Home » บทความ » วรเจตน์ ภาคีรัตน์ » ข้อพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับมโนภาพหรือข้อความคิดและการนิยามในทางนิติศาสตร์

ข้อพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับมโนภาพหรือข้อความคิดและการนิยามในทางนิติศาสตร์*

Blog Icon

นิติรัฐ บทความ บทความ

17 September 2010

read 4238

(บทความตีพิมพ์เผยแพร่ใน: วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๓ (กันยายน ๒๕๔๗) หน้า ๓๖๘-๓๗๘.)

๑. มโนภาพและคำสอนว่าด้วยการนิยาม
   
    ในการศึกษาวิชานิติศาสตร์นั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับศัพท์ มโนทัศน์ มโนภาพ หรือข้อความคิด1 (concept; Begriff) ต่างๆ ที่แสดงออกมาในรูปของภาษาย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นักกฎหมายคนใดก็ตามที่ไม่เข้าใจข้อความคิดหรือมโนภาพอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง นักกฎหมายคนนั้นย่อมไม่สามารถสื่อความคิดของตนให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ การคิดให้กระจ่างและการเขียนโดย     ใช้ถ้อยคำภาษาที่ชัดเจนจึงมีบทบาทสำคัญไม่เฉพาะแต่ในการศึกษาวิชานิติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญสำหรับการประกอบวิชาชีพในทางกฎหมายหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วด้วยการใช้ถ้อยคำภาษาด้วยความระมัดระวังเท่านั้น ที่จะช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจาก การอภิปรายให้เหตุผล หรือการใช้และการตีความกฎหมายได้ นักกฎหมายที่ละเลยไม่เอาใจใส่รใช้ถ้อยคำภาษาให้ชัดเจน รัดกุม ย่อมไม่ใช่นักกฎหมายที่ดี เพราะนักกฎหมายผู้นั้นไม่รู้จักเครื่องมือแห่งวิชาชีพของตน ที่กล่าวเช่นนี้เพราะพระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย หรือ กฎเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งมีค่าบังคับเป็นกฎหมายล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นจากถ้อยคำภาษา ตลอดจนข้อความคิดหรือมโนภาพในทางกฎหมายทั้งสิ้น อาทิ สัญญา ยืม การชำระหนี้ ผิดนัด มรดก         ทายาท พนันขันต่อ ฉ้อโกง ลักทรัพย์ กรรมสิทธิ์ สิทธิเหนือพื้นดิน จัดการงานนอกสั่ง การบรรลุ- นิติภาวะ คำสั่งทางปกครอง เจตนา ประมาทเลินเล่อ ฯลฯ กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ตำราวิชานิติศาสตร์ต่างๆ ที่อยู่ในห้องสมุด โดยทั่วไปแล้วมิได้อธิบายสิ่งอื่นใดนอกจากความหมายของข้อความคิดหรือมโนภาพต่างๆในทางกฎหมาย

หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราจะพบว่ามีข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์จำนวนไม่น้อยที่เป็นข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่มีความหมายใน ทางกฎหมาย เช่น นายม่วงก้าวขึ้นรถโดยสารประจำทางเพื่อเดินทางไปทำงาน นางเขียวซื้อปลาทูจากแม่ค้าในตลาด ห้างสรรพสินค้าออร์คิดติดป้ายลดราคาสินค้าเสื้อผ้า เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายในทางกฎหมาย นักกฎหมายไม่อาจจำกัดตนอยู่แต่การพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่ประสาทสัมผัสของตัวเท่านั้น แต่จะต้องพิเคราะห์แยกแยะเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นให้หลุดลอยจากเงื่อนไขทางด้านเวลาและสถานที่ ตัดสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญออกไป และสร้างมโนภาพหรือข้อความคิดที่มีลักษณะทั่วไปขึ้น กระบวนการทางความคิดในลักษณะดังกล่าวเป็นการคิดจากเรื่องเฉพาะไปสู่เรื่องทั่วไป ตัดการคำนึงถึงสิ่งปลีกย่อย เปลี่ยนการคิดในระดับรูปธรรมให้เป็นการคิดในระดับนามธรรม  คิดในลักษณะทั่วไป และคิดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ

หากพิจารณาจากตัวอย่างที่ยกไว้ข้างต้นจะพบว่า เหตุการณ์ที่นางเขียวซื้อปลาทูนั้น เป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่และในห้วงเวลาต่างๆนับครั้งไม่ถ้วน นั่นคือการที่บุคคลคนหนึ่งชำระเงินให้บุคคลอีกคนหนึ่ง และบุคคลที่ชำระเงินนั้นได้รับสินค้าเป็นการตอบแทน เมื่อเรานำเอาเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นมาพิเคราะห์ ตัดสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญออกไปแล้ว เราย่อมได้ ข้อความคิดหรือมโนภาพอย่างหนึ่งขึ้น นั่นคือ ข้อความคิดหรือมโนภาพว่าด้วยสัญญาซื้อขาย ในส่วนของนายม่วงซึ่งชำระเงินค่าโดยสารนั้น แม้ว่านายม่วงจะไม่ได้รับสินค้าเป็นการตอบแทน แต่นายม่วงก็ได้โดยสารรถจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น แม้จะไม่ใช่สัญญาซื้อขาย แต่ก็ต้องถือว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เนื่องจากกรณีนี้มีการตกลงแลกเปลี่ยนเงินกับการบริการ

