Home » เอกสารประวัติศาสตร์ » โทรเลขของพระราชชนนีศรีสังวาลย์ : กรณีกรมขุนชัยนาทฯต้องโทษก่อกบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญ

โทรเลขของพระราชชนนีศรีสังวาลย์ : กรณีกรมขุนชัยนาทฯต้องโทษก่อกบฏล้มล้างการปกครองฯ

Blog Icon

ประวิติศาสตร์ เอกสารประวัติศาสตร์ สังวาลย์มหิดล กรมขุนชัยนาทฯ

01 August 2011

read 20647

โทรเลขของพระราชชนนีศรีสังวาลย์ : กรณีกรมขุนชัยนาทฯต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานสมคบก่อการกบฏเปลี่ยนระบอบการปกครองฯ


 
ดาวน์โหลดเอกสารส่วนที่ ๑

และ

ดาวน์โหลดเอกสารส่วนที่ ๒

 

เอกสารประวัติศาสตร์ชุดนี้ นำเสนอ "บทบาทของพระราชชนนีศรีสังวาลย์" (บางคนรู้จักในนาม "สมเด็จย่า") ในสมัยแผ่นดินรัชกาลที่ ๘ เอกสารประกอบด้วย ๒ ส่วน

ส่วนที่ ๑.กรณีจับกุม กรมขุนชัยนาทนเรนทร ฐานสมคบคิดก่อการกบฏจะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในคราวกบฏพระยาทรงสุรเดช[๑]
 
ส่วนที่ ๒.กรณีพระราชทานอภัยโทษแก่กรมขุนชัยนาทนเรนทร[๒]

นิติราษฎร์ จะเกริ่นนำโดยย่อ เกี่ยวกับเอกสารทั้ง ๒ ส่วนนี้ เพื่อผู้สนใจจะนำไปพิจารณาต่อยอดอภิปรายค้นคว้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ สถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการเมือง ในแง่มุมที่หลากหลาย ต่อไป


พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในฐานความผิดกระทำการเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแห่งราชอาณาจักรสยาม ในวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๑ โดยคำสั่งของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ ๒๓๗๐๘/๒๔๘๑ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๑  

 
ต่อมา วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ สภาผู้แทนราษฎรได้ตรา พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า เนื่องจากมีการกระทำความผิดฐานกบฏ เพื่อจะปลี่ยนแปลงการปกครอง และเปลี่ยนรัฐบาลโดยใช้กำลังบังคับ เป็นการสมควรที่จะต้องตั้งศาลพิเศษ เพื่อพิจารณาคดีเหล่านี้ โดยนำวิธีพิจารณาศาลทหาร มาใช้โดยอนุโลม (มาตรา ๗) และ คำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด ไม่มีอุทธรณ์หรือฎีกา (มาตรา ๘)[๓]

 

อนึ่ง สมควรกล่าวด้วยว่า สาเหตุในการออกกฎหมายจัดตั้งศาลพิเศษ เพื่อจารณาคดีกบฎหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้น สันนิษฐานว่า เมื่อคราวสภาผู้แทนราษฎร ตราพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๖ เพื่อรักษาความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ [จากการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยคณะรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา(นายก้อน หุตะสิงห์) ได้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ไม่อนุญาตให้รัฐบาลกระทำการเช่นนั้นได้] ในระหว่างบังคับใช้พระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๖ ได้มีคดีขึ้นสู่ชั้นพิจารณาคดีถึงศาลชั้นฎีกาหลายคดี [เท่าที่ค้นคว้าได้ในขณะนี้] ปรากฎว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ต้องระวางโทษตาม พระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๖ แต่เมื่อคดีขึ้นถึงศาลชั้นฎีกา ศาลฎีกา ยกฟ้องทั้งสิ้น" เมื่อโครงสร้างของระบบศาลยุติธรรมของสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสูง(ศาลฎีกา) มีจิตใจฝักใฝ่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในการพิจารณาคดีกบฎล้มล้างรัฐธรรมนูญ ทางรัฐบาลพิบูลสงคราม จึงตั้งศาลในโครงสร้างใหม่ (ชั่วคราว) ขึ้นมาพิจารณาเป็นการพิเศษโดยอาศัยกฎหมายที่มีอยู่เดิม คือ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร[๔] และ กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ ภายใต้การบังคับใช้ พระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๖ จนถึงวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๑[๕]

