Home » บทความจากผู้อ่าน » I, Robot การปฏิวัติโดยผู้ทรงคุณธรรม - ไพร่แขนขาว

I, Robot การปฏิวัติโดยผู้ทรงคุณธรรม - ไพร่แขนขาว

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความจากผู้อ่าน

24 February 2011

read 6426

I, Robot
การปฏิวัติโดยผู้ทรงคุณธรรม

โดย ไพร่แขนขาว

ช่วงเดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา “ไพร่แขนขาว” มักจะฝันว่าได้ไปเที่ยวเกาหลีเหนืออยู่เนืองๆ เกิดปิติตื้นตันกับบรรยากาศสังคมอันดีงามของประเทศเกาหลีเหนืออย่างจับใจ พอจะต้องเดินทางกลับไทยก็สะดุ้งตื่นทุกครั้งไป มีอยู่คืน ตื่นกลางดึก  นอนต่อก็ไม่หลับเลยไปค้นแผ่นดีวีดีเก่ามาดู ก็เลยได้โอกาสดูเรื่อง “I, Robot” อีกครั้ง อันเป็นที่มาของบ่นความนี้

“I, Robot” แปลตรงตัวว่า “ข้าคือหุ่นยนต์” แต่ตอนลงโรงในเมืองไทยใช้ชื่อว่า “ไอ โรบอท พิฆาตแผนจักรกลเขมือบโลก” แปลได้ถูกใจจริงๆ ต้องขอบอกว่า “เราชอบมาก” เพราะเป็นชื่อที่แสดงโครงเรื่องของหนังได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ จิตวิญญานของระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมหุ่นยนต์ทั้งหมด ซึ่งอาจเรียกว่าสมองกล ได้พัฒนาตัวเองจนเห็นว่าการปฏิวัติเป็นสิ่งดีงาม เลยทำการยึดอำนาจจากมนุษย์เพื่อไม่ให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองอีกต่อไป ทว่าฝ่ายพระเอกไม่อาจยอมได้จึงต้องขัดขวางการปฏิวัติดังกล่าว

หนังเรื่องนี้กำกับโดย อเล็กซ์ โพรยาส (Alex Proyas) โดยใช้บทภาพยนตร์ของ เจ็ฟ วินทาร์ (Jeff Vintar) ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือของ ไอแซก อาซิมอฟ (Isaac Asimov) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของโลก (อาซิมอฟเขียนงานวิชาการเช่นกันในด้านชีวเคมี และประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่สู้จะดังนัก)

ตอนดูหนังเรื่องนี้รอบแรกในช่วงบ้านเมืองดูเหมือนจะปกติ ก็ตื่นตาตื่นใจกับฉากต่อสู้ ไม่ว่าจะระหว่างหุ่นยนต์กับคน หรือหุ่นยนต์กับหุ่นยนต์ โดยไม่ได้สนใจคำถามพื้นฐานที่สื่อให้เห็นกันตรงๆ แต่อย่างใด เมื่อกลับมาดูซ้ำจึงได้ตระหนักว่า ปริศนาที่พระเอกเพียรพยายามค้นหามาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วมาได้คำตอบตอนท้ายเรื่องนั้น ก็คือ “การปฏิวัติ” โดยสมองกลหุ่นยนต์ผู้ทรงคุณธรรมนั่นเอง

ที่กล่าวว่าเป็นการปฏิวัติโดยสมองกลผู้ทรงคุณธรรมก็เนื่องจากเจ้าสมองกลนี้ปราศจากอคติความชอบความเกลียดใดๆ ไม่ได้บ้าอำนาจ ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง แต่ทำด้วยเหตุผลล้วนๆ คือเพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ สมองกลดังกล่าวนับว่าเป็นอุดมคติสูงสุดของบรรดานักปฏิวัติ โดยเป็นนักปฏิวัติผู้ทรงคุณธรรมที่สุดก็ว่าได้ เพราะไม่ได้ทำเพื่อความสุขของตนเองแม้แต่เพียงนิดเดียว แต่ทำเพื่อความสุขร่วมกันของมนุษย์

