Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » เนื้อหาทางกฎหมายของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา

เนื้อหาทางกฎหมายของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ - จันทจิรา เอี่ยมมยุรา

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์

10 January 2011

read 8657

หมายเหตุ เนื้อหาต่อไปนี้ เป็นการสัมภาษณ์และพูดคุยระหว่างทีมงานศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่คณะนิติศาสตร์ ศูนย์รังสิต และลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ศูนย์นิติศาสตร์ 

 

เรื่อง “เนื้อหาทางกฎหมายของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548”

 

นับตั้งแต่มีการก่อความไม่สงบในภาคใต้ตั้งแต่ช่วงต้นปีพ.ศ.2547 ที่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งเพื่อมาแก้ปัญหาดังกล่าวคือพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และต่อมารัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายฉบับนี้ให้มีฐานะเป็นกฎหมายที่มีการบังคับใช้ต่อไปเฉกเช่นพระราชบัญญัติปกติ  แต่สาระสำคัญมิได้อยู่ที่ตรงนั้นแต่อยู่ที่ว่ากฎหมายดังกล่าวได้มีบทบาทต่อสังคมไทยเป็นอย่างมากในเวลาต่อมาไม่ว่าในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช หรือในช่วงของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือแม้กระทั่งในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน 2 ครั้งใน 2 ปี โดยสาระสำคัญของพ.ร.ก.นี้ส่วนใหญ่ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะอยู่ที่การสลายการชุมนุม และการให้อำนาจอย่างมากมายแก่นายกรัฐมนตรีในการจำกัดสิทธิของประชาชนเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และใครๆหลายคนมองว่ากฎหมายฉบับนี้คือเครื่องมือของทรราช แต่ทว่าในขณะเดียวกันอีกหลายคนก็มองว่ามันคือสิ่งที่ช่วยสร้างสรรค์ความสงบให้เกิดขึ้นในสังคม แต่จะมีใครรู้หรือไม่อย่างไรว่าแท้จริงนั้นแล้วพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นมีไว้เพื่อการใดกันแน่......

ดังนี้เราจึงมาสัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชนซึ่งอาจจะนับได้ว่ามีชื่อเสียงในขณะนี้คือผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา 1 ในผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวนักกฎหมายมหาชนหลายๆคนด้วยกัน

พัชรพล : ในหลักนิติรัฐที่กำหนดให้ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) จะต้องปกครองประเทศโดยใช้กฎหมายที่มาจากตัวแทนของประชาชน (รัฐสภา) ดังนี้อาจารย์คิดอย่างไรถ้าหากว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

จันทจิรา : ตามหลักการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา กฎหมายทั้งหลายที่ใช้บังคับกับประชาชนต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนหรืออย่างน้อยก็ต้องผ่านผู้แทนประชาชน อำนาจการตรากฎหมายเป็นของรัฐสภาซึ่งเป็นที่รวมของผู้แทนปวงชน องค์กรอื่นๆ ไม่มีความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจนี้เลย ดังนั้น โดยหลักการ รัฐบาลจึงไม่สามารถตรากฎหมายมาใช้บังคับกับประชาชนได้โดยลำพังโดยพลการ และหากจะมีกฎหมายเช่นนี้ ประชาชนสามารถปฏิเสธได้ และศาลก็ไม่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแก่คดีเช่นกัน

พัชรพล : อำนาจในการออกพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญมีเพื่ออะไรครับ

จันทจิรา : ที่พูดมาในตอนก่อนเป็นหลักการ แต่ในทางข้อเท็จจริง บางครั้งบางคราวรัฐอาจประสบกับปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจ เช่นเกิดความผันผวนในระบบเศรษฐกิจ มีการโจมตีค่าเงิน หรือประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอันตรายเช่นเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรง เกิดคลื่นสึนามิ แผ่นดินไหว หรือประเทศอาจทำสงคราม เหล่านี้ทำให้ระบบการบริหารราชการปกติไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานได้ไม่ดี ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้นได้

กรณีอย่างนี้ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลจำเป็นต้องจัดระบบการบริหารราชการได้รวดเร็ว กระชับ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์ โดยการรวบอำนาจสั่งการหน่วยงานของรัฐทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนมาไว้ที่จุดเดียว และถ้าหากจำเป็นต้องออกกฎหมาย แต่รัฐสภาไม่อาจตอบสนองได้ รัฐบาลก็จำเป็นต้องได้รับอำนาจให้ตรากฎหมายมาใช้บังคับไปพลางก่อนได้ ระบบพิเศษแบบนี้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายยอมรับกันว่าให้ทำได้เหมือนกัน เพื่อให้รัฐดำรงคงอยู่ต่อไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ในทางตำราเรียกว่าเป็น “เหตุผลของรัฐ” (Raison d’Etat) อำนาจตรากฎหมายในสภาวการณ์พิเศษนี้ ต้องเขียนไว้ในกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ เรียกว่าพระราชกำหนด เมื่อตราขึ้นแล้วมีค่าบังคับเทียบเท่ากฎหมายของรัฐสภาคือพระราชบัญญัติ

