Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » สาวตรี สุขศรี » พ.ร.บ. (ฉุกเฉิน) – พ.ร.ก. (สถานการณ์ฉุกเฉิน) พอหรือยัง

พ.ร.บ. (ฉุกเฉิน) – พ.ร.ก. (สถานการณ์ฉุกเฉิน) พอหรือยัง

Blog Icon

กฏหมายสื่อและอินเตอร์เนต สัมมนา-บทสัมภาษณ์

16 September 2010

read 5594

นักศึกษา - อาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้างครับเกี่ยวกับข่าวสารของสื่อโดยทั่วไปที่ออกมาท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา?

อ.สาวตรี:  ถ้าถามโดยส่วนตัว…คิดว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นค่ะ เพราะสื่อที่ออกมาที่เราเห็นกันโดยทั่วไป เสนอข่าวในลักษณะที่ค่อนข้างเทไปทางใดทางหนึ่ง พูดจากประสบการณ์ที่เห็น หรือที่ตัวเองได้รับเอง เช่น FreeTv ช่อง 3 5 7 9 11 หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ จะนำเสนอเรื่องราวที่ให้น้ำหนักไปทางภาครัฐมากกว่าที่จะให้น้ำหนักอีกฝั่งหรือ หรือในที่ีนี้คือ ฝ่ายผู้ชุมนุมหรือผู้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม หรือผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐ แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์อาจมีบทความ หรือคอลัมน์บางเรื่อง บางบทเหมือนกันที่แสดงทัศนะ หรือมีพื้นที่ให้คนอีกด้านนึงได้แสดงออก แต่หากเปรียบเทียบสัดส่วนกันแล้วจะน้อยกว่ามาก อาจจะสัก80 :20

ส่วนสื่อทางเลือก เช่น อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ต่างๆ อาจมีสื่อจำนวนมากที่พยายามให้พื้นที่กับฝ่ายผู้ชุมนุม แต่ก็ถูกปิดกั้น หรือถูกระงับไปไม่ให้มีการเผยแพร่ ดังนั้น หากมองภาพสื่อโดยรวม ก็คงจะเป็นสื่อในลักษณะที่เน้นไปในการประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่าง ๆ ของภาครัฐ

นักศึกษา - อาจารย์มีความเห็นอย่างไรครับกับการปิดสื่อภายใต้สถานการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา?   

อ.สาวตรี :  คิดว่าการใช้มาตรการปิดสื่อนั้นไม่ถูกต้อง โดยหลัก ไม่สมควรอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม กฎมายรัฐธรรมนูญเองก็รับรองสิทธิฺเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนไว้ชัดเจน ยิ่งในสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าสังคมจะอยู่ในช่วงไหนก็ไม่ควรปิด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ทุกรัฐ มักมีประเด็นอ่อนไหว หรือ Sensitiveอยู่เหมือนกัน ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ปิดกั้นได้ แต่โดยปกติแล้วการจะปิดสื่อได้นั้น จำต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอน ตอนนี้ สังคมเราอยู่ในช่วงประกาศพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐพยายามบอกประชาชนทุกวันว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในสายตาของรัฐก็คงมองว่า เป็นช่วงเวลาที่มีประเด็นอะไรที่ Sensitiveเกิดขึ้น เช่น ขัดต่อความมั่นคง ขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือมีการยั่วยุ ดังนั้น รัฐก็เลยอ้างสถานการณ์เหล่านี้มาปิดสื่อบางสื่อ แต่ที่ถูกต้องแล้วอย่างที่บอก คือ การที่รัฐจะทำเช่นนั้นได้รัฐจำเป็นต้องชี้แจงด้วย ให้เหตุผลว่า คุณปิดสื่อนั้นเพราะเนื้อหาแบบไหน อย่างไร

