Home » บทความ » จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ...ฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา

ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ...ฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความ

10 August 2011

read 5873

ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของคณะรัฐมนตรีกับปัญหาการขัดหรือแย้งกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย (The Separation of Powers) และหลักนิติรัฐ (Legal State)

ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา1

 

ความนำ

เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายชัย ชิดชอบ) ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป แต่เนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เป็นเหตุให้วุฒิสภาไม่สามารถดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะถือว่าร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของรัฐบาลผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ก็ปรากฏข่าวการประท้วงในระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้านและโดยองค์กรภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยได้ประท้วงการประชุมโดยถอนร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับของฝ่ายค้านออกไปและไม่เสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของฝ่ายค้านเข้าร่วมแปรญัตติด้วย2  เป็นอันว่าร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของรัฐบาลผ่านความเห็นชอบของสภาล่างไปโดยไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยร่วมพิจารณากลั่นกรองด้วย

แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เมื่อพรรคฝ่ายค้านขณะนั้นกลับมาเป็นรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะปล่อยให้ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของรัฐบาลประชาธิปัตย์ตกไป แต่ในเชิงวิชาการผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของรัฐบาลประชาธิปัตย์มีประเด็นที่สมควรกล่าวถึงอย่างน้อย ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

เพื่อให้ผู้อ่านสามารถติดตามประเด็นที่ผู้เขียนตั้งใจจะวิเคราะห์ในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ได้ชัดเจน จึงได้แนบร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วไว้ท้ายบทความนี้ด้วย

 

ปัญหารากฐานของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของคณะรัฐมนตรี

จากการพิจารณาสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ทั้งฉบับ ผู้เขียนเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้น่าจะมีปัญหาในระดับรากฐานอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ซึ่งทำลายข้อดีอื่นๆ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ปัญหาต่อไปนี้

 

๑. ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... มีหลักการที่ขัดหรือแย้งกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย

เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติฯ ที่เห็นว่าน่าจะขัดหรือแย้งกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ได้แก่ เนื้อหาในส่วนที่บัญญัติให้ศาลทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชาของฝ่ายปกครอง (ร่างฯ มาตรา ๑๔) และส่วนที่บัญญัติให้ศาลเป็นองค์กรรับอุทธรณ์ของฝ่ายปกครอง (ร่างฯ มาตรา ๑๕)

๑.๑ ร่างพระราชบัญญัติฯ มาตรา ๑๔ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้รับแจ้ง ซึ่งในที่นี้หมายถึงหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่เป็นหลัก เห็นว่าการชุมนุมสาธารณะที่ได้รับแจ้งนั้นขัดต่อมาตรา ๘3  หรือมาตรา ๙4  ให้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งห้ามการชุมนุม และให้ศาลพิจารณาคำขอเพื่อมีคำสั่งห้ามการชุมนุมดังกล่าวเป็นการด่วน คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด5

จะเห็นว่ามาตรา ๑๔ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับแจ้งที่เห็นว่าการชุมนุมสาธารณะนั้นกีดขวางทางเข้าออกของสถานที่หรือผู้ชุมนุมเข้าไปในสถานที่สำคัญซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐ เช่นรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล หรือไปปิดหน่วยงานให้บริการสาธารณะที่สำคัญแก่ประชาชน เช่น โรงพยาบาล หรือไปจัดการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่ห้ามจัดการชุมนุม ก็ให้เจ้าหน้าที่ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งห้ามการชุมนุมแทนที่จะเป็นการสั่งการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเองโดยตรง การบัญญัติกฎหมายลักษณะนี้ดูเผินๆ อาจไม่รู้สึกว่าผิดปกติอย่างไร ตรงกันข้ามน่าจะเป็นหลักประกันที่ดีแก่ประชาชนด้วยซ้ำ เพราะผู้วินิจฉัยสั่งการคือศาลซึ่งน่าจะมีความรอบคอบและได้รับความเชื่อถือจากสังคมสูงกว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่แท้จริงแล้ว คำสั่งของเจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ถือเป็นคำสั่งทางปกครองประเภทหนึ่ง เมื่อเป็นคำสั่งทางปกครองโดยปกติก็ย่อมจะมีการทบทวนคำสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองด้วยกันเอง มิใช่องค์กรศาล การบัญญัติบทบัญญัติลักษณะนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักกฏหมายปกครองที่ว่า “การกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมถูกควบคุมทบทวนโดยผู้บังคับบัญชาภายในฝ่ายปกครอง” (contrôle du supérieur sur les actes de l’inférieur) ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับแจ้งมีหน้าที่พิจารณาออกคำสั่งห้ามการชุมนุมด้วยตนเอง หากผู้จัดการชุมนุมไม่เห็นด้วยก็สามารถโต้แย้งคำสั่งห้ามโดยการอุทธรณ์ไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้ และหากผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งเห็นว่าคำสั่งห้ามการชุมนุมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจที่จะออกคำสั่งใหม่หรือแก้ไขคำสั่งเดิมของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสมอ6

