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารได้ตัดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตัดสัญญาณ CNN และ BBC รวมทั้งการปิด Website ลงเป็นอันมาก รวมทั้งความพยายามที่จะปิดวิทยุชุมชนอีกร่วม 40 สถานี อีกทั้งออกประกาศมิให้มีการชุมนุมนั้นเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารรวมทั้งสิทธิในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of expression) ด้วย เป็นที่ยอมรับกันในสังคมประชาธิปไตยมายาวนานว่า สังคมประชาธิปไตยเกิดขึ้นไม่ได้หากประชาชนไม่มีโอกาสที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นได้ด้วยตนเอง เพราะสังคมประชาธิปไตยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความสำคัญของประชาชน ยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็น หากประชาชนขาดช่องทางที่จะเข้าถึงข้อมูลแล้ว การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่เกิด สังคมก็จะกลายเป็น “สังคมหุ่นยนต์” ที่ประชาชนไม่มีความรู้สึกนึกคิดถูกกดทับและคอยฟังว่าผู้ปกครองจะบัญชาอะไร

ยิ่งไปกว่านั้น การคุกคามสื่อมิให้มีการเสนอข่าวการชุมนุมของผู้ประท้วง จนดูประหนึ่งว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร และจำนวนของผู้ไม่เห็นด้วยก็มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งในความเป็นจริงจำนวนของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองแบบเผด็จการนั้นมีแนวร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม คงต้องอาศัยความเป็นกลางและความกล้าหาญของ “สื่อ” ด้วยในอันที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ส่วนการประเมินข้อมูลนั้นปล่อยให้เป็นดุลพินิจหรือวิจารญาณของประชาชนเอง จะเห็นได้ว่าสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นของคู่กันและเป็นที่รับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

1.2 สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

เป็นที่ยอมรับกันในระบอบประชาธิปไตยว่า ประชาชนมีสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิในการเลือกตั้งและสิทธิในการรับสมัครลงเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองจึงรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ในมาตรา 25 แต่ปรากฏว่าคมช.ได้ออกประกาศฉบับที่ 27 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการพรรคการเมือง 5 ปี การลงโทษแบบนี้ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและได้พรากสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้นั้นซึ่งเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งแล้ว

1.3 สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ

ในระบอประชาธิปไตย มนุษย์ย่อมมีสิทธิที่จะรวมตัวชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองก็ยืนยันว่า สิทธิการชุมนุมเป็นเรื่องปกติธรรมดาและเป็นสิ่งจำเป็นต่อสังคมที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย3 และระยะเวลาที่ผ่านมา คมช. พยายามที่จะสกัดกั้นการชุมนุมของประชาชนซึ่งเท่ากับเป็นการพรากสิทธิอันเป็นพื้นฐานของระบอประชาธิปไตยเลยทีเดียว  

1.4 สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย
เป็นที่ยอมรับกันในการปกครองแบบนิติรัฐว่า  บุคคลย่อมเสมอภาคกันตามกฎหมายและรัฐจะเลือกปฎิบัติไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าการพิจารณาคดีต่ออดีตนายก ทักษิณ ชินวัตรไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายที่ว่า บุคคลจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยต่อหน้าบุคคลนั้นและเป็นธรรม (Fair trial) ซึ่งสิทธิที่ว่านี้ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง4

2 การร่างรัฐธรรมนูญโดยคมช:

หัวข้อนี้แบ่งออกเป็นสองประเด็น ดังนี้

2.1 กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

หากพิจารณาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 จะเห็นร่องรอยบทบาทของคมช.กับกระบวนการ่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการเลือกสมัชชาแห่งชาติซึ่ง ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้เลือก จากนั้นสภานี้ก็เลือกกันเองให้เหลือ 200 คน ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวว่าการเลือกตั้งเกิดความวุ่นวายและมีการลอกตัวกันเรียบร้อย ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการก็มีโควตาจำนวน 10 ของคมช.เข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย5 และในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็เป็นอำนาจของคมช.อีกเหมือนกันที่จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้มาประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป6 เห็นได้ชัดว่า หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับรูปการเมือง 2540 แล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ขาดความชอบธรรม ความสง่างามและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตัวแทนของสสร.อย่างสิ้นเชิง

