Home » บทความจากผู้อ่าน »  ลุงบุญมีระลึกชาติ : จิตวิญญาณที่ถูกสนตะพาย - Beerled

ลุงบุญมีระลึกชาติ : จิตวิญญาณที่ถูกสนตะพาย - Beerled

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความจากผู้อ่าน

21 March 2011

read 10017

ลุงบุญมีระลึกชาติ : จิตวิญญาณที่ถูกสนตะพาย (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)

โดย Beerled

นี่คือหนังไทย “มีระดับ” ทั้งในแง่รสนิยมทางศิลป์และประเด็นความต่างระดับทางชนชั้นในสังคม เราอาจเคยดูหนังฝรั่งอย่างไททานิกที่แสดงภาพการล่มสลายของชนชั้นในฐานะของประวัติศาสตร์ที่ตายแล้ว แต่ความรู้สึกแห่งยุคสมัยและประเด็นที่ยังไม่ตายในหนังเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สากล เปิดเผยความจริงที่เป็นอยู่และเรียกร้องเสรีภาพที่สมบูรณ์

หนังเริ่มเรื่องด้วยภาพวิถีไทยโบราณ (บรรยากาศคล้ายเรื่อง “แผลเก่า” ของคุณเชิด ทรงศรี) กล้องจับจ้องความคิดของควายตัวหนึ่ง แววฉลาดฉายให้เห็นในช่วงสั้นๆ ตอนรอจังหวะที่เจ้านายเผลอ เจ้าควายขบถสลัดเชือกที่ล่ามไว้จนขาดแล้ววิ่งหนีอย่างไร้จุดหมายเหมือนผู้ไม่ประสาอิสรภาพ ผีเสื้อตัวหนึ่งบินโฉบผ่านหน้าฉงนของมัน ก่อนที่เจ้านายจะตามทันและจูงจมูกมันกลับไป

ณ บ้านพักใกล้สวนมะขามของลุงบุญมี น้องเมียชื่อเจนพร้อมหลานชายชื่อโต้งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาช่วยดูแลลุงบุญมีซึ่งป่วยเป็นโรคไตวาย ลูกจ้างชาวลาวชื่อจายคือคนที่ทำหน้าที่ช่วยล้างไตให้ลุงบุญมี ในคืนหนึ่ง วิญญาณเมียลุงบุญมีชื่อฮวยก็ปรากฏขึ้นที่โต๊ะกินข้าว ลุงบุญมีและป้าเจนถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบและความรู้สึกของดวงวิญญาณหลังความตาย (ผู้เขียนประทับใจบทสนทนาที่ป้าเจนถามฮวยว่าได้รับส่วนบุญที่ส่งไปหรือไม่ ฮวยตอบว่าได้รับและยังรู้สึกอุ่นใจเสมอเมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์ของลุงบุญมี) ป้าเจนนำอัลบั้มภาพถ่ายงานศพมาให้ฮวยดู ฮวยพลิกภาพสำรวจงานศพตัวเองช้าๆ เหมือนได้เจอญาติมิตรครั้งเก่าก่อนอีกครั้ง ไม่นานนัก บุญส่งลูกชายของลุงบุญมีซึ่งหายตัวไปในป่าก็เดินขั้นบันไดมาในร่างลิงผี แม้รูปกายจะเปลี่ยนไป แต่น้ำเสียงและความทรงจำครั้งเป็นมนุษย์ก็เตือนให้ทุกคนจำได้ว่าเค้าคือบุญส่งคนเดิม บุญส่งเป็นคนหลงใหลการถ่ายรูป (บุคลิกคล้ายช่างภาพในหนังเรื่อง “นางไม้” ของคุณเป็นเอก รัตนเรือง) บุญส่งเล่าให้ฟังว่าเค้าเดินทางตามหาสิ่งมีชีวิตลึกลับในภาพถ่ายกระทั่งตัวเองกลายร่างเป็นสิ่งนั้น บุญส่งพบรักกับลิงผีตนหนึ่งและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในป่า

ฉากโต๊ะอาหารนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ขันที่เป็นธรรมชาติ สมาชิกในครอบครัว (รวมทั้งจายลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ของลุงบุญมี) ที่มารวมตัวกันจากต่างถิ่นต่างภพ พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกัน แสดงออกถึงความรักความห่วงใยอย่างเหนือกาลเวลาและปราศจากเงื่อนไข ฉากนี้ยังถือเป็นอุดมคติขั้นสูงสุดของสังคม ที่มนุษย์แต่ละคนมองทะลุเปลือกนอกเพื่อเห็นกันและกันจากภายใน ไม่พิพากษาหรือประเมินคุณค่าของกันและกันด้วยกฎเกณฑ์สมมติ ไม่ว่าจะทางรูปลักษณ์ ชาติพันธุ์ ความเชื่อหรือทัศนคติ