แต่เนื่องจากสถานการณ์แบบนี้เป็นข้อยกเว้นของระบบปกติของประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจึงกำหนดเงื่อนไขว่ารัฐบาลใช้อำนาจพิเศษนี้ได้อย่างจำกัดเท่าที่จำเป็นต่อการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น จะใช้อำนาจให้กว้างขวางจนถึงขนาดไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ได้ และถ้าจะออกพระราชกำหนดก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่ออกพระราชกำหนดตามใจชอบ มิฉะนั้นจะไปทำลายหลักแบ่งแยกอำนาจที่เป็นรากฐานของหลักประชาธิปไตย และเพื่อคุ้มครองหลักแบ่งแยกอำนาจมิให้ถูกล่วงละเมิด ก็จะต้องมีองค์กรควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาลด้วย ทั้งในการตราพระราชกำหนดและการออกคำสั่ง การบริหารงานต่างๆ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งองค์กรศาลจะเป็นผู้ทำหน้าที่นี้

พัชรพล : บทนิยามของ“สถานการณ์ฉุกเฉิน” นั้นมีคำที่สามารถตีความได้กว้างขว้างเช่น “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” “ความมั่งคงของรัฐ” อาจารย์คิดว่าควรมีคำดังกล่าวปรากฏในกฎหมายที่ให้อำนาจอย่างกว้างขว้างแก่ฝ่ายบริหารไว้หรือไม่(ถ้าไม่ได้จะมีผู้โต้เถียงว่าเพื่อให้ครอบคลุมถึงภัยทุกอย่างที่มีมาถึงโดยฉุกเฉิน) และเมื่อใดที่รัฐ(ฝ่ายบริหาร)จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

จันทจิรา : การที่กฎหมายใช้ถ้อยคำที่ต้องตีความก็เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่ง เพราะเราต้องการให้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติสามารถใช้บังคับได้นานๆ เหมาะสมแก่ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ถ้อยคำที่สามารถบรรจุข้อเท็จจริงจำนวนมากได้ อย่าลืมว่าคุณสมบัติของกฎหมายคือความเป็นทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้บังคับใช้กับกรณีใดหรือกับบุคคลใดโดยเฉพาะ เมื่อจะปรับใช้กฎหมายนั้นกับข้อเท็จจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องตีความบทบัญญัติของกฎหมายก่อนว่าเข้ากับข้อเท็จจริงนั้นหรือไม่

นิยามในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะที่ว่ามาเช่นกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะตีความไปใช้กับสถานการณ์โน่นนี่ได้ตามใจชอบ ความฉุกเฉินที่จะเป็นเงื่อนไขให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้นั้น จะต้องเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ การที่จะรู้ว่ากระทบหรือไม่ เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่ จะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ อย่างประกอบกัน และต้องแยกพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นแต่ละกรณีไป

ตัวอย่างเช่น มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล การพิจารณาว่าการชุมนุมนั้นจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงหลายประการประกอบกัน โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนผู้ชุมนุม วัตถุประสงค์หรือข้อเรียกร้องในการชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมายหรือไม่ และรูปแบบวิธีการดำเนินการชุมนุมเป็นไปโดยสงบหรือก่อความวุ่นวายจลาจล รวมทั้งองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในเรื่องนี้ ครูมีข้อสังเกตว่า นิยามคำว่า “ความมั่นคงของรัฐ” ไม่ได้หมายถึง “ความมั่นคงของรัฐบาล” สองอย่างนี้ไม่เท่ากัน ความมั่นคงของรัฐหมายถึงความมีเอกราชของชาติ ความมั่นคงของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนโดยรวม ไม่ใช่เสถียรภาพของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง เหตุการณ์การชุมนุมเรียกร้องของ นปช.ในช่วงเดือนเมษายน 2552 และเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลานั้น หากดูผิวเผินแล้วเหมือนกับเกิดความไม่มั่นคงขึ้นในรัฐ เช่น มีการปิดถนนสายสำคัญ การตั้งรั้วและบังเกอร์ยางรถยนต์ มีการใช้อาวุธปืน การเผาอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเกิดความรุนแรง แต่ถ้าดูให้ดีแล้วสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเกิดจากผู้ชุมนุมหรือไม่  หรือเกิดจากมือที่สาม แล้วรัฐบาลจัดการอะไรกับผู้ก่อกวนได้บ้าง จนทำให้ผู้ชุมนุมต้องป้องกันตัวเอง ไปเอายางรถยนต์ ไม้ไผ่ อะไรต่อมิอะไรมาทำบังเกอร์ กรณีนี้การชุมนุมมิได้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงกับรัฐ แต่กระทบต่อตัวรัฐบาลโดยตรง  หรือกรณีที่มีการทุบรถยนต์ของนายกรัฐมนตรี ทำลายข้าวของในร้านค้านั้น เป็นเรื่องความผิดทางอาญา มิใช่เป็นการทำลายความมั่นคงของรัฐ

ถามว่าเมื่อใดที่รัