Home » บทความ » ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล » เมื่อตรรกะอันก้าวหน้าทางกฎหมาย กลายเป็นความมุสาและล้าหลัง

เมื่อตรรกะอันก้าวหน้าทางกฎหมาย กลายเป็นความมุสาและล้าหลัง

กฏหมายมหาชน บทความ

16 September 2010

read 3893

คำวิพากษ์วิจารณ์ของบุคคลหลายฝ่ายที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงประชามติ โดยเฉพาะจากนักนิติศาสตร์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น คงแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ ได้ชัดเจนพอสมควรแล้ว ในบทความนี้ คงจะไม่ย้อนกลับไปกล่าวถึงประเด็นรายละเอียดเหล่านั้นอีก แต่ประสงค์จะชี้ให้เห็นภาพรวมของพัฒนาการและประเด็นความชอบธรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยและของร่าง ฯ ฉบับลงประชามติฉบับนี้ โดยจะหยิบยกกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตราในร่าง ฯ ฉบับลงประชามติที่เห็นว่า น่าจะเป็นประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับความชอบธรรมของระบอบการเมืองมาพิจารณาว่า หากร่าง ฯ ฉบับลงประชามติได้รับการรับรองผ่านการลงประชามติและได้ประกาศใช้ในอนาคตแล้ว จะมีนัยต่อพัฒนาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญในสังคมไทยอย่างไรบ้างเป็นประเด็นสำคัญ 

ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอจำแนกประเด็นพิจารณาดังต่อไปนี้

1.พัฒนาการของกฎหมายรัฐธรรมนูญและความชอบธรรมในระบอบการเมือง
ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549

2. ทางตันของปัญหาความชอบธรรมในระบอบการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

1.

พัฒนาการของกฎหมายรัฐธรรมนูญและความชอบธรรมของระบอบการเมือง
ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549

เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ผู้เขียนขอย้อนทำความเข้าใจไปยังกำเนิดและพัฒนาการโดยย่อของกฎหมายรัฐธรรมนูญในสังคมไทย ดังนี้

ในช่วง 75 ปีที่ผ่านมา นับจากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบ ”ราชาธิปไตย” มาเป็นระบอบ “ประชาธิปไตย” โดยคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 สังคมไทยเริ่มตระหนักรู้ความสำคัญของการมีกฎหมายแม่บทของแผ่นดิน พร้อม ๆ กับสำนึกในความหมายและคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยทีละเล็กทีละน้อย ดังจะเห็นว่า หลังจากปี 2475 เป็นต้นมา แม้จะมีความขัดแย้งทั้งในทางเปิดเผยและที่ไม่เปิดเผยกับ “กลุ่มอำนาจเก่า” แต่รัฐบาลในสายคณะราษฎรก็มุ่งประคับประคองระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งฝังรากนี้ ให้เปลี่ยนผ่านไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานั้น ดังที่เราจะเห็นการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งสืบเนื่องมาจากการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น ซึ่งได้แก่  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช  2475 (ซึ่งใช้มาราว 14 ปี) และในที่สุด แม้คณะราษฎรจะสิ้นอำนาจไปในภายหลัง และไม่ว่าระบอบการเมืองใหม่จะล้มลุกคลุกคลาน อันเนื่องมาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายทหารสักเพียงใด แต่ถือเป็นหลักการเบื้องต้นว่า การปกครองประเทศนั้นจะต้องจัดให้มีและประกาศใช้กฎหมายแม่บทซึ่งจะกำหนดสัมพันธภาพ และหลักเกณฑ์ที่สำคัญสำหรับการใช้อำนาจปกครองไว้เสมอ ในแง่นี้เท่านั้นที่เราย่อมไม่อาจปฏิเสธคุณูปการในหลักการดังกล่าวได้ แต่แน่นอนว่า มีกฎหมายแม่บทไว้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองแก่ฝ่ายใดนั้นย่อมเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในแง่ประชาชนก็เช่นกัน พร้อม ๆ กับกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนับแต่ปี 2500 เป็นต้นมา สำนึกแห่งการมีกฎหมายแม่บทเช่นนี้ก็ค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น เหตุการณ์ที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญในเรื่องนี้ก็น่าจะได้แก่ ข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาและประชาชนเพื่อให้มีการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งได้นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นตัวอย่างสำคัญแห่งการสั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองและรัฐธรรมนูญในลักษณะที่สำคัญ 3 ประการกล่าวคือ (1) เป็นการคัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ปราศจากหลักเกณฑ์ภายใต้ระบอบการปกครองของทหารอย่างชัดเจน (2) เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และ (3) เป็นการเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อขจัดปัญหา 2 ประการที่กล่าวมานั้น 