ประเด็นปัญหาตอนนี้ ก็คือ  พระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 9 (3) ให้อำนาจรัฐพอสมควรในการปิดสื่อได้ (จะใช้คำว่าปิดสื่อก็คงไม่ถูก ต้องเรียกว่าเป็นการระงับการเผยแพร่ในบางส่วน ไม่ใช่การปิดสำนักงานของสื่อ หรือสำนักพิมพ์) แต่ต้องสังเกตให้ดีว่า ในอนุมาตราดังกล่าว มีเงื่อนไขการใช้อำนาจกำกับเอาไว้ ซึ่่งแตกต่างจาก (1) หรือ (2) รวมทั้งข้ออื่น ๆ ที่ไม่มีเงื่อนไขบังคับใช้ (3) มีเงื่อนไขการบังคับใช้ว่า ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศ  ดังนั้น การจะปิดสื่อใด รัฐต้องอธิบาย และชี้ว่าเนื้อหาของสื่อที่รัฐต้องการปิดนั้นมันเข้าเงื่อนไขอย่างไรบ้าง  แต่ความจริงที่เกิดขึ้น ก็คือ รัฐกระทำโดยไม่มีการให้เหตุผล (ตรงนี้เราจะเน้นถึงการปิดเว็บไซต์นะคะ เพราะว่ามันชัดเจนและเป็นรูปธรรมหน่อย) มีการส่งหนังสือไปให้ผู้ให้บริการอินเตอรเน็ตให้ปิดเว็บไซต์จำนวน 36 เว็บไซต์ โดยไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ ประกอบเลย เจ้าของเว็บที่โดนปิด กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อโดนปิดไปแล้ว และต้องโทรไปทวงถามสาเหตุจากผู้ให้บริการอินเตอรเน็ต (ซึ่งไม่ได้) พฤติกรรมของรัฐอย่างนี้ รัฐจะอธิบายว่าอย่างไร ? คุณใช้อำนาจไปตามที่กฎหมายให้ก็จริง แต่คำถามก็คือ คุณได้ใช้อำนาจที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วยหรือเปล่า ? อันนี้คือปัญหาแรก 

ปัญหาที่สอง ก็คือ ในที่สุดแล้ว ถ้าเราสืบดูกันจริงๆ สื่อในบ้านเรามีหลายประเภท  และแน่นอนว่าจะมีสื่อที่เลือกข้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสีแดง สื่อสีเหลือง สื่อสีขาว สื่อสีเขียว และสื่อที่เป็นกลาง สื่อที่นำเสนอข่าวสาร ความคิดเห็น การยั่วยุ ปลุกปั่นอาจจะอยู่ในระดับเดียวกัน อย่าง PTV และ ASTV  เองก็ประกาศตัวชัดว่าเลือกข้าง แต่ ในขณะที่รัฐสั่งปิดสื่อสีแดง PTV แต่กลับปล่อยให้สื่อสีเหลืองหรือASTV ทำหน้าที่ต่อไป แสดงว่ารัฐกำลังใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่ ? นี่คือสิ่งที่สังคมต้องตั้งคำถาม และมันก็มีปัญหามากว่า นั่นคือ คุณกำลังไม่มีมาตรฐานในการที่จะเลือกปิดสื่อใดสื่อหนึ่ง

นักศึกษา - ดังนั้น..ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยหลักๆ เป็นเพราะตัวบทบัญญัติพรก.ฉุกเฉิน เอง หรือเป็นเพราะรัฐซึ่งผู้ใช้ครับ ?

อ.สาวตรี : ความชอบธรรมในการประกาศพรก.ฉุกเฉินนั้น อาจารย์มองว่ามันยังเป็นตัวที่ถกเถียงกันได้  ในฟากของนักกฎหมายมหาชน มันชอบธรรมมั้ยที่การใช้พรก.มากำหนดให้อำนาจทั้งหมดไปอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี กลายเป็นว่าตอนนี้ฝ่ายบริหาร เป็นฝ่ายที่สามารถใช้อำนาจทั้งสามนั้นได้ แต่เนื่องจาก เกิดการประกาศขึ้นแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ก็คงต้องมาดูกันที่ตัวเนื้อหา

เนื้อหาเกี่ยวกับสื่อบัญญัติไว้ที่มาตรา 9 (3) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว อาจารย์คิดว่า มีการบัญญัติไว้โดยมีเงื่อนไขการบังคับใช้ ถ้ารัฐซึ่งเป็นผู้บังคับใช้ทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ปัญหาคงจะไม่เกิด หรือถ้าเกิดก็จะไม่มากขนาดนี้ แน่นอนนั่นเป็นส่วนปัญหาในแง่ของการบังคับใช้