ดังนั้น การที่ร่างพระราชบัญญัติฯ มาตรา ๑๔ บัญญัติให้หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ผู้รับแจ้งยื่นคำขอต่อศาลซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายตุลาการเพื่อมีคำสั่งห้ามการชุมนุมแทนที่จะยื่นต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายปกครองและเป็นผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป จึงเป็นการบัญญัติให้ศาลทำหน้าที่ฝ่ายปกครองโดยทำหน้าที่เสมือนผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

๑.๒ ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏซ้ำอีกในร่างพระราชบัญญัติฯ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๖ แต่เนื่องจากสาระสำคัญของร่างมาตรา ๑๔ (ที่กล่าวมาแล้ว) และร่างมาตรา ๑๕ กับร่างมาตรา ๒๖ มีความแตกต่างกัน ผู้เขียนจึงจะแยกพิจารณาเป็น ๒ กรณี กล่าวคือ

  ๑.๒.๑ มาตรา ๑๕ บัญญัติว่าให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะซึ่งไม่สามารถแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงตามมาตรา ๑๑7 มีหนังสือแจ้งการชุมนุมพร้อมคำขอผ่อนผันกำหนดเวลาดังกล่าวต่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดอื่น แล้วแต่กรณี ก่อนเริ่มการชุมนุม ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้รับคำขอมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอผ่อนผันกำหนดเวลา พร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้รับคำขอ ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่พอใจผลการพิจารณา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจากผู้รับคำขอ

ผลการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอตามร่างพระราชบัญญัติฯ มาตรา ๑๕ นี้ แม้จะไม่ชัดเจนว่าต้องทำเป็นรูปแบบคำสั่งหรือเพียงแต่เกษียนไว้ท้ายหนังสือขอผ่อนผัน ก็คือคำสั่งทางปกครองประเภทหนึ่งนั่นเอง การโต้แย้งคัดค้านคำสั่งทางปกครองควรเป็นการอุทธรณ์ต่อองค์กรภายในฝ่ายปกครองเองตามหลักกฎหมายปกครองที่ว่า “ฝ่ายปกครองมีหน้าที่เพิกถอนคำสั่งหรือการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยตนเอง” หลักกฎหมายข้อนี้อาจถือได้ว่าเป็นหลักกฎหมายปกครองทั่วไป สำหรับกฎหมายไทยได้นำหลักกฎหมายนี้มาบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งถือเป็น “กฎหมายกลาง” ในการวางหลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติราชการของฝ่ายปกครองไทยเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษมาแล้ว โดยบัญญัติว่าในกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ คู่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว8 ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองพิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ในกรณีที่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน9

ดังนั้น การที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ มาตรา ๑๕ บัญญัติให้ศาลเป็นองค์กรวินิจฉัยคำโต้แย้งคำสั่งไม่อนุมัติผ่อนผันกำหนดเวลา แทนที่จะยื่นต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอ จึงเป็นการบัญญัติให้ศาลทำหน้าที่เสมือนองค์กรอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอ ซึ่งลักษณะของการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ย่อมสามารถทบทวนคำสั่งทางปกครองได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครองนั้นๆ และอาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิม หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นไปในทางใด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระหรือลดภาระ หรือใช้ดุลพินิจแทนในเรื่องความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครองหรือมีข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขอย่างไรก็ได้10 ในแง่นี้ ศาลจึงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นฝ่ายปกครอง

