Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » กะเทาะแก่นกฎหมายการชุมนุม

กะเทาะแก่นกฎหมายการชุมนุม

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์

17 September 2010

read 3368

การจะร่างกฎหมายขึ้นมาสักฉบับคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก แต่การที่จะร่างกฎหมายให้ดีคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกฎหมายนั้นมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับสุขภาวะของผู้ คนในวงกว้างยิ่งต้องใช้ความรอบคอบและการรับฟังมากเป็นพิเศษ

ดังเช่นกฎหมายว่าด้วยการ ชุมนุมสาธารณะ ที่ยังไม่เคยปรากฏมีในสังคมไทยมาก่อน หากแต่สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ได้กระตุกให้สังคมเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับกรอบกติกาในการชุมนุมสาธารณะมาก ยิ่งขึ้น
 
ด้วยเหตุนี้ ดร. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา นักกฎหมายมหาชนแห่งสำนักท่าพระจันทร์ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะในประเทศ ต่างๆ และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมพิจารณากฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จนกระทั่งกลั่นความคิดสู่เวทีนโยบายสาธารณะ เรื่อง “การชุมนุมสาธารณะ : เสรีภาพที่ต้องการกรอบกติกา” ดังมีประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ 

วันนี้ จะพูดทั้งหมด 5 หัวข้อ ประเด็นแรก ความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุม ข้อที่สองจะพูดถึงวัตถุประสงค์นิยามความหมายของกฎหมาย ส่วนที่สามกับสี่เป็นหัวใจของการพิจารณากันในวันนี้ คือ เรื่องของสิทธิหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมและผู้นำการชุมนุม และอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ สุดท้ายเป็นเรื่องบทกำหนดโทษ
 
เรื่องของความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะในที่สาธารณะอยากจะเริ่มจากคำถาม 2 คำถามว่า ในกรณีที่ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าประชาชนกำลังกระทำผิดกฎหมายอาญา นี่เป็นอย่างไรในกรณีที่ไม่มีกรอบการชุมนุม
 
ในกรณี ฝั่งของเจ้าหน้าที่ เขารู้สึกว่าปฏิบัติหน้าที่แต่ภายหลังการปฏิบัติหน้าที่กลายเป็นเขาเป็นผู้ กระทำผิดกฎหมายอาญา ยกตัวอย่าง 2 กรณี

กรณีแรก เวลาประชาชนใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ แต่ในสายตาของเจ้าหน้าที่เขากำลังทำผิดกฎหมายอาญา กรณีนี้ชัดเจนมาก คือ กรณีที่ชาวอำเภอจะนะชุมนุมประท้วงโครงการท่อส่งก๊าซของบริษัท ปตท. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ชาวจะนะไปชุมนุมประท้วงรัฐบาลอยู่หน้าโรงแรมเจบี หาดใหญ่ เกิดการประทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุมมีบาดเจ็บ มีทรัพย์สินเสียหาย มีผู้ชุมนุมถูกจับกุม 20 คน ดำเนินคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ความผิดต่อความสงบของบ้านเมือง ความผิดต่อร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ เป็นข้อหาที่พนักงานอัยการฟ้องผู้ชุมนุมทั้ง 20 คนนี้

ข้อเท็จจริงใน คดี ปรากฏว่าจำเลยใช้เสรีภาพการชุมนุมบนถนนสาธารณะ แต่ในสายตาพนักงานอัยการฟ้องว่าผู้ชุมนุมใช้ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธ และจำเลยผลัดกันขึ้นไปปลุกระดมโดยอาศัยโครงการท่อก๊าซไทยมาเลเซียเป็นมูล เหตุแห่งข้อกล่าวอ้างเพื่อปลุกระดมผ่านเครื่องขยายเสียงทำให้เกิดความ วุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง อันนี้คัดลอกมาจากสำนวนอัยการ จะเห็นว่าประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมแต่ว่าโดนฟ้อง

อีกเหตุการณ์ คือ 7 ต.ค.2551 ที่ผ่านมา ในเหตุการณ์วันนั้นมีผู้ชุมนุมไปล้อมที่รัฐสภา เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้ควบคุมและสลายการชุมนุมของฝูงชน ในกรณีที่เรายังไม่มีกฎหมายที่กำหนดขอบเขตการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้กฎเกณฑ์แผนการของหน่วยงาน (แผนกรกฎ) ในการทำงาน ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ถูกดำเนินคดีอาญาและถูกวินัยร้ายแรง จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่เขามีปัญหา และผู้ที่จะใช้เสรีภาพในการชุมนุมก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน
 
       รัฐธรรมนูญของเราบัญญัติเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 จนถึงฉบับปัจจุบัน บรรจุไว้ในมาตรา 63
 