ส่วนปัญหาในแง่ของบทบัญญัติตัวกฎหมาย พรก.ฉุกเฉินเอง นั้น มีถ้อยคำบางคำที่นิยามได้ไม่ชัดเจน เช่น ขัดต่อความมั่นคง ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นมันจึงกลายเป็นปัญหาในเรื่องการให้ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่มากเกินไปในการที่จะวินิจฉัยว่า สื่อไหนขัดต่อเรื่องพวกนี้บ้าง ไปอยู่ที่ภาครัฐอย่างเดียว ที่ผ่านมาถึงจะมีการแก้ปัญหาโดยการตั้งคณะกรรมการเป็นกลุ่มขึ้นมาพิจารณาเรื่องเหล่านี้ แต่ก็ปรากฏว่า ศอฉ.เองก็เป็นภาครัฐทั้งนั้น ไม่ได้มีภาคประชาชนมาร่วมตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ดุลยพินิจในการปิดสื่อเหล่านี้เลย สรุปคือ เป็นอำนาจของฝั่งบริหารล้วนๆ ในขณะที่ฝ่ายบริหารมีอีกสถานะหนึ่ง ที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับผู้ชุมนุม จึงย่อมเท่ากับว่า คุณกำลังให้อำนาจกับฝั่งหนึ่งทำกับอีกฝั่งหนึ่งอย่างสบายใจ ถามว่ามันยุติธรรมหรือไม่ ?

นักศึกษา - สุดท้ายอาจารย์คิดว่าในสถานการณ์การชุมนุมบทบาทและหน้าที่ของสื่อและบทบาทและหน้าที่ของรัฐ ควรจะเป็นอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวให้เป็นข้อยุติ ?   

อ.สาวตรี:  ปัญหาที่เกิดขึ้นมา ณ ตอนนี้ ในเรื่องการปิดสื่อเองก็ตาม การรับสื่อเองก็ตาม หรือความวุ่นวายต่างๆนานา มันไม่ได้มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันมาจากทั้งสามฝ่าย ทั้งภาครัฐ  สื่อ แล้วก็ประชาชนผู้รับสื่อ

ปัญหาของรัฐที่เราเห็นชัด ๆ เลย ก็คือ การดูถูกวิจารณญาณของผู้รับสื่อ ว่าไม่สามารถตัดสินได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยแสดงออกด้วยการปิดกั้น แล้วก็นำเสนอเรื่องบางเรื่อง บางมุมกับประชาชนเท่านั้น นี่คือ การดูถูกภาคผู้รับ ปัญหาอย่างที่สอง ขอใช้คำแรงไปเลยว่าเป็น ความขลาดกลัวของรัฐ คือ รัฐไม่กล้าที่จะชนกับข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ไม่เห็นกับตัวเอง สาม ก็คือ การทำหน้าที่ของรัฐนั้นหลาย ๆ ครั้งถูกตั้งคำถามว่าไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นการเลือกปฏิบัติ อย่างที่พูดไปแล้วว่า ปิดสื่อแดงแต่ไม่ปิดสื่อเหลือง ปิดประชาไทแต่ไม่ปิดผู้จัดการ อันที่สี่ คือ การใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐไม่โปร่งใส ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจที่เด็ดขาด รวมเร็วอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเรื่องที่รัฐทำโดยโปร่งใส และถูกตรวจสอบได้ ปัญหาก็คือ ปัจจุบัน พรก.ฉุกเฉิน ทำให้รัฐทำงานโดยไม่มีใครตรวจ นอกจากนั้นตัวรัฐซึ่งเป็นผู้ทำเองก็ไม่ได้ให้เหตุผลในการใช้อำนาจนั้น ส่วนปัญหาว่าเราจะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง ก็ต้องใช้วิธีการตีความกลับกันเลย นั่นคือ รัฐต้องเลิกดูถูกวิจารณญานประชาชนผู้รับสื่อ เปิดรับความเห็นที่แตกต่าง ต่อให้มีสื่อเลือกข้างนำเสนอเรื่องที่อาจขัดหรือแย้ง รัฐก็ควรที่จะเปิดใจ เว้นแต่  มีความชัดเจนจริง ๆ ว่าสื่อนั้นมีการยั่วยุ มีการปลุกปั่นประชาชน รัฐอาจจะปิดก็ได้ แต่ต้องให้เหตุผล อธิบายได้ว่าเนื้อหาตรงไหนที่เป็นความผิด นอกจากนั้นภาครัฐต้องมีมาตรฐานในการปฏิบัติ และโปร่งใสตรวจสอบได้ นี่คือปัญหา และการแก้ปัญหาในส่วนของภาครัฐ

