Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องมีกฎหมายชุมนุม

ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องมีกฎหมายชุมนุม

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์

17 September 2010

read 5706

ในห้วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้สังคมไทยกับ “ม็อบ” ดูจะเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกอีกต่อไป ในมุมหนึ่งการชุมนุมสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนคนไทยทุกคนที่รัฐ ธรรมนูญรับรอง แต่บ่อยครั้งก็เกิดคำถามตามมาว่า สิทธิในการชุมนุมนั้นควรจะมีขอบเขตหรือไม่ เพียงใด ซึ่ง ผศ. ดร. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมาเล่าถึงขอบเขตของการชุมนุมสาธารณะในมิติทางกฎหมาย รวมถึงวิเคราะห์ว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยควรมีกฎหมายว่าด้วยการการชุมนุมสาธารณะแล้วหรือยัง
 
PPVoice : รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 วางกรอบเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะไว้อย่างไรบ้าง
 
ผศ. ดร. จันทจิรา : รัฐธรรมนูญของเราฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 63 มี 2 วรรค วรรคแรกเป็นเรื่องของการรับรองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม บุคคลทุกคนมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ วรรคนี้เป็นบทที่รับรองสิทธิเสรีภาพในเรื่องการชุมนุม แต่อย่างไรก็ตามสิทธินี้ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด เราเรียกว่าสิทธิสัมพัทธ์ หมายถึงรัฐสามารถที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพนี้ได้
 
การจำกัดสิทธิเสรีภาพอันนี้จะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญที่อนุญาตให้จำกัดสิทธินี้ได้อยู่ในวรรค 2 ของมาตรา 63 ซึ่งพูดเอาไว้ ในวรรคแรก คือ บททั่วไป รับรองสิทธิว่า เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนชาวไทยมีอย่างไร บอกว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ วรรคนี้มีความหมายว่า ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิที่จะชุมนุมในที่สาธารณะโดยสงบและปราศจากอาวุธ
 
คำว่าโดยสงบไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถใช้เครื่องเสียงหรือใช้เสียงได้ แต่คำว่าโดยสงบต้องไม่ใช้ความรุนแรงและไม่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คือ กฎหมายอาญา ส่วนคำว่าปราศจากอาวุธน่าสนใจมาก คำว่าปราศจากอาวุธในกฎหมายของประเทศอื่น เช่น เยอรมัน กำหนดว่าอาวุธนั้นไม่ได้หมายความว่าแค่มีอาวุธโดยสภาพเท่านั้น รวมไปถึงสิ่งป้องกันอาวุธด้วย ตรงนี้น่าสนใจ หมายถึงผู้ชุมนุมต้องไม่มีสิ่งที่ป้องกันอาวุธ เช่น โล่ หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ เครื่องมือต่างๆ เช่น ไม้กอล์ฟ หรือไม้เบสบอล
 
ที่เขาห้ามก็เพราะเหตุว่า ไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมมีเครื่องมือที่จะป้องกันตัวเองจากการใช้อำนาจของ เจ้าหน้าที่ด้วย ถ้ามีเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้ชุมนุมมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงได้ง่าย เพราะผู้ชุมนุมจะมีเครื่องป้องกันอาวุธนั้นเอง ความหมายของอาวุธในถ้อยคำนี้ของรัฐธรรมนูญจะมีความหมายที่พิเศษอยู่ อันนี้เป็นหลักทั่วไป ถ้าชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบปราศจากอาวุธก็สามารถใช้สิทธินั้นได้โดยที่รัฐ ธรรมนูญรับรองไว้

สิทธิ เสรีภาพในเรื่องนี้ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพโดยเด็ดขาด เป็นสิทธิเสรีภาพที่รัฐจะสามารถจำกัดหรือว่าแทรกแซงได้ การจำกัดหรือแทรกแซงเสรีภาพในการชุมนุมนี้ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติที่รัฐ ธรรมนูญอนุญาต อยู่ในมาตรา 63 วรรค 2
 