ในสวนมะขามของลุงบุญมีมีแรงงานต่างด้าวชาวลาวทำงานอยู่ จายเปิดใจกับป้าเจนว่าอยากจะลาออกไปแต่งงาน ส่วนลุงบุญมีก็บอกป้าเจนว่าอาการป่วยของตนเป็นวิบากกรรมที่เคยฆ่ากลุ่มคอมมิวนิสต์ในอดีต (การเชื่อมโยงความเจ็บป่วยปัจจุบันกับกรรมเก่าคล้ายฉากในหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” ที่พระภิกษุป่วยเป็นโรคเกาต์แต่เข้าใจว่าเกิดมาจากการหักขาไก่ตอนเป็นเด็ก) วิญญาณของฮวยทำหน้าที่พยาบาลลุงบุญมีด้วยการช่วยล้างไตแทนจาย ลุงบุญมีรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายในไม่ช้า เขาสารภาพกับฮวยว่ารู้สึกตื่นเต้นต่อความตายที่มาเยือน เหมือนตอนเด็กที่ต้องออกไปพูดหน้าชั้นเรียน ทั้งคู่สวมกอดกันแนบแน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นเพื่อปลอบประโลมกันและกัน เสียงดนตรีพื้นบ้านอีสานแว่วดังมาตามสายลม ภาพโต้งนอนอยู่บนเปลชื่นชมท้องฟ้าตอนใกล้ค่ำ ส่งต่อความรื่นรมย์และความสุขสงบมาถึงผู้ชมอย่างได้ผล

ในอีกภพชาติหนึ่ง เจ้าหญิงประทับเสลี่ยงเหนือบ่าของกลุ่มทหาร ขบวนเสด็จหยุดลงที่น้ำตก เจ้าหญิงปิดบังใบหน้าเพราะมีรูปโฉมอัปลักษณ์ เธอปรารถนารักแท้จากนายทหารแต่เค้ากลับมองเธอแล้วเห็นเพียงความงามของฐานันดร ในระหว่างที่เจ้าหญิงกำลังขับเพลงพื้นบ้านด้วยความเศร้าโศก ปลาดุกตัวหนึ่งเอ่ยทักทายและแลกเปลี่ยนทัศนะกับเจ้าหญิง เจ้าหญิงรู้สึกเหมือนพบรักแท้ เธอปลดเครื่องทรงที่แน่นหนักด้วยอัญมณีทิ้งในธารน้ำตก แล้วลอยตัวเหนือผิวน้ำอย่างอิสระเสรี ขยับวงแขนไปมาเหมือนนกที่กำลังบิน (คล้ายฉากของดรู แบรี่มอร์ ในเรื่อง Ever After ตอนลอยตัวบนผิวน้ำก่อนจะเจอกับดาวินชี) เจ้าหญิงปลดปล่อยความปรารถนาทางเพศด้วยการสังวาสกับปลาดุกตัวนั้น (ฉากอัศจรรย์ที่ปลาดุกกำลังมุดถ้ำอาจสื่อนัยยะถึงถ้ำกลางป่าในฉากถัดไป) ต่อมาเจ้าหญิงก็กลายร่างเป็นปลาดุก (ผู้เขียนรู้สึกว่าใบหน้าของเจ้าหญิงก็ละม้ายปลาดุกอยู่ไม่น้อย) แหวกว่ายเคียงกันใต้พื้นน้ำที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับซึ่งมีคุณค่าเพียงกรวดทราย