ปัญหาของภาคสื่อ ก็คือ สื่อจำนวนมากไม่เป็นกลาง ต้องยอมรับตรงนี้สักที ซึ่งประชาชนอาจจะไม่ว่าอะไรก็ได้ อย่างที่บอก คุณอาจจะเลือกข้างไปเลยก็ได้ จะเข้าข้างใครก็ได้ เพียงแต่คุณอย่าเป็นอีแอบ คุณบอกประชาชนไปเลย เราจะได้รู้ จะได้ใช้วิจารณญาณได้ว่าจะฟังคุณแบบไหน เพราะฉะนั้น หนึ่ง คุณไม่เป็นกลางอาจจะละไว้ แต่ถ้าคุณไม่เป็นกลางคุณต้องพูด คุณต้องบอก คุณจะต้องกล้าหาญที่จะรับออกมาว่าคุณอยู่ข้างใคร ปัญหาประเด็นต่อมา ก็คือ อย่างเสวนาครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า “สื่อบิดเบือนหรือกฎหมายบดบัง ?”  แต่ความจริงสื่ออาจจะไม่บิดเบือนก็ได้ สื่อเพียงแต่เลือกที่จะเสนอความจริงบางด้านเท่านั้น อย่างนี้เราต้องถามว่า สื่อบิดเบือนหรือเปล่า ? ความจริงสื่ออาจจะไม่บิดเบือน แต่เลือกความจริงบางด้านมาเสนอ อย่างนี้เราต้องตั้งคำถาม ถ้าคุณอยากจะแก้ปัญหาจริงๆ คุณต้องนำเสนอความจริงทุกด้านเพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาเอง ปัญหาที่สาม ก็คือ หลายครั้งที่สื่อบางสื่อถูกแทรกแซง แต่สื่อเหล่านั้นก็กลับเงียบ สื่อไม่ได้มีการผนึกกำลัง หรือลุกขึ้นมาบอกสังคมว่าคุณโดนแทรกแซงอยู่ แต่คุณยอมรับให้เป็นไปตามที่เค้าต้องการ นี่คือ ปัญหาในเรื่องความเข้มแข็งของวงการสื่อเอง ว่าถ้าคุณโดนแทรกแซงมากๆ คุณมีความอึดอัดในการทำงานคุณควรจะรวมตัวกันทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้สังคมรับรู้ว่า คุณโดนแทรกแซงอยู่ประชาชนจะได้รู้ด้วย อันนี้คือปัญหาของสื่อ และแนวทางการแก้ไข

ปัญหาสุดท้าย คือ ในฝั่งของประชาชนผู้รับสื่อ จะเห็นได้ว่าประชาชนจำนวนมากรับสื่อโดยไม่ตั้งคำถาม รับข่าวสารในลักษณะ นำเสนออะไรมาก็เชื่อหมด ไม่เฉพาะในฟรีทีวี แต่รวมถึงเว็บบอร์ด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาครัฐ ประเด็นที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็คือ จะเห็นได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามกับการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ในขณะที่คนเหล่านั้นไม่เคยตั้งคำถามกับการนำเสนอข่าวจากภาครัฐเลย อันนี้คืออะไร ? นี่คือการดูอย่างขาดวิจารณญาณ ไม่ตั้งคำถาม เมื่อคิดจะตั้งคำถามขึ้นมา ก็เลือกที่จะตั้งคำถามกับสื่อบางประเภทเท่านั้นอีก ปัญหาอีกอย่าง คือ การรับสื่อไม่รอบด้านหรือ “รับสื่อตามจริต” เราใช้คำนี้ คือถ้าสื่อตามจริตฉัน ฉันก็รับแต่อย่างนั้น นี่เป็นปัญหาอย่างยิ่งเพราะคุณจะโดนPropaganda หรือคุณจะโดนโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคุณรับสื่อให้หลากหลาย ดูว่าสื่อสีแดงว่าอย่างไร สีเหลืองว่าอย่างไร สีขาวว่าอย่างไร หลากสีว่าอย่างไร แล้วใช้วิจารณญาณช่างน้ำหนักเองโดยใช้เหตุผล ถ้าทุกฝ่ายทำอย่างนี้ ในแง่ของการไม่ยอมรับซึ่งกันและกันมันจะลดลง เพราะคุณจะรู้เหตุผลของคนที่เห็นต่างและคนที่เห็นด้วย เราจะเกิดความคุ้นเคยกับความหลากหลายที่เข้ามา เราจะอยู่กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่เคอะเขินและไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน.

เข้าสู่ระบบ