เมื่อเราตรวจสอบ วิเคราะห์แยกแยะและค้นพบสิ่งที่เหตุการณ์ต่างๆมีอยู่ร่วมกันแล้วเราย่อมสามารถสร้างข้อความคิดที่มีลักษณะทั่วไปขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ยิ่งเราสร้างข้อความคิดหรือมโนภาพที่ห่างจากเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเท่าใด ข้อความคิดนั้นก็จะยิ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมมากขึ้นเท่านั้น ข้อความคิดใดเป็นข้อความคิดที่มีลักษณะเป็นนามธรรมสูง ข้อความคิดนั้นย่อมสูญเสียสมรรถภาพในการสื่อแสดงความชัดเจนให้บุคคลทั่วไปเห็นและเข้าใจ เช่น  ข้อความคิด “ปลาทู” เป็นข้อความคิดที่ง่ายแก่การเข้าใจ เพราะเป็นข้อความคิดที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม และบุคคลทั่วไปสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน แม้ข้อความคิดที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมสูงขึ้น เช่น “สัญญาซื้อขาย” ก็ยังเป็นข้อความคิดที่โดยทั่วไปแล้วเข้าใจไม่ยากนัก แต่เมื่อพูดถึงข้อความคิดว่าด้วย “นิติกรรม” หรือ “การแสดงเจตนา” ย่อมจะพบว่าข้อความคิดดังกล่าวอาจจะเข้าใจยากสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาเฉพาะในทางกฎหมาย อนึ่ง เมื่อเราพิเคราะห์ “ข้อความคิด” หรือ “มโนภาพ” ต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว เราจะพบลักษณะที่สำคัญของ “ข้อความคิด” ว่า ข้อความคิดเป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้โดยการ “เข้าใจ” แม้ว่าข้อความคิดไม่ใช่เป็นอย่างเดียวกับ “สิ่งของ” แต่ข้อความคิดทั้งหลายทั้งปวงก็ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งต่างๆ ข้อความคิดใดเป็นข้อความคิดที่ถูกสร้างขึ้นอย่างถูกต้อง ข้อความคิดนั้นก็ย่อมสอดคล้องต้องกันกับสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือ สิ่งที่ข้อความคิดนั้นมุ่งหมายถึง ซึ่งอาจพรรณนาให้ถูกต้องได้โดยอาศัยถ้อยคำและประโยคต่างๆ

ข้อความคิดหรือมโนภาพต่างๆจะมีระดับความเป็นนามธรรมแตกต่างกันเป็นลำดับ เราอาจยกตัวอย่างข้อความคิดที่มีความเป็นรูปธรรมสูง จนกระทั่งความเป็นรูปธรรมลดลงและกลายเป็นข้อความคิดที่เป็นนามธรรมสูงขึ้นตามลำดับ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาต่างตอบแทน สัญญานิติกรรม การแสดงเจตนา เป็นต้น ในการสร้างลำดับชั้นของข้อความคิดนั้น เราจะพบกฎเกณฑ์อย่างหนึ่งคือ ยิ่งข้อความคิดที่ถูกสร้างขึ้นนั้น ห่างจากพื้นฐานแห่งความเป็นรูปธรรม หรือจากเหตุการณ์เฉพาะกรณีเท่าใด กำลังหรือความเข้มข้นของข้อความคิดในการสื่อสารก็จะค่อยๆ ลดลงหรือเจือจางลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นปรากฏการณ์ปกติและเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าในข้อความคิดใดๆ หากเราพิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “เนื้อหาของข้อความคิด” กับ “ขอบเขตของข้อความคิด” ประกอบกันแล้ว อาจสรุปเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปได้ว่า  “ยิ่งเนื้อหาของข้อความคิดมีความเข้มข้นมากเท่าใด ขอบเขตของข้อความคิดนั้นก็ย่อมแคบลงเท่านั้น และยิ่งขอบเขตของข้อความคิดขยายกว้างมากขึ้นเท่าใด เนื้อหาของข้อความคิดก็จะยิ่งเจือจางลงไปมากเท่านั้น” เช่น ข้อความคิดว่าด้วย “นิติกรรม” มีความหมายกว้าง เพราะครอบคลุมข้อความคิดอื่นหลายประการ อาทิ สัญญาประนีประนอมยอมความ การทำพินัยกรรม การบอกล้างการแสดงเจตนาเนื่องจากสำคัญผิด การบอกเลิกสัญญา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นิติกรรม ก็เป็นข้อความคิดที่มีเนื้อหาเจือจาง เพราะเรากล่าวได้แต่เพียงว่า นิติกรรม คือ การแสดงเจตนาที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายซึ่งระบบกฎหมายยอมรับเพื่อก่อตั้ง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกสิทธิหน้าที่ต่างๆ ข้อความคิดว่าด้วยนิติกรรม จึงเป็นข้อความคิดที่เป็นนามธรรม และยากที่จะจินตนาการ กรณีจึงต่างจากข้อความคิดว่าด้วยสัญญาแลกเปลี่ยน ซึ่งชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายกว่า เราอาจเปรียบเทียบข้อความคิดที่มีลักษณะเป็นนามธรรมในแดนของกฎหมายอื่นนอกจากกฎหมายแพ่งได้เช่นกัน อาทิ ข้อความคิดว่าด้วย “ความผิดอาญา” ในระบบกฎหมายอาญา และข้อความคิดว่าด้วย “คำสั่งทางปกครอง” ในระบบกฎหมายปกครอง เป็นต้น ข้อความคิดต่างๆ นี้ แม้เป็นข้อความคิดที่เข้าใจได้ยาก แต่ก็เป็นข้อความคิดที่ไม่อาจขาดเสียได้สำหรับการคิดในทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำว่าในการสื่อแสดงความคิดออกมานั้น ถ้าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่อาจสื่อสารหรือแสดงความคิดออกมาได้โดยอาศัยข้อความคิดที่เป็นรูปธรรม ก็ควรใช้ข้อความคิดที่เป็นรูปธรรมเป็นเครื่องมือในการสื่อแสดงความคิด ยิ่งกว่าที่จะเลือกใช้ข้อความคิดที่เป็นนามธรรม การใช้ข้อความคิดที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้ความคิดของผู้ส่งสารชัดเจนขึ้น และช่วยให้ผู้รับสารคิดตามได้ง่ายขึ้นด้วย

โดยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ในการสื่อแสดงความคิด จึงควรที่จะใช้ข้อความคิดหรือมโนภาพที่มีขอบเขตแคบก่อนข้อความคิดหรือมโนภาพที่มีขอบเขตกว้าง เช่น ถ้าจะกล่าวถึงสัญญา ก็ควรกล่าวให้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาอะไร เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาให้ ฯลฯ และพึงระลึกว่า สัญญา โดยตัวของตัวเองไม่มีอยู่แต่อย่างใด มีแต่สัญญาเฉพาะเรื่องเท่านั้น ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อความคิดที่มีขอบเขตกว้าง ผู้ใช้ข้อความคิดดังกล่าวควรที่จะคำนึงถึงตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมหรือยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมประกอบ ทั้งนี้เพื่อให้ความคิดของตนชัดเจนขึ้น เช่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลผู้ดูแลรักษาสัตว์ ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากสัตว์ของตน มีปัญหาว่า คำว่า “สัตว์” คืออะไร เห็บบนตัวสุนัขที่เจ้าของเลี้ยงไว้  ถือว่าเป็นสัตว์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์หรือไม่ การคิดอย่างเป็นรูปธรรมย่อมจะทำให้ความคิดชัดเจนขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในการสื่อแสดงหรือใช้ข้อความคิดใดข้อความคิดหนึ่ง ผู้ใช้ข้อความคิดจะต้องตระหนักว่าตนกำลังใช้ข้อความคิดหรือมโนภาพนั้นในบริบทใด เช่น ต้องตระหนักว่าข้อความคิดว่าด้วย “บุคคล” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  กับข้อความคิดว่าด้วย “บุคคล” ในประมวลกฎหมายอาญา เหมือนหรือต่างกันอย่างไร  หรือข้อความคิดว่าด้วย “กรรมสิทธิ์” ในกฎหมายแพ่งกับข้อความคิดว่าด้วย “กรรมสิทธิ์” ในกฎหมายมหาชนมีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร เพราะหากไม่ระมัดระวังแยกแยะให้ดีแล้ว โอกาสที่ผู้ใช้ข้อความคิดดังกล่าวจะสับสน และวินิจฉัยเรื่องราวผิดพลาดย่อมเกิดได้ง่ายอย่างยิ่ง เพราะข้อความคิดที่ได้รับการสร้างขึ้นและใช้กันนั้น บุคคลแต่ละกลุ่มสร้างขึ้นจากมุมมองของตนเท่านั้น เรายังไม่สามารถสร้างข้อความคิดสัมบูรณ์สำหรับสิ่งของและเหตุการณ์ต่างๆ ได้  “หญ้า” ตามความเข้าใจของชาวนาอาจจะแตกต่างจาก “หญ้า” ตามความเข้าใจของนักพฤกษศาสตร์ ในบางระบบกฎหมาย “กรรมสิทธิ์” ตามความเข้าใจของนักกฎหมายแพ่ง ย่อมแตกต่างจาก “กรรมสิทธิ์” ตามความเข้าใจของนักกฎหมายมหาชน เป็นต้น ในการใช้ข้อความคิดต่างๆ สำหรับการสื่อแสดงออกซึ่งความคิดนั้น บุคคลย่อมใช้ข้อความคิดนั้นจากมุมมองของตัว กรณีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ในเบื้องต้น ผู้ใช้ข้อความคิดในการสื่อแสดงออกควรจะต้องประกาศให้ชัดเจนว่าตนใช้ข้อความคิดนั้นในความหมายอย่างไร เพื่อที่ผู้ส่งสาร (คือผู้ใช้ข้อความคิดสื่อแสดงความคิด) และผู้รับสารจะได้มีความเข้าใจในเบื้องต้นตรงกั

กระบวนการในการสร้างข้อความคิดของบุคคลคนใดคนหนึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทั้งนี้ตามประสบการณ์ของบุคคลผู้นั้น เด็กที่ยังเล็กอาจจะเรียก “เสือ” ว่า “แมวใหญ่” เนื่องจากในเวลานั้นเด็กยังไม่มีข้อความคิดว่าด้วยเสือ เมื่อเด็กโตขึ้น ก็จะมีจำนวนข้อความคิดมากขึ้นไปด้วย เช่น รู้จักยีราฟ กวาง ม้า ฯลฯ ในที่สุดแล้วข้อความคิดจำนวนมากจะถูกจัดให้เป็นกลุ่ม โดยมีข้อความคิดที่เหนือกว่าครอบอยู่เป็นลำดับชั้น เช่น สุนัข สัตว์บ้าน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสัตว์ สิ่งมีชีวิต

หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในทางวิชาการด้วยเช่นกัน ชาวกรีกโบราณได้เคยแยกแยะสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ กับสิ่งที่เพียงแต่เห็นได้ด้วยตาออกจากกัน จากนั้นได้พยายามแยกสิ่งที่ดำรงอยู่ออกจากสิ่งที่กำลังผันแปร แยกความเป็นหนึ่งเดียวออกจากความหลากหลาย  เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้การสร้างข้อความคิดต่างๆ กระทำในลักษณะที่กลับกันกับในอดีต นักศึกษาวิชานิติศาสตร์มักจะได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยว่าสัญญาซื้อขาย คืออะไร   โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเนื้อหาอันเป็นรูปธรรมของสัญญาซื้อขาย จนเมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตออกไปทำงานแล้ว บัณฑิตผู้นั้นย่อมจะพบว่าในชีวิตจริง เนื้อหาอันเป็นรูปธรรมของสัญญาซื้อขายอาจเป็นเนื้อหาที่ตนไม่ได้คิดถึงมาก่อนเลยในขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย และอาจจะงุนงงจนไม่สามารถแก้ปัญหาทางกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะไม่เคยฝึกคิดและวิเคราะห์มาก่อน  ด้วยเหตุนี้การศึกษาแต่ข้อความคิดอันเป็นนามธรรม หลุดลอยออกจากข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมจึงอาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน การศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นที่ผู้ศึกษาจะต้องเอาใจใส่ข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรม หรือปัญหาอุทาหรณ์ต่างๆด้วยเสมอ จะเรียนและท่องจำแต่ข้อความคิดที่เป็นนามธรรมลอยๆ ไม่ได้

แม้กระนั้นก็ต้องเข้าใจว่า การศึกษาข้อความคิดในเชิงนามธรรม และหลักการต่างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นศึกษาแต่รายละเอียด หรือข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมในแต่ละกรณีแต่เพียงอย่างเดียว ย่อมจะทำให้ผู้ศึกษาไม่มีหลักสำหรับคิด เวียนว่ายอยู่ในท้องทะเลแห่งคำพิพากษา มหาสมุทรแห่งข้อเท็จจริง และจมลงสู่ห้วงแห่งความไม่รู้ในที่สุด การคิดในระดับนามธรรม หรือคิดโดยอาศัยข้อความคิดที่มีขอบเขตกว้างเป็นสิ่งที่นักกฎหมายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากปราศจากการคิดที่อาศัยข้อความคิดซึ่งเป็นนามธรรมชั้นสูงแล้ว วิชานิติศาสตร์ก็ย่อมไม่อาจเกิดมีขึ้นได้

ประเด็นปัญหาสำคัญประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในการสร้างข้อความคิดต่างๆ ขึ้นก็คือ ประเด็นปัญหาที่ว่าเราสามารถเข้าใจคุณค่าหรืออุดมคติบางประการ เช่น ความยุติธรรม ความงาม ความดี ในฐานะที่คุณค่าหรืออุดมคติเหล่านั้นเป็นข้อความคิดได้หรือไม่ คำตอบในทางตรรกวิทยา คือ ไม่ได้ คุณค่าหรืออุดมคติต่างๆ นั้นไม่ใช่ข้อความคิด เราไม่อาจสร้างข้อความคิดว่าด้วย          “ความยุติธรรม” จากการสกัดสาระสำคัญของการกระทำต่างๆ ที่ถูกต้องเป็นธรรมได้ ทำนองเดียวกับการที่เราไม่สามารถสร้างข้อความคิดว่าด้วย “ความงาม” จากการพิเคราะห์แยกแยะสาระจากภาพวาดที่งดงามต่างๆ ได้ คุณค่าหรืออุดมคติต่างๆไม่ใช่สิ่งที่เราจะเข้าถึงได้ด้วยความเข้าใจ หากจะมีทางเข้าถึงคุณค่าเหล่านั้นได้ ทางนั้นจะต้องเป็นการหยั่งรู้โดยตรง (intuition) ใครก็ตามที่อธิบายให้เหตุผลคำวินิจฉัยโดยอ้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าต่างๆ เป็นฐานประการเดียว บุคคลนั้นกำลังกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎแห่งกระบวนการคิดและการให้เหตุผลอย่างรุนแรงที่สุด เพราะการให้เหตุผลโดยอ้างคุณค่าต่างๆ นั้น ในที่สุดแล้วก็ไม่อาจพ้นไปจากความศรัทธาในศาสนา ทัศนะคติส่วนบุคคลที่มีต่อโลกและชีวิต ความเห็นอันเป็นอัตวิสัย หรือความเชื่อส่วนบุคคล จะหาแก่นสารอันเป็นเหตุผลที่จะคิดคล้อยหรือคิดค้านนั้นมิได้เลย

อนึ่ง พึงระลึกไว้เสมอว่าข้อความคิดต่างๆ ในทางกฎหมายนั้น ไม่อาจล่วงไปจาก กฎแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อความคิดต่างๆ ในทางกฎหมายนั้นตกอยู่ภายใต้ กฎแห่งความเป็นอนิจจังเช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย2 ถึงแม้ว่าพิจารณาโดยทั่วไปแล้วเนื้อหาของข้อความคิดทางกฎหมายมีแนวโน้มที่จะคงอยู่อย่างที่เคยเป็น แต่แท้ที่จริงแล้วมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเนื้อหาของข้อความคิดทางกฎหมายทีละเล็กทีละน้อยตลอดเวลา จนกว่าจะมีใครสังเกตพบและให้ความหมายใหม่อันเป็นความหมายที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปสำหรับข้อความคิดทางกฎหมายนั้น ในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ความเข้าใจของนักกฎหมายแต่ละคนที่มีต่อข้อความคิดทางกฎหมายใดข้อความคิดทางกฎหมายหนึ่งอาจจะไม่ตรงกันเสียทีเดียว และเป็นธรรมดาอยู่เองที่บุคคลแต่ละคนย่อมเลือกเอาความหมายของข้อความคิดทางกฎหมายที่เข้ากันกับความคิดความเชื่อ ตลอดจนทัศนคติของตนเป็นฐานในการอภิปรายให้เหตุผล หรือสรุปความหมายของข้อความคิดทางกฎหมายอย่างหยาบๆ และจำกัดหรือเน้นเฉพาะส่วนที่ตรงกับแนวคิดของตน โดยละเลยความหมายส่วนที่ตนไม่ต้องการหรือตัดส่วนดังกล่าวออกไปเสีย3 เราจะพบว่าในการอภิปรายโต้แย้งกันในทางกฎหมายหลายครั้ง ผู้อภิปรายแต่ละคนได้แสดงความเห็นของตนบนพื้นฐานความเข้าใจความหมายของข้อความคิดทางกฎหมายเฉพาะตนเท่านั้น โดยไม่ได้ตกลงกันเสียก่อนว่าข้อความคิดทางกฎหมายที่จะใช้เป็นฐานในการอภิปรายนั้นมีความหมายอย่างไรผู้อภิปรายแต่ละคนจึงอภิปรายผ่านกันไปมาโดยไม่อาจหาข้อสรุปที่มีเหตุผลได้


