Home » บทความแนะนำ » มโนทัศน์เกี่ยวกับประเพณีการปกครองฯ - กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร

มโนทัศน์เกี่ยวกับประเพณีการปกครองฯ - กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความแนะนำ

18 April 2011

read 7367

มโนทัศน์เกี่ยวกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข1

โดย กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร2

 

หากย้อนไป ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้เกิดกระแสเรียกร้อง “นายกฯพระราชทาน” ขึ้น โดยการหยิบยกเอาบทบัญญัติมาตรา 7 ดังกล่าวขึ้นเป็นฐานทางกฎหมายที่สร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวเพื่อ เรื่องดังกล่าวนี้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกระแสการเรียกร้องดังกล่าวได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิออกเสียง เลือกตั้ง ไม่ออกเสียงเลือกตั้ง หรือเรียกว่า “ Vote No” เพื่อให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองตามที่กลุ่มเรียกร้องเชื่อ และจะนำไปสู่ช่องทางให้ขอนายกฯ หรือรัฐบาลพระราชทานได้อีก

มาตรา 7 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2550) ได้บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  มีข้อน่าคิดว่า ถ้อยคำ “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ดังกล่าวนี้ แท้จริงแล้วมีความหมายและขอบเขตมากน้อยเพียงใดในระบบกฎหมายไทย และการที่มีหลายฝ่ายพยายามให้ความหมายแก่ถ้อยคำดังกล่าวนี้ ถูกต้องและสอดคล้องกับระบบกฎหมายของประเทศเพียงใด และประการสำคัญที่สุดคือ สอดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร

1. การปรากฏตัวในบทบัญญัติ ธรรมนูญและรัฐธรรมนูญของไทย

เท่าที่ สืบค้นจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ พบถ้อยคำที่มีลักษณะแบบเดียวกันในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 มาตรา 20 บัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดๆ ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย และ ยังปรากฏตัวในธรรมนูญและรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับ เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515, มาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519, มาตรา 30 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 และมาตรา 30 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534

มีข้อน่า สังเกตว่า ถ้อยคำดังกล่าวนี้ได้มีการขยายและเปลี่ยนแปลงเป็น “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และได้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรครั้งแรกในปี 2540 มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. 2540  ซึ่งต่อมาก็ได้มีการบัญญัติถ้อยคำเดียวกับที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 และสืบเนื่องมาจนฉบับปัจจุบัน(2550) ในมาตรา 7 โดย ดร.บวรศักดิ์  อุวรรณโณ ได้ชี้แจงเหตุผลในการบัญญัติมาตรา 7 นี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ พ.ศ. 2540 สรุปความได้ว่า

ประการแรก มีการเปลี่ยนแปลงตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นศาลรัฐธรรมนูญ การอุดช่องว่างชองกฎหมายลายลักษณ์อักษรจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีที่มีองค์กร ชี้ขาดมีลักษณะเป็นศาล

ประการที่สอง เพื่ออุดช่องว่างรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า แม้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีความยาวถึง 1,755 มาตรา ก็ยังมีเขียนเรื่องการอุดช่อว่างเอาไว้ หากไม่อุดช่องว่างเอาไว้จะเกิดปัญหาในภายภาคหน้า ซึ่ง ดร.บวรศักดิ์ฯ ได้ยกตัวอย่างว่า มาตรา 39 (รัฐธรรมนูญ 2540)  บอกว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต่อไปอีก 30 -50 ปีข้างหน้าอาจมีคลื่นที่ไม่ใช่ตามมาตรา 39 บัญญัติไว้ก็จะเกิดปัญหาขึ้น การเขียนมาตรา 7 เอาไว้ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นคลื่นตามมาตรา 39 ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย3

อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2550) ก็มีการบัญญัติคำว่า “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ดังกล่าวนี้อยู่ในมาตรา 7 เช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งในรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ไม่พบรายละเอียดหรือข้อ อภิปรายเกี่ยวกับมาตรานี้

2. ความหมายและลักษณะ

คำว่า “ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย” และ“ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้มีผู้ให้ความหมายและให้ตัวอย่าง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

พระยาอรรถกา รีย์นิพนธ์ ผู้ร่างและเป็นผู้คิดศัพท์นี้ ได้ยกตัวอย่างว่า “สำหรับอำนาจบริหาร จะมีอำนาจตราพระราชกำหนดหรือพระราชกฤษฎีกาออกใช้บังคับได้หรือไม่นั้น กรณีเช่นนี้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร หาได้บัญญัติไว้แต่ประการใดไม่ กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าวข้างต้นว่า ปัญหาที่ว่าจะตราพระราชกำหนดหรือพระราชกฤษฎีกาได้หรือไม่นั้น จะต้องวินิจฉัยตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และโดยที่ว่าประเพณีการปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ย่อมทรงใช้พระราชอำนาจทางคณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกาได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ จึงต้องวินิจฉัยว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะทรงตราพระราชกำหนด หรือพระราชกฤษฎีกาได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ”4

ศาตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย เห็นว่า  “ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะรู้ได้โดยการนำ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่แล้วๆมาๆเปรียบเทียบกันดู”5

ศาตราภิชาญ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เห็นว่า มาตรา 7 คือระบุที่มาของกฎเกณฑ์ที่จะมาใช้บังคับ รวมถึงประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำว่าประเพณีการปกครองประเทศไทยนั้น ถ้าดูการตีความของศาลฎีกาประกอบจะพบว่านอกจากรวมสิ่งที่เรียกว่า Convention of the Constitution แล้ว ยังมี General principles of public law ไว้ด้วย”6

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์  ภาคีรัตน์ เห็นว่า “หากเราพิจารณาจากลักษณะของการใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายแล้วจะพบว่า คำว่า “ประเพณีการปกครอง” ที่นำมาบรรจุไว้ในกฎหมายนั้น คงไม่ใช่ประเพณีตามธรรมดาทั่วๆไป แต่ต้องเป็นประเพณีที่ถูกยกระดับขึ้นเป็นกฎหมาย เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าระบบกฎหมายไทยได้ยอมรับเอาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายมาเป็น กฎเกณฑ์ในการวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งประเพณีการปกครองดังกล่าวผู้ปฏิบัติได้มีความรู้สึกผูกพันว่าสิ่งที่ได้ กระทำไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและไม่มีใครคัดค้านหรือโต้แย้งจึงกลาย เป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขึ้น”7

จากนิยามข้าง ต้น เราอาจจัดกลุ่มการให้คำนิยามของคำว่า “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ดังนี้

2.1 ความหมายอย่างกว้าง (ความหมายในเชิงวัตถุประสงค์)

ความหมาย อย่างกว้างนี้เห็นว่า ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายความรวมถึงสิ่งใดก็ตามที่สามารถนำมาอุดช่องว่างของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ได้ ความเห็นเช่นนี้เป็นความเห็นดั้งเดิมอันเนื่องมาจาก ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ที่เกิดจากคณะปฏิวัติมีจำนวนมาตราเพียง 20 มาตราเท่านั้น ดังนั้น การบัญญัติคำว่าประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงสันนิษฐานได้ว่า เป็นไปเพราะวัตถุประสงค์ในการอุดช่องว่างของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีจำนวน น้อยมาตรา เพื่อให้การปกครองประเทศเป็นไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค นอกจากนี้ยังปรากฏถ้อยคำดังกล่าวนี้ในรัฐธรรมนูญและธรรมนูญที่เป็นผลพวงมา จากการรัฐประหารอีกหลายฉบับ

อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารก็มี บัญญัติถ้อยคำดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกันโดยเพิ่มคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เข้าไปด้วย

กล่าวโดยสรุป แล้ว การให้นิยามในเชิงวัตถุประสงค์นี้ เหมาะสำหรับห้วงเวลาที่ประเทศไม่มีบรรยากาศแบบประชาธิปไตย หรือมีรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองที่มีจำนวนมาตราน้อย การให้นิยามอย่างกว้างจึงจะเหมาะสมกับสภาวการณ์เช่นนั้น

2.2 ความหมายอย่างกลาง

ความหมายอย่างกลางนั้น ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้แก่

(1) ประเพณีทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบไปด้วย ทางปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ(Practice or Usage), จารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ไม่มีผลเป็นกฎหมาย และกฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญและบางกรณีกินความรวมไปถึง ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ(Constitutional Convention)ด้วย และ

(2) หลักกฎหมายทั่วไปทางมหาชน  ซึ่งดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เห็นว่าคือ หลักกฎหมายซึ่งผู้พิพากษาผู้ทำหน้าที่ศาลในกฎหมายมหาชนค้นหาจากแหล่งต่างๆ เพื่อใช้บังคับในระบบกฎหมาย8

การให้นิยาม ในความหมายอย่างกลางนี้เกิดจากการเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆหน้า หรือจากหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งวางโดยศาล เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 913/2536 ซึ่งดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณเห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 913/2536 เป็นเรื่องศาลฎีกาพิพากษาว่า ประกาศ รสช. ฉบับที่ 29 ที่ออกมาแล้วก็ยึดทรัพย์นักการเมืองสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ขัดรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาว่าขัดรัฐธรรมนูญนั้นขัดตัวบทหรือ ศาลบอกว่าไม่ใช่ ศาลบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2534 ในเมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญนี้บังคับไว้แก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย และศาลก็บอกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดไว้ 2 เรื่อง เรื่องที่ 1 คือ รัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดว่า ศาลเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ไม่ใช่องค์กรอื่น และเรื่องที่ 2 คือ รัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดหลักการไว้อันเดียวกันว่า บุคคลจะได้รับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อกระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำ บัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นต้องเป็นโทษที่กำหนดในกฎหมาย แปลว่ากฎหมายอาญาจะไม่ใช้ย้อนหลัง คำวินิจฉัย 913/2536 นี้เอง ไปเอารัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆ ในอดีตตั้งแต่ปี 2492 ปี 2475 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2495 ปี 2511 ปี 2517 ปี 2521 แล้วท่านก็บอกรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่พูดถึงเป็นรัฐธรรมนูญถาวร ยกเว้น ปี 2475 ที่เขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้สั้น เอาว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ นอกจากนั้นกำหนดกำหนดสองเรื่องนี้เอาไว้ว่า จะใช้โทษอาญาย้อนหลังไม่ได้ ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี จึงเป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย9