ผลที่สำคัญแห่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้นำไปสู่การได้บทกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนมากยิ่งขึ้น และไม่เป็นแต่เพียงกฎเกณฑ์การใช้อำนาจของผู้ปกครองแต่เพียงฝ่ายเดียวเช่นในอดีตอีกต่อไป ซึ่งได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2517

แม้เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะเป็นความทรงจำที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” สำหรับสังคมไทยและบุคคลบางกลุ่ม แต่สังคมไทยก็ได้เรียนรู้ยิ่งขึ้นด้วยว่า การลงมือใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนเข้าจัดการผู้อื่นที่ตนเห็นว่าเป็นปัญหานั้น ไม่อาจหยุดยั้งพัฒนาการที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติทางสังคมได้เลย ดังนั้น การที่กลุ่มผู้ปกครองในขณะนั้นจำต้องประนีประนอมกับกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งถือว่าเป็นพลังทางการเมืองและสังคมแบบใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสังคมไทย เป็นเหตุนำมาสู่การร่างและประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีอายุยาวนานฉบับหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาซึ่งได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (ใช้บังคับมาราว 13 ปี) และกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งในทางปริมาณและผลประโยชน์ที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้องก็ยังได้ปรากฏตัวชัดเจนอีกครั้ง ในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

อนึ่ง แม้ข้อต่อสู้และข้อเรียกร้องของประชาชนในหลักการที่ว่า “นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” อาจดูเสมือนเป็นหลักการเฉพาะหน้าที่ยกขึ้นเพื่อคัดค้านต่อต้านการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้นำการรัฐประหารในเวลานั้น แต่เราอาจพิจารณาในอีกทางหนึ่งได้ว่า เป็นข้อเรียกร้องที่ยืนยันหลักการใน “ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentary System)” ไม่น้อยไปกว่าข้อเรียกร้องในการจะต้องกำหนดให้ “ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นประธานรัฐสภา” ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งประสบผลสำเร็จมาแล้วก่อนหน้านี้

พัฒนาการเท่าที่ว่ามาโดยย่อ ทำให้เราเห็นพัฒนาการทางการเมืองและรัฐธรรมนูญซึ่งเริ่มมาแต่ปี 2475 ว่า แม้จะต้องใช้เวลาและแลกมาด้วยการสูญเสียที่ไม่พึงจะเกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นคุณูปการที่ช่วยส่งเสริมและประคับประคองให้ระบอบการเมืองค่อย ๆ คลี่คลายเข้าสู่ร่องรอยที่เหมาะที่ควรยิ่งขึ้นเป็นลำดับ กล่าวคือ จากการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญในปี 2475 โดยคณะราษฎร ท่ามกลางการรัฐประหารยึดอำนาจหลายครั้งหลายครา นับจากปี 2490 มาสู่การตระหนักในความสำคัญของประชาธิปไตยและการมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทของประชาชนในปี 2516 อีกทั้งต่อมา เรายังได้เห็นข้อเรียกร้องในหลักการที่ล้วนเป็นไปตาม “ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Paliamentary System)” ยิ่งขึ้นทุกขณะ แท้จริงแล้ว ควรกล่าวในที่นี้ด้วยว่า ประสบการณ์ของมนุษยชาติได้บอกแก่เราว่า ไม่มีระบอบประชาธิปไตยใดในโลกที่จะเกิดขึ้นได้ฉับพลันทันทีในชั่วข้ามคืน แต่ล้วนต้องอาศัยระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์ประชาธิปไตยของสังคมเป็นสำคัญ และในแง่นี้ เหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2516 นั้นก็เป็นมรดกทางการเมืองที่สำคัญ เป็นเสมือนการเปิดเวทีทางการเมืองแก่กลุ่มชนชั้นกลาง (โดยเฉพาะกลุ่มทุน) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ ดังที่เราได้เห็นบทบาทเช่นนี้ในปี 2535 นั่นเอง

จุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านพัฒนาการทางการเมืองและรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งได้แก่ การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งกำเนิดขึ้นท่ามกลางเจตนารมณ์ร่วมกันของสังคมไทยในอันที่จะปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต

อนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีข้อดีหรือข้อบกพร่องเพียงใดนั้น ผู้เขียนจะไม่เข้าไปอภิปรายในปัญหาเหล่านั้นอีก แต่ประสงค์จะพิจารณาสถานะของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในบริบทที่กล่าวมาแล้วเป็นสำคัญ

ลักษณะพิเศษของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เมื่อเทียบกับฉบับก่อนหน้านี้แล้ว เราคงไม่อาจมองข้ามข้อเท็จจริงในเรื่อง “การเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” ได้เลย ที่กล่าวว่าเป็นประชาชน “ทุกภาคส่วน” นั้น หมายถึงการปรากฏตัวของกลุ่มผลประโยชน์อันหลากหลายยิ่งขึ้นในทางการเมือง ซึ่งอาจยกตัวอย่างได้เช่น เราได้เห็นการเข้ามามีส่วนผลักดันให้เกิดการยอมรับตัวตนของ “ภาคประชาชน” อย่างชัดเจนผ่านบทมาตรา 46 ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิชุมชน” เป็นครั้งแรก และในกระบวนการร่างและการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภาคประชาชนก็ได้เข้ามามีบทบาทอยู่ไม่น้อยทีเดียว ในแง่นี้ เราจึงได้เห็นการเติบโตของกลุ่มพลังทางการเมืองและสังคมอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งค่อย ๆ พัฒนาและเติบโตขึ้น จนก้าวเข้ามามีส่วนในการกำหนดเจตจำนงร่วมทางการเมือง (อย่างน้อย) ในบทกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ในที่สุด และหากกล่าวในแง่เนื้อหา อาจสรุปได้ว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ถึงแม้จะไม่บริบูรณ์เพรียบพร้อม (ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีกฎหมายฉบับใดในโลกที่บริบูรณ์เพรียบพร้อม โดยไม่จำต้องแก้ไขเพิ่มเติมอีกเลย บทกฎหมายเช่นนั้นจะมีก็แต่ที่ถูกยกเลิกไปแล้วเท่านั้น)  แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ร่วมกันที่ชัดเจนยิ่งในการปฏิรูปการเมือง ความคาดหวังที่จะขจัดปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ความใฝ่ฝันและคุณค่าทางการเมืองอีกหลายประการ ที่ผู้ร่างมุ่งสถาปนาให้เกิดขึ้นในสังคมไทยนับแต่ปี 2540 เป็นต้นไป

ในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างบทบัญญัติบทหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น และเรายังอาจถือเป็นประเด็นพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองในประวัติศาสตร์ระบอบประชาธิปไตยของไทยด้วยอีกประการหนึ่ง

“มาตรา 65 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้”

กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว บทบัญญัตินี้ไม่จำต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์คนใดมาอธิบายแต่อย่างใดเลย เพราะสรุปใจความเป็นที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า  สังคมไทยจะไม่ยอมให้มีการรัฐประหารยึดอำนาจอีกต่อไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ หรือที่กล่าวกันโดยทั่วไปว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ เท่านั้น หรือหากจะให้ผสานเข้ากับคติทางศาสนาก็น่าจะได้แก่ การประสงค์จะถือธรรม (ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ) เป็นอำนาจมิใช่ถืออำนาจ (จากกระบอกปืน) ว่าเป็นธรรม นั่นเอง

อย่างน้อยในทางทฤษฎี  บทบัญญัตินี้เป็นบทสรุปเพื่อแก้ปัญหาการเมืองในอดีตที่สังคมไทยพยายามดิ้นรนออกจากวังวนของการที่ฝ่ายทหารเข้ามาทำการรัฐประหารยึดอำนาจ โดยจะเป็นการสนับสนุนเพื่อให้หลักการทางกฎหมายที่ว่า “กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด” เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นจริงในชีวิตทางการเมืองไทยในอนาคตข้างหน้า อีกนัยหนึ่ง เมื่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองโดยสันติวิธีได้รับการประกันตามบทบัญญัตินี้ และเมื่อเวลาผ่านไปพอควรแก่การที่สังคมไทยจะยึดมั่นในหนทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง “ในระบอบรัฐสภา” กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นกติกาสูงสุดที่ทุกฝ่ายพึงเคารพ กล่าวคือ ไม่ว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายเพียงใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง หรือจากระบอบการเมืองที่ยังคงมีช่องทางในการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบซึ่งรัฐธรรมนูญมิได้แก้ไขเยียวยาไว้ ด้วยเกินความคาดหมายมาแต่แรก หรือด้วยเหตุอื่นใดก็ดี สังคมไทยจะไม่ยอมรับและไม่ประสงค์วิธีการนอกระบบอื่นในอันที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง สังคมไทยประกาศความเชื่อมั่นว่า ระบอบการเมืองตามกฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญจัดวางกลไกในการแก้ไขปัญหาไว้ในตัวมันเองเสมอ ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้เวลายาวนานบ้างในบางเรื่อง ซึ่งก็ต้องถือเป็นปกติวิสัยของระบอบประชาธิปไตย

ในแง่คุณค่าของหลักการที่เห็นได้เฉพาะหน้านั้น อาจกล่าวได้ไม่เกินจริงว่า บทบัญญัตินี้เป็นบทที่เสนอภาพของสังคมไทยที่พลเมืองทุกคนล้วนมี “วุฒิภาวะทางการเมือง” ในฐานะที่เป็น “อารยชน” เช่นเดียวกับที่ปรากฏในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วทั้งหลาย กล่าวคือ ทุกคนตกลงและรับรู้ร่วมกันที่จะใช้ “เหตุผลและสติปัญญา” ในการกำหนดทิศทางทางการเมืองร่วมกันบนพื้นฐานของการยอมรับความแตกต่างทางความคิด และการใช้สิทธิในการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสันติวิธี ดังนั้น ตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 65 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นี้  (1) การรัฐประหารยึดอำนาจจึงเป็นสิ่งที่ “ป่าเถื่อนและน่ารังเกียจ” อย่างยิ่งในทางการเมือง เพราะล้วนเป็นสิ่งที่ผู้มีวุฒิภาวะทางการเมืองย่อมปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะกล่าวอ้างเหตุผลใด ๆ ก็ตาม และ (2) เป็นบทมาตราที่เชื่อมั่นในระบอบการเมืองว่า ปัญหาทางการเมืองทุกปัญหาจะได้รับแก้ไขได้ตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรืออีกนัยหนึ่ง “ประชาธิปไตยไม่มีทางลัด” นั่นเอง   

หากพิจารณาคุณค่าแห่งบทมาตรานี้ในระยะยาวแล้ว น่าจะอธิบายได้ว่า อนุชนไทยรุ่นหลังจะได้ตระหนักถึงเจตนารมณ์ของคนไทยในยุคนี้ว่า เพื่อให้อนุชนที่เกิดภายหลังได้รับการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานในด้านการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการให้หลักประกันด้วยว่า การเมืองจะมิใช่สมบัติหรือเป็นการชี้นำของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งอีกต่อไปเช่นในอดีต แต่จะเป็นสมบัติและเจตจำนงร่วมกันของลูกหลานคนไทยทุกคน “ในฐานะพลเมือง” ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะประกอบวิชาชีพใดในสังคม เช่น ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ  พ่อค้า  ฯลฯ  กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ประสงค์จะให้คนไทยทุกคนเสมอภาคกันทางการเมืองและทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของบ้านเมืองเท่าเทียมกัน  