การจำกัดสิทธิเสรีภาพตามมาตรา 63 วรรค 2 มีสาระสำคัญว่าอย่างไร เรามาดูถ้อยคำก่อน ถ้อยคำบอกว่าการจำกัดเสรีภาพตามวรรค 1 จะทำมิได้เว้นแต่อาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะหรือเพื่อรักษาความ สงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก ถ้อยคำของวรรค 2 อาจจะแยกสาระสำคัญได้ 2 องค์ประกอบ
 
องค์ประกอบแรก เราเรียกว่าเป็นองค์ประกอบของเนื้อหา หรือ องค์ประกอบเชิงเนื้อหา หมายความว่า การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้จะต้องเข้าองค์ประกอบซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดเป็น วัตถุประสงค์เอาไว้
 
วัตถุประสงค์คือ 1.การ ชุมนุมนั้นจะต้องเป็นการชุมนุมสาธารณะและต้องใช้พื้นที่สาธารณะ คำว่า “การชุมนุมสาธารณะ” หมายถึง ผู้จัดการชุมนุมมุ่งหมายที่จะให้บุคคลภายนอก ใครก็ได้ที่จะสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาต ใครก็ได้ที่เห็นด้วยกับวัตถุประสงค์การชุมนุมและเดินเข้าร่วมการชุมนุม การชุมนุมต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะด้วยจึงจะอยู่ในการชุมนุมที่รัฐจะจำกัด เสรีภาพได้
 
การ ใช้พื้นที่สาธารณะที่รัฐจะจำกัดได้ก็ต้องเป็นไปเพื่อคุ้มครองความสะดวกของ ประชาชน หรือบุคคลที่สามที่เขาไม่ได้เข้าร่วมด้วยในการชุมนุมซึ่งเขามีสิทธิที่จะใช้ พื้นที่สาธารณะนั้นด้วยเช่นเดียวกัน วัตถุประสงค์ก็คือว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะจำกัดการชุมนุมสาธารณะใช้พื้นที่ สาธารณะเพื่อวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่สามที่จะใช้พื้นที่ นั้นเช่นเดียวกัน เราเรียกว่าเป็นข้อจำกัดในเชิงเนื้อหา
 
ข้อจำกัดในเชิงเนื้อหาประการที่ 2 ก็คือ ถ้าในกรณีที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรืออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้กฎ อัยการศึกประชาชนจะใช้สิทธิในการชุมนุมไม่ได้ จะมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องของพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึกใช้บังคับกับประเทศในเวลานั้นโดยตรงเพราะฉะนั้นใน ภาวะอย่างนั้นประชาชนก็จะถูกจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้ องค์ประกอบในเชิงเนื้อหาจะมีอยู่ 2 ประการนี้
 
ส่วน องค์ประกอบเชิงรูปแบบ หมายความว่า รัฐบาลจะจำกัดเสรีภาพของประชาชนได้ จะต้องปฏิบัติตามรูปแบบที่รัฐธรรมนูญกำหนด หมายความว่า จะต้องตรากฎหมายออกมาในระดับพระราชบัญญัติอันนี้เป็นกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด วางเป็นหลักการเอาไว้
 
หลักเกณฑ์อะไรบ้างที่ควรมีในกฎหมายซึ่งเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ
 
ในความเห็นของดิฉัน ขอวางเป็นกรอบสั้นๆ 4-5 ประการ
 
ประการที่ 1 พระราชบัญญัตินี้ ควรทำหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ คือ การสร้างความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่สาธารณะของประชาชนซึ่งใช้เสรีภาพใน การชุมนุมกับประชาชนกลุ่มอื่นซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการ ชุมนุม แต่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่สาธารณะตรงนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ควรจะต้องทำหน้าที่ที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ จัดสรรพื้นที่สาธารณะให้กับผู้ชุมนุมกับผู้ที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่สาธารณะ เพื่อประโยชน์อย่างอื่น อันนี้ คือ วัตถุประสงค์ที่หนึ่งที่พระราชบัญญัตินี้จะต้องทำ
 
ประการที่ 2 ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการจัดการชุมนุม ซึ่งหมายความว่า จะมีสาระสำคัญ 2 ประการ ประการที่ 1 ควรจะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการของผู้ที่จะชุมนุม ว่าจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการอย่างไร ก่อนจะเริ่มการชุมนุมจะต้องปฏิบัติอย่างไร ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใดทราบ การแจ้งจะต้องมีสาระสำคัญอย่างไร จะต้องจัดเตรียมการชุมนุมอย่างไร อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม
 