๒. ข้อพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับการนิยาม

ในการบอกเล่าลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เราอาจบอกเล่าได้หลายวิธี เช่น เราอาจบอกเล่าว่า ธนบัตรห้าร้อยบาทใบนี้เป็นทรัพย์ หรืออาจกล่าวว่าธนบัตรห้าร้อยบาทใบนี้ไม่มีค่าแล้ว  หรือเป็นธนบัตรที่เก่า คำบอกเล่า4ที่กล่าวมานั้นเป็นคำบอกเล่าถึงลักษณะของธนบัตรที่มีเหตุผลและเข้าใจได้ในตัวเอง อย่างไรก็ตามคำบอกเล่าที่กล่าวมาทั้งสามกรณี มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ ธนบัตรห้าร้อยบาทใบดังกล่าวจะใหม่หรือเก่า ดูจะไม่เป็นสาระสำคัญ แต่ธนบัตรห้าร้อยบาทใบนั้นมีค่าหรือไม่ ย่อมสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของกรรมสิทธิ์ธนบัตรดังกล่าว และหากเป็นประเด็นที่ว่าธนบัตรห้าร้อยบาทใบนั้นเป็นทรัพย์หรือไม่แล้ว ประเด็นดังกล่าวนี้จะกลายเป็นประเด็นที่มีความหมายในทางกฎหมายและกระทบต่อบุคคลผู้ตกอยู่ภายใต้กฎหมายเป็นอย่างมาก เพราะเหตุการณ์ที่มีความหมายทางกฎหมายหลายประการจะขึ้นอยู่กับความเป็นทรัพย์หรือไม่เป็นทรัพย์ของธนบัตรใบนั้น อาทิ การส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ การเป็นวัตถุในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา คำบอกเล่าลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมมีความหมายความสำคัญไม่เท่ากัน เราอาจกล่าวได้ว่าคำบอกเล่าลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นคำบอกเล่าที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่เป็นสาระสำคัญของสิ่งนั้น เราอาจบอกเล่าหรือพรรณนาลักษณะของธนบัตรใบละห้าร้อยบาทอย่างไรก็ได้ เช่น ธนบัตรใบละห้าร้อยบาทเป็นรอยเปรอะเปื้อนหมึก  หรืออยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน หรือเป็นธนบัตรที่ไม่มีค่าใดๆอีกต่อไป คำบอกเล่าต่างๆที่กล่าวมานี้ล้วนแต่แยกออกได้เป็นคำบอกเล่าที่เป็นสาระสำคัญและคำบอกเล่าที่ไม่เป็นสาระสำคัญทั้งสิ้น สิ่งที่เป็นสาระสำคัญสำหรับธนบัตร คือ การยอมรับของรัฐให้ธนบัตรนั้นเป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยน หรือการที่ธนบัตรนั้นเป็นทรัพย์หรือวัตถุอย่างหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเราบอกว่า ธนบัตรใบละห้าร้อยบาทฉบับนี้เป็นทรัพย์หรือวัตถุ เราย่อมพรรณนาคุณลักษณะอื่นเพิ่มเติมลงไปได้ เพื่อให้เห็นลักษณะเฉพาะของธนบัตร เพราะสิ่งอื่นนอกจากธนบัตรก็อาจเป็นทรัพย์หรือวัตถุได้เช่นกัน คำบอกเล่าประการแรกที่เราค้นพบจากการครุ่นคิดตรึกตรองเกี่ยวกับข้อความคิดหรือมโนภาพก็คือ “สกุล” 5 (genus)

เมื่อเราวิเคราะห์แยกแยะข้อความคิดว่าด้วยทรัพย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราอาจแบ่งแยกทรัพย์ออกเป็น สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ การแบ่งแยกในลักษณะดังกล่าวทำให้เรารู้ว่า “สกุล” ของข้อความคิด มีทั้งสกุลของข้อความคิดในลำดับสูงกว่าและสกุลของข้อความคิดในลำดับต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น จากข้อความคิด “สังหาริมทรัพย์” เราอาจก้าวลงไปสู่ข้อความคิดในลำดับต่ำกว่า คือ “สื่อกลางในการชำระหนี้ที่รัฐรับรอง” ถัดจากนั้นเราอาจก้าวลงไปสู่ข้อความคิดในลำดับที่ต่ำกว่าอีก คือ “ธนบัตร” ถัดจากนั้นเราอาจกล่าวถึงข้อความคิดว่าด้วยธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาท ห้าร้อยบาท หรือหนึ่งพันบาท เมื่อถึงจุดนี้เราย่อมพบว่าเราไม่อาจก้าวลงไปสู่ข้อความคิดในลำดับ ต่ำกว่าได้อีกต่อไปแล้ว เราได้แต่พรรณนาลักษณะเฉพาะของธนบัตรแต่ละใบเท่านั้น เช่น ธนบัตรห้าร้อยบาทใบนี้เป็นธนบัตรเก่าหรือขาด เป็นรอยยับ หรือเปรอะเปื้อน อย่างไรก็ตามความเก่า  ความใหม่ ความยับ หรือความสกปรก ย่อมไม่ถือว่าเป็นคุณลักษณะของข้อความคิดว่าด้วย   “ธนบัตรห้าร้อยบาท” สำหรับ “ธนบัตรห้าร้อยบาท” ซึ่งเป็นข้อความคิดทั่วไปแล้ว ความสกปรก ความใหม่ ความเรียบ ฯลฯ ย่อมไม่มีความหมายแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อข้อความคิดดังกล่าวบริบูรณ์ไม่สามารถแตกแยกย่อยออกไปได้อีก เราจะเรียกข้อความคิดดังกล่าวว่า “ชนิด”6 (species)