ที่กล่าวมาคงเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์บทบัญญัติบางบท ในเงื่อนไขทางสังคมที่พัฒนามาจนถึงปี 2540 ซึ่งต้องนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เปรียบเสมือนแผนที่นำทางทางการเมืองที่ประชาชนร่วมใจกันกำหนดขึ้นด้วยตนเองเป็นครั้งแรก เพื่อจะมุ่งไปสู่อุดมคติของระบอบประชาธิปไตยที่ประสบปัญหาในทางปฏิบัติมากว่ากึ่งศตวรรษ และยังนับเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยมีส่วนในการออกแบบโครงสร้างและสัมพันธภาพทางการเมืองด้วยตนเอง เมื่อเทียบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในอดีตจึงถือได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นบทกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่มีความชอบธรรมสูงยิ่งกว่าที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ทั้งหลาย โดยนัยนี้อาจถือได้เช่นเดียวกันว่า สังคมไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ “ก้าวหน้า” เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับฉบับในอดีตที่ผ่านมา แน่นอน แม้ว่าเหตุการณ์ในอนาคตอาจจะเป็นสิ่งเหนือความคาดคิด แต่หลักการต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ย่อมเป็นความคาดหวังร่วมกันของทั้งสังคม และหากจะมีข้อผิดพลาดบกพร่องเกิดขึ้น สังคมไทยนั่นเองที่จะช่วยกันรับผิดชอบ ประคับประคองและแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นร่วมกันโดยวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ

จากที่กล่าวมานี้ คงเป็นบทสรุปในประเด็นแรกนี้ได้แล้วว่า ความชอบธรรมของระบอบการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญนับจากปี 2540 เป็นต้นมานั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดียิ่งสำหรับพัฒนาการของการเมืองไทยในอนาคตข้างหน้า

2.

ทางตันของปัญหาความชอบธรรมในระบอบการเมือง
ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เหตุการณ์รัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกจนสิ้นเชิง  คงไม่ต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ด้วยกำลังอาวุธ (ยังไม่รวมถึงดอกไม้และรูปถ่ายที่แสดงถึงความยินดีในการเกิดรัฐประหารด้วยอีกโสดหนึ่ง) หรือแม้แต่การออกประกาศคำสั่ง กฎเกณฑ์และการกระทำอีกหลายประการที่ตามมาภายหลังของคณะรัฐประหารที่ไม่อาจแสวงหาความชอบธรรมใด ๆ ได้จากระบบกฎหมายหรือทฤษฎีทางการเมืองใด ๆ นอกจากที่จะยอมรับว่า “อำนาจ (กระบอกปืน) เป็นธรรม” ในระบอบการเมืองไทยเสียแต่แรก

หากกล่าวแต่เพียงเท่านี้ อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า เป็นการพิจารณาเพียงด้านเดียวอย่างมีอคติ โดยมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับสาเหตุอันเนื่องมาจากฝ่ายการเมืองที่นำมาซึ่ง “ความจำเป็น” ในการรัฐประหารเสียเลย เนื่องจากประเด็นในเรื่องสาเหตุหรือความจำเป็นของการรัฐประหารนี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของระบอบการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติอยู่ด้วย ดังนั้น จะขอย้อนกลับมาพิจารณา “เหตุผลของการรัฐประหาร” สักเล็กน้อยว่า เมื่อพิจารณาในระบอบการเมืองซึ่งมีฐานอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แล้ว การรัฐประหารด้วยเหตุผลที่กล่าวอ้างนั้นมีน้ำหนักฟังได้หรือไม่

เมื่อพิจารณาสาเหตุแห่งการกระทำในครั้งนี้ แม้คณะรัฐประหารอ้างสาเหตุหลายประการ แต่ประการหนึ่งซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็น “เหตุผลทางเทคนิค” กล่าวคือ คณะรัฐประหารต้องอ้าง ไม่อ้างไม่ได้ ซึ่งเมื่ออ้างแล้วก็มีน้ำหนักให้ประชาชนเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง และเป็นเหตุสำคัญให้คณะรัฐประหารมีความชอบธรรมและจำเป็นที่จะยึดอำนาจจากรัฐบาลในที่สุด ได้แก่ ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างขนานใหญ่ในหมู่นักการเมืองนั่นเอง

ดังนั้น จึงน่าสนใจว่า หากเราใช้ตรรกะทางการเมืองทำนองนี้ ผู้เขียนมีความวิตกว่า หากในอนาคตนักการเมืองยังก่อปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่ร่ำไป นั่นมิได้หมายความด้วยหรือว่า ทหารก็มีความชอบธรรมในการทำรัฐประหารทุกครั้งไปเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ก็เพราะเราได้ใช้ตรรกะโดยให้ความชอบธรรมแก่การแทรกแซงทางการเมืองโดยวิถีทางอื่นนอกรัฐธรรมนูญเช่นนี้เสียแล้ว และเท่าที่ผู้เขียนมีความรู้เกี่ยวกับประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ อยู่บ้าง ก็ทราบมาว่า แม้ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่นับได้ว่าเป็นแม่แบบประชาธิปไตย เช่น อังกฤษหรือฝรั่งเศสก็ดี ผู้นำทางการเมืองระดับสูงหลายท่านก็มีข้อครหาทำนองเดียวกันนี้ แต่ยังไม่เคยปรากฏเลยว่า ประชาชนของประเทศเหล่านั้นเรียกร้อง หรือถูกอ้างว่าได้เรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล และทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ซึ่งเราจะเห็นว่า ในที่สุด กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ในประเทศเหล่านั้นก็จะเข้ามาดำเนินการในเรื่องเหล่านี้เป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยังไม่นับการที่ประเทศเหล่านั้นจะแสวงหากลไกและสร้างระบบการควบคุมตรวจสอบทางการเมืองให้รัดกุมยิ่งขึ้นในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งในแง่นี้น่าจะเป็นตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมและสมควรที่จะนำมาใช้สำหรับประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ในทำนองเดียวกัน ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้วางบทให้สิทธิในการต่อต้านรัฐประหารในมาตรา 65 ไว้แล้ว การยอมรับการรัฐประหารเช่นนี้ ย่อมหมายความเป็นอื่นไปมิได้นอกเสียจากยังมีกลุ่มบุคคลส่วนหนึ่งไม่เชื่อมั่นในระบอบการเมืองประชาธิปไตยว่า จะสามารถปรับตัวและหาทางออกในวิถีทางทางการเมืองตามปกติได้ และยังไม่เชื่อมั่นด้วยซ้ำไปว่า เราจะต้องใช้เวลาในการจัดการปัญหาต่าง ๆ โดยสันติวิธี และเมื่อพิจารณาประกอบกับที่ได้อภิปรายในเรื่องนี้มาแล้วในส่วนแรก ผู้เขียนจึงเห็นว่า การยอมรับการรัฐประหารไม่ว่าจะด้วยสาเหตุต่าง ๆ ที่คณะรัฐประหารอ้างขึ้นเองหรือเหตุอื่นใดที่บุคคลสามารถอธิบายแก่ตนเองได้นั้น ย่อมกล่าวได้แต่เพียงว่า เป็นเพียงเหตุอ้างเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปสุดท้ายที่ว่า “ประชาธิปไตยจะต้องมีทางลัด”

และในที่สุดแล้ว การยอมรับรัฐประหารในครั้งนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดนี้เอง ได้สร้างปมปัญหาซับซ้อนและสั่นคลอนรากฐานของระบอบการเมืองยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่นที่จะลองยกขึ้นมาพิจารณาในลำดับต่อไป

ในส่วนนี้ จะขอยกประเด็นที่ได้เคยกล่าวไว้ในส่วนแรกนั้นมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักการในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ยังคงอยู่หรืออย่างน้อยสืบเนื่องมาจนถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่บริบททางการเมืองนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะขอเริ่มจากการพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้

“มาตรา ๓๖  บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๗ บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่นไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 

“มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้
…….

มาตรา 309 บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549  ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงประชามติ

ข้อวิจารณ์ในแง่หลักการ

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติทั้ง 4 มาตราที่ยกมาข้างต้น ปัญหาที่ผู้เขียนใคร่จะยกมาให้ใคร่ครวญกัน ได้แก่ ท่ามกลางบริบททางประวัติศาสตร์ของการเมืองและรัฐธรรมนูญไทยที่ก้าวมาจนถึงผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ในแง่การกำหนดเจตจำนงร่วมกันทางการเมืองได้ในระดับที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาการรัฐประหารตามที่บัญญัติในมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น เราจะอธิบายประเด็นความชอบธรรมทางการเมืองที่ปรากฏจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงประชามตินี้ว่าอย่างไร ทั้งนี้ เราอาจไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นใดอีกเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากทั้ง 4 มาตราที่ยกมาข้างต้นนี้เป็นปัญหาสำคัญในระดับความชอบธรรมอันเป็นพื้นฐานของระบอบการเมืองในทุกเรื่องเลยทีเดียว 

หากจะให้ลองเสี่ยงอธิบายความใน 4 มาตราข้างต้น ก็น่าจะได้ความดังนี้คือ

(1)ประชาชนย่อมมีสิทธิในการต่อต้านการรัฐประหาร (ร่าง ฯ ฉบับลงประชามติ)

(2)  เมื่อมีการรัฐประหาร คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจในการนิรโทษกรรมการรัฐประหารที่ได้ก่อขึ้น มีผลเป็นการยกเว้นการใช้บังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 (ความผิดฐานกบฏ) แก่คณะรัฐประหาร เพราะการกระทำเช่นว่านั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป (รัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับชั่วคราว 2549) 

(3)ประกาศ คำสั่ง และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่ง (รัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับชั่วคราว 2549) สืบเนื่องมาจนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หากผ่านการลงประชามติ) ย่อมเป็นการอันชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นเดียวกัน

เมื่ออธิบายความสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งว่า หลักการในข้อใดกันแน่ที่มีผลหรือน้ำหนักต่อความเป็นจริงทางการเมืองของไทยนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา กล่าวคือ การให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารตามร่าง ฯ ฉบับลงประชามติ ซึ่งรับรองสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับชั่วคราว 2549 นั้นย่อมทำให้หลักการตามข้อ (1) ในมาตรา 69 (หรือมาตรา 65 เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540) หมดความหมายลงทันที นั่นหมายถึง ประชาชนแม้จะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี 2540 ในการต่อต้านรัฐประหาร แต่รัฐประหารก็ได้เกิดขึ้นแล้ว  และรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2549 ก็ยังได้นิรโทษกรรมแก่การนั้น รวมไปถึงคำสั่ง ประกาศของคณะรัฐประหารและการปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศเหล่านั้นด้วย คำถามง่าย ๆ ในที่นี้ก็คือ หากร่าง ฯ ฉบับลงประชามติผ่านการลงประชามติและได้รับการประกาศใช้ บทมาตรา 69 และมาตรา 309 จะไม่เป็นการขัดแย้งกันเองหรือ และหากเป็นการขัดแย้งกันแล้ว กรณีเช่นนี้ สังคมไทยกำลังจะรับรองกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งกล่าว “มุสา” ต่อหน้าทุกคนในสังคมด้วยใช่หรือไม่

หากจะเปรียบเทียบในประเด็นความชอบธรรมของระบอบการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงความ “ล้าหลัง” ของร่าง ฯ ฉบับลงประชามติอย่างชัดเจนทีเดียว กล่าวคือ เมื่อสังคมไทยเคยก้าวมาถึงจุดที่ปฏิเสธการรัฐประหารอย่างเป็นทางการไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ปัจจุบันกลับมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รับรองการรัฐประหาร และผลพวงทั้งหลายของการรัฐประหารไว้เป็นอย่างดีและรัดกุมยิ่งเช่นนี้ เราจะนับว่าเป็นความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญในประเด็นความชอบธรรมของระบอบการเมืองได้หรือไม่ และกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็นพัฒนาการแบบ “ก้าวถอยหลัง” ด้วยใช่หรือไม่

อีกประการหนึ่ง เราจะเห็นว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 69 และมาตรา 309 นี้เอง เมื่อพิจารณาเทียบกันแล้ว ย่อมมีนัยและเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงระบอบการเมืองตามรัฐธรรมนูญโดยการทำรัฐประหารได้เสมอ นั่นหมายถึงว่า ไม่เพียงเจตจำนงของประชาชนจะไม่สามารถกำหนดทิศทางทางการเมืองได้มากเท่าใดนัก (กรณีจะเข้าใจชัดเจนขึ้น หากพิจารณาประกอบกับข้อวิจารณ์ของนักวิชาการในเรื่องแนวโน้มที่จะเกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอเช่นที่เกิดมาแล้วก่อนปี 2540) แต่ยังไม่สามารถทัดทานการัฐประหารได้โดยชอบธรรมเลย เพราะดูจะกลายเป็นว่า ในที่สุดแล้ว อำนาจของคณะรัฐประหารเองเสียอีกที่กลับมีความชอบธรรมสูงสุด ในการที่จะกำหนดว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด 