  ๑.๒.๒ สำหรับมาตรา ๒๖ เป็นกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาออกคำสั่งเลิกการชุมนุมเมื่อได้รับคำขอจากเจ้าพนักงานคือหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุม หากความปรากฏต่อศาลว่าการชุมนุมสาธารณะนั้นเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลมีคำสั่งโดยออกคำบังคับให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะหรือยุติการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด

ในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้เขียนเห็นว่าร่างมาตรา ๒๖ เป็นการกำหนดให้ศาลทำหน้าที่ออกคำสั่งเลิกหรือยุติการชุมนุมหรือยุติการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองเช่นเดียวกับอำนาจสั่งห้ามการชุมนุม จึงเป็นการกำหนดให้ศาลทำหน้าที่ฝ่ายปกครอง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าร่างพระราชบัญญัติฯ มาตรา ๒๖ ใช้ถ้อยคำซึ่งแตกต่างไปจากร่างมาตรา ๑๔ และร่างมาตรา ๑๕ ในลักษณะที่มาตรา ๒๖ กำหนดให้ศาลออกคำสั่งเลิกการชุมนุมหรือคำสั่งให้ยุติการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายถึงผู้ชุมนุมโดยออกเป็น “คำบังคับ” และกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศคำสั่งศาลตามมาตรานี้ไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ บริเวณที่มีการชุมนุมสาธารณะนั้น และประกาศโดยวิธีการใด ๆ เพื่อให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบด้วย โดยปกติการกำหนดคำบังคับเป็นการใช้อำนาจอย่างศาล และผู้กำหนดต้องเป็นตุลาการหรือผู้พิพากษา11 ดังนั้น จากถ้อยคำที่ใช้ ผู้เขียนจึงคาดเดาเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ว่าอาจต้องการให้คำสั่งของศาลที่ออกตามร่างมาตรา ๒๖ มีฐานะเป็นการบังคับตามคำพิพากษาของศาล มิใช่การบังคับทางปกครอง12  การออกคำสั่งของศาลตามร่างมาตรา ๒๖ จึงถือเป็นการกระทำทางตุลาการ ซึ่งแตกต่างจากร่างมาตรา ๑๔ และร่างมาตรา ๑๕ การออกคำสั่งของศาลเป็นการกระทำทางปกครอง

แต่ไม่ว่าคำสั่งของศาลตามร่างมาตราทั้งสามกรณีจะมีฐานะเป็นอย่างไร ปัญหาร่วมกันของร่างมาตราดังกล่าวทั้งสามมาตราคือปัญหาการขัดแย้งกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ

๑.๓ การที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ไปกำหนดให้ศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ปฏิบัติหน้าที่เป็น “ฝ่ายปกครอง” ในฐานะผู้ออกคำสั่งห้ามการชุมนุมหรือสั่งให้เลิกการชุมนุมก็ดี หรือในฐานะเป็นองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ดี ถือเป็นการขัดแย้งกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐที่เป็นประชาธิปไตย ในรัฐเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย การควบคุมการกระทำของฝ่ายปกครองโดยองค์กรตุลาการถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นการควบคุมโดยองค์กรภายนอกที่เป็นอิสระจากฝ่ายปกครอง บทบาทหน้าที่ของศาลจึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการจำกัดลิดรอนโดยอำนาจอำเภอใจของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดังนั้น หากยอมให้อำนาจตุลาการรวมเข้าด้วยกันกับอำนาจบริหาร ผู้พิพากษาก็อาจประพฤติตัวเลวร้ายและกดขี่ ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ฝ่ายบริหารทำหน้าที่ตุลาการด้วย สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะถูกย่ำยี เพราะฝ่ายบริหารซึ่งมีส่วนได้เสียกับกรณีที่วินิจฉัยจะตัดสินคดีเข้าข้างตนเองเสมอ ขัดกับหลักกฎหมายที่ว่า Nemo judex in causa sua (No one should be a judge in their own cause)13  ในอดีตที่ผ่านมาศาลไทยได้ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมิให้แทรกแซงเข้ามาใช้อำนาจฝ่ายตุลาการโดยการออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรหรือคณะบุคคลพิเศษที่มิใช่ศาลมาทำหน้าที่อย่างศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการรัฐประหารและมีการออกประกาศของคณะรัฐประหารจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นทำหน้าที่เสมือนการพิจารณาพิพากษาคดี

ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ “ประกาศ รสช. ฉบับที่ ๒๖ ข้อ ๒ และข้อ ๖ เป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเช่นเดียวกับศาล ย่อมขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย (...)” หรือคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ ที่ว่า “การจัดตั้งศาลขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีบางประเภทนั้นย่อมกระทำได้โดยไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ที่จัดตั้งขึ้นนั้นต้องเป็น “ศาล” มีตุลาการเป็นผู้กระทำการในพระปรมาภิไธย การจัดตั้งคณะกรรมการจัดที่ดินเพื่อความเป็นธรรมแก่สังคมนั้น คณะกรรมการฯ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองอันเป็นกรณีพิพาทระหว่างบุคคล มีผลเป็นการตั้งบุคคลอื่นที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี จึงไม่อาจกล่าวเป็นอย่างอื่นนอกจากว่า เป็นการแย้งหรือขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ ซึ่งบัญญัติการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ”14

จะเห็นว่าที่ผ่านมาศาลไทยพยายามควบคุมตรวจสอบมิให้มีการจัดตั้งองค์กรหรือคณะบุคคลจากฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่ของศาล ครั้นมาถึงยุคปัจจุบันเมื่อมีความพยายามเขียนกฎหมายที่กำหนดให้ศาลไปทำหน้าที่เสมือนเป็นฝ่ายปกครอง จึงเกิดคำถามที่ท้าทายต่อศาลไทยอย่างยิ่งว่าจะพิจารณาพิพากษาให้บทบัญญัติของกฎหมายในส่วนที่มอบอำนาจหน้าที่ทางปกครองให้แก่ศาลตกเป็นโมฆะเพราะขัดหรือแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองอยู่หรือไม่

นอกจากเหตุผลเชิงหลักการที่กล่าวมาแล้ว เหตุผลในเรื่องความเชี่ยวชาญและลักษณะของงานที่แตกต่างกันก็เป็นเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ห้ามมิให้ศาลปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งห้ามการชุมนุมหรือสั่งให้เลิกการชุมนุม หรือในฐานะเป็นองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทั้งนี้ ด้วยเหตุว่าอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นเป็นของฝ่ายบริหารซึ่งประกอบด้วยรัฐบาลและฝ่ายปกครองมีหน้าที่บริหารราชการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง ดูแลให้ประชาชนมีความสุข มีวิถีชีวิตที่ดี สังคมมีความสงบเรียบร้อยและปลอดภัย โดยเหตุนี้ ฝ่ายปกครองจึงมีอำนาจดุลพินิจอย่างเต็มที่ที่จะริเริ่มดำเนินนโยบายในเรื่องใดเมื่อใดก็ได้ และด้วยมาตรการอย่างไรก็ได้ ตามแต่จะเห็นว่าจำเป็นและสมควรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ เพราะฝ่ายบริหารมีเครื่องมืออุปกรณ์ บุคลากรและทรัพยากรมากมายในการแสวงหารวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตน ธรรมชาติการทำงานของฝ่ายบริหารจึงเป็นงานเชิงรุกที่สามารถริเริ่มได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอให้มีคำร้องขอก่อนจึงจะเริ่มทำงานได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็มักมีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นในการทำงานได้มากด้วย ในทางตรงกันข้ามเมื่อเทียบกับฝ่ายตุลาการ ฝ่ายหลังนี้มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในคดีและควบคุมให้การกระทำต่างๆ ของฝ่ายปกครองเป็นไปตามบทกฎหมาย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ศาลมีภารกิจในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง จึงต้องเคร่งครัดในบทกฎหมายเป็นสำคัญ องค์กรตุลาการได้รับการฝึกฝนให้ปรับใช้ข้อกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และบอกผลของกฎหมายว่าเป็นอย่างไร จึงมีธรรมชาติที่ยืดหยุ่นได้น้อย ไม่สันทัดในการคาดการณ์ประเมินผลสถานการณ์ล่วงหน้าหรือป้องกันเหตุร้ายเหมือนกับฝ่ายบริหาร และข้อสำคัญคือองค์กรตุลาการไม่ได้ครองครอบเครื่องมืออุปกรณ์และทรัพยากรที่เหมาะสมกับการบริหารราชการแผ่นดินเหมือนกับฝ่ายบริหาร จึงมีข้อจำกัดอย่างยิ่งในการตัดสินใจออกคำสั่งห้ามหรืออนุญาตให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะเช่นนั้น

หากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดให้ศาลเป็นฝ่ายปกครองเสียเองแล้ว จะมีองค์กรใดทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครองอย่างอิสระได้ ผลอันนี้ย่อมกระทบกระเทือนไปถึงสารัตถะแห่งความเป็นนิติรัฐของประเทศไทยอย่างมิต้องสงสัย

 

๒. ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของรัฐบาล มีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับหลักนิติรัฐ

เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ที่น่าจะขัดหรือแย้งกับหลักนิติรัฐได้แก่บทบัญญัติที่กำหนดให้ “คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด” ในร่างมาตรา ๑๔ ร่างมาตรา ๑๕ และร่างมาตรา ๒๖ เนื่องจากร่างมาตราทั้งสามมีสาระสำคัญที่แตกต่างกัน ผู้เขียนจึงแยกการพิจารณาปัญหาการขัดแย้งกับหลักนิติรัฐออกเป็น ๒ ประการ

๒.๑ ร่างมาตรา ๑๔ และร่างมาตรา ๑๕ กับปัญหาการขัดหรือแย้งกับหลักนิติรัฐ 

จากที่กล่าวมาข้างต้น ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ได้กำหนดให้ศาลปฏิบัติหน้าที่เป็น “ฝ่ายปกครอง” ในฐานะผู้ออกคำสั่งห้ามหรือสั่งให้เลิกการชุมนุม หรือในฐานะเป็นองค์กรพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไม่ผ่อนผันการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อมาคือ เมื่อร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้มอบหมายให้ศาลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายปกครอง ในขณะเดียวกันก็กำหนดให้อำนาจในการทำคำสั่งของศาลดังกล่าว “ถือเป็นที่สุด”15 จะเกิดผลทางกฎหมายในแง่การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งเป็นหัวใจของหลักนิติรัฐในรัฐเสรีประชาธิปไตยอย่างไร

ในอดีตนั้นเราเคยพบเห็นการเขียนกฎหมายที่มีบทบัญญัติจำกัดอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลต่อการกระทำของฝ่ายปกครองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้ศาลเข้ามาแทรกแซงการวินิจฉัยชี้ขาดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๕๗ พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๗ ซึ่งบัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด” เช่นนี้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยดังกล่าวก็ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของรัฐมนตรีได้ แต่ศาลไทยอาศัยความรู้ความเข้าใจในหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติพิพากษาคดีไปตามแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการของนิติรัฐ นั่นคือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยอำเภอใจของฝ่ายปกครอง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๔๖-๖๔๗/๒๕๑๐ (ที่ประชุมใหญ่) ระหว่างนายจั๊ว แซ่นิ้มกับพวกโจทก์ กับ เทศบาลนครกรุงเทพกับพวกจำเลย ศาลวางหลักไว้ว่า “กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร และกฎหมายบัญญัติให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุดนั้น หมายความว่าคำวินิจฉัยนั้นจะเป็นที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ให้อำนาจมีคำสั่งและมีคำวินิจฉัยเช่นนั้น มิได้หมายความว่าแม้คำสั่งคำวินิจฉัยนั้นจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะถึงที่สุด นำมาฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ไปด้วย ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ว่าคำสั่งคำวินิจฉัยนั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่”

ผู้เขียนเห็นว่าการเขียนกฎหมายอย่างกรณีร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าการเขียนกฎหมายรูปแบบเดิมที่กล่าวมาข้างต้นมากนัก เพราะกฎหมายไม่ได้เพียงมุ่งกีดกันศาลออกจากระบบการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองเท่านั้น แต่มุ่งใช้ศาลเป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายปกครองเสียเลย ในแง่นี้การกำหนดให้ “คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด” ก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากการกำหนดให้ “คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด” แต่ในกรณีนี้จะไม่มีองค์กรศาลทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลในฐานะฝ่ายปกครองอีกต่อไป ระบบการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยองค์กรศาลที่เป็นกลางและอิสระซึ่งเป็นหัวใจของหลักนิติรัฐจะถูกทำลายไป