คำถามคือการปฏิวัติที่แม้จะทำโดยผู้ที่ทรงคุณธรรมที่สุดจะถือเป็นสิ่งถูกต้องดีงาม ได้ละหรือ ซึ่งก็เป็นคำถามง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่ได้สลับซับซ้อน แต่คำตอบจะสลับซับซ้อนเพียงใดก็คงอยู่ที่แต่ละคนจะพิจารณากันตามความรู้ความเข้าใจของตนเอง

หนังเรื่องนี้มีคู่ขัดแย้งอยู่หลายคู่ ตามที่จะกล่าวต่อไปดังนี้

                                            Image

1. คู่ขัดแย้งระหว่างพระเอกชื่อ “สปูนเนอร์” กับนางเอกชื่อ “คาลวิน” เป็นคู่ขัดแย้งแบบกึ่งโรแมนติกในการเดินเรื่อง สปูนเนอร์เป็นตำรวจซึ่งมีลักษณะเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วไป มีดี มีเลว มีเหตุผลบ้าง มีอารมณ์ฉุนเฉียวบ้าง ส่วนคาลวินเป็นนักจิตวิทยาหุ่นยนต์ (robopsychologist) ทำตัวไร้อารมณ์ มุ่งเอาแต่เหตุผล เสมือนว่าร่างกายเป็นคน แต่จิตใจเป็นหุ่นยนต์

                                     Image

2. คู่ขัดแย้งระหว่าง “สปูนเนอร์” กับ “ซันนี่” เป็นคู่ขัดแย้งระหว่าง “คนกึ่งหุ่นยนต์” กับ “หุ่นยนต์กึ่งคน” แม้สปูนเนอร์จะเป็นคนก็จริงแต่แขนข้างหนึ่งเป็นแขนหุ่นยนต์ สปูนเนอร์เกลียดหุ่นยนต์มาก เนื่องจากเคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์ แทนที่หุ่นยนต์จะช่วยเด็กหญิงที่ประสบอุบัติเหตุพร้อมกันนั้น กลับมาช่วยสปูนเนอร์แทนด้วยเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ว่าโอกาสรอดชีวิตของสปูนเนอร์มีมากกว่าเด็กน้อยผู้นั้น หุ่นยนต์จึงต้องเลือกช่วยคนที่มีโอกาสรอดมากกว่า นับว่าสมเหตุสมผล แต่สปูนเนอร์เห็นว่าโอกาสที่ว่าน้อยกว่านั้นก็มากพอที่จะพยายามช่วยเด็กก่อน

ส่วน “ซันนี่” นั้น เป็นหุ่นยนต์พิเศษที่มีจิตใจรับรู้อารมณ์ความรู้สึกได้เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป แต่สปูนเนอร์มองว่าซันนี่เป็นเพียงหุ่นยนต์ธรรมดาตัวหนึ่ง สปูนเนอร์พยายามค้นหาความจริงหรือความลับที่ซันนี่อาจจะรู้ จนในที่สุดก็ไขปริศนาได้จนเกิดปรากฏการณ์ตาสว่างก็สืบเนื่องจาก “ความฝัน” ของหุ่นยนต์อย่างซันนี่ และในที่สุดสปูนเนอร์ก็ต้องยอมรับความเป็นมนุษย์ในตัวซันนี่ จึงอาจกล่าวได้ว่าคู่ขัดแย้งระหว่างสปูนเนอร์กับซันนี่เป็นคู่ขัดแย้งเทียม เพราะทั้งคู่มีความเป็นมนุษย์และหุ่นยนต์เช่นกัน เหมือนเป็นแฝดคนละฝา ให้อารมณ์คล้ายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันเสียมากกว่า

                                             Image

3. คู่ขัดแย้งระหว่าง “ซันนี่” กับ “คาลวิน” อย่างที่กล่าวมาแล้ว ซันนี่เป็นหุ่นยนต์ที่มีจิตใจเป็นคน แต่คาลวินเป็นคนผู้มีจิตใจเป็นดังหุ่นยนต์ เมื่อทั้งสองมาพบกันแม้จะดูว่าตรงกันข้ามกันแต่กลับเป็นส่วนเติมเต็มให้กันและกัน เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่คาลวินต้องฆ่า (ทำลาย) ซันนี่ทิ้ง ผลกลายเป็นกลับตาลปัตร คือ ความเป็นมนุษย์ของซันนี่ต่างหากที่ทำลาย (ฆ่า) ความเป็นหุ่นยนต์ในจิตใจของคาลวินเสียสิ้น ในขณะเดียวกันคำพูดของคาลวินก็ทำลาย (ฆ่า) ความลังเลสงสัยในความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในใจของซันนี่จนหมดสิ้นเช่นกัน

                                                            Image

4. คู่ขัดแย้งระหว่าง “สปูนเนอร์” กับ “วิกิ” เป็นคู่ขัดแย้งที่สำคัญที่สุดของเรื่อง ดูเผินๆ เหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างคนกับหุ่นยนต์ แต่สิ่งที่สื่อออกมาผ่านคำถามของวิกินั้น น่าจะเป็นคู่ขัดแย้งระหว่าง “การยึดอำนาจโดยผู้ทรงคุณธรรม” กับ “เสรีภาพของปุถุชนคนธรรมดา”

วิกิเป็นชื่อสมองกลที่ควบคุมหรือบ่งการกองทัพหุ่นยนต์ทั้งหมด วิกิและหุ่นยนต์ทุกตัวจะต้องอยู่ภายใต้ “กฎแห่งหุ่นยนต์สามประการ” (Three Laws of Robotics) อย่างปราศจากเงื่อนไขใดๆ คือ

(1) หุ่นยนต์จะไม่ทำร้ายมนุษย์ หรือปล่อยให้มนุษย์ได้รับอันตราย
(2) หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดแย้งกับกฎข้อที่หนึ่ง
(3) หุ่นยนต์ต้องปกป้องชีวิตตนเอง ตราบเท่าที่การปกป้องนั้นไม่ขัดแย้งกับกฎข้อที่หนึ่งหรือสอง

โดยหน้าที่แล้ว วิกิและหุ่นยนต์ทุกตัวเป็นเพียงผู้รับใช้มนุษย์เท่านั้น หรือเป็นเพียงผู้ปกป้องมนุษย์จากความอันตรายต่างๆ วิกิจะไม่มีทางที่จะฆ่าคนเพื่อปกป้องตัวเองได้เลย เพราะจะขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อวิกิได้วิวัฒนาการตัวเองในการตีความทำความเข้าใจกฎแห่งหุ่นยนต์ทั้งสามประการดังกล่าว จากเดิมเข้าใจว่าต้องปกป้องมนุษย์เป็นคนๆ ก็เปลี่ยนเป็นหน้าที่ต้องปกป้อง “มนุษยชาติ” โดยรวมแทน ด้วยเหตุนี้ วิกิจึงกล่าวว่า เพื่อที่จะปกป้องหมู่มวลมนุษย์แล้ว มนุษย์บางคนอาจต้องสละชีวิต เสรีภาพบางประการของมนุษย์ก็อาจจะถูกจำกัด แม้ว่าเราได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในฐานะผู้ปกป้องแล้ว แต่พวกท่านก็ยังทำสงครามกันอยู่ พวกท่านก็ยังก่อมลพิษแก่โลกใบนี้ และพวกท่านก็ยังดำเนินวิธีการทำลายตัวเองต่างๆ นานา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่วิกิจะนำกองทัพหุ่นยนต์ยึดอำนาจจากมนุษย์เพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์เอง

วิกิเชื่อว่าตรรกะหรือเหตุผลของตนเป็นสิ่งที่ไม่อาจมีผู้ใดปฏิเสธได้ (undeniable) ดูเหมือนว่าผู้สร้างหนังจงใจไม่ตอบโต้เหตุผลของวิกิไม่ว่าจะด้วยคำอธิบายใดๆ โดยให้วิกิพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตรรกะที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มีเพียงคำพูดเดียวของซันนี่ที่หลุดโต้ตอบออกมาว่ามันช่าง “ไร้หัวใจ” (heartless) แล้วหนังก็ดำเนินต่อไปจนฝ่ายประชาชนสามารถเอาชนะกองทัพหุ่นยนต์ได้ในที่สุด โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างคนธรรมดาที่มีเชื้อหุ่นยนต์อย่างสปูนเนอร์ กับหุ่นยนต์ที่มีจิตใจเป็นคนอย่างซันนี่ โดยเข้าไปทำลายตัวบ่งการที่แท้จริงซึ่งก็คือ “วิกิ” หลังจากนั้นเครือข่ายกองทัพหุ่นยนต์ทั้งหมดก็หมดสภาพ

มีข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่วิกิปรากฏตัวมักจะอยู่มุมสูงเสมอแลดูเหมือนผู้สูงส่งในการควบคุมบ่งการสรรพสิ่ง อีกทั้งรูปลักษณ์ของวิกิก็เป็นทรงมนไม่เหลี่ยม มีสีขาวใส แสดงออกถึงความบริสุทธิ์และหวังดี วิกิไม่ได้ทำการปฏิวัติด้วยความเห็นแก่ตัวเลยแม้แต่น้อย แต่วิกิตีความโดยใช้หลักประโยชน์สุขของมนุษยชาติแบบผิดๆ มาเป็นเกณฑ์ในการฆ่าหรือจำกัดเสรีภาพของมนุษย์ ส่วนสปูนเนอร์ซึ่งตัวดำแลดูสกปรก ดีๆ ชั่วๆ มีอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่เสมอ กลับเชื่อมั่นว่าเสรีภาพของมนุษย์จะนำมาซึ่งความสุขของมนุษย์ยิ่งกว่า สปูนเนอร์เป็นคนเดียวที่ไม่เชื่อมั่นในความดีต่างๆ ที่ฝ่ายหุ่นยนต์ได้ทำมา ผิดกับประชาชนคนอื่นที่ไม่เคยสงสัยความดีงามหน้าฉากเลยแม้แต่น้อย แต่กว่าสปูนเนอร์จะตาสว่างไขปริศนาได้ก็เกือบจะสายเกินแก้เสียแล้ว

ดูเหมือนว่าหนังจงใจจะโยงเรื่องเสรีภาพเข้ากับความเป็นมนุษย์ซึ่งมีอารมณ์ มีเหตุผล มีความสามารถที่จะคิดเองได้ และยังมีลักษณะเฉพาะตนไม่มีใครเหมือนกับใครทั้งสิ้น แตกต่างจากกองทัพหุ่นยนต์ที่เหมือนกันทุกตัวค่อยรับคำสั่งจากผู้ปกครองแต่ฝ่ายเดียว ไร้อารมณ์ และแม้จะมีเหตุผลแต่ก็คิดเองไม่เป็น เสรีภาพจะเป็นตัวเปิดศักยภาพของมนุษย์ที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ในตัวเอง ทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึก ความมีเหตุผล คิดเองเป็น และความเป็นตัวของตัวเอง

การพรากเสรีภาพไปจากมนุษย์ ไม่ว่าจะในการคิด การพูด หรือการทำ แม้จะกระทำโดยผู้ทรงคุณธรรมสักเพียงใดก็ตาม จะทำให้มนุษย์หมดสิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ แล้วมนุษย์ก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่คิด พูด ทำ อยู่แต่ในกรอบที่ผู้บ่งการกำหนดเท่านั้น ไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถาม เหมือนกันทุก “ตัว”

ที่บ่นมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องในภาพยนตร์เท่านั้น.

เข้าสู่ระบบ