ส่วนเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่เช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้ควรจะกำหนดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ วิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ในการควบคุมหรือว่าดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม เช่น คอยอำนวยความสะดวกจัดพื้นที่สาธารณะกับผู้ชุมนุมและผู้ใช้ประโยชน์คนอื่นๆ และในกรณีความชุมนุมนั้นจะเกิดความรุนแรงหรือจะกระทบต่อความสงบเรียบร้อย กฎหมายฉบับนี้ต้องกำหนดวิธีการทำงานหรือขั้นตอนการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ ได้ ว่า เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าภายในกรอบอย่างไร
 
กฎหมาย ฉบับนี้ต้องทำหน้าที่เป็นกฎหมายเฉพาะในการชุมนุม เพื่อที่จะไม่ให้รัฐไปเอากฎหมายฉบับอื่น ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจัดการการชุมนุมของประชาชน เช่น พ.ร.บ.เรื่องการจราจรทางบก พ.ร.บ. เรื่องการใช้เครื่องขยายเสียง หรือ พ.ร.บ.เรื่องการรักษาความสะอาดของบ้านเมือง
 
พ.ร.บ. เหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อที่จะใช้ในการจัดชุมนุมของประชาชน นอกจากมันไม่มีเครื่องมือหรือบทบัญญัติที่เพียงพอแล้ว ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่ตรงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะนั้นหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ. การชุมนุมที่สำคัญๆ จะมีสองสามประการที่พูดมา
 
ถ้าไม่มีพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน สังคมไทยจะเป็นอย่างไร
 
ถ้าเป็นสักเมื่อห้าหกปีก่อน คำถามนี้คงจะไม่มีใครคิดว่ามีความสำคัญเท่าไหร่ แต่พอมาถึงปัจจุบัน คำถามนี้สำคัญมากทีเดียว จริงๆ ต้องบอกว่า เราต้องย้อนไปคิดถึงแนวคิดว่า วัตถุประสงค์ของการให้มีการชุมนุมสาธารณะหรือการรับรองเสรีภาพในการชุมนุม สาธารณะมีวัตถุประสงค์อะไร

จริงๆ เสรีภาพอันนี้สำคัญมาก เพราะว่ามันเป็นเสรีภาพที่ทำให้เสรีภาพสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเล็กคน น้อยในสังคม เสียงคนสองคนไม่ค่อยดังเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเสียงที่มารวมกันชุมนุมกัน และพูดเป็นเสียงเดียวกัน จะมีความสำคัญ
 
กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่ให้หลักประกันกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมที่เขาจะมี โอกาสแสดงความคิดเห็นในลักษณะเป็นคณะปริมาณมากๆ แล้วทำให้เสียงเขามีน้ำหนักมีความดังไปจนถึงรัฐบาลได้ กฎหมายฉบับนี้ถ้าไม่ได้ร่างขึ้น สิ่งที่เราเห็นเราไม่สามารถที่จะห้ามคนตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ได้ เขาต้องชุมนุมอยู่ดีเวลาที่เขาเดือดร้อน แต่เมื่อจำเป็นต้องชุมนุมและไม่มีกฎเกณฑ์ก็จะเกิดความรุนแรงได้ง่าย
 
ซึ่งมีลักษณะ 2 ด้าน ด้านหนึ่งผู้ชุมนุมนั้นผู้ละเมิดกฎหมายเขาไม่รู้ว่าเขาจะทำการชุมนุมอยู่ภาย ใต้กรอบอย่างไร จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร อีกด้านหนึ่งกรณีเจ้าหน้าที่ละเมิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพไปทำลาย ชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน เพราะว่าเจ้าหน้าที่เองก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปปฏิบัติอย่างไร เพราะฉะนั้นการมีกฎหมายเรื่องการชุมนุมก็จะทำให้ทั้งฝ่ายผู้ใช้เสรีภาพในการ ชุมนุมและเจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องอันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับสังคมไทย.

เข้าสู่ระบบ