Home » บทความ » ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล » นักศึกษาปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta - ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล

นักศึกษาปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta - ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

Blog Icon

นิติปรัชญา บทความ

03 June 2011

read 3743

นักศึกษาปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta และข้อสังเกตบางประการ


โดย ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ นับเป็นวาระสำคัญอีกครั้งหนึ่งซึ่งเวียนมาครบรอบเป็นปีที่ ๑๑๑ แห่งชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเพียงท่านเดียวของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ สำหรับวันนี้ของทุกปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กำหนดให้เป็น “วันปรีดี” กล่าวคือ เป็นวันที่ชาวธรรมศาสตร์ทั้งหลายจะได้มาร่วมกันรำลึกถึงท่านผู้ประศาสน์การ ฯ โดยจะมีการจัดกิจกรรมอันหลากหลายโดยเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ และที่สำคัญยิ่งในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กำหนดนโยบายให้ถือเอาวันนี้เป็น “วันแรกพบ” สำหรับ “เพื่อนใหม่ธรรมศาสตร์” หรือบรรดาว่าที่นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ซึ่งเป็นเลือดใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ด้วย ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนนับเป็นกุศโลบายของมหาวิทยาลัยที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่งที่เลือกและกำหนดให้วันนี้เป็นวันแรกที่นักศึกษาใหม่จะเข้ามาทำความรู้จักกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของตนอย่างเป็นทางการ ผู้เขียนยังจำได้ติดตาถึงบรรยากาศของวันนี้เมื่อปี ๒๕๔๙ ที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยาท่านผู้ประศาสน์การ ฯ ซึ่งมาร่วมงานเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วได้ยืนให้โอวาทแก่บรรดาเพื่อนใหม่ บนใบหน้าอันสดใสของคนธรรมศาสตร์รุ่นใหม่นั้นต่างระคนไปด้วยความตื่นเต้นและสนใจใคร่รู้ที่จะได้รับฟังถ้อยคำจากสุภาพสตรีต่างวัยผู้นี้

ผู้เขียนเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ถ้าให้ถามเพื่อนใหม่ หลายคนหรือส่วนใหญ่คงต้องนับว่า นี่เป็นทั้งโอกาสและคนที่ “พิเศษสุด ๆ” สำหรับพวกเขาในวันนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนเองแม้มิได้มีโอกาสลงไปร่วมงานใหญ่ ณ ท่าพระจันทร์ได้เป็นประจำเหมือนเช่นเคย แต่ก็เข้าร่วมงาน “วันปรีดี” และ “วันแรกพบ” ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปางอยู่เนือง ๆ ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านมาก็ช่วยให้มีความหวังเพิ่มขึ้นทุกขณะด้วยว่า ศูนย์การศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเขลางค์นครแห่งนี้จะเป็นแหล่งการศึกษาที่บ่มเพาะและปลูกฝังให้เลือดใหม่ (และเลือดปัจจุบัน) ของธรรมศาสตร์ได้ตระหนักรู้ถึงจิตวิญญาณของ ความเป็นคนธรรมศาสตร์ที่มีท่านผู้ประศาสน์การ ฯ เป็นแบบอย่างที่สำคัญ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปและไม่น้อยไปกว่าท่าพระจันทร์และรังสิต และหากจะว่ากันในทางสัญลักษณ์หรือในแง่อุดมคติแล้ว ผู้เขียนประสงค์จะกล่าวด้วยว่า ชาวธรรมศาสตร์ทุกคนไม่พึงมี “วันปรีดี” แต่เฉพาะวันที่ ๑๑ พฤษภาคมของทุกปีที่จะต้องจัดงานและพิธีต่าง ๆ เช่นที่เคยจัดเท่านั้น

ความหมายที่แท้จริงของวันปรีดีในแง่ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ อาจจะหมายถึงทุก ๆ วันที่ยังดำรงความเป็นนักศึกษาอยู่ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าชั้นเรียนแล้วได้ตระหนักแม้เพียงเล็กน้อยว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนี้และกำลังทำหน้าที่ในส่วนการศึกษาเรียนรู้ที่ตนรับผิดชอบอยู่ และจะมีภาระความรับผิดชอบในการใช้วิชาความรู้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นที่เป็นเพื่อนร่วมชาติต่อไปในภายภาคหน้า หรือแม้แต่ในส่วนของคนทำงานในธรรมศาสตร์ไม่ว่าในตำแหน่งหน้าที่ใดก็ตาม วันปรีดีอาจจะมีความหมายถึงทุก ๆ วันที่ตนขะมักเขม้นปฏิบัติงานด้วยสำนึกในความรับผิดชอบและหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย โดยไม่ต้องรอปัจจัยภายนอกมาเร่งเร้าในส่วนงานที่ตนได้รับความไว้วางใจให้ถือปฏิบัติก็น่าจะเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจนักว่าจะมีใครเห็นพ้องด้วยหากจะกล่าวว่า แท้จริงแล้ว วันปรีดีในความหมายอันลึกซึ้งก็น่าหมายถึงทุก ๆ วันของชาวธรรมศาสตร์ด้วยนั่นเอง