กล่าวโดยสรุป การให้ความหมายอย่างกลางนี้เป็นการนิยามโดยอาศัยการเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนๆหน้า หรือการวิเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกา ส่งผลให้ “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ขยายขอบเขตไปถึงแนวปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ(Practice or Usage) และจารีตประเพณีที่ไม่ฐานะเป็นกฎหมายด้วย นอกจากนี้ยังกินความถึงหลักกฎหมายทั่วไปทางรัฐธรรมนูญด้วย

2.3 ความหมายอย่างแคบ (ความหมายตามนิติวิธี)

ความหมาย อย่างแคบนี้ ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คือ กฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ(Constitutional Customary Law) นั่นเอง การให้นิยามอย่างแคบ เป็นการให้นิยามโดยจำกัดความหมายให้เป็นไปตามนิติวิธีของประเทศไทยที่ยอมรับ นับถือ ให้กฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายจารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไปเท่านั้นที่เป็นบ่อเกิดของกฎหมาย ไม่รวมถึง แนวปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ(Practice or Usage) หรือจารีตประเพณีที่ไม่มีฐานะเป็นกฎหมายด้วย การให้ความหมายโดยสอดคล้องกับนิติวิธีนี้ ได้ปฏิเสธการยอมรับสิ่งที่มิใช่บ่อเกิดของกฎหมาย ไม่ให้มีค่าบังคับเป็นกฎเกณฑ์ได้ แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่า การบัญญัติมาตรา 7 เป็นการรับรองให้บรรดาประเพณี และจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญซึ่งโดยปกติศาลมิอาจเอามาใช้บังคับได้ ให้ใช้บังคับได้ในระบบกฎหมายไทยเพราะเป็นการรับรองไว้โดยบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่ความเห็นในฝ่ายนี้ก็ปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะยึดตามระบบนิติวิธีหลักของประเทศ 

3. สรุป

จากที่กล่าว มาข้างต้นจะเห็นได้ว่า คำว่า ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการให้นิยามที่หลายหลากเป็นอย่างมากในระบบกฎหมายไทย ไม่แปลกเลยที่จะสร้างความสับสนให้แก่นักนิติศาสตร์ และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก ในประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่า ความหมายที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนิติวิธีและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั้น สมควรเป็นการให้นิยามในความหมายอย่างแคบ กล่าวคือ ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายความเฉพาะ “กฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง ความชอบธรรมของกลุ่มเรียกร้องต่าง ๆ ผู้เขียนเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 7 นี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยแล้ว บัญญัติในลักษณะดังกล่าวนี้ ไม่ปรากฏตัวในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เมื่อมีปัญหาให้วินิจฉัยตีความก็เป็นหน้าที่ของศาลหรือตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่จะหยิบยกบ่อเกิดของรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้โดยที่ไม่ขัดต่อนิติวิธี และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสรีประชาธิปไตย นอกจากนี้ในบางประเทศเช่น ออสเตรีย ได้ปฏิเสธที่จะไม่ถือว่ากฎหมายจารีตประเพณี หรือสิ่งอื่นใดที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นบ่อเกิดของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากขัดต่อหลักความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย อันเป็นหลักการสำคัญของหลักนิติรัฐ - ประชาธิปไตย.

---------------------------------------------

1. บทความนี้ดัดแปลง และตัดทอนจากเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนเอง เรื่อง “มโนทัศน์เกี่ยวกับกฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ”

2. นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. รายละเอียดโปรดดู รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 14/2540

4. อรรถการีย์นิพนธ์,พระยา,อนุสรณ์ศาสตราจารย์ พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ (กรุงเทพฯ : มปท, 2521), น.101.

5. หยุด แสงอุทัย,คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2515 (กรุงเทพ: นิติบรรณการ, 2516), น.158.

6. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, หลักการตีความกฎหมายมหาชน (กรุงเทพฯ: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, 2551), น.101.

7. วรเจตน์ ภาคีรัตน์, “บทสัมภาษณ์ความเห็นทางวิชาการเรื่อง “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ตามมาตรา 7ของรัฐธรรมนูญ,” จุลนิติ, เล่ม 3,ปีที่ 3, น.1-16. (พฤษภาคม 2549)

8. บวรศักดิ์  อุวรรโณ, กฎหมายมหาชน เล่ม 3 ที่มาและนิติวิธี (กรุงเทพฯ : นิติธรรม, 2538), น. 252.

9. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, หลักการตีความกฎหมายมหาชน (กรุงเทพฯ: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, 2551), น.101-102.

เข้าสู่ระบบ