Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » สาวตรี สุขศรี » ประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้-เดึงศาลอาญาระหว่างประเทศร่วมตรวจสอบ

ประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้-เดึงศาลอาญาระหว่างประเทศร่วมตรวจสอบ

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์

16 September 2010

read 2557

น.ส.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ใช่แค่ติดตามและทวงถามความยุติธรรมคืนให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บใน เหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” เท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้สื่อและภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบและเคลื่อนไหวตลอด เวลาเพื่อไม่ให้ข่าวนี้เงียบหายไป รวมทั้งศาลก็ต้องเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้นด้วย ไม่ใช่ให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่เหนือฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ แม้แต่การดึงศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาร่วมตรวจสอบ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

รัฐไล่ล่ากลุ่มคนเสื้อแดง

ในขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดว่าต้องการความปรองดอง แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็คือ มีการไล่ล่าคนเสื้อแดง (กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน) ไม่ว่าจะเป็นแกนนำหรือแนวร่วมทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งการไล่ปิดสื่อต่างๆที่ยังมีอยู่ตลอดเวลานั้น ดังนั้น ประเด็นแรกที่เราต้องตั้งคำถาม ก็คือ ตรงนี้มันสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลพูดหรือไม่

ประเด็นที่ 2 รัฐบาลพยายามพูดตลอดเวลาว่า เขากำลังผลักดันหลักนิติรัฐให้ใช้ได้จริง หรือให้ประเทศเราเป็นนิติรัฐอย่างแท้จริง แต่คำถามก็คือ ทั้งในแง่ของการออกกฎหมาย หรือการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไว้ หรือในแง่พฤติกรรมของรัฐ รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ที่ออกมาควบคุมคน หรือจับกุมบุคคลอื่น ตรงนี้มันเป็นนิติรัฐจริงหรือเปล่า บางทีตอนหลังๆ มานี้เราอ้างใช้คำนี้พร่ำเพรื่อเกินไป

เราพูดโดยที่ไม่มีรายละเอียดของหลักนี้ มันจะกลายพันธุ์และจะกลายเป็นเรื่องของคนออกกฎหมายเป็นใหญ่ คนใช้กฎหมายเป็นใหญ่ ซึ่งความจริงแล้วมันขัดกับหลักนิติรัฐ ถามว่าหลักนิติรัฐเรียกร้องอะไร อันแรก คือ การที่รัฐจะใช้อำนาจจะต้องมีกฎหมายกำหนดให้อำนาจรัฐไว้ คือพูดง่ายๆว่าเป็นหลักทางกฎหมายมหาชนเลยว่า ถ้าไม่มีกฎหมาย รัฐก็ไม่มีอำนาจที่จะทำ อันที่ 2 ที่หลักนิติรัฐเรียกร้อง คือ นอกจากมีกฎหมายให้อำนาจแล้ว การใช้กฎหมายโดยรัฐนั้นจะต้องเป็นไปโดยชอบด้วย

นั่นหมายความว่าบางทีกฎหมายให้อำนาจ แต่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ลอยๆว่าคุณจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ ในตัวกฎหมายจะมีเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายอยู่ว่า การที่จะทำตามกฎหมายข้อนี้ หรือการที่จะจับกุมเขา หรือจะปิดกั้นสื่อ หรือจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมีอะไรเกิดขึ้น เช่น ถ้าเป็นเรื่องสื่อ จะต้องมีลักษณะว่าเนื้อหานั้นจะต้องเป็นภัย และเป็นภัยตรงไหนก็ต้องอธิบายได้ เหล่านี้คือลักษณะการใช้บังคับ หรือการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ให้

อันที่ 3 นอกจากมีกฎหมายและต้องใช้กฎหมายอย่างถูกต้องชอบธรรมแล้ว การใช้อำนาจนั้นจะต้องถูกตรวจสอบได้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ผู้ใช้อำนาจมี 3 ฝ่ายคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผู้ใช้บังคับกฎหมาย คือ ฝ่ายบริหาร ทั้งนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ต่างๆ คำถามว่า เวลาเขาใช้อำนาจไปแล้ว เขาใช้โดยถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ก็ต้องมีหน่วยงานอื่นนอกจากฝ่ายบริหารเข้ามาตรวจสอบ จึงมีการเรียกร้องให้ศาลต้องเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการไล่ล่า การปิดสื่อ เราอาจจะต้องตกใจเหมือนกัน เพราะเราพบว่าหลายๆครั้งศาลปฏิเสธที่จะเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายบริหารมีกฎหมายให้อำนาจแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเขาทำอะไรก็ตามที่กฎหมายให้อำนาจ ในที่นี้คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ ศาลก็บอกว่ารัฐบาลก็ทำถูกต้องแล้ว ตรงนี้ด้วยความเคารพว่า...จริง ๆ มันเป็นเรื่องคนละประเด็นกัน คือ เราอาจไม่ได้บอกว่ารัฐบาลหรือฝ่ายบริหารทำไปโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เราบอกว่ามีกฎหมาย แต่เวลาเขาใช้เขาใช้ไม่ถูกต้อง หรือถามว่าใช้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ศาลควรต้องตรวจสอบ มันเป็นสองขั้นของการตรวจสอบถ่วงดุลย์

สรุปก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้น 1. มันไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลพูดเลย ทั้งในแง่ของการปรองดอง หรือการปฏิรูป กับ 2. หลักนิติรัฐ คือ เรื่องที่รัฐบาลอ้างใช้เยอะมาก แต่จะเข้าใจจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เหมือนศาลยิ่งนิ่งเฉย

อันนี้ต้องถือว่าเป็นปัญหามากในแง่ของกระบวนการยุติธรรม คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายตัวหนึ่งที่ออกมาเพื่อที่จะประกาศว่าประเทศในขณะ นั้นมีสถานการณ์บางอย่างที่จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษ และ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีลักษณะของมันคือ 1. โอนอำนาจทั้งหมดไปให้ฝ่ายรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี 2. มีการยกเว้นไม่ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบางประการ คือ สามารถจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพบางประการได้ ซึ่งถ้าเป็นไปในสถานการณ์ปรกติคุณจำกัดไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในทางกฎหมายอาญาจะมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกันสิทธิเสรีภาพของ ผู้ต้องหา ผู้ที่ถูกจับกุม ถูกค้น ตรวจสอบต่างๆนั้น คุณจะจับเขาหรือจะค้นเขาได้ต้องมีเงื่อนไขเป็นข้อ ๆ และมีหลักประกันชัดเจน แต่พอ พ.ร.ก.ฉุกเฉินประกาศออกมา ตัว พ.ร.ก. บอกว่าภาครัฐสามารถจับกุมใครก็ได้แค่เพียงสงสัยว่าบุคคลคนนั้นจะไปก่อสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้อำนาจกับภาครัฐค่อนข้างมาก เวลาการใช้จริงคุณต้องใช้จำกัดที่สุดการใช้นั้นต้องอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

หากพูดถึงประเด็นความชอบและความยุติธรรมของตัว พ.ร.ก. เอง เราอาจจะตั้งคำถาม โดยดูว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องดูทั้งสองเรื่องเลย คือ 1 ขัดกฎหมายภายในหรือไม่ กับ 2 ขัดกับกติกาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิพลเมืองหรือสิทธิทางการเมืองที่ไทยเราเป็นภาคีอยู่หรือไม่

ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถามว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดตัดทอนได้หรือไม่ กฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่า จำกัดสิทธิเสรีภาพได้ ถ้ามีสถานการณ์บางอย่าง เราไม่ได้บอกว่าสิทธิเสรีภาพนั้นจะต้องใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่คุณอาจถูกจำกัดได้ อย่างไรก็ตาม มันยังมีมาตรา 29 รัฐธรรมนูญ เขียนคุมไว้อีกทีว่า รัฐจำกัดก็ได้ แต่การจำกัดตัดทอนนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความจำเป็นหรือเท่าที่จำเป็น การจำกัดตัดทอนที่ว่าต้องไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพนั้น ในรัฐธรรมนูญระบุว่าสามารถให้รัฐจำกัดสิทธิได้ แต่ในขณะเดียวกันก็บอกว่ารัฐจะใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่มีเหตุผลก็ไม่ได้ เช่นกัน

ถ้าเราไปพิจารณากฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเป็นภาคี เช่น กติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองหรือสิทธิทางการเมือง เขาก็บอกว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องมีมาตรการ ต้องมีกฎหมายและบทบัญญัติเหมือนกัน

ตามปฏิญญาสากลหรือกติกาสากลนั้น ถ้ามีสถานการณ์พิเศษบางอย่าง รัฐภายในหรือรัฐแต่ละประเทศสามารถที่จะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่ว่าละเมิดได้ทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามมาตรา 4 แห่งกติกาดังกล่าว ก็กำหนดทำนองว่าสิทธิต่างๆที่จะถูกจำกัดตัดทอนโดยสถานการณ์พิเศษ ต้องเป็นสิทธิที่ต้องยอมรับให้จำกัดได้เหมือนกัน เช่น เขาชุมนุม คุณอาจออกกฎหมายห้ามชุมนุม อาจพอรับได้ หรือเขาจะเคลื่อนไหว มีการเดินขบวน รัฐจะออกกฎหมายหรือออกประกาศว่าห้ามการเคลื่อนไหวโดยเสรีก็อาจทำได้ แต่ปฏิญญาสากลบอกว่ามีสิทธิบางประการที่ไม่ว่าจะสถานการณ์ปรกติหรือ สถานการณ์ฉุกเฉินคุณจำกัดไม่ได้ ถามว่าสิทธินั้นคืออะไร คือ ชีวิตและร่างกาย พูดง่ายๆแม้จะประกาศฉุกเฉินแล้วรัฐก็ไม่มีสิทธิที่จะไปทำให้เขาตาย อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามกรณีที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาล จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ว่าที่ผ่านมาบ้านเราก็ยังไม่มีการถามไถ่เรื่องนี้กันอย่างชัดเจน นี่คือสิ่งที่เราอาจจะขัดกับพันธกรณีหรือไม่

ปฏิญญาสากลยังบอกไว้ด้วยว่า ถ้าเกิดมีเหตุหรือภยันตรายในประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นภาคี หากมีการประกาศกฎหมายพิเศษแล้วเหตุการณ์เหล่านั้นหมดไป รัฐบาลต้องยกเลิกตัวกฎหมายและประกาศพิเศษนั้นไปเสีย ไม่ใช่ยังคงไว้อยู่ตลอดเวลา

ตอนนี้บ้านเราทำอะไรอยู่ คนที่ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินคือฝ่ายบริหารและนายกรัฐมนตรี ถามว่าควรจะคง พ.ร.ก. ต่อไปหรือไม่ คนที่พิจารณาก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเหมือนเดิม ถามว่าเขาอยู่ในสถานะนั้นหรือไม่ในการที่จะตัดสินว่า ณ วันนี้สถานการณ์จำเป็นต้องคงฉุกเฉินอยู่หรือไม่ รัฐบาลไม่ควรเป็นคนตอบ มันกลายเป็นเรื่องของการชงเองกินเอง เพราะตราบใดที่ยังมี พ.ร.ก. อยู่ เขาก็สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ นั่นคือการพยายามคงอำนาจของเขาไว้ให้เหนือจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภา และตุลาการ ที่ตรวจสอบเขาไม่ได้

ภาพลักษณ์ของประเทศ

ภาพลักษณ์ของประเทศคงไม่ถึงขั้นเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ถามว่าต่างชาติเขาจะมองอย่างไร คิดว่าขณะนี้ต่างชาติตั้งคำถามกับประเทศไทยหลายเรื่อง ทั้งในแง่ความชอบด้วยการใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาล และหลักการแบ่งแยกอำนาจ ที่ของเราเหมือนกับไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแท้จริง ซึ่งหลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นหลักสำคัญอันหนึ่งของประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการถ่วงดุลตรวจสอบ โดยฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายออกกฎหมาย และรัฐบาลเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย

ที่สำคัญตุลาการต้องตรวจสอบตรงนี้ได้ แต่ปรากฏว่าบ้านเรากลไกตรงนี้ใช้ไม่ได้เลย พอมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งออกโดยฝ่ายบริหาร เท่ากับว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว และเป็นการตัดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ พอมาถึงปั๊บปฏิบัติการต่างๆ ศาลก็ไม่เข้ามาตรวจสอบ นี่คืออำนาจอีกอำนาจหนึ่งที่ทำงานไม่ได้ กลไกการตรวจสอบก็ไม่เกิด แน่นอนว่าต่างประเทศต้องตั้งคำถามว่า ถ้าแบบนี้ประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยอยู่หรือเปล่า เพราะมันขัดหลักการถ่วงดุลการตรวจสอบ