หากจะมีนักศึกษาหรือคนทำงานในธรรมศาสตร์ท่านใดตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ถ้าจะให้อธิบายก็คงจะยืดยาว แต่ผู้เขียนจะขอให้ “นักศึกษา” ผู้นั้นไปลองศึกษาชีวิตท่านผู้ประศาสน์การ ฯ ในขณะที่ท่านยังใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาดูก่อน หรือถ้าเป็น “คนทำงาน” ก็จะลองขอให้ไปศึกษาวิธีการและเจตนารมณ์ในการทำงานของท่านผู้ประศาสน์การ ฯ หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วดูเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หากแต่ละท่านค้นพบเหตุผลเหล่านั้นได้ด้วยตนเองในที่สุด ย่อมจะเป็นการดีกว่าที่จะฟังความฝ่ายเดียวจากผู้เขียนเป็นแน่

ด้วยเหตุที่ผู้เขียนได้เริ่มลงมือแปลวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของท่านผู้ประศาสน์การ ฯ เรื่อง Du sort des Sociétés de Personnes en cas de Décès d’un Associé : Étude de droit français et de droit comparé (สถานะของห้างหุ้นส่วนในกรณีผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย : ศึกษากฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายเปรียบเทียบ) ซึ่งท่านได้เสนอต่อมหาวิทยาลัยปารีสในปี ๒๔๖๙ เพื่อว่าผู้เขียนจะนำฉบับแปลภาษาไทยไปรวบรวมจัดพิมพ์ในโอกาสต่อไป เมื่อได้รับเกียรติให้เป็นผู้เขียนสารมาลงพิมพ์ในจุลสารฉบับนี้ด้วย ก็ขอหยิบข้อสังเกตบางประการขณะแปลงานชิ้นนี้มาเล่าให้ฟังกันด้วย
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ประกอบด้วยบทนำและบทย่อยอื่น ๆ อีกจำนวน ๕ บท ปิดท้ายด้วยบทสรุปและบรรณานุกรม มีจำนวนรวม ๑๒๘ หน้า ประเด็นที่ฉุกใจให้ผู้เขียนต้องตรวจสอบให้ยิ่งขึ้นไปคงมิใช่รายละเอียดการวิเคราะห์ในทางกฎหมายที่ปรากฏตามบทต่าง ๆ แต่กลับเป็นเนื้อหาในบทนำซึ่งเป็นบทเปิดตัวงานเขียนชิ้นนี้อย่างสนใจยิ่ง

ในราวต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐ หรือต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (หรือเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อนหน้า) นั้น หากจะมีชาวสยามคนใดมีโอกาสไปศึกษากฎหมายในยุโรปและถูกหลักสูตรการศึกษาบังคับให้ต้องเรียนรากฐานและประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศยุโรปภาคพื้นทวีปก็น่าจะเป็น “ยาขม” สำหรับนักศึกษาผู้นั้นเสียมากกว่า เพราะจะต้องไล่เรียงเริ่มต้นกันมาจากกฎหมายโรมันทั้งในแง่หลักการและบริบทของสังคมโรมันที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังต้องจับประเด็นว่าด้วยอิทธิพลที่กฎหมายโรมันทิ้งเป็นมรดกไว้ให้กับวัฒนธรรมของยุโรปอย่างลึกซึ้งอีกจำนวนไม่น้อยเลย นี่ยังไม่นับรวมพัฒนาการในสมัยต่อ ๆ มา ที่ผ่านเหตุการณ์หลังยุคกลางเข้าสู่สมัยใหม่ของยุโรป อีกทั้งการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส (ประมวลกฎหมายของพระเจ้านโปเลียน) ในปี ๑๘๐๔ จนถึงราวปี ๑๙๐๐ ที่อิทธิพลกฎหมายโรมันเริ่มลดความสำคัญลงเพราะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมันในปีนั้น เมื่อหันมาพิจารณาบทนำในวิทยานิพนธ์ของนายปรีดี พนมยงค์ ในปี ๑๙๒๖ (พ.ศ. ๒๔๖๙) นักศึกษาปริญญาเอกผู้นี้สามารถหยิบยกอรรถาธิบายของนักนิติศาสตร์โรมันคนสำคัญหลายท่าน เช่น Ulpian Modestinus Paulus รวมถึง Institute (มูลบทนิติศาสตร์) ของ Justinian จักรพรรดิโรมันตะวันออกผู้ให้ทำการรวบรวมและประมวลกฎหมายโรมัน ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเป็นฐานการวิเคราะห์ในบทต่อ ๆ ไปได้อย่างน่าทึ่ง