ลุงบุญมีพร้อมญาติๆ เดินทางเข้าไปในถ้ำกลางป่า เค้ารู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่ในครรภ์ของแม่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดแห่งชีวิต ผู้เขียนสังเกตว่าประตูถ้ำซึ่งหนังถ่ายภาพมาจากภายใน มองดูคล้ายอวัยวะเพศหญิง (อีกนัยหนึ่งก็อาจเป็นการระลึกถึงมนุษย์วานรยุคดึกดำบรรพ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ) ภาพในถ้ำปรากฏหินแร่ที่สะท้อนแสงระยิบระยับงดงามดังอัญมณี (น่าจะเป็นการยอกย้อนหรือเปรียบเทียบกับคุณค่าของอัญมณีในฉากเจ้าหญิง) ฮวยปลดสายปล่อยน้ำจากร่างของลุงบุญมี และฉากนี้เองที่ผู้เขียนรู้สึกว่าอุปกรณ์ล้างไตคือพันธนาการที่รัดรึงจิตวิญญาณของลุงบุญมีให้ไม่เป็นอิสระ (โดยเฉพาะแววตาของลุงบุญมีตอนล้างไตที่เหมือนจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น) น้ำจากร่างของลุงบุญมีไหลคดเคี้ยวไปมาบนพื้นถ้ำ

เสียงลุงบุญมีในห้วงคำนึงดังขึ้น รำพึงถึงโลกอนาคตที่ลุงบุญมีจะไปเกิด มีภาพถ่ายทหารวัยรุ่นกำลังจับลิงผี ลุงบุญมีเล่าว่าทางการ (กรณีน่าจะหมายถึงส่วนราชการหรือฝ่ายปกครอง) จะไต่สวนถึงความทรงจำในเรื่องต่างๆ เช่น เส้นทางถนน ต่อมาจะฉายแสงใส่ซึ่งเป็นผลให้ตัวตนเราหายไป ภาพในตอนเช้าปรากฏร่างของลุงบุญมีนอนสิ้นใจอยู่ในถ้ำแห่งนั้น

โต้งบวชหน้าไฟในงานศพของลุงบุญมี หลังสวดพระอภิธรรมเสร็จในคืนหนึ่ง เสียงรบกวนบางอย่างแว่วดังขึ้นทั้งในห้องนอนและในใจของโต้ง (อาจตีความว่าเสียงนี้คือ “กิเลส”) เค้านอนไม่หลับเลยไปหาป้าเจนที่ห้อง ป้าเจนและรุ่ง (นางเอกจากเรื่องสุดเสน่หา) กำลังนับเงินช่วยเหลืองานศพอยู่ในห้องพักที่มีลักษณะคล้ายโรงแรม รุ่งตกใจและเตือนโต้งว่าเค้ามีฐานะเป็นพระภิกษุ ไม่เหมาะสมที่จะเข้ามาในห้องของผู้หญิงตอนกลางคืน แต่ป้าเจนดูจะเข้าใจโต้งว่าการเป็นพระภิกษุคือบทบาทสมมติของมนุษย์ธรรมดา ป้าเจนชวนโต้งเข้ามาในห้อง โต้งขอตัวไปอาบน้ำอุ่นเพราะเครื่องปรับอากาศในห้องค่อนข้างเย็น ในห้องน้ำโต้งค่อยๆ ถอดผ้าเหลืองพาดไว้ที่ข้างผนังแล้วอาบละอองน้ำอุ่นจากฟักบัวอย่างสบายตัว (ฉากนี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่เจ้าหญิงเดินลงไปในธารน้ำตกหลังจากถอดเครื่องประดับทิ้ง)

โต้งออกมาแต่งตัวโดยใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์พร้อมชวนป้าเจนออกไปกินข้าว (ในฉากศาลาวัดเมื่อพระสวดเสร็จ ป้าเจนเชื้อเชิญแขกให้ทานข้าวต้มก่อนกลับ ส่วนพระภิกษุนั้นฉันมื้อเย็นไม่ได้) โต้งและป้าเจนซึ่งกำลังจะออกไปข้างนอก มองเห็นร่างตัวเองอีกคนนั่งจ้องจอโทรทัศน์คล้ายถูกสะกดจิตหรือตกอยู่ในภวังค์ (ฉากการแยกกายและจิตเคยใช้มาแล้วในหนังเรื่องสัตว์ประหลาด) ในจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั้นกำลังฉายภาพข่าวของรัฐบาลและคณะตุลาการไทย

ที่ร้านอาหารซึ่งฉูดฉาดไปด้วยแสงสีและคลอเพลง acrophobia (กลัวความสูง) ของวง penguinvilla ป้าเจนนั่งมองนักดนตรีคนหนึ่งที่เหมือนจิตใจเค้าจะลอยออกไปอยู่ที่อื่น ร่างที่นั่งนิ่งนั้นเหมือนเปลือกกลวงๆ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณภายใน ไม่ต่างจากร่างของป้าเจนและโต้งที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้อง