 

วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๒ ศาลพิเศษ ได้อ่านคำพิพากษาให้ประหารชีวิตกรมขุนชัยนาทฯ แต่ลดหย่อนโทษ ๑ ใน ๓ พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา ๕๙ และ มาตรา ๓๗ (๑) กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗  

 

ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๒ หลวงพิบูลสงคราม ได้ "ประกาศถอดยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ และบรรดาศักดิ์" ของบรรดาผู้ต้องหาคดีกบฎ[๖]

 

ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๒ เวลา ๐๑.๒๕ นาฬิกา  สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (สังวาลย์ มหิดล ; Sangwal Mahidol)ได้โทรเลขมาถึง พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพย์อาภา ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[๗] โดยเนื้อความในโทรเลข มีดังนี้
 

"ได้ทราบว่า กรมขุนชัยนาทถูกพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแทนที่จะลงโทษจำคุกไว้ตลอดชีวิต ขอท่านได้ช่วยพิจารณาว่า จะมีทางที่จะเนรเทศไปต่างประเทศเสียตลอดชีวิตได้หรือไม่ ถ้ามีทางเช่นนั้น หม่อมฉันจะรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่ง  ถ้าจำเป็น  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเซ็นหนังสือขอร้องมาโดยพระองค์เอง โดยให้ทราบโดยเร็วที่สุด"

สังวาลย์ มหิดล

 

อย่างไรก็ดี ในวันเดียวกันนั้น ราชเลขานุการในพระองค์ ส่งหนังสือ "ลับ-ฉะ เพาะ ที่ น.๑๑๑๔/๒๔๘๒" ถึงนายกรัฐมนตรี (หลวงพิบูลสงคราม) ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงแสดงพระดำริว่า ขณะนี้คงทำตามพระประสงค์นี้ไม่ได้ ทรงให้เหตุผลโดยสรุปว่า ๑.ศาลให้ความกรุณาแก่กรมขุนชัยนาทฯมากเป็นพิเศษอยู่แล้วโดยเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต หากทำตามพระประสงค์ (ของ พระราชชนนีฯ) ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อสามัญชนอย่างหนึ่ง เจ้าอีกอย่างหนึ่ง , ๒.เป็นการกระทำผิดอุกฤษฎ์โทษร้ายแรง ตระเตรียมการล่วงหน้า การเนรเทศไปต่างประเทศนอกจากขัดต่อความยุติธรรม ยังขัดรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการเนรเทศบุคคลที่มีสัญชาติไทย ย่อมกระทำมิได้ , ในตอนท้ายของ หนังสือฉบับนี้ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพย์อาภา กล่าวไว้สะดุดสายตาความหนึ่งว่า "แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับที่สูง จึ่งก่อนที่จะกราบทูลไป ใคร่ทรงขอหารือท่านก่อน" ราชเลขานุการในพระองค์ อธิบาย [พร้อมแนบโทรเลขของ พระราชชนนีฯ ท้ายหนังสือ]

 

ในวันเดียวกัน (๒๕ พฤศจิกายน) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีหนังสือหารือ หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ "หนังสือเลขที่๑๗๓๖๘/๒๔๘๒" เรื่องเงื่อนไขการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งต้องบังคับตาม "มาตรา ๒๒ พระราชบัญญัติเรือนจำทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙" บัญญัติว่า "...ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหากษัตริย์ ให้ยื่นฎีกาภายในเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาพิพากษาให้ประหารชีวิต"[๘]  หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี บันทึกคำสั่งในหนังสือฉบับเดียวกัน (เอกสารบันทึกด้วยดินสอ -- การสำเนาเอกสารทำให้อ่านเอกสารได้ไม่ชัดเจนนัก) สรุปความว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เห็นว่า คณะราษฎร ก็เคยให้ความเมตตาแก่คนเหล่านี้มาหลายคราวแล้ว ถึงคราวนี้คงเพิกเฉยอีกคงไม่ได้

 

วันรุ่งขี้น (๒๖ พฤศจิกายน) หลวงพิบูลสงคราม ส่งหนังสือทูลฯ ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในหนังสือ "ที่ ร.๘๔๐๖/๒๔๘๒" สรุปความว่า คณะรัฐมนตรี ไม่สามารถจะถวายความเห็นยิ่งไปกว่าที่ศาลได้พิพากษาไว้นั้น ส่วนทางพระมหากษัตริย์จะเห็นอย่างไร ทางรัฐบาลได้ถวายความเห็นและหลักฐานมาบริบูรณ์แล้ว อนึ่งได้ถวายฎีกานักโทษ ๑๘ รายพร้อมเอกสารการสอบสวนและสำเนาคำพิพากษาศาลพิเศษมาให้ หากเสร็จการพิจารณาให้ส่งเอกสารกลับคืนด้วย

 

วันถัดมา (๒๗ พฤศจิกายน) ราชเลขานุการในพระองค์ ส่งหนังสือที่ "น.๑๑๑๘/๒๔๘๒" ความว่า คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พิจารณาฎีกาทั้ง ๑๘ รายถี่ถ้วนแล้ว เห็นว่า "...ศาลพิเศษได้พิจารณาโดยถี่ถ้วน ได้ให้ประโยชน์แก่ผู้ต้องคดีเป็นอันมาก การวางบทลงโทษ ศาลก็ได้ผ่อนผันให้แล้วแก่บางคน นับว่าจำเลยได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างดีแล้ว  ผู้ฎีกาควรได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาล" ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยกฎีกาทั้ง ๑๘ รายนี้เสีย ลงโทษไปตามคำพิพากษาศาลพิเศษ

 

ต่อมา สังวาลย์ มหิดล (Sangwal Mahidol) หรือ พระราชชนนีฯ ส่งโทรเลข (ในตัวเอกสารไม่บ่งว่า ส่งถึงผู้ใด อาจอนุโลมว่า เอกสารชุดนี้อยู่ในครอบครองของสำนักนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเป็นโทรเลข ที่ส่งถึง สำนักนายกรัฐมนตรี) ความว่า "I willing guaranty Prince Rangsit with you Princes Naris and Damrong according your telegram of twenty second." ลงวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๖

 

การบังคับการตามคำพิพากษาศาลพิเศษ ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๖ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ออก "แถลงการณ์(สำนักนายกรัฐมนตรี)" เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนม์พรรษาของรัชกาลที่๘  สมควรขอให้พระราชทานอภัยโทษ "นักโทสเด็ดขาดชายรังสิตประยูรสักดิ รังสิต นะอยุธยา" (กรมขุนชัยนาทฯ) โดยอาศัยอำนาจตาม "รัถธัมนูญ" ทั้งนี้ ให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการไปตามกระบวนการ

 

วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๖ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (นายปรีดี พนมยงค์ และ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา) ลงนามโดย ส่งหนังสือ "ที่ ๕๖๐/๒๔๘๖" เห็นว่า "นักโทสเด็ดขาดชายรังสิตประยูรสักดิ รังสิต นะอยุธยา ควนได้รับอภัยโทสได้ ฉนั้น ให้กะซวงมหาดไทยปล่อยตัวนักโทสเด็ดขาดชายรังสิตประยูรสักดิ รังสิต นะอยุธยา พ้นโทสไปเถิด"

 

วันรุ่งขึ้น "นายกรัถมนตรี" สั่งการไปยัง "อธิบดีกรมตำหรวด" ว่า "ฉันขอให้กรมตำหรวดดำเนินการปล่อยตัวได้ตั้งแต่บัดนี้เปนต้นไป"

 

ในเดือนเดียวกัน, พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ส่งจดหมายถึง นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความตอนหนึ่งว่า "ผมเห็นว่า หากจะไห้พ้นที่คุมขังแล้ว ไนชั้นต้นก็ควนกักบริเวนไห้หยู่แต่ไนวังของท่าน ห้ามออกข้างนอก ทั้งนี้ก็ตามราชประเพนีแต่เดิมมา มีตัวหย่างหยู่หลากราย เช่น กรมประจักษ์...ซึ่งทำผิดกดหมายอาญาแผ่นดินหรือประพรึติองค์ไม่สมควนไนรัชสมัย...ดังนี้ หากรายกรมชัยนาทฯ จะทำเช่นนี้ ก็จะงามดีและถูกต้องประเพนี"

 

ท้ายจดหมายฉบับนี้ พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ กล่าวถึง การขอให้อภัยโทษโดยรัฐบาล ว่า "การกระทำอันนี้ ผมเชื่อว่า พระราชวงส์ส่วนมาก พระราชชนนี สมเด็ดพระพันวัสสาฯ เปนพิเสส คงจะรู้สึกไนบุนคุนรัถบาลเปนหย่างยิ่ง..."

