Home » บทความจากผู้อ่าน » ประเด็นทางศาสนากับกรณีโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก - อานนท์ มาเม้า

ประเด็นทางศาสนากับกรณีโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก - อานนท์ มาเม้า

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความ

10 March 2011

read 10418

ประเด็นทางศาสนากับกรณีโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

โดย อานนท์  มาเม้า (อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ดูเหมือนจะเป็นปัญหาทางศาสนาไปแล้วสำหรับกรณีห้ามนักเรียนและครูผู้นับถือศาสนาอิสลามคลุมฮิญาบในโรงเรียน  หลังจากมหาเถรสมาคมมีมติที่ ๔๖/๒๕๕๔ เรื่อง รายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก  ด้วยเหตุซึ่งมติดังกล่าวแสดงนัยยะหลายประการที่น่าพิจารณาในประเด็นว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา รัฐและประชาชน

กรณีปัญหามีข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๓  ฝ่ายคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาของสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางไปวัดหนองจอกเพื่อหารือเจ้าอาวาส เจ้าคณะแขวงกระทุ่มราย กรุงทพมหานคร  ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก  และผู้ที่เกี่ยวข้อง

ในเหตุการณ์นั้น ฝ่ายพระสงฆ์ได้แจ้งว่า “การอ้างสิทธิการแต่งกายตามหลักศาสนาของชาวมุสลิม  ทางวัดถือเป็นการละเมิดสิทธิของวัด  ซึ่งชุมชนวัดหนองจอกอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยมาเป็นเวลาช้านาน”  ส่วนฝ่ายโรงเรียนมัธยมวัดหนอกจอกก็ได้ชี้แจงมีใจความว่า โรงเรียนได้ตอบเป็นหนังสือไปยังกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ว่า โรงเรียนไม่สามารถอนุญาตให้นักเรียนมุสลิมสวมผ้าคลุมฮิญาบในโรงเรียน  แต่ต่อมาวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ยื่นเรื่องอีกครั้ง  โรงเรียนจึงหารือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขอทราบแนวปฏิบัติ ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ย้อนเรื่องให้โรงเรียนนำเรื่องให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนพิจารณา  ผลภายหลังการพิจารณาคือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ว่า ไม่อนุญาตให้สวมคลุมฮิญาบ เพราะขัดต่อระเบียบโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก  ขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และขัดต่อวัฒนธรรมของโรงเรียนวัดหนองจอกที่เข้าเรียนและจบไปแล้ว ๕๗ รุ่น ๕๗ ปี

ปัญหาน่าพิจารณามีอยู่ว่า  การแต่งกายตามหลักศาสนาไปละเมิดสิทธิใดของวัด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ วัดมีอำนาจใดที่จะไปปฏิเสธการแต่งกายตามหลักศาสนาของชาวมุสลิม?  และการชี้แจงในลักษณะที่ว่าหากยอมรับให้แต่งกายตามหลักศาสนาของชาวมุสลิมได้จะส่งผลให้สภาพชุมชนวัดหนองจอกซึ่งอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยมาเป็นเวลาช้านานนั้นเป็นอันสิ้นสุดไปนั้น มีเหตุผลหรือข้อเท็จจริงใดรองรับ? ส่วนเหตุผลของฝ่ายผู้บริหารโรงเรียนก็เป็นประเด็นน่าพิจารณาว่าระเบียบโรงเรียน ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และวัฒนธรรมของโรงเรียน ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ว่ากันในเบื้องต้นเรื่องสภาพชุมชนวัดหนองจอกที่อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยนั้น  เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า บริเวณพื้นที่เขตหนองจอกมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก และหากสืบสาวกลับไปในทางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า เหตุที่ประชากรจำนวนมากเป็นมุสลิมก็เพราะบริเวณพื้นที่หนองจอกมีชาวมุสลิมอพยพมาตั้งรกรากทำมาหากินตามแนวคลองแสนแสบมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงไม่น่าแปลกที่ประชากรในพื้นที่เขตหนองจอกนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ ๗๕  นับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๒๐ และนับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ ๕ (ข้อมูลจากเวปไซต์ของสำนักงานเขตหนองจอก)

แต่ที่น่าแปลกก็คือ  เจ้าอาวาสวัดหนองจอกและผู้บริหารโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกไม่ทราบเลยหรือว่าในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยชาวบ้านที่นับถือศาสนาอื่นด้วยนอกเหนือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งมีจำนวนมาก และไม่เคยทราบถึงการสวมคลุมฮิญาบในพื้นที่ดังกล่าวเลยหรือ หรือบริเวณพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการสวมคลุมฮิญาบให้เจ้าอาวาสวัดหนองจอกและผู้บริหารโรงเรียนเห็นเลย  ถึงเป็นเรื่องที่เจ้าอาวาสวัดหนองจอกจึงได้แจ้งออกมาว่าการอ้างสิทธิแต่งกายตามหลักศาสนาของชาวมุสลิมจะกระทบต่อการถ้อยทีถ้อยอาศัยมาเป็นเวลาช้านานของชุมชน และเป็นเรื่องที่ผู้บริหารโรงเรียนได้แจ้งออกมาว่าขัดต่อวัฒนธรรมของโรงเรียน

หากพิจารณาสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๖๖  บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ...” ดังนั้นเราจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอย่างชุมชนหนองจอกซึ่งประกอบด้วยประชากรที่นับถือศาสนาหลากหลายย่อมมีสิทธิอนุรักษ์จารีตประเพณีของชุมชนที่จะดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ที่ประกอบด้วยประชากรหลากศาสนา  สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้สภาพชุมชนหนอกจอกเป็นชุมชนหนองจอกที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  และหากสภาพชุมชนจะเปลี่ยนไปในอนาคตก็คงจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจากภายในของชุมชนนี้เอง

แต่เรื่องใหญ่และซับซ้อนอันควรที่สังคมและสื่อมวลชนน่าพิจารณา คือ คณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาของสภาผู้แทนราษฎรได้ขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำข้อเสนอ ๔ ข้อ ถวายที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม  ซึ่งก็ปรากฏว่าที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอทั้ง ๔ ข้อ ดังนี้

๑.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ การใช้พื้นที่ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วิถีไทยและวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัด

๒.ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียน หรือหน่วยราชการ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

๓.ควรให้พระสงฆ์ เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้น

๔.โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อน ทั้งนี้ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งมติดังกล่าวและให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (มติที่ ๔๖/๒๕๕๔ เรื่อง รายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก)

มติดังกล่าวมีข้อพิจารณาอยู่ ๒ เรื่องสำคัญ คือ ๑.ความเป็นพหุนิยม (PLURALISM)ทางศาสนาของไทย และ ๒.เสรีภาพทางศาสนา (RELIGIOUS FREEDOM)

๑. ความเป็นพหุนิยม (PLURALISM) ทางศาสนาของไทย 

เราจะเห็นได้ว่าการที่มติให้โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ต้องปฏิบัติตาม วิถีไทยและวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัดก็ดี  ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียนหรือหน่วยราชการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ก็ดี  ให้พระสงฆ์เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้นก็ดี  ให้โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาสและคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อนก็ดี  ล้วนสะท้อนให้เห็นความแยบยลที่คณะสงฆ์จะผูกขาดความชอบธรรมบนพื้นที่ที่ตนอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของ  ประหนึ่งว่า สิ่งใดอยู่ที่วัด สิ่งนั้นต้องได้รับฉันทานุมัติจากสงฆ์  โดยไม่คำนึงว่า แม้การอ้างสิทธิในการมีส่วนร่วมของสงฆ์จะเอื้อมไปถึงกิจการบ้านเมืองทางโลกด้วยก็ตาม  และยังสะท้อนให้เห็นถึง ความไม่คำนึงถึงผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นหรือที่ไม่นับถือศาสนาใด ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินชีวิตอยู่ในที่วัด

เรื่องความเป็นพหุนิยมของประเทศไทยก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะยิ่งประเทศไทยยอมรับความหลากหลายทางศาสนาในสังคมซึ่งปรากฏผ่านรัฐธรรมนูญฯในหลายๆมาตรา ไม่ว่าจะเป็น หลักการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความเชื่อทางศาสนา (ม.๓๐ วรรคสาม) หรือการที่รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา (ม.๗๙)  หรือ การเป็นอัครศาสนูปถัมภกของพระมหากษัตริย์ (ม.๙)  หรือ การมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนาแตกต่างจากบุคคลอื่น (ม.๓๗ วรรคสอง) ดังนั้น องค์ของรัฐทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือคณะกรรมการตามกฎหมายใดๆก็ตาม จำเป็นต้องตระหนักถึงการยอมรับความหลากหลายของศาสนาที่ดำรงอยู่ในประเทศไทยด้วย

เพราะฉะนั้น  มติดังกล่าวต้องทบทวนทั้งเรื่องการที่ให้ฝ่ายสงฆ์เข้าไปมีบทบาทกำกับกิจการของบ้านเมืองและการให้ฝ่ายสงฆ์บังคับให้ผู้คนปฏิบัติตามวิถีพุทธในพื้นที่วัดโดยไม่คำนึงถึงผู้นับถือศาสนาอื่น

๒. เสรีภาพทางศาสนา (RELIGIOUS FREEDOM) 

รัฐธรรมนูญรับรองไว้ในมาตรา ๓๗ อธิบายได้ว่า เสรีภาพทางศาสนามีฐานที่มาจากเสรีภาพของเอกชนในความเป็นอยู่ส่วนตัว (the right of privacy) ที่จะมีศรัทธาในความเชื่อของตนเอง  และเสรีภาพทางศาสนานี้ถือว่าเป็นเสรีภาพบริบูรณ์ (absolute) ที่รัฐไม่สามารถจำกัดตัดรอนความเชื่อในการถือศาสนาได้  สำหรับการปฏิบัติตามศาสนธรรมหรือศาสนบัญญัติ บุคคลก็มีเสรีภาพได้ตราบที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ประเด็นข้อพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการฯตามที่ปรากฏในมติกรรมการมหาเถรสมาคมที่ว่า

“...เนื่องจากการอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และความเชื่อของตน แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามตลอดถึงไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย...”

นั้น เป็นข้ออ้างที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประเด็นนี้ต้องพิจารณาถึงการจำกัดเสรีภาพในการคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิมซึ่งเป็นการปฏิบัติตามศาสนธรรมหรือศาสนบัญญัติประการหนึ่ง ว่าจะห้ามเสรีภาพดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อ “เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง”และ “เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ตามรัฐธรรมนูญฯ ม.๓๗ วรรคแรก ส่วนท้าย รวมทั้งการใช้เสรีภาพดังกล่าวไป “ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” “เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” ตามรัฐธรรมนูญฯ ม.๒๘ วรรคแรก

เมื่อพิจารณาการจะจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้ก็จะพบว่า ไม่เห็นได้เลยว่าการสวมฮิญาบของสตรีมุสลิมจะเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้ออ้างที่ว่าการสวมฮิญาบจะเป็นการละเมิดสิทธิของวัดก็ยังไม่เห็นว่าวัดจะถูกละเมิดสิทธิได้อย่างไรจากการสวมฮิญาบ

สำหรับกรณีการยกเปรียบเทียบระหว่างกรณีวัดเทพลีลาไม่อนุญาตให้โรงเรียนวัดเทพลีลาจัดห้องละหมาดในโรงเรียนกับการใส่ผ้าคลุมฮิญาบในโรงเรียนวัดหนองจอกนั้น ไม่ได้หมายความว่าทางปฏิบัติในอดีตที่เคยทำมาแล้วจะเป็นฐานของความชอบธรรมที่จะปฏิบัติตามเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณียกเปรียบเทียบดังกล่าวเห็นจะผิดฝาผิดตัว เนื่องจากเรื่องการนับถือศาสนาเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งความหมายของ “เสรีภาพ” คือการที่บุคคลมีอิสระที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการได้ด้วยตนเอง ไม่ได้หมายถึง “สิทธิ” ซึ่งคือการที่บุคคลมีประโยชน์อันกฎหมายรับรองแล้วให้รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามประโยชน์นั้น  เสรีภาพกับสิทธิจึงเป็นคนละเรื่องกัน  การสวมฮิญาบเป็นเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรมหรือศาสนบัญญัติที่สตรีมุสลิมจะดำเนินการเองได้ และรัฐธรรมนูญก็คุ้มครองเสรีภาพนั้นไว้  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐให้มอบผ้าคลุมฮิญาบหรือจัดห้องละหมาดให้แต่อย่างใดเลย  และหน่วยงานของรัฐเองก็ไม่มีอำนาจก้าวก่ายเสรีภาพที่จะคลุมฮิญาบตราบเท่าที่การสวมฮิญาบไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ยังไม่เห็นได้ว่าการสวมฮิญาบจะไปต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

ปัญหากรณีโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกเห็นจะเป็นตัวอย่างแค่เสี้ยวหนึ่งของทัศนะบางอย่างในสังคมไทยเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายสงฆ์กับกิจการบ้านเมือง และมุมมองต่อการจะยกให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยที่ไม่ไยดีต่อความหลากหลายของเพื่อนร่วมสังคม  ซึ่งหวังว่า ทัศนะนี้จะมีการทบทวนกันในสังคมไทยที่ยังจะหวังสันติสุขในความแตกต่างหลากหลายของประชากร.

เข้าสู่ระบบ