หลายท่านที่เคยผ่านประสบการณ์การเขียนงานระดับนี้มาแล้วอาจนึกย้อนไปถึงขณะที่ตนเองนั่งหลังขดหลังแข็งบรรจงเขียนงานตรงหน้าโดยมีหนังสือกองโตรายล้อมอยู่ว่า ก็ไม่น่ายากเย็นอะไรที่จะอ้างอิงงานแบบนั้นได้ หนังสือที่ครูฝรั่งเขียนและอ้างหลักฐานประวัติศาสตร์แบบนี้ก็มีอยู่ถมไป หยิบมาสักเล่มที่ตรงกับเรื่องที่กำลังจะเขียนก็ลงมือทำงานต่อได้แล้ว การอธิบายเช่นนี้อาจสอดคล้องกับความจำเป็นที่ต้องเขียนงานในเวลานั้น แต่จะกลายเป็นคำอธิบายอันผิวเผินทันที หากได้ตรวสอบเนื้อหาวิชาที่นักศึกษาปรีดี ฯ ต้องผ่านการเรียนรู้และเข้าสอบก่อนที่จะได้รับอนุมัติให้เขียนวิทยานิพนธ์เล่มนี้ เพราะแม้ผู้เขียนเองก็ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เมื่อได้เห็นรายละเอียดของหลักสูตรการศึกษาดังกล่าว จึงใคร่จะสรุปให้เห็นภาพโดยย่อดังนี้

ภายในระยะเวลาประมาณ ๔ ปีเรียงตามลำดับขั้นปริญญากันขึ้นมาจนถึงปริญญาเอกในปีที่ ๔ นั้น วิชาความรู้ที่นักศึกษาปรีดี ฯ ต้องเรียนในปีที่ ๑ ก็เช่น วิชาพงศาวดารกฎหมาย (ปัจจุบันคือประวัติศาสตร์กฎหมาย) กฎหมายโรมัน (ว่าด้วยบุคคล ทรัพย์และมรดก) เศรษฐวิทยา (ก็น่าจะเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน) การสอบมีทั้งข้อเขียนและสอบปากเปล่า ในปีที่ ๒ ก็เช่น กฎหมายโรมัน (ว่าด้วยหนี้)ii  กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ (ปัจจุบันคือกฎหมายปกครอง) การสอบก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับปีที่ ๑ และเมื่อผ่านการสอบไล่ในชั้นปีที่ ๒ แล้วก็จะได้รับปริญญา Bachelier en Droit ส่วนในชั้นปีที่ ๓ นักศึกษาปรีดี ฯ ต้องเรียนตัวบทกฎหมายฉบับต่าง ๆ เข้มข้นขึ้นกว่าปีก่อนหลายวิชา เช่น กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายการคลัง การสอบก็เช่นเดียวกันกับปีที่ ๑ และ ๒ เมื่อสอบผ่านปีที่ ๓ จึงจะได้รับปริญญา Licencié en droit (คือ นิติศาสตรบัณฑิตนั่นเอง) อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ปีสุดท้ายในระดับปริญญาเอก นักศึกษาปรีดี ฯ จะต้องเรียนเนื้อหา ๒ ภาคการศึกษา โดยในภาค ๑ มีเรียน ๔ วิชา ได้แก่ พงศาวดารกฎหมายอย่างพิศดาร วิชาแปลและวินิจฉัยกฎหมายโรมัน อีก ๒ วิชามีชื่อเดียวกันคือ กฎหมายโรมันอย่างพิสดารและลึกซี้ง ส่วนในภาค ๒ ก็เข้าสู่เนื้อหาการศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับกฎหมายสาขาที่สำคัญทั้งหลาย และจบด้วยการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาคการศึกษาที่ ๓ จึงจะได้รับปริญญา Docteur en Droit (mention sciences juridiques)