 

 ปลายเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๗ เมื่อครั้น นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ลงนาม ประกาศสถาปนา นายรังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต ณ อยุธยา กลับคืนสู่ฐานะเดิม

 
ในกาลต่อมา กรมขุนชัยนาทนเรนทร มีบทบาทในช่วงเหตุการณ์พลิกผันทางประวัติศาสตร์สำคัญ ประมาณ ๑๕ นาฬิกา ของวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ ไม่กี่ชั่วโมงจาก "รัชกาลที่ ๘ สวรรคต" ซึ่งหลังเกิดเหตุ ปรากฎร่องรอยของ กรมขุนชัยนาทนเรนทร อย่างไรบ้าง นายปรีดี พนมยงค์ (ในฐานะโจทก์คดีหมิ่นประมาททางแพ่ง) ลำดับความไว้ใน "คำฟ้องของโจทก์ คดีหมายเลขดำที่ ๘๖๑๒/๒๕๒๑ ศาลแพ่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑" ตอนหนึ่งบรรยายว่า[๙]

"ข้อ ๙.๑
...
(๗) เมื่อรัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจจะจัดการชัณสูตรบาดแผลที่พระนลาฏ (หน้าผาก) ของในหลวงรัชกาลที่ ๘ แต่กรมขุนชัยนาทฯ โบกพระหัตถ์ให้รัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจ โดยแสดงว่าห้ามมิให้แตะต้องพระบรมศพ เมื่อรัฐมนตรีมหาดไทยมองดูโจทก์ โจทก์ก็ไม่กล้าที่จะสั่งตรงกันข้ามกับกรมขุนชัยนาทฯ ที่เป็นพระบรมวงศ์อาวุโส เพราะจะเป็นการเหลื่อมล้ำไปสู่องค์พระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตนั้น ฉะนั้นโจทก์จึงขอเชิญเสด็จกรมขุนชัยนาทฯ ลงมาชั้นล่างพระที่นั่งบรมพิมานเพื่อร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์ที่กล่าวนามมาแล้วว่า จะทรงมีความเห็นเกี่ยวกับกรณีสวรรคต โจทก์และรัฐมนตรีมหาดไทยกับนายดิเรกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก็ได้ร่วมประชุมด้วย โจทก์ได้ทูลถามกรมขุนชัยนาทฯ ว่า สมเด็จพระอนุชาและพระราชชนนีทรงมีความเห็นประการใดเกี่ยวกับกรณีสวรรคตนั้นบ้าง กรมขุนชัยนาทฯ รับสั่งว่า นางสาวจรูญ (นามสกุล "ตะละภัฏ") ได้ทูลสมเด็จพระอนุชา (ในหลวงองค์ปัจจุบัน) ว่า "ในหลวงยิงองค์เอง" และนายชิต สิงหเสนี ก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกัน โจทก์จึงได้เรียกให้นายชิตลงมาชั้นล่างของพระที่นั่งบรมพิมานและสอบถามพฤติการณ์สวรรคต นายชิตก็ยืนยันว่า ในหลวงปลงพระชนม์เอง กรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งได้รับสั่งตรงตามที่ พ.ต.ท.ประเสริฐ ลิมปอักษร พนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้ ซึ่งปรากฎในบันทึกคำอภิปรายของรัฐสภากรณีสวรรคต...
 ...
(๙) โจทก์และคณะรัฐมนตรีที่ได้ร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์ดังกล่าวพระนามไว้แล้วนั้น จึงทูลและถามที่ประชุมให้สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์กรณีสวรรคตว่าอย่างไร  พระบรมวงศานุวงศ์และโจทก์กับคณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบพร้อมกันว่า ควรแถลงไปตามที่กรมขุนชัยนาทฯ พระบรมวงศ์อาวุโสทรงเข้าพระทัยว่าเป็นอุบัติเหตุ..."

