Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » ปิยบุตร แสงกนกกุล » ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามรธน.๒๕๕๐ และการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์

ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามรธน.๒๕๕๐ และการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์

16 September 2010

read 16842

บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐และการเมืองเป็นเรื่องของ “ผลประโยชน์”

“... การแบ่งให้มี ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1  คน มีเพื่ออะไร ผมคิดว่า ผู้ร่างไปดูโมเดลจากประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ แล้วเอามาสวม ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่รัฐรวมแบบเขา และเราไม่ได้เอาแต่ละจังหวัดเข้ามาเพื่อสะท้อนผลประโยชน์ของมลรัฐ...”

“…สมมติว่า จะให้คนดี ในความหมายว่า “เป็นคนดีจริงๆ” มาสรรหาส.ว. แต่ผลประโยชน์ของคนดีอาจไม่ตรงกับผลประโยชน์ของชาวบ้าน ชาวบ้านก็มีสิทธิ์ส่งคนของเขามาพิทักษ์ผลประโยชน์ ทั้งนี้การเมืองมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่แค่ศีลธรรม… “

ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะไว้อย่างแหลมคมเกี่ยวกับระบบการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก (ส.ว.)ตามรัฐธรรมนูญ 2550 จำนวน 150 คน ที่มาจาก 2 ส่วน คือ 1.มีคณะกรรมการสรรหา 7 คน สรรหาบุคคลที่องค์กร สมาคมวิชาชีพ เสนอชื่อมา ให้ได้จำนวน 74 คน และ 2.เลือกตั้งส.ว. 76 คน จากจังหวัดละ 1 คน โดยชี้ว่า การออกแบบการได้มาซึ่งส.ว.ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ สะท้อนถึงวิธีคิดเกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทยที่ดูจะเข้าใจคลาดเคลื่อน  

ว่าที่ด็อกเตอร์ วัย 29 ปี ด้านกฎหมายมหาชน จากประเทศฝรั่งเศส ยังชี้ให้เห็นว่า มีการสร้างวาทกรรมบางอย่างเพื่อลดทอนอำนาจระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ให้กลุ่มของตนสามารถเข้ามาจัดสรรอะไรๆได้มากกว่ากลุ่มอื่น

วันนี้ “มติชน” ได้รับโอกาสให้ถ่ายทอดการวิพากษ์ระบบการได้มาซึ่งส.ว.จากนักวิชาการหนุ่มไฟแรงท่านนี้

..................

**การได้มาซึ่งส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำลังรันตามระบบอยู่ อย่างไรก็ดี มีเสียงวิพากษ์มาโดยตลอดว่า การออกแบบอำนาจหน้าที่ของส.ว.และวิธีการได้มา ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน โดยเฉพาะประเด็น ฐานความชอบธรรม

ปกติประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา ไม่ได้บังคับว่า ต้องมีสภาเดียว หรือ 2 สภา ประเทศที่มีสภาเดียวไม่ได้หมายความว่า กระบวนการทางรัฐสภาทำงานไม่ได้ ประเทศที่มีสภาเดียวเช่น สวีเดน โปรตุเกส ส่วนประเทศที่มี 2 สภาก็ต้องตอบคำถามก่อนว่า สภาที่ 2 คือ วุฒิสภา จะเอามาทำงานอะไร เช่น มีวุฒิสภาเพราะเป็นมรดกตกทอดทางประเพณี อย่าง อังกฤษ หรือ ประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ อย่าง สหรัฐอเมริกา เยอรมัน มีเพื่อให้แต่ละมลรัฐ มีจำนวนส.ว.เท่ากันหมด คือ จำนวนส.ส.แต่ละมลรัฐไม่เท่ากันขึ้นกับจำนวนประชากร ดังนั้นจำนวนส.ว.ที่เท่ากันเพื่อให้แต่ละมลรัฐมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
 
ส่วนบ้านเรา เดิมวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง เพราะอำนาจมันน้อย คือ ด้านนิติบัญญัติ โดยเป็นองค์กรถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เป็นผู้ชี้ขาด ทำหน้าที่แค่ถ่วงดุลการร่างกฎหมาย หรือ การตั้งกระทู้ถามเล็กๆน้อยๆ ฉะนั้นมาจากการแต่งตั้งคงไม่มีปัญหา แต่รัฐธรรมนูญ 2540 จนมาถึง 2550 ให้อำนาจวุฒิสภามาก คือ แต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พออำนาจมากอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่า ควรจะให้มีที่มาอย่างไร ซึ่งของเราออกแบบมาว่า ให้มีส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และส่วนที่มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาไม่กี่คนด้วย ก็เป็นปัญหาว่า วุฒิสภาในส่วนสรรหามีฐานความชอบธรรม มีฐานจากประชาชนเพียงพอหรือไม่

**ฐานคิดของผู้ออกแบบระบบผสม สะท้อนว่า ไม่เชื่อการเลือกตั้ง และไม่ไว้ใจประชาชน 

ถ้าย้อนดูการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ประเด็นที่มาของส.ว. ถูกแขวนไว้นานที่สุด เพราะมีบางกลุ่มอย่างส.ส.ร.ที่มาจากเลือกตั้ง ก็อยากให้เลือกตั้งโดยตรง ส่วนส.ส.ร.ภาคผู้เชี่ยวชาญ ภาควิชาการ อย่างไรก็อยากให้เลือกโดยอ้อม เพราะเขาคิดว่า ถ้าเลือกตั้งโดยตรง อย่างไรก็หนีการเมืองไม่พ้น
 
ประเด็นสำคัญคือผมคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการเมือง ไม่ว่าจะมาจากสรรหาหรือเลือกตั้ง ทุกคนมันมีผลประโยชน์ของมันอยู่ ต้องทำความเข้าใจว่า ผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย การเมืองมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์แต่ละคนมันไม่เท่ากัน ทุกคนจึงต้องมาหารือ แลกเปลี่ยน ปรึกษา จัดสรร แบ่งปัน ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่า พวกที่มาจากเลือกตั้งจะหวังแต่ผลประโยชน์ บางที่คนที่มาจากการสรรหาก็มีผลประโยชน์ของกลุ่มของเขาอยู่เหมือนกัน อย่าไปมองว่า เลือกตั้งเป็นของไม่ดี หรือได้มาแต่นักการเมืองไม่ดี
 
ทั้งนี้อย่างน้อยที่สุดถ้าเราคิดว่า การเลือกตั้งโดยตรงจะได้คนประเภทเดียวกับส.ส.มา ก็ควรพยายามออกแบบระบบใหม่ดีหรือไม่ เช่น เลือกตั้งทางอ้อม หมายความว่า ให้ประชาชนเลือกคณะกรรมการมาคณะหนึ่ง แล้วคณะกรรมการค่อยไปเลือกส.ว. หรือ ให้ประชาชนเลือกส.ว.จากที่มีการคัดกรองมาแล้วขั้นหนึ่ง เป็นต้น อย่างฝรั่งเศส เลือกโดยอ้อม คือเอาตัวแทนองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆ เข้ามาเป็นคณะกรรมการหาส.ว. แต่ส.ว.ของเขามีอำนาจน้อยมาก เช่น ทำแค่คอยถ่วงดุลการร่างกฎหมายนิดๆหน่อยๆ ตั้งกระทู้ถาม สรุปคือ วิธีคิด ควรจะเริ่มต้นจากจะเอาส.ว.มาทำอะไร 

**ผู้ร่างคิดว่า อยากให้ส.ว.เป็นองค์กรคุณธรรมแบบที่ไม่ข้องแวะกับผลประโยชน์ ซึ่งมันไม่มีจริง เพราะคำว่าการเมือง มันคือการจัดสรรผลประโยชน์ ซึ่งทุกกลุ่มมันมีผลประโยชน์ของตัวเอง 

ตั้งแต่ก่อน 19 กันยายน 2549 จนมาถึงวันนี้ คำว่า คุณธรรม ความดี ศีลธรรม มันเฟ้อมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องไม่มี แต่มาตรวัดล่ะ…จะเอาไรมาวัด เราก็คิดกันลอยๆว่า เอ้อ คนที่ควรจะมีศีลธรรม และจะเลือกคนมีศีลธรรมคุณธรรมได้ คงจะต้องเป็นระดับองค์กรตุลาการ หรือเป็นระดับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง คือ การเมืองมันไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมอย่างเดียว พอมาถึงเรื่องการเมืองแล้วมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ เกิดกลุ่มเนี้ย ที่บอกว่ามีศีลธรรม ผลประโยชน์ไม่ตรงกับอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เข้ามาปรึกษาหารือร่วมกัน ให้เข้ามาถกเถียง หาฉันทามติร่วมกัน ไม่ใช่ไปกีดกันเขาออกไปเลย แล้วบอกว่า พวกฉันกลุ่มเดียวที่มีศีลธรรม มีสิทธิ์ชี้ขาดทั้งหมด
 
ทั้งนี้ ส.ว.ในส่วนสรรหา มีกรรมการสรรหา 7 คน ซึ่งเป็นประธานองค์กรใหญ่ๆ ผมมองว่า จุดนี้เป็นปัญหาในแง่วิธีคิด โดย ระบบการเมืองไทยปัจจุบัน เวลาจะหาคนที่เรารู้สึกไว้วางใจได้ น่าจะเป็นกลาง เป็นคนดี มีคุณธรรมต่างๆ นานาที่ชอบคิดกัน เราก็ชอบเอาคนที่เป็นประธานองค์กรต่างๆ เข้ามา ในแง่หลักการ ฐานที่มาจากประชาชนมันไม่มีตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าบอกว่า องค์กรภาคประชาชน สหภาพแรงงาน สมาคม รัฐวิสาหกิจต่างๆ มีสิทธิ์เสนอชื่อมา แต่สุดท้าย 7 คนนี้เลือกอยู่ดี 

**มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นแล้วว่า ส.ว.ในส่วนการสรรหา องค์กรที่เสนอชื่อบุคคลมา ไม่ได้เสนอชื่อคนที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์นั้นจริงๆ 

ใช่ เราพบว่า บุคคลที่องค์กรนั้นๆเสนอชื่อมา ไม่ได้ประกอบอาชีพนั้น เป็นแต่เพียงสมาชิกสมาคมนั้นเฉยๆ เช่น มีสมาคมพวกพิทักษ์ศาสนา ปรากฏว่า มีการเสนอชื่อนายพลเข้าไปเต็มไปหมด แม้ในรัฐธรรมนูญต้องการให้องค์กร สมาคม เสนอคนที่เป็นตัวแทนจริงๆเพื่อให้เกิดความหลากหลาย แต่ปรากฏว่า ความเป็นจริงมันไม่ใช่ 

**ส.ว.ในส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีปัญหา เพราะคนมีชื่อเสียง มีผลงาน หนีไปลงแบบสรรหา 

เรื่องนี้เป็นปัญหาตั้งแต่แรกว่า การแบ่งให้มีส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน มีเพื่ออะไร ผมคิดว่า ผู้ร่างไปดูโมเดลจากประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ แล้วเอามาสวม ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่รัฐรวมแบบเขา และเราไม่ได้เอาแต่ละจังหวัดเข้ามาเพื่อสะท้อนผลประโยชน์ของมลรัฐ ที่สำคัญ อำนาจหน้าที่ของส.ว.บ้านเราไม่ใช่เรื่องนี้ ทั้งนี้ ไอเดียนี้มันไม่ใช่เป็นไอเดียแรกของผู้ร่าง ผู้ร่างจะไม่เอาเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ จนมาโดนแรงต้าน ก็เลยแบ่งมาเป็นเลือกตั้ง 76 คน แบบมึนๆงงๆ
 
ส่วนข้อเท็จริงที่เกิดขึ้นในส่วนนี้ พบว่า จำนวนผู้สมัคร อย่างจังหวัดใหญ่ๆ คนก็ไม่กล้าลง หนีไปช่องสรรหาแทนอย่างที่ว่า แต่สุดท้ายพอเข้าไปในสภา อย่างไรเสีย คนที่มาจากการเลือกตั้งก็จะมีฐานความชอบธรรมจากประชาชนสูงกว่า พวกที่มาจากการสรรหา 

**ส.ว.ลูกผสมจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจำนวนที่มาจาก 2 ทาง มันพอๆกัน 

ผมคิดว่า ส.ว. เลือกตั้ง 76 คน มันก็ไม่ใช่ฐานเดียวกับส.ส.ปีกรัฐบาลทั้งหมดนะ ถ้ามองทางการเมือง ภาคใต้ 14 จังหวัด หรือ กทม. คือ ผมยังมองว่า เสียงข้างมากใน 150 คน น่าจะคนละพวกกับเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร เพราะเขาไปซอยเป็นจังหวัดละ 1 คน ไม่ได้คิดจำนวนส.ว.จากฐานประชาชน เท่าที่ดู 76 จังหวัด แต่ละจังหวัดก็มีฐานของกลุ่มการเมืองแต่ละจังหวัด อย่างไรก็ดี ดูแล้วเสียงส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนละพวกกับสภาผู้แทนฯ เพราะเห็นๆกันอยู่ ดูที่ที่มาต่างๆก็รู้แล้ว เจตนาต้องการให้เป็นคนละพวกกับสภาผู้แทนฯ
 
ส่วนเรื่องความหลากหลาย ผมมองว่า ส.ว.จากส่วนเลือกตั้ง เปิดรายชื่อผู้สมัครมาก็เห็นแล้ว นักเลือกตั้งมืออาชีพประจำจังหวัดมีโอกาสได้สูง ความหลากหลายไม่น่าจะเกิด เพราะเขตใหญ่ขนาดจังหวัดต้องมีฐานคะแนน ไม่เหมือนอย่างในอดีต ส.ว.กทม.ที่มี 18 คน ได้อย่างหลากหลายพอสมควร เพราะบ้างก็เลือกเอ็นจีโอ บ้างก็เลือกทหารเก่า ส.ว.49 ก็หลากหลายพอสมควรเช่นกัน คราวนี้ ภาคประชาชนที่จะเข้ามาเป็นส.ว.ทั้งส่วนเลือกตั้งและส่วนสรรหา น่าจะมีสัดส่วนน้อย โดยในส่วนสรรหา คงจะเอาภาคประชาชนมาตกแต่งให้ดูสวยๆ แม้เขาจะออกมาอ้างว่า รัฐธรรมนูญเขียนว่า ต้องคำนึงถึงความหลากหลาย แต่จริงๆวางกลไกแล้วว่าจะเอากลุ่มไหนแล้ว และไม่มีหลักประกันความหลากหลายแท้จริง ส่วน 76 คนจากเลือกตั้งยิ่งโอกาสน้อยไปใหญ่ แต่สรุปภาพรวมส.ว. 150 คน ในส่วนสรรหา จะเต็มไปด้วยชนชั้นขุนนาง เป็นสภาอีลีท(elite) สำหรับในส่วนเลือกตั้ง นักเลือกตั้งมืออาชีพมีโอกาสมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นฐานเดียวกับฝ่ายรัฐบาล รวมแล้วเสียงข้างมาก น่าจะเป็นคนละพวกกับเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร 

**ส.ว.เข้ามาคนละแบบ แต่ธรรมชาติของการเมืองบ้านเรา ก็คงมีการไปรวมกลุ่มกันอีกเช่นเคย พอมีเงินๆทองๆเข้ามา 

ผมยังเชื่อว่า คณะรัฐประหารและพวก อย่างไรก็ต้องหาทางเข้ามาแทรกไม่มากก็น้อย แต่ระยะต่อไป ถ้าวุฒิสภาเดินไปเรื่อยๆ 3 –4 ปี ระยะ จะมีการเปลี่ยนกลุ่มก๊วน เราคงคาดเดาไม่ได้ แต่โดยธรรมชาติ สังคมหรือวิญญูชนทั่วไป เห็น(เน้นเสียง) กระบวนการได้มา เห็น 7 องค์กรที่เป็นคนสรรหา เห็นคนที่เข้ารับการสรรหา อย่างน้อยๆ พอจะเห็นแล้วว่า ส.ว.สายสรรหาจำนวน 74 คน น่าจะเป็นใครบ้าง 

**ค่อนข้างชัดว่า ผู้ร่างออกแบบระบบส.ว.อย่างนี้ เพื่อให้วุฒิสภามาต่อรอง งัดคานกับสภาผู้แทนราษฎรที่เขาเก็งว่า จะออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ ? 

มองบริบททางการเมือง ไม่ใช่หลักกฎหมาย ก็คิดว่า เขาเก็งไว้อย่างนั้นแหละว่า สภาผู้แทนราษฎรจะมีเสียงข้างมากมาจากพรรคพลังประชาชน ดังนั้นมีทางเดียวแหละที่มาจากถ่วง คือ เอาฝ่ายทหาร อมาตยาธิปไตยทั้งหลาย จะเข้ามาต่อสู้ทางการเมืองกับอีกฝ่ายหนึ่งตามระบบคือ ต้องหาทางเข้ามาวุฒิสภา ซึ่งมีผลอย่างไรบ้าง เช่น ตามถอดถอนรัฐมนตรีได้ แต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด เริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญอันแรกเลย และที่สำคัญสุดคือ การ แก้รัฐธรรมนูญ โดยการแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้ต้องใช้ 316 เสียงขึ้นไป คือครึ่งหนึ่งของ 2 สภา พรรคพลังประชาชนมีเสียงไม่ถึง ก็ต้องหาแนวร่วมจากสภาผู้แทนราษฎร และอาจจะยังไม่พอด้วย อาจจะต้องพึ่งเสียงวุฒิสภา สรุปประเด็นคือ ขั้วรัฐประหาร อมาตยาธิปไตย เขาคงคิดว่า ต้องเข้ามาวุฒิสภาเพื่อถอดถอน แต่งตั้ง และมีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

**จะออกแบบระบบส.ว.ใหม่อย่างไร ไปถึงขั้นไม่ต้องมีได้หรือไม่ 

ก็อาจเป็นไปได้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีส.ว. หรือ มี แต่ตัดอำนาจให้คุณให้โทษ ส่วนการสรรหาองค์กรอิสระหลายๆประเทศให้ส.ส.เลือก แต่เราบอกว่าให้ส.ว.เลือก เพราะส.ว.ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่างไรมันเป็นฝ่ายการเมือง ผมก็ยังคิดอยู่ว่า ถ้าจะเอาให้มีส.ว. จะต้องคิดก่อนว่า จะเอามาทำหน้าที่อะไร จากนั้นค่อยดูวิธีการได้มา เช่น อาจเลือกโดยอ้อมได้หรือไม่
 
การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่ 20-30 ปีที่ผ่านมา มีการพยายามลดคุณค่าของการเมืองจากการเลือกตั้ง เพราะถ้าคุณค่าทางฝั่งนี้ตกลง อีกฝั่งมันจะขึ้นแทน มันมีแหละโกงเลือกตั้ง แต่มันก็ต้องตรวจสอบ อย่าเอาเรื่องซื้อเสียงขายเสียง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกปลอม มาทำลายคุณค่าประชาธิปไตยทั้งหมด โอเค ซื้อเสียงมันเป็นเรื่องผิด ก็ไปดูกันเป็นรายบุคคล ไม่ใช่บอกว่า ซื้อเสียงเลว ก็อย่าไปมีมันเลย เหมือนเป็นหวัดนิดหน่อยเล่นฉีดยาแรง แทนที่จะไปรักษา แต่วันนี้เราทำกันแบบนั้น ผมไม่ได้บอกว่า ประชาธิปไตยมีแค่เลือกตั้ง แต่เลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดเป็นกติกาที่ประเมินทางการเมืองได้มากที่สุด จะเอาผู้มีคุณธรรมมาบอกเหรอว่า คนนี้ คนนั้น โอเค ซึ่งพอเลือกตั้งมันมีองค์กรตรวจสอบต่างๆนานา และประชาชนก็จับตาอยู่ หรือ สมมติว่า จะให้คนดี ในความหมายของคนดีจริงๆมาเลือก แต่ผลประโยชน์ของคนดีอาจไม่ตรงกับผลประโยชน์ของชาวบ้าน เขาก็มีสิทธิ์ส่งคนของเขามาพิทักษ์ผลประโยชน์ 

**เรื่องราวเป็นละครเหมือนมีฝ่ายพระเอกกับฝ่ายผู้ร้าย 

ผมมองว่า สำหรับการเมือง อย่าไปมองว่าเป็นละคร เป็นมวยปล้ำ แต่ทุกวันนี้คนมองการเมืองไทยเหมือนจะเป็นมวยปล้ำไปแล้ว คือ ไอ้นี่ต้องเป็นฝ่ายดี ไอ้นี่ต้องเป็นค่ายดี ค่ายไม่ดีนี่ก็ต้องโกงตุกติกตลอดเวลา ฝ่ายดีก็ต้องบาดเจ็บ ทำเสียน้ำตาสักนิดนึง คือ ผมไม่ได้บอกว่า ตอนนี้ใครเป็นฝ่ายดีหรือไม่ดี เดี๋ยววันหนึ่งมันก็กลับฝ่ายกันได้ ผมเลยบอกว่า อย่ามองว่าเป็นมวยปล้ำ อย่าง 19 กันยา 49 มาถึงวันนี้ บางคนอาจคิดว่า ฝ่ายรัฐประหารแพ้ เพราะอำนาจเก่ากลับมาได้ แต่ถ้าคิดภาพกว้าง จุดประสงค์ของการรัฐประหารคือ ไม่ต้องการให้การเมืองเข้มแข็ง ไม่ต้องการให้มีรัฐบาลและผู้นำเข้มแข็ง ต้องการรัฐบาลผสม เพราะถ้าการเมืองในระบบมันไม่เข้มแข็ง มันก็จะมี องค์กรคุณธรรมต่างๆคอยเข้ามาแทรกได้ มรดกตกทอดของการรัฐประหารยังอยู่
 
การเมืองระบอบประชาธิปไตย โลกสมัยใหม่ คนมันร้อยพ่อพันแม่ ประโยชน์มันร้อยพันประโยชน์แตกต่างกันเต็มไปหมด กลุ่มมีส่วนได้เสีย กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆมันมีเยอะมาก ฉะนั้นเราไม่มีสิทธิ์หรอกที่จะบอกว่า อันไหนถูกอันไหนผิดโดยใช้คนเพียงไม่กี่คน มันก็เลยต้องมีประชาธิปไตยขึ้นมา คือให้ทุกคน ทุกรสนิยม ทุกความคิด ความเชื่อ แม้ว่าจะฉลาดหรือไม่ฉลาด ได้โอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยน หารือ คุยกันได้ ไม่ใช่บอกว่า ไอ้นี่เป็นพระเอก ไอ้นี่เป็นผู้ร้าย แล้วเราก็พยายามจะกีดกันนักการเมือง เพราะเราสร้างทัศนคติ ค่านิยมว่า นักการเมืองเป็นผู้ร้ายตลอดเวลา วาทกรรมว่า นักการเมืองมาจากซื้อเสียง นักการเมืองเป็นคนสกปรก ก็พยายามสร้างขึ้นมา สร้างเพื่อที่ว่า จะมีอีกกลุ่มกลุ่มหนี่ง จะบอกว่า ฉันไม่ได้อยู่กับสนามเลือกตั้ง ฉันสะอาด ฉันเป็นคนมีคุณธรรม และฉันนี่แหละจะเป็นคนที่เข้ามาดูแลจัดการ ซึ่งไม่ใช่ เพราะ การเมืองระบอบประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้งเป็นฐานหลัก แต่เมื่อเป็นอย่างที่ว่า ก็เท่ากับว่า การเมืองไทยปัจจุบัน การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนเสริมไปแล้ว

บทสัมภาษณ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “เปิดโมเดล ส.ว.ฉบับท็อปบู๊ต น้ำตาล เคลือบ บอระเพ็ด ”

มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สัมภาษณ์โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ และชนิกานต์ กาญจนสาลี

เข้าสู่ระบบ