๒.๒ ร่างมาตรา ๒๖ กับปัญหาการขัดหรือแย้งกับหลักนิติรัฐ

สำหรับกรณีร่างมาตรา ๒๖16 นั้น จากการวิเคราะห์และตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ข้างต้นแล้วว่าถ้อยคำที่ใช้ในร่างมาตราดังกล่าว อาจคาดเดาเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ว่าต้องการให้คำสั่งของศาลที่ออกตามร่างมาตรานี้มีฐานะเป็นการบังคับตามคำพิพากษาของศาล มิใช่การบังคับทางปกครอง การออกคำสั่งของศาลตามร่างมาตรา ๒๖ นี้จึงเป็นการกระทำทางตุลาการมิใช่การกระทำทางปกครอง ถ้าเป็นเช่นนี้การกำหนดให้คำสั่งของศาลตามมาตรานี้เป็นที่สุดน่าจะเกิดปัญหาขัดแย้งกับหลักกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ว่าคำพิพากษาของศาลย่อมถูกอุทธรณ์และฎีกาต่อไปยังศาลลำดับที่สูงขึ้นไปได้ การแบ่งลำดับชั้นของศาลก็เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลได้รับการกลั่นกรองกันหลายชั้น และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบศาลล่างโดยศาลสูง การที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดให้ตัดสินคดีโดยศาลเพียงลำดับชั้นเดียวโดยไม่อาจอุทธรณ์ต่อไปยังศาลสูงจึงไม่ชอบด้วยหลักวิธีพิจารณาคดีซึ่งเป็นหลักประกันเชิงรูปแบบของนิติรัฐ

 

บทส่งท้าย

ผู้เขียนเห็นว่าอำนาจในการสั่งให้เลิกหรือยุติการชุมนุมหรือยุติการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอำนาจทางปกครองเช่นเดียวกับอำนาจสั่งห้ามหรือคัดค้านการชุมนุม จึงต้องให้ฝ่ายปกครองเป็นผู้ตัดสินใจ ในกรณีที่จะให้มีการอุทธรณ์คำสั่ง ก็ควรให้ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายและรับผิดชอบทางการเมืองในการตัดสินใจดังกล่าวเอง และเมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนในฝ่ายปกครองจนครบถ้วนแล้ว ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้จัดการชุมนุมหรือผู้นำการชุมนุมที่จะนำคดีไปสู่ศาลต่อไป การที่ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ฉบับของคณะรัฐมนตรี ดึงเอาองค์กรศาลให้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายปกครองจะทำลายระบบการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของสถาบันศาลต่อฝ่ายปกครองตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและทำลายระบบนิติรัฐในที่สุด

 

---------------------------------------

 

เชิงอรรถ

 

1 อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2 ข่าวจากมติชนออนไลน์ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:36:07 น. “สภาฯ รับหลักการ "พ.ร.บ.ชุมนุมที่สาธารณะ" เพื่อไทยบอยคอต! ไม่เสนอ กมธ.วิสามัญร่วม” ใน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid= 1299742176&grpid=03&catid=&subcatid=

3 ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... มาตรา ๘  การชุมนุมสาธารณะต้องไม่เข้าไปหรือกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ ดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้น
    (๑) รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล และหน่วยงานของรัฐ
    (๒) ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ
    (๓) โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน
    (๔) สถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

4 ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... มาตรา ๙  การจัดการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่ห้ามจัดการชุมนุมจะกระทำมิได้
    ให้สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระรัชทายาท และสถานที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมถึงสถานที่พำนักของพระราชอาคันตุกะเป็นพื้นที่ห้ามจัดการชุมนุมตามวรรคหนึ่ง

5 ควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วยว่า ในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับของรัฐบาล คำว่า “ศาล” หมายความว่า ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ แต่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตัดนิยามคำดังกล่าวออกไป ดังนั้น ถ้ามีการประกาศใช้บังคับร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ ก็จะต้องพิจารณาตีความต่อไปว่า “ศาล” ในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้หมายถึงศาลใด โดยปกติหมายถึงศาลปกครอง

6 หลักการนี้ได้รับการรับรองและปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ “มาตรา ๔๙ เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ (...) ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่”

7 ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... มาตรา ๑๑ วรรคแรก บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะและเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของผู้อื่นตามกฎหมาย ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะและการชุมนุมนั้นกระทบต่อความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ให้มีหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง”

8 มาตรา ๔๔ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

9 มาตรา ๔๕ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

10 ดูมาตรา ๔๖ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

11 ดูพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา เช่น สั่งเพิกถอนกฎหรือคำสั่ง สั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นต้น
    นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติในลักษณะเดียวกัน มาตรา 272 วรรคแรก บัญญัติว่า “ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดี ก็ให้ศาลมีคำบังคับ กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับในวันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับนั้นไปยังลูกหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้อยู่ ในศาลในเวลาที่ศาลมีคำบังคับนั้น และศาลได้สั่งให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

12 ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฝ่ายปกครองอาจออก “มาตรการบังคับทางปกครอง” เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งของฝ่ายปกครอง ดังที่ปรากฏในมาตรา 56 ดังนี้
    “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ (...)
    (...)
    ให้เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด”

13 จาก Wikipedia หน้าเว็บไซต์ที่ en.wikipedia.org/wiki/Nemo_iudex_in_causa_sua

14 อ้างใน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ “ที่มาของกฎหมายมหาชนและหลักความชอบด้วยกฎหมาย” ใน คู่มือการศึกษาวิชากฎหมายปกครอง, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, ๒๕๔๓, หน้า ๒๕.
    อย่างไรก็ตาม มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาจำนวนหนึ่งที่วางแนวทางการจำกัดอำนาจของศาลไม่เข้าไปควบคุมการกระทำบางอย่างของฝ่ายบริหาร เช่น การใช้อำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๐๒ ซึ่งรวมการใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการไว้เบ็ดเสร็จในคนๆ เดียว หรือการกระทำที่ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล (Act of government) ดูคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๑๓, ๒๒๙๑/๒๕๑๙, ๘๖๐/๒๕๒๕ และ ๑๖๔๐/๒๕๓๑ อ้างใน บวรศักดิ์ อุวรรโณ, หน้า ๑๑๔-๑๑๖. 

15 ดูบทบัญญัติในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๖ ของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ดังนี้
    “มาตรา ๑๔  ในกรณีที่ผู้รับแจ้งเห็นว่าการชุมนุมสาธารณะที่ได้รับแจ้งนั้นขัดต่อมาตรา ๘ หรือมาตรา ๙ ให้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งห้ามการชุมนุม
    ให้ศาลพิจารณาคำขอเพื่อมีคำสั่งห้ามการชุมนุมตามวรรคหนึ่งเป็นการด่วน คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด
    มาตรา ๑๕  ให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะซึ่งไม่สามารถแจ้งการชุมนุมได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๑ มีหนังสือแจ้งการชุมนุมพร้อมคำขอผ่อนผันกำหนดเวลาดังกล่าวต่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดอื่น แล้วแต่กรณี ก่อนเริ่มการชุมนุม
    ให้ผู้รับคำขอมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอผ่อนผันกำหนดเวลา พร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้รับคำขอ
    ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่พอใจผลการพิจารณา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาตามวรรคสอง คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด

16 มาตรา ๒๖  “เมื่อได้รับคำขอให้มีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะ ให้ศาลพิจารณาคำขอนั้นเป็นการด่วน
ในการพิจารณา หากความปรากฏต่อศาลว่าการชุมนุมสาธารณะนั้นเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๖ หรือผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ แล้วแต่กรณี ให้ศาลมีคำสั่งโดยออกคำบังคับให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะหรือยุติการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

    คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด
    ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศคำสั่งศาลตามมาตรานี้ไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ บริเวณที่มีการชุมนุมสาธารณะนั้น และประกาศโดยวิธีการใด ๆ เพื่อให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบด้วย”

เข้าสู่ระบบ