ข้อวิจารณ์ในแง่ความเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นนี้ คงไม่ต้องให้คำอธิบายยืดยาวว่า การรับรองความชอบด้วยกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแก่ผลพวงของการรัฐประหารไว้ในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญเช่นนี้ จะก่อความหมายที่บิดเบือน และสร้างความพิกลพิการต่อระบอบการเมืองการปกครองในอนาคตเช่นไรบ้าง ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ประสงค์จะให้ตระหนักกันไว้เป็นอย่างยิ่งก็ได้แก่ หากมองด้วยสายตาชาวโลกนั่นคือ สังคมไทยป่าวร้องแก่โลกว่า กำลังจะกลับเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพการตัดสินใจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สังคมไทยก็กำลังจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารไว้ในตัวบท อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศด้วยในขณะเดียวกัน ปัญหาเพียงประการเดียวที่เห็นว่า สังคมไทยจะต้องตอบให้ได้ หากประสงค์จะรับรองให้ร่าง ฯ ฉบับลงประชามติผ่านประชามติไปในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ การยอมรับรัฐประหารสามารถดำรงอยู่ควบคู่ไปกับหลักการที่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดได้จริงหรือ

จริงอยู่ว่า เราไม่อาจทราบได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านการลงประชามติหรือไม่ และหากผ่านการลงประชามติ ผลบังคับในอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่อาจต้องใช้การคาดคะเนเหตุการณ์จากปัจจุบัน แต่เมื่อกล่าวถึงปัจจุบันแล้ว ความสูญเสียหรือการล้มละลายของหลักการประชาธิปไตยของสังคมไทยโดยการยอมรับรัฐประหารและผลทั้งหลายที่ตามมาไว้ในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญโดยตรง คงไม่สามารถคิดประเมินเป็นราคาค่างวดอย่างใดได้ แต่หากเรายอมรับในเบื้องต้นว่า ระบอบการเมืองการปกครองในสังคมหนึ่ง ๆ เปรียบเสมือนองคาพยพแห่งชีวิต ซึ่งจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ กล่าวคือกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรูปธรรมชัดเจน และส่วนที่เป็นนามธรรมหรือจิตวิญญาณของชีวิตนั้นอันได้แก่ คุณค่าและอุดมการณ์ทางการเมืองที่รองรับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น การยินยอมให้มีการทำลายหลักการของรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรมของระบอบการเมืองที่ได้สถาปนาขึ้นนับแต่ปี 2540 สิ่งที่สูญเสียไปนอกจากตัวบทรัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกโดยประกาศของคณะรัฐประหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งอาจไม่มีใครคาดถึงนั้นย่อมได้แก่ คุณค่าและอุดมการณ์ รวมทั้งจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยอันเป็นฐานการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วยเช่นกัน

ในที่สุดแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราอาจจะต้องนั่งลงทบทวนความคิดพื้นฐานหลายประการในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่งว่า หากเรายังต้องการเดินไปบนเส้นทางการเมืองใน “ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” เราจะตอบคำถามเหล่านี้แก่ตนเองอย่างไร  อาทิเช่น ประชาธิปไตยในความรับรู้ของสังคมไทยคืออะไร  การรัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาธิปไตยในประทศไทยจริงหรือไม่  สังคมไทยต้องการ “ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” หรือไม่ เป็นต้น

และในที่สุดแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า มีเพียงการยืนยันในหลักการของประชาธิปไตยและความเป็นกฎหมายสูงสุดของมาตรา 65 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เท่านั้นที่จะผลักดันสังคมไทยไปบนเส้นทางการเมืองที่ถูกต้องตามครรลองของระบอบ ดังถ้อยคำแห่งบทมาตรานั้นเองที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ และเชื่อว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงประชามติ อันเป็นผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการรับรองหรือไม่รับรอง “ตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญด้วยว่า สังคมไทยจะยังยืนยันใน “คุณค่าและอุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งจิตวิญญาณประชาธิปไตย” ของระบอบการเมืองที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่สถาปนาขึ้นมากับมือ ด้วยหรือไม่อีกประการหนึ่ง.

เข้าสู่ระบบ