 

ในตอนท้าย บทเกริ่นนำ "เอกสารประวัติศาสตร์" นิติราษฎร์ ได้ประมวลเหตุการณ์บนฐานของพยานเอกสาร ที่เรานำให้ผู้สนใจได้ดาวน์โหลดทั้งสิ้น  การอ้าง "หนังสือราชการ" ฉบับใดๆ ในบทเกริ่นนำนี้ ท่านสามารถอ่านจาก "เอกสารประวัติศาสตร์" ทั้ง ๒ ส่วน (ดังปรากฎลิงค์สำหรับ ดาวน์โหลดเอกสาร ข้างต้น) ด้วยตนเอง.

 

[พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล - เรียบเรียง]

________________________
 
เชิงอรรถ
 
[๑] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. สร.๐๒๐๑.๑๕/๒๘ เอกสารสำนักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เล่ม ๒ เรื่อง คดีกบฏ กรมขุนชัยนาทฯ กับพวก (พ.ศ.๒๔๘๑ - ๒๔๘๓).
 
[๒] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (๒)สร.๐๒๐๑.๘๓/๓๖ เอกสารสำนักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เล่ม ๔ เรื่อง พระราชทานอภัยโทษแก่กรมขุนชัยนาท (๒๐ ก.ย. - ๒ ต.ค.๒๔๘๖).
 
[๓] ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๕ ลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ , หน้า ๙๐๔ - ๙๐๗. [ราชกิจจานุเบกษา ฉบับ pdf : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2481/A/904.PDF ].  


[๔] ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งบังคับใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว อ่านได้ที่ : http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb07/%bb07-20-2478-a001u.pdf [ฉบับ pdf จัดทำโดยเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา].
 
[๕] "พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๘๑" : ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๕ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๑ , หน้า ๒๘๘ - ๒๘๙. [ราชกิจจานุเบกษา ฉบับ pdf : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2481/A/288.PDF ].
 
[๖] ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๖ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๒ , หน้า ๒๖๑๗ - ๒๖๑๙. [ราชกิจจานุเบกษาฉบับ pdf : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2482/D/2617.PDF ]
 
[๗] "ประกาศตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" (โดยมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร) : ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๔ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐ , หน้า ๘๗๑ - ๘๗๒. [ราชกิจจานุเบกษา ฉบับ pdf : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2480/A/871.PDF ]
 
[๘] ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๓ ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๙ , หน้า ๑๔๙๗ - ๑๕๐๙. [ราชกิจจานุเบกษา ฉบับ pdf : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2479/A/1497.PDF ]
 
[๙] อ่านสำเนาคำฟ้องของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งโต้แย้ง ผู้ให้ร้ายตนเกี่ยวกับ "กรณีสวรรคต" โดยละเอียด ใน สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ). "คำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต ร.๘ โดยคำพิพากษาศาลแพ่ง". พิมพ์ครั้งแรก (เรือนแก้วการพิมพ์ : กรุงเทพฯ, ๒๕๔๓), หน้า ๖๒ - ๖๕.

 

_________________________________________________

หมายเหตุ : ผู้สนใจอ่าน "คำพิพากษาศาลพิเศษ" ในคดีนี้ มีการตีพิมพ์รวมเล่มอยู่ ๒ คราว ดังนี้

พิมพ์ครั้งที่๑. กรมโฆษณาการ. "คำพิพากษาศาลพิเศษ เรื่องกบฏ พุทธศักราช ๒๔๘๒" พิมพ์ครั้งแรก.(กรมโฆษณาการ : พระนคร , ๘ ธันวาคม ๒๔๘๒).

พิมพ์ครั้งที่๒. นายเวช กระตุฤกษ์ (บรรณาธิการ). "คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๘๒ เรื่องกบฏ กับคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี และสำเนายกฎีกาพวกกบฏ" พิมพ์ครั้งที่๒.(โรงพิมพ์ศิริอักษร : พระนคร , ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๒).

เข้าสู่ระบบ