เนื้อเพลง acrophobia ดังประกอบเอนเครดิตของหนัง บอกเล่าความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของชายคนหนึ่งซึ่งมีต่อหญิงผู้สูงศักดิ์ ชายหนุ่มเป็นคนกลัวความสูงเลยเรียกร้องให้เธอลดตัวลงมา หลังจากจบเพลง ปรากฏเสียงธรรมชาติซึ่งน่าจะบันทึกมาจากป่าที่อุดมสมบูรณ์ ต่อด้วยเสียงพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติของเหล่านักแสดงหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ

หนังเรื่องลุงบุญมีระลึกชาติเต็มไปด้วยเหตุการณ์เหนือจริง เล่าเรื่องผ่านระบบสัญลักษณ์ สถานการณ์ในหลายๆ ฉากตอกย้ำและยืนยันประเด็นเดิม (คล้ายแสงศตวรรษที่เล่าเรื่องเดิมโดยเปลี่ยนเวลาและสถานที่) อย่างความปรารถนาในระดับสามัญของชีวิต เช่น ความต้องการอิสรภาพของควายที่มีมนุษย์เป็นเจ้าชีวิต จายที่ต้องการลาออกไปแต่งงานแต่ยังกังวลความรู้สึกของลุงบุญมี เจ้าหญิงผู้ปรารถนารักแท้ (คล้ายนิทานเรื่องเจ้าชายกบ) โต้งที่บวชเป็นพระแต่ยังโหยหิวชีวิตปกติเยี่ยงปุถุชน รวมถึงบุญส่งที่มุ่งมั่นตามหาอุดมการณ์บางอย่าง

เรื่องราวของบุญส่งมีแง่มุมน่าสนใจและควรแก่การขยายความต่อ การตามหาสิ่งมีชีวิตในภาพถ่ายอย่างทุ่มเทกายใจของบุญส่งเหมือนการเดินทางตามหาอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เนื่องจากเป็นอุดมการณ์ที่ทางการต่อต้าน บุญส่งเลยกลายเป็นคนเถื่อนที่ถูกให้ภาพไว้อย่างน่าเกลียดน่ากลัว ผู้เขียนตีความว่าลิงผีคือตัวแทนของ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” เพราะคนกลุ่มนี้ต้องซ่อนตัวอยู่ในป่าและใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ ประกอบกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งส่งเสริมความเท่าเทียมกันของมนุษย์ คือขั้วตรงข้ามของระบบชนชั้นหรือศักดินาในสังคมไทยซึ่งเป็นประเด็นหลักที่หนังเรื่องนี้มุ่งวิพากษ์วิจารณ์

หนังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครให้อยู่ต่างระดับกัน สื่อถึงอำนาจปกครองของคนกลุ่มหนึ่งที่เหนือกว่าคนอีกกลุ่ม เช่น ระหว่างคนกับควาย นายจ้างกับลูกจ้าง ทหารกับลิงผี (หรือคอมมิวนิสต์) เจ้าหญิงกับบ่าวไพร่ พระภิกษุกับฆราวาส เป็นต้น และเพื่อขับเน้นประเด็นนี้ให้ชัดขึ้น หนังยังใช้ฉากต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความต่างระดับได้อย่างน่าสนใจ เช่น การเดินขึ้นบันไดของบุญส่ง การเดินลงบันไดของป้าเจน การแบกเสลี่ยงในขบวนเสด็จ ฉากน้ำตก ฉากงานศพในศาลาวัดที่ยกพื้นให้พระนั่งสูงกว่าชาวบ้าน เพลง acrophobia ที่แสดงเนื้อหาถึงความแตกต่างทางชนชั้นอย่างชัดเจน เป็นต้น แต่ที่โดดเด่นและสื่อความหมายถึงความไม่เท่าเทียมกันได้ดีที่สุด นั่นคือตัวละครของป้าเจนซึ่งมีขาสองข้างสั้นยาวไม่เท่ากัน

ลุงบุญมีระลึกชาติวิพากษ์วิจารณ์คติความเชื่อเชิงอนุรักษ์นิยมที่ครอบงำหรือสนตะพายสังคมไทยให้ตกอยู่ภายใต้กรอบกรงบางอย่าง โดยเฉพาะสถาบันสมมติเพื่อประโยชน์ในการสร้างชาติ ในทางตรงข้าม หนังสื่อให้เห็นคุณค่าทางจิตใจของสถาบันครอบครัวซึ่งแสดงความรักต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากแนวคิดชาตินิยมที่มุ่งสร้างกระบวนการจงรักด้วยการล้างสมอง การชวนเชื้อหรือโฆษณา