2.1 เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

เนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มที่จะเป็นประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งรับแบ่งสู้ของที่มานายกรัฐมนตรีที่อาจมาจากคนนอกก็ได้ การเปิดช่องให้มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในกรีเกิดปัญหาทางตัน ที่มาของส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งและการลด ส.ส.บัญชีรายชื่อซึ่งมีผลเป็นการ “ตอน” พรรคการเมืองมิให้เข้มแข็ง และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือความพยามยามที่จะบัญญัติกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองไว้ในบทเฉพาะกาลไว้ในรัฐธรรมนูญฉบบใหม่ เนื่องจากในกรณีที่การมีผลใช้บังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 สิ้นสุดลง บทบัญญัตินิรโทษกรรมตนเองในมาตรา 36 และ 37 ก็สิ้นสุดลงตามไปด้วยและอาจส่งผล ต่อการฟ้องร้องเอาผิดกับคมช.รวมทั้งคตส.ได้ ดังนั้น การลงประชามติรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมีผลเท่ากับยอมรับให้มีการนิรโทษกรรมแก่คนเล่านี้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งไม่อาจยอมรับได้

จะเห็นได้ว่า มีรอยมลทินเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นดวง ๆ แล้ว  ทั้งในแง่ของกระบวนการร่างและในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แค่นี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่ประชาชนจะลงประชามติ (Referendum) ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว

3 การตั้งคณะบุคคลเฉพาะกิจ: คตส. และตุลาการรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (the Human Rights Committee)ของสหประชาชาติได้แสดงความวิตกกังวลถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งหลายที่มักจะมีการการแต่งตั้งคณะบุคคลพิเศษขึ้นมาทำหน้าที่ไต่สวน พิจารณาคดีต่างๆ แบบเฉพาะกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ  Special court Military court7 หรือแม้กระทั่งตุลาการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ชั่วคราว (temporary appointments of judges)8

ดังนั้น การที่คณะเผด็จการทหารแต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นค.ต.ส.เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลทักษัณ ชินวัตรก็ดี หรือแต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาคดียุบพรรคก็ดี ล้วนแล้วแต่เข้าเกณฑ์ที่คณะสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติห่วงใยทั้งสิ้น เนื่องจากสาธารณชนและบุคคลที่ถูกตรวจสอบต่างเคลือบแคลงถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระของทั้งสององค์กรข้างต้นทั้งสิ้น เนื่องจากบุคคลที่เข้าไปดำรงตำแหน่งนั้นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เคยแสดงจุดยืน ความเห็น ทรรศนะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลชุดที่แล้วอย่างชัดเจน อันจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของผลการพิจารณาได้

บทส่งท้าย

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่ต้องร่วมอยู่อาศัยกับประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันการติดต่อเชื่อมถึงกันหมด เป็นยุคไร้พรมแดน เป็นยุคเสรีประชาธิปไตย แม้ว่าคมช. จะปิดหูปิดตาประชาชน และริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นทุกทีก็ตาม แต่ในที่สุดคมช. ต้องอธิบายแก่นานาประเทศให้ได้ว่า มาตรการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดต่อระบอบประชาธิปไตย เมื่อใดถึงจะกำหนดเวลาการเลือกตั้ง ทิศทางของรัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่คมช. จะต้องอธิบายให้ได้ ลำพังการใช้มาตรการรุนแรงจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น ในยุคนี้ต้องถือว่าไม่มีประเทศใดยอมรับกันแล้ว ประเทศไทยเดินมาไกลกว่าที่จะให้กลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คนซึ่งขาดทั้งความชอบธรรมและประสิทธิภาพเข้าถือบังเหียนบริหารประเทศ

----------------------------------------------------------------------

1. บทความนี้เขียนขึ้นหลังจากครบเวลาหกเดือนของการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

2. โปรดดูมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

3. โปรดดูมาตรา 21

4. โปรดดูมาตรา 14

5. โปรดดูมาตรา 25 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

6. โปรดดูมาตรา 32 วรรค 1 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

7. โปรดดูข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน: Peru. 15/11/2000.CCPR/CO/70/PER.(Concluding Observation /Comments) 70th Sess.para 12

8. โปรดดูข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน: Syrian Arab Republic . CCPR/CO/71/SYA para 15

เข้าสู่ระบบ