       วรรคแรก เป็นการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
 
       วรรค 2 บอกว่า การจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย เฉพาะกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่ สาธารณะ
 
       ฉะนั้นรัฐธรรมนูญด้านหนึ่งคุ้ม ครองเสรีภาพของประชาชนในการใช้ที่สาธารณะเพื่อชุมนุมสาธารณะ แต่อีกด้านหนึ่งกำหนดหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องคุ้มครองความ สะดวกของประชาชนบุคคลที่ 3 ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ และรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
 
       จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญให้ เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะก็จริง แต่เป็นเสรีภาพที่ถูกจำกัดได้ ในวรรค 2 ถ้าจะดูองค์ประกอบทางกฎหมายของการจำกัดเสรีภาพ เสรีภาพอาจถูกจำกัดถ้าเข้าองค์ประกอบ 2 ประการ คือ
 
       องค์ประกอบที่ 1 องค์ประกอบด้านรูปแบบ การจำกัดเสรีภาพได้ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และองค์ประกอบที่ 2 องค์ประกอบด้านเนื้อหา แม้รัฐบาลจะตราพระราชบัญญัติออกมา แต่กฎหมายที่จะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้ ต้องเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรค 2 กำหนดไว้เท่านั้น
 
       หมายความว่า การจำกัดเสรีภาพเป็นไปเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลที่ 3 ที่จะใช้ที่สาธารณะ ซึ่งในกฎหมายต่างประเทศยังกำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของบ้านเมืองด้วย แต่ในรัฐธรรมนูญของเราไม่ได้กำหนดหน้าที่นี้เอาไว้
 
       ปัญหา คือ ในขณะที่เราไม่มีกฎหมายนี้จะทำอย่างไร ในเมื่อทุกวันก็มีการชุมนุม เจ้าหน้าที่ก็ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลที่สาม ทุกวัน
 
       เมื่อ ไม่มีกฎหมายที่ใช้โดยตรง เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะจะปฏิเสธว่าไม่มีกฎหมายในการทำงานไม่ได้ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จึงต้องใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงมาบังคับโดยอนุโลม ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ทางหลวง ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ห้ามชุมนุมบนถนนสาธารณะนอกจากจะได้รับอนุญาตจาก เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยการใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่ง พ.ร.บ.ที่กล่าวมามีหลักการว่าต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อนจึงจะ สามารถดำเนินการต่อไปได้
 
        จะเห็นว่าพระราชบัญญัติเหล่า นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะที่รัฐ ธรรมนูญคุ้มครองตามมาตรา 63 วรรค 1 เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ จึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะแล้ว เพื่อกำหนดเนื้อหา 3 ส่วน หรือทำหน้าที่ 3 ประการ คือ
 
        ประการที่ 1 เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมและการเดินขบวนในที่สาธารณะ คุ้มครองบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ควรอำนวยความสะดวกให้ตามสมควร เช่น จัดหาห้องน้ำห้องท่าให้ใช้
 
        ประการที่ 2 เจ้าหน้าที่มีหน้าที่คุ้มครองบุคคลที่สามที่มาใช้ที่สาธารณะนั้น
 
        ประการที่ 3 เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้การชุมนุมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของบ้านเมือง หรือไปทำอันตรายต่อบุคคลที่สามได้
 
        มาถึงสาระสำคัญในตัวกฎหมายนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณากัน
 
        ประเด็นแรกที่พิจารณากัน คือ คำสองคำในมาตรา 63 วรรค 2 กรณีที่การชุมนุมจะถูกจำกัดได้ต้องเป็น “การชุมนุมสาธารณะ” ใน “ที่สาธารณะ”
 
        คำว่า “การชุมนุมสาธารณะ” คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าหมายถึง การชุมนุมที่บุคคลใดๆ ก็ตามที่มีเจตจำนง มีความต้องการ หรือมีความเห็นพ้องต้องกัน แล้วมาชุมนุมร่วมกัน การชุมนุมสาธารณะจึงไม่เหมือนการชุมนุมของสมาคมหรือมูลนิธิ เป็นการชุมนุมของผู้ที่ไม่รู้จักกันแต่มีความเห็นตรงกัน
 
        ประเด็นเรื่องจำนวนผู้ชุมนุม ที่ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะ คณะอนุกรรมการฯ ไปศึกษาจากกฎหมายต่างประเทศ พบว่า กฎหมายออสเตรเลียถือว่าจำนวน 3 คนขึ้นไปเป็นการชุมนุมสาธารณะ ขณะที่ประเทศอังกฤษกำหนดไว้ที่ 20 คนจึงเป็นการชุมนุมสาธารณะ
 