ถ้าไม่เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ถ้ารัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยอ้างเรื่องพวกนี้ ก็จำเป็นต้องเรียกร้องให้รัฐโยนการตัดสินว่าบ้านเรายังฉุกเฉินหรือเปล่าให้ ศาล หรือคณะกรรมการร่วม หรือภาคประชาสังคม ช่วยกันตัดสินว่าคุณควรหรือสามารถที่จะคง พ.ร.ก. นี้ต่อไปได้หรือไม่ นี่คือขั้นต้นที่เราต้องตัดออกไปก่อน หลังจากนั้นถึงจะเริ่มต้นปฏิรูปประเทศไทยอย่างที่รัฐบาลบอก นายกฯอภิสิทธิ์บอกตลอดเวลาว่า คุณจะปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปสื่อ ทำให้ทุกคนมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน แต่ขณะที่ประเทศตอนนี้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ รัฐสามารถใช้อำนาจในการจับกุมคุมขังได้อย่างเต็มที่ ถามว่าการปฏิรูปหรือความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่ออีกฝ่าย หนึ่งโดนกดทับอยู่ตลอดเวลา นี่คือปัญหา ประชาชนจึงต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบ เรียกร้องตรงนี้ และต้องทำให้เป็นวาระขึ้นมา อย่าปล่อยให้เขาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตลอดไป จนเรารู้สึกชินชากับมัน จนรู้สึกว่าฉุกเฉินแล้วไง ชีวิตฉันก็เหมือนเดิม ถามว่าคุณอาจจะยังเหมือนเดิม แต่คนที่โดนไล่ล่าอาจไม่เหมือนเดิม

มีวิธีต่อสู้กับรัฐหรือไม่

การที่เราจะต่อสู้กับรัฐบาลให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตจาก เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา คิดว่ามีวิธีการต่อสู้หลายรูปแบบ ทั้งในแง่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนเองควรจะต้องทำให้เป็นพื้นที่ข่าวอยู่ตลอด เวลาอย่าให้ตกไป คือจะต้องมีการทวงถามเรียกร้องว่า ณ วันนี้กระบวนการตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว สื่อเองก็ต้องทวงถาม ไม่ใช่ปล่อยไปเฉยๆ อันนั้นในแง่ของการเคลื่อนไหวภาคสังคมหรือภาคสื่อสารมวลชน

สำหรับการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย ต้องเอา พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปก่อน เพราะเมื่อ พ.ร.ก. ยกเลิกแล้ว เราก็สามารถใช้กระบวนการกฎหมายปรกติที่คุ้มครอง เรียกร้องสิทธิของผู้เสียชีวิต ซึ่งน่าจะได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่าและการตรวจสอบที่ดีกว่า ในแง่ของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ให้ท่านเร่งตรวจสอบทำงานไป ถ้าจะให้ดีต้องมีการเรียกร้องให้มีการเผยแพร่ความคืบหน้าเป็นระยะๆเพื่อให้ ประชาชนได้ทราบด้วย

ดึงศาลระหว่างประเทศ

การที่รัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามว่า ตกลงมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป กระบวนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ยังมีประเด็นหนึ่งที่มีความพยายามไปดึงเอาศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามา ตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะต้องศึกษาว่ามีเงื่อนไข มีขั้นตอนในการดึงให้เข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างไร เพราะการทำให้คนตายแม้ในสถานการณ์ไม่ปรกติก็ถือเป็นเรื่องที่ขัดกติกาสากล

สถานการณ์ขณะนี้จำเป็นที่จะต้องดึงศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาตรวจสอบว่า สาเหตุที่เขาทำให้คนตายมีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแค่ภายในประเทศแล้ว ถ้าเรามีประเด็นเรื่องของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือมีต่างประเทศเข้ามาติดตามตรวจสอบ เป็นผู้สังเกตการณ์ แน่นอนมันย่อมเป็นแรงกดดันอย่างหนึ่งที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรม ระบบการแบ่งแยกอำนาจในประเทศไทย เข้ารูปเข้ารอยและเดินไปได้ตามปรกติที่มันควรจะเป็น

รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเร่งด่วน เพราะตอนนี้ในขณะที่เขายังไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ในทางปฏิบัติยังมีการติดตามไล่ล่าคนเสื้อแดงอยู่ จะยิ่งก่อให้เกิดรอยร้าวมากขึ้น สถานการณ์อาจจะยิ่งแย่ลง ในที่นี้เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์มันจะชัดเจนในลักษณะการมาชุมนุมเรียกร้อง หรืออาจเป็นในรูปแบบอื่น เพราะเขายังโดนกระทำอยู่ และไม่ได้รับการเยียวยาใดๆที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ขณะที่รัฐบาลพูดตลอดเวลาว่าจะปฏิรูป พยายามสร้างภาพพจน์ว่าฉันทำตรงนี้อย่างเต็มที่แล้ว

นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 269 วันที่ 24-30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 

เข้าสู่ระบบ