ที่กล่าวมานี้ทั้งหมด มิได้ประสงค์จะชวนกันมาดูหลักสูตรการศึกษาที่นักศึกษาปรีดี ฯ ต้องเรียนจนสำเร็จแต่อย่างใด หากประสงค์จะชี้ให้เห็นสิ่งที่น่าจะมีผลต่อปัญญาความคิดของชาวสยามคนหนึ่งให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในที่นี้ ผู้เขียนจะของดเว้นไม่อธิบายรายละเอียดในเรื่องวัฒนธรรมทางกฎหมายของยุโรปภาคพื้นทวีปที่รับอิทธิพลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากกฎหมายโรมันว่ามีลักษณะเช่นไร เพราะถ้าผู้อ่านเป็นนักกฎหมายด้วยแล้วคงเข้าใจได้ไม่ยากนัก ผู้เขียนเพียงประสงค์จะชี้ให้เห็นว่า การอบรมในทางวิชาความคิดบนพื้นฐานกฎหมายโรมันที่แม้แต่ในประเทศยุโรปก็ยกย่องว่าเป็น “ratio scripta (ระบบเหตุผลที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือที่ท่านศาสตราจารย์โรแบรต์ แลงกาต์ แปลว่า ‘คัมภีร์แห่งสติปัญญา’)” นั้น น่าจะทำให้ท่านผู้ประศาสน์การ ฯ เข้าใจได้เป็นอย่างดีถึงภารกิจและบทบาทที่วิชานิติศาสตร์มีต่อโลก ต่อวัฒนธรรมของยุโรป และที่สำคัญที่สุดสำหรับท่านก็คือต่อประเทศสยาม อีกนัยหนึ่ง กฎหมายที่หยั่งรากลงสู่หลักวิชาอันเป็นระบบของเหตุผล ทั้งไม่ขึ้นกับเจตจำนงและอำนาจอำเภอใจของมนุษย์นั้น ก็เป็นสิ่งที่พึงปลูกฝังให้มีขึ้นในประเทศสยามด้วยเช่นกัน

ดังจะเห็นด้วยว่า งานอภิวัฒน์ทางการเมืองในปี ๒๔๗๕ ซึ่งท่านเข้าร่วมเป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนเป็นผลให้มีการประกาศหลัก ๖ ประการต่อสาธารณะนั้น ท่านก็เคยให้คำจำกัดความหลัก ๖ ประการว่า ปณิธานของคณะราษฎรที่ว่านี้สอดคล้องกับหลักการว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Human Rights)iii ด้วย  และกรณีนี้ไม่จำต้องอธิบายยืดยาวเลยว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในทางปัญญาความคิดเพียงใด

เราต้องไม่ลืมว่า สาเหตุหรือความจำเป็นที่กระทรวงยุติธรรมในเวลานั้น (ปี ๒๔๖๓) คัดเลือกและส่งนักเรียนไทยไปศึกษากฎหมายในทวีปยุโรป ก็เนื่องมาจากประเทศสยามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งยวดในด้านการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายและวิชานิติศาสตร์ให้สอดรับกับกระแสการพัฒนาแบบสมัยใหม่ (Modernization Process) ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นนับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ เป็นต้นมา และเร่งจังหวะถี่ขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ กล่าวให้ชัดเจนก็คือ เนื่องจากประเทศสยามกำลังร่างประมวลกฎหมายขึ้นใช้หลายฉบับ โดยมีเหตุผลเร่งด่วนที่จะปลดแอกจากปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่มีขึ้นนับจากการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในปี ๒๓๙๘ เป็นต้นมา การที่รัฐบาลมีทรัพยากรบุคคลที่มีความเข้าใจในระบบกฎหมายตะวันตกเป็นอย่างดีไว้ทำงานในด้านนี้ จึงเป็นความจำเป็นอันหลีกเลี่ยงมิได้สำหรับการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น

จากที่กล่าวนี้ จึงดูเสมือนว่า รัฐสยามเมื่อพยายามเร่งรัดพัฒนาในด้านนิติศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนผ่านก็มิได้มีเจตจำนงที่ชัดเจนในการพัฒนาลึกลงไปที่แนวคิดทางกฎหมายเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวสักเท่าใด แต่เป็นเพียงความพยายามที่จะขจัดปัญหาเฉพาะหน้าที่มีผลกระทบต่ออำนาจของผู้ปกครองรัฐเท่านั้น อีกนัยหนึ่ง เมื่อระบบกฎหมายในฐานะเครื่องมือในการใช้อำนาจของรัฐสยามถูกปฏิเสธจากชาติตะวันตกที่มีอำนาจเหนือกว่าโดยข้ออ้างว่าไม่เหมาะแก่สมัยนิยมที่จะนำมาใช้กับคนในบังคับของตน ประเทศสยามก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนระบบกฎหมายและวิชานิติศาสตร์ให้เป็นไปตามความต้องการของชาติตะวันตก

เราจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในหน้าประวัติศาสตร์นับจากเวลาที่ท่านผู้ประศาสน์การ ฯ สำเร็จการศึกษาและคืนสู่มาตุภูมิในปี ๒๔๗๐ ว่า ถ้าท่านพึงพอใจเพียงการเป็นนักเรียนนอกที่ดูขรึมขลังและปฏิบัติราชการไปตามภาระหน้าที่ได้รับมอบหมายพร้อม ๆ กับยศฐาบรรดาศักดิ์ที่จะได้รับการเลื่อนสูงยิ่งขึ้นตามเวลาแล้ว ประเทศสยามก็คงจะยังสมัครสมานสามัคคีกันอยู่ได้เช่นที่เคยเป็นมาหลายร้อยปีในระบอบเก่า (Ancient Régime) แต่เพราะท่านไม่ปรารถนาจะเป็นแต่เพียงกลไกหนึ่งของรัฐสยามในการเร่งปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของชาติตะวันตกและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐสยามนี่เอง ในฐานะสมาชิกคณะราษฎร ท่านกลับประสงค์จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปถึงขั้นรากฐานทางความคิดและไม่จำกัดขอบเขตการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไว้เฉพาะแต่ในแง่ของระบบกฎหมายด้วย ทั้งที่ในมุมมองทางกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนับแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมาล้วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น

ปัญหาที่ชวนคิดก็คือ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ในขณะที่โลกตะวันตกได้พัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมทางกฎหมายขึ้นจากระบบเหตุผลเช่นว่านี้ “รัฐไทย” ที่พยายามรับและปรับตัวเข้ากับแนวโน้มทางความคิดใหม่ที่ผิดไปจากที่ตนคุ้นเคยมาตลอดหลายร้อยปี (คือยกย่องวัฒนธรรมแห่งอำนาจและการพินอบพิเทายิ่งกว่าวัฒนธรรมการใช้เหตุผล) นั้นประสบผลสำเร็จในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ตัวผู้เขียนเองก็คุ้น ๆ กับวลีที่ว่า “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” มาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีเสียด้วยซ้ำ

--------------------------------------------

เชิงอรรถ

i ผู้สนใจโปรดดู ปรีดี พนมยงค์, “การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ เรียบเรียงตามกฎประธานาธิบดีและกฎเสนาบดี,” บทบัณฑิตย์, เล่ม ๔, ตอน ๘ (สิงหาคม ๒๔๖๘) : ๖๖๐-๖๗๗ ซึ่งเป็นบทความที่นักศึกษาปรีดี ฯ เขียนขึ้นก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกเพียง ๑ ปี.

ii กรณีจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อต้องวิเคราะห์ศัพท์เฉพาะทางกฎหมาย กล่าวคือ คำว่า “หนี้” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ หลังจากให้นิยามตามที่นักฎหมายปัจจุบันเข้าใจกันแล้ว หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ลงเชิงอรรถเพื่ออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ด้วยว่า “วิเคราะห์ศัพท์นี้ปรากฏในกฎหมายของเอมเปเรอโรมันยุสติเนียง (คือจักรพรรดิโรมัน Justinian ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น – ผู้เขียนบทความ) บรรพ ๓ ลักษณะ ๘ (เมื่อตรวจสอบแล้วน่าจะเป็นลักษณะ ๑๓ มากกว่า เข้าใจว่าอาจเป็นปัญหาการตีพิมพ์ตัวเลขจากต้นฉบับลายมือเขียน – ผู้เขียนบทความ) ดั่งนี้ “Obligatio est jurio vinculum, quo necessitate adstringimur alicujas solvendoe rei, secundum nostrae civitatis jura” (หนี้ หมายถึง ความผูกพันในทางกฎหมายอันเป็นผลให้เราจำเป็นจะต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้สอดคล้องกับที่กำหนดไว้ในกฎหมายแห่งรัฐของเรา – ผู้เขียนบทความ ) ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์), บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ (ตอนที่ ๑), พระนคร : โรงพิมพ์นิติสาส์น, ๒๔๗๒, น.๑ (เชิงอรรถ).

iii ให้ดู “นายปรีดี พนมยงค์ตอบสัมภาษณ์ผู้แทนสหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๓” ใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, จัดพิมพ์โดย มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ในวาระครบรอบ ๑๑๐ ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓, กรุงเทพ : สุขภาพใจ, ๒๕๕๒ : ๑๒๐-๑๒๑.

เข้าสู่ระบบ