ส่วนคณะอนุกรรมการฯ เราเห็นว่าตัวเลขตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่จะถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะได้
 
ส่วนความหมายของคำว่า “การ ชุมนุมในที่สาธารณะ” หมายถึง การชุมนุมหรือเดินขบวนในสถานที่เปิดหรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปใช้ได้หรือ สัญจรได้ ไม่ว่าจะมีการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ
 
การชุมนุม สาธารณะในที่สาธารณะทุกแห่ง ในกฎหมายต่างประเทศจะมีประเด็นที่ถือว่าเป็นหลักทั่วไป นั่นคือ มีพื้นที่บางพื้นที่ที่กฎหมายห้ามจัดการชุมนุม ในกรณีนี้คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และสถานที่พักอาศัยของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ควรจะห้ามการชุมนุมในระยะที่คุ้มครองความสงบได้พอสมควร มีรัศมี 500 เมตรจากสถานที่นั้น
 
นอกจาก นั้นยังมีพื้นที่บางส่วนที่มีความสำคัญในทางระหว่างประเทศ เพราะเป็นสถานที่ทางการเมืองการปกครองที่สำคัญ หรือให้บริการสาธารณะที่สำคัญ กรณีอย่างนี้ห้ามการปิดล้อมหรือขัดขวางการปฏิบัติงาน เช่น อาคารรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล สถานทูต สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีขนส่งทั้งหลาย
 
เรื่อง อำนาจหน้าที่หรือสิทธิหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม ในกฎหมายต่างประเทศ การชุมนุมสาธารณะในที่สาธารณะทุกกรณีต้องมีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้นำการ ชุมนุม ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และบุคคลคนนี้หรือกลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบผลของการชุมนุมนั้นด้วย
 
ในแง่นี้ คุณสมบัติของผู้จัดการชุมนุมเป็นสาระสำคัญ เราเห็นว่าควรมีวุฒิภาวะพอสมควร คณะอนุกรรมการฯ จึงมีความเห็นว่า ผู้จัดการชุมนุมควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และต้องมีสัญชาติไทย แต่ผู้ร่วมการชุมนุมไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติพิเศษ
 
เรื่อง หน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม ไม่ใช่ว่าอยากชุมนุมก็สามารถระดมพลมาชุมนุมในถนนสาธารณะได้ ในกฎหมายของต่างประเทศ สิ่งแรกก่อนที่จะจัดการชุมนุมสาธารณะได้ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทำเป็นหนังสือแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24-72 ชั่วโมงล่วงหน้า แล้วแต่ว่าเป็นการชุมนุมที่ไหน มีจำนวนคนเท่าไหร่ สิ่งนี้เป็นปัจจัยให้รัฐสามารถจัดพื้นที่เพื่อให้ทุกคนได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน ได้อย่างพอเหมาะ
 
การแจ้ง ล่วงหน้านอกจากช่วยให้เจ้าหน้าที่จัดความคุ้มกันความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและ จัดพื้นที่ให้เหมาะสมแล้ว ยังช่วยให้การชุมนุมดำเนินไปได้โดยปลอดภัย การชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ มีการแจ้งล่วงหน้าและผู้จัดการชุมนุมมีคุณสมบัติ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและคุ้มครองรักษาความปลอดภัยของผู้ ชุมนุม
 
ประเด็น อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรณีที่ประชาชนใช้เสรีภาพในการชุมนุม การชุมนุมสาธารณะไม่จำเป็นต้องขออนุญาต เป็นเพียงการแจ้งเพื่อทราบ และแจ้งล่วงหน้าในเวลาที่สมควรเพื่อให้มีการจัดการดำเนินการให้เรียบร้อย เป็นการแจ้งเพื่อให้รัฐไปทำงาน ไม่ใช่แจ้งขออนุญาตให้ประชาชนใช้เสรีภาพ
 
ในบางกรณี พนักงานเจ้าหน้าที่ควรมีอำนาจในการทำคำคัดค้านการชุมนุมได้ ถ้าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่ามีผลกระทบต่อส่วนรวม เช่น ชุมนุมบนถนนสาธร ถนนวิทยุ หรือชุมนุมในพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างนี้เจ้าหน้าที่ควรมีอำนาจคัดค้านได้
 
แต่การคัด ค้านไม่ควรจบที่เจ้าหน้าที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ฉะนั้นการวินิจฉัยสุดท้ายว่าจะคัดค้านหรือไม่คัดค้านการใช้เสรีภาพของ ประชาชน ควรให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ที่จะพิจารณาคำคัดค้านนั้น และควรทำคัดค้านให้เสร็จก่อนเริ่มการชุมนุม หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองให้ทบทวนได้
 
เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจในการสั่งห้ามการชุมนุม แม้ไม่ได้คัดค้านในตอนแรก แต่ถ้าต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงจากสภาพการบ้านเมืองว่า การชุมนุมจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งห้ามได้ แต่อำนาจห้ามจะไปสิ้นสุดที่ฝ่ายบริหารเช่นเดียวกัน และทบทวนด้วยศาลปกครองได้
 
นอกจาก อำนาจคัดค้านแล้วยังมีอำนาจที่สำคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้ และเป็นอำนาจที่รุนแรงที่สุด เพราะเป็นอำนาจในการทำลายเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชน นั่นคืออำนาจสั่งเลิกหรือยุติการชุมนุม น่าจะเกิดขึ้นได้ในกรณีดังต่อไปนี้ คือ การชุมนุมนั้นอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมาย หรือผู้จัดการชุมนุมไม่ควบคุมดูแลผู้เข้าร่วมการชุมนุม เช่น มีคนพกพาอาวุธเข้ามาในบริเวณจัดการชุมนุมแล้วไม่ได้ห้ามปรามหรือดำเนินการ ให้บุคคลนั้นออกไปจากการชุมนุม หรือผู้จัดการชุมนุมส่งเสริมยุยงให้เกิดความรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อความ มั่นคงของบ้านเมือง กรณีเหล่านี้มีเหตุเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ทำลายเสรีภาพในการชุมนุมได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงคำสั่งเหล่านี้ต้องไปสิ้นสุดที่นายกรัฐมนตรี และไปสิ้นสุดที่ศาลปกครองได้เช่นเดียวกัน
 
มาถึงการ ปฏิบัติ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้เลิกการชุมนุม ผู้ชุมนุมต้องออกไปจากสถานที่ ถ้าฝ่าฝืนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหนังสือแจ้งให้ยุติการชุมนุม ในกรณีที่ฝ่าฝืนอีกก็คงใช้มาตรการบังคับโดยรวมทางปกครอง ซึ่งกฎหมายนี้ควรกำหนดว่า การใช้มาตรการบังคับโดยคนหรือการใช้กำลังทางกายภาพเข้าไปบังคับ จะต้องเลือกมาตรการซึ่งกระทบกระเทือนต่อผู้ชุมนุมน้อยที่สุดก่อน แล้วค่อยเพิ่มระดับที่เข้มข้นขึ้นไปตามความจำเป็น
 
กรณีนี้ หลักทางกฎหมายปกครองจะถูกนำมาใช้ นั่นคือ หลักความจำเป็น หลักความได้สัดส่วน หลักความพอสมพอควรแก่เหตุ หมายความว่าไม่ว่ากรณีใดเจ้าหน้าที่เลือกใช้กำลังบังคับได้ไม่ว่าจะใช้ อุปกรณ์อย่างไร จะต้องกระทำให้พอเหมาะพอควรตามความจำเป็นกับสภาพการณ์ ข้อเท็จจริงในเวลานั้น ที่สำคัญก็คือห้ามใช้อาวุธปืน ในการสลายหรือการยุติการชุมนุม กรณีนี้คณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันว่าต้องเขียนข้อห้ามอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามการสั่งให้ห้าม การสั่งเลิก สั่งยุติการชุมนุมนั้นสามารถอุทธรณ์ได้
 
ประเด็น สุดท้าย เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ก็คือ การลงโทษ ความเห็นของคณะอนุกรรมการการกระทำการฝ่าฝืนไม่ใช่เป็นการกระทำผิด ทางอาญา ซึ่งจะมีโทษปรับ หรือจำคุก เราคิดว่าการกระทำฝ่าฝืนกรณีอย่างนี้ควรจะเป็นโทษทางปกครอง เพราะเป็นการฝ่าฝืนการกระทำทางปกครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
 
ในกฎหมาย ไม่ควรกำหนดโทษทางอาญาไว้ จะมีโทษทางอาญาได้เฉพาะประเด็นเดียว คือ ในกรณีที่ผู้จัดการชุมนุมหรือผู้นำการชุมนุมไปตั้งอาสาสมัครรักษาความ ปลอดภัยหรือการ์ด ถ้าบุคคลเหล่านี้จงใจฝ่าฝืนมาตรการที่เจ้าหน้าที่ได้กำหนดไว้ หรือกฎหมายกำหนดไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยของสาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมือง กรณีอย่างนี้บุคคลทั้งสามประเภทนี้อาจจะได้รับโทษทางอาญา เพราะเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบสูงทั้งต่อความปลอดภัยของบ้านเมืองทั้งต่อ ความปลอดภัยของสาธารณชน.

เข้าสู่ระบบ