ธนบัตรสีม่วงที่มีรอยพับครึ่งซึ่งอยู่ในมือของนาย ก. จัดเป็นวัตถุในโลกแห่งประสาทสัมผัสที่เราเห็นและสัมผัสได้ เมื่อเราพิจารณาธนบัตรดังกล่าวในลักษณะที่เป็นนามธรรมมากขึ้นเป็นลำดับ เราจะพบว่าธนบัตรดังกล่าวเป็น “ธนบัตรห้าร้อยบาท” “ธนบัตรห้าร้อยบาท” เป็น “ธนบัตร” ประเภทหนึ่ง ธนบัตรทุกประเภทล้วนแล้วแต่เป็น “สื่อกลางในการชำระหนี้ที่รัฐรับรอง” สื่อกลางดังกล่าวจัดได้ว่าเป็น “ทรัพย์” ทรัพย์ทุกประเภทล้วนแล้วแต่เป็น “วัตถุ”7 เมื่อเราเห็นภาพดังกล่าวแล้วเราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้ธนบัตรห้าร้อยบาทต่างจากธนบัตรประเภทอื่นคือหน่วยแห่งมูลค่า  หน่วยแห่งมูลค่าห้าร้อยบาททำให้ธนบัตรห้าร้อยบาทแตกต่างจากธนบัตรหนึ่งร้อยบาท หรือธนบัตรห้าสิบบาท หากเราพิเคราะห์ตัวอย่างดังกล่าวมานี้ในระดับที่สูงขึ้น เช่น สื่อกลางในการชำระหนี้ที่รัฐรับรอง เราจะพบว่าธนบัตรย่อมแตกต่างจากสื่อกลางในการชำระหนี้ที่รัฐรับรองประเภทอื่น เช่น เหรียญ ธนบัตรย่อมแตกต่างจากเหรียญตรงที่ธนบัตรทำจากกระดาษซึ่งเป็นวัสดุที่ยืดหยุ่น การพรรณนาข้อความคิดว่าด้วยธนบัตรจึงเป็นการพรรณนาโดยค้นหาความแตกต่างว่าสื่อกลางแห่งการชำระหนี้ที่เป็นธนบัตรมีคุณลักษณะที่แตกต่างจากสื่อกลางแห่งการชำระหนี้ประเภทอื่นอย่างไร

๓. วิธีการให้ความหมายหรือการนิยาม  

วิธีการพรรณนาข้อความคิดในลักษณะดังกล่าวได้มีการนำมาใช้ในทางกฎหมายด้วยและโดยเหตุที่กฎหมายเป็นเรื่องของภาษา การเข้าใจความหมายของถ้อยคำต่างๆ ให้ชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการศึกษาความหมายของถ้อยคำ หรือประโยคในทางกฎหมายนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้ศึกษาจะต้องทราบเป็นเบื้องต้นก่อน คือ วิธีการให้ความหมาย หรือการนิยามศัพท์ต่างๆ

การให้ความหมายหรือการนิยามศัพท์โดยทั่วไปนั้น จะกระทำโดยการใช้คำหรือประโยคต่างๆ ในการพรรณนาให้เห็นว่าสิ่งที่ต้องการนิยามมีลักษณะอย่างไร ในเบื้องต้นผู้นิยามต้องค้นให้พบเสียก่อนว่าสิ่งที่ตนต้องการจะนิยามนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของสิ่งใด (ศัพท์ตรรกวิทยาเรียกว่า “สกุล” หรือ “วิเสสชาติ” หรือที่เรียกกันในภาษาละตินว่า genus ) ที่มีความหมายครอบคลุมสิ่งที่ต้องการนิยาม โดยที่สกุลหรือวิเสสชาตินั้นเป็นสกุลหรือวิเสสชาติที่นับว่าใกล้เคียงที่สุด (genus proximum) ที่เราพอจะจัดให้สิ่งที่ต้องการนิยามนั้นร่วมอยู่ในสกุลหรือวิเสสชาติดังกล่าวได้ สกุล หรือวิเสสชาติ ของ “สัญญา” ย่อมได้แก่ “นิติกรรม” เป็นต้น เมื่อได้สกุลหรือวิเสสชาติ (genus proximum) แล้ว สิ่งที่จะต้องทำในขั้นตอนถัดไป คือการหาอะไรบางอย่างที่ทำให้สิ่งที่เราต้องการจะนิยามนั้นแตกต่างไปจากสิ่งอื่นในสกุล หรือวิเสสชาติ (genus proximum) เดียวกัน อะไรบางอย่างที่ทำให้สิ่งที่ต้องการจะนิยามแตกต่างไปจากสิ่งอื่นในสกุลเดียวกัน เราเรียกว่า “ความผิดแผก” หรือ  “นานัตภาพ” หรือที่เรียกกันในภาษาละตินว่า differentia specifica  “สัญญา” แม้ว่าจะเป็นนิติกรรมประเภทหนึ่ง แต่ก็ผิดแผกจากนิติกรรมประเภทอื่นตรงที่สัญญาเป็นนิติกรรมสองฝ่าย ความเป็นนิติกรรมสองฝ่ายของสัญญาจึงเป็นความผิดแผก หรือนานัตภาพ ด้วยเหตุนี้ เราจึงให้นิยามคำว่า สัญญาได้ว่า สัญญา คือ นิติกรรมสองฝ่าย