หนังพยายามจำแนกลักษณะภายนอก (เปลือก) และคุณค่าภายในของชีวิต (แก่นแท้) ออกจากกัน เช่น ร่างกายของสัตว์ประหลาดที่มีจิตใจเป็นคน รูปร่างหน้าตาที่ผิดไปจากพิมพ์นิยมของเจ้าหญิงแต่ก็มีความปรารถนาเหมือนคนอื่นทั่วไป ความสูงศักดิ์ภายนอกทั้งการเป็นเจ้าหญิงหรือพระภิกษุในขณะที่จิตใจก็ยังปะปนไปด้วยกิเลส และชัดเจนที่สุดคงจะเป็นฉากแยกวิญญาณออกจากร่างที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาภายในซึ่งขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ที่บังคับให้ต้องแสดงออกภายนอก หนังยังแสดงสัจธรรมว่าทุกชีวิตล้วนต้องเดินทางไปยังจุดเดียวกันตามแรงดึงดูดหรือกฎธรรมชาติ เช่น น้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การเกิดขึ้นของกิเลส และลักษณะไตรลักษณ์ของสรรพสิ่ง

หนังสร้างโลกอุตมรัฐ (utopia) ให้เกิดขึ้น เราในฐานะผู้ชมซึ่งอาศัยอยู่ในโลกที่ให้ความสำคัญกับเปลือกนอกและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆ อย่างฉาบฉวย ย่อมจะรู้สึกแปลกประหลาดเป็นธรรมดา เช่น ฉากโต๊ะกินข้าวซึ่งทุกคนมองเห็นกันและกันจากภายใน การเดินทางเข้าสู่ความตายอย่างยินดีแทนการรั้งลมหายใจไว้ให้นานที่สุดในโรงพยาบาล การประเมินคุณค่าทางจิตใจที่เหนือกว่าวัตถุ การมองชีวิตเป็นวัฏจักรซึ่งไม่มีจุดเริ่มหรือจุดจบอย่างแท้จริง รวมถึงความไร้สาระของสังคมที่หลงสมมติหรืออุปทานหมู่ในภาพมายาบางอย่างโดยไม่เคยตั้งคำถามหรือไต่สวนหาเหตุผล

ลุงบุญมีระลึกชาติคือส่วนเติมเต็มที่สร้างความสมบูรณ์แก่ผลงานชิ้นก่อนๆ ของคุณเจ้ย อภิชาตพงศ์ หนังแสดงให้เห็นถึงตัวตนของผู้กำกับที่นิยมจับแง่มุมอันงดงามของสามัญชนมานำเสนอ หลงใหลใคร่ครวญประเด็นทางปรัชญาหรือศาสนาเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม มีแนวคิดก้าวหน้าและมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่อดทนต่อความไม่ถูกต้อง ห่วงใยสังคมไทยอันเป็นมาตุภูมิและกล้าหาญที่จะแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุผลอย่างเสรี

ในหนังใหม่เรื่องนี้ คุณเจ้ย อภิชาตพงศ์ อาจเปรียบเปรยประเทศไทยปัจจุบันว่ากำลังป่วยด้วยโรคไตวายที่เต็มไปด้วยของเสียที่ยังไม่ถูกกำจัดหรือนำออกทิ้ง แนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนายังคงได้รับการปกป้องจากกองกำลัง การแสดงออกถึงความเป็นเจ้าชีวิตของชนชั้นสูงและการสงวนสิทธิในการนำพาประเทศไปตามทิศทางที่ต้องการก็ยังคงปรากฏอยู่ เราอาจพูดได้ไม่ถนัดนักว่าปลายเชือกอยู่ในมือใคร รู้แต่ว่าเชือกเส้นนั้นสนตะพายอยู่ที่ปลายจมูกเรา

ลุงบุญมีระลึกชาติคือหนังไทยที่ยกย่องความเป็นสัจนิยมอย่างยิ่งยวด เป็นสากลและมีคุณค่าเหนือกาลเวลา ด้วยเนื้อหาที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยช่วยให้หนังเรื่องมีมิติ ทรงพลัง และกระหึ่มห้วงอารมณ์ของผู้เขียนเป็นที่สุด.

เข้าสู่ระบบ