เทคนิคในการนิยามศัพท์ดังที่ได้แสดงให้เห็นนี้ ในสมัยกลางได้สรุปลงเป็นประโยคสั้นๆ ว่า “Omnis definitio fit per genus proximum et differentiam specificam” (การให้นิยามทั้งหลายทั้งปวงย่อมกระทำได้โดยการค้นหาสกุลและกำหนดความผิดแผก)8 หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ได้มี การนำมาปรับใช้ในการตรากฎหมายด้วย เช่น การกำหนดความหมายของคำว่า “ทรัพย์”  ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗  ว่าหมายถึง วัตถุมีรูปร่าง วัตถุ ถือว่าเป็นสกุล (genus proximum) ความมีรูปร่าง ถือว่าเป็นความผิดแผก (differentia specifica) ด้วยเหตุนี้ วัตถุไม่มีรูปร่าง จึงไม่เป็นทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (แต่อาจเป็นทรัพย์สินได้)

การพิสูจน์ว่าสิ่งที่ถูกนิยามความหมายหรือศัพท์นิยาม (definiendum) เข้ากันกับบทนิยามความหมาย (definiens) หรือไม่นั้น กระทำได้โดยการสลับตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าบทนิยามความหมายกับศัพท์นิยามจะต้องสลับสับเปลี่ยนที่กันได้9 กล่าวอีกนัยหนึ่งศัพท์นิยามกับบทนิยามความหมายจะต้องมีความหมายเท่ากัน บทนิยามความหมายนั้นจึงจะถือว่าเป็นบทนิยามความหมายที่ใช้ได้ นอกจากนี้บทนิยามความหมายจะต้องมีข้อความชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าศัพท์นิยาม และไม่ควรที่จะใช้ข้อความเชิงปฏิเสธนิยามความหมาย อย่างไรก็ตามอาจมีบางกรณีที่จำเป็นต้องนิยามความหมายของศัพท์นิยามในทางปฏิเสธ เช่น นิยาม “อำนาจปกครอง” ว่าหมายถึง อำนาจมหาชนที่ไม่ใช่อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจรัฐบาล หรืออำนาจตุลาการ เป็นต้น กรณีที่กล่าวมานี้ต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้น10

อนึ่งในการนิยามความหมายของศัพท์นิยามนั้น จะต้องไม่นำเอาถ้อยคำซึ่งแสดงออกถึงคุณลักษณะที่ไม่ใช่สาระสำคัญของศัพท์นิยามมาบรรจุไว้ในบทนิยาม แม้ว่าคุณลักษณะนั้นจะเป็นคุณลักษณะดั้งเดิมและเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของศัพท์นิยาม (accidens proprium) ก็ตาม เช่น น้ำหนักย่อมเป็นคุณลักษณะของทรัพย์ หรือ สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมย่อมมีขน แต่ในการนิยามความหมายของคำว่าทรัพย์นั้น เราย่อมไม่นำเอาคุณลักษณะ คือ น้ำหนักมาใส่ไว้ในบทนิยามความหมายด้วย เพราะน้ำหนักไม่ใช่สาระสำคัญในการนิยามความหมายของคำว่าทรัพย์ อย่างไรก็ตาม บางกรณีอาจมีความยุ่งยากในการวินิจฉัยอยู่เหมือนกันว่าสิ่งใดเป็นคุณลักษณะดั้งเดิมและเป็นคุณลักษณะที่จำเป็น หรือสิ่งใดเป็นคุณลักษณะที่เป็นสาระสำคัญ (และด้วยเหตุนี้จึงเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอยู่ในตัว) เช่น เราจะต้องพิจารณาตรึกตรองว่า เจตนาหรือประมาทเลินเล่อเป็นคุณลักษณะที่เป็นสาระสำคัญของ “ละเมิด” หรือไม่ เป็นต้น

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในการนิยามความหมายของศัพท์นิยามเราจะต้องไม่นำคุณลักษณะโดยบังเอิญของศัพท์นิยามมาใส่ไว้ในบทนิยามความหมาย คุณลักษณะโดยบังเอิญ (accidens simpliciter) หมายถึงคุณลักษณะทั้งหลายทั้งปวงที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ใช่คุณลักษณะที่จำเป็นของศัพท์นิยาม เช่น การตกลงซื้อขายองุ่น หรือรองเท้า ไม่ใช่เป็นคุณลักษณะที่เป็นสาระสำคัญของ “สัญญา”

กล่าวโดยสรุป ในการนิยามความหมายมีข้อที่พึงปฏิบัติ ๔ ประการ ดังนี้
    ๑. บทนิยามความหมายต้องชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าศัพท์นิยาม
    ๒. บทนิยามความหมายจะต้องไม่ฟุ่มเฟือยและจะต้องไม่ขาดสาระสำคัญ
    ๓. บทนิยามความหมายต้องสลับที่กับศัพท์นิยามได้
    ๔. บทนิยามความหมายต้องเป็นบทนิยามที่พรรณนาศัพท์นิยามในทางปฏิฐาน (ทางบวก) ไม่ใช่ในทางปฏิเสธ (ทางลบ)

๔. สรุป

การครุ่นคิดตรึกตรองถึงมโนภาพหรือข้อความคิดต่างๆ ตลอดจนการรู้เทคนิคเบื้องต้นในทางตรรกวิทยาเกี่ยวกับการนิยามเพื่อนำมาใช้ในทางนิติศาสตร์ ถือเป็นบันไดขั้นแรกๆ ของการศึกษาวิชาที่ว่าด้วย “นิติวิธี” ซึ่งในความหมายอย่างกว้างครอบคลุมถึง การนิติบัญญัติ การร่างสัญญา และที่สำคัญที่สุดก็คือ การใช้และการตีความกฎหมาย วิชานิติศาสตร์ที่เจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลานับพันปี ไม่ใช่วิชาที่เกิดขึ้นจากการหยิบยืมเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมดังที่ปรากฏอยู่ในวิชาสังคมศาสตร์อื่นๆ แต่วิชานิติศาสตร์ได้พัฒนา “วิธีการ” ในการค้นคว้าและเพาะขยายพรมแดนแห่งความรู้อันมีลักษณะเฉพาะขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแห่งความเป็นศาสตร์ในทางบรรทัดฐาน (normative science) ผู้เขียนมีความเห็นว่าหากวงการนิติศาสตร์ไทยหันมาสนใจศึกษา “นิติวิธี” ให้มากขึ้น บางทีปัญหาบางเรื่องซึ่งเป็นปัญหาระดับ “พื้นฐาน” หรือระดับ“หลักการ” ในการใช้และการตีความกฎหมายอาจจะลดน้อยลงบ้าง และทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าวิชานิติศาสตร์มีหลักเกณฑ์ที่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่คิดกันเอาเองตามอำเภอใจ ตีความกันเรื่อยไปตามความรู้สึกแต่เพียงอย่างเดียว (และอ้างว่านั่นคือหลักรัฐศาสตร์ ซึ่งไม่น่าจะใช่) ดังที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้.  

------------------------------------------

* เนื้อความส่วนใหญ่เก็บความจากบางตอนของ Egon Schneider, Logik für Juristen, 4. Aufl., München 1995 และ Christian Schneider, Der Denkweg der Juristen, Münster 2000.; Uwe Diederichsen, Traditionelle Logik für Juristen, Juristischen Analysen, 1970.

1. คำว่าข้อความคิด ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า concept หรือภาษาเยอรมันว่า Begriff นี้ ในตำราภาษาไทยบางทีเรียกว่า “มโนภาพ” “มโนทัศน์” หรือ “สังกัป.”

2. ตรงกับกฎไตรลักษณ์ข้อแรกในพุทธศาสนาที่ว่าด้วยความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง และตรงกับแนวคิดของนักปราชญ์กรีกโบราณ คือ เฮลาคลิด (Heraclit) ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีผู้ใดกระโดดลงไปในแม่น้ำสายเดียวสองครั้งได้ ความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งแม้เป็นสามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งแสดงตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลา แต่บุคคลทั่วไปก็มักมองไม่เห็น หากไม่มนสิการ คือ ไม่ใส่ใจพิจารณาอย่างถูกต้อง กล่าวสำหรับความเป็นอนิจจัง สิ่งที่ปกปิดไว้ก็คือ สันตติ หรือ ความสืบเนื่อง “ท่านกล่าวว่า เพราะมิได้มนสิการความเกิดและความดับ หรือความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไป ก็ถูกสันตติ คือ ความสืบต่อและความเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ปิดบังไว้ อนิจจลักษณะจึงไม่ปรากฏ...” ดู พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), ๒๕๓๘, หน้า ๗๐/๖.

3. Quae volumus, ea credimus libenter – มนุษย์ย่อมเชื่อในสิ่งที่อยากให้เป็น ดู  Schneider, Logik für Juristen, 4 Aufl. 1995, S. 24.

4. ในทางตรรกวิทยาเรียกคำบอกเล่าซึ่งเป็นการโยงความคิดเห็นหรือคำพูดไปยังสิ่งที่ถูกกล่าวถึงว่า “คำนิเทศ” (Predicables) ดู จำนงค์ ทองประเสริฐ, ตรรกศาสตร์. ศิลปะแห่งการนิยามความหมายและ การให้เหตุผล, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๓๘, หน้า ๓๕.

5. ในทางตรรกวิทยา บางทีเรียกว่า “วิเสสชาติ.”

6. ในทางตรรกวิทยา บางทีเรียกว่า “อภิชาติ.”

7. คำว่า “วัตถุ” ทั้งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ และพจนานุกรมฉบับมติชน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๗) ให้ความหมายว่า “สิ่งของ” ซึ่งโดยความเข้าใจตามธรรมดาแล้วน่าจะหมายถึงสิ่งที่จับต้องได้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามคำว่า “วัตถุ” ในความหมายตามกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น มีได้ทั้งวัตถุมีรูปร่างและวัตถุไม่มีรูปร่าง คำว่าวัตถุที่กล่าวถึงข้างต้นใช้ในความหมายอย่างกว้างตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ลิขสิทธิ์จึงนับเนื่องว่าเป็นวัตถุด้วย แต่เป็นวัตถุไม่มีรูปร่าง.

8. Diederichsen, Traditionelle Logik für Juristen, Juristische Analysen 1970, S. 766.

9. Meier, Der Denkweg der Juristen, Münster : Lit, 2000, S. 80.

10. การให้คำจำกัดความของ “อำนาจปกครอง” ในลักษณะดังกล่าว แม้จะไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่งในการพัฒนาหลักกฎหมายปกครอง เหตุที่เราไม่สามารถให้คำนิยามของ “อำนาจปกครอง” ได้ก็เนื่องจาก อำนาจปกครอง (ในระบบกฎหมายมหาชน) มีลักษณะที่หลากหลายและซับซ้อน ในการทำความเข้าใจ “อำนาจปกครอง” จึงต้องพิจารณาว่าอำนาจปกครองไม่ใช่อำนาจมหาชนประเภทใด และควรจะพรรณนา (ไม่ใช่ให้นิยาม) ลักษณะของอำนาจปกครองอย่างไร.

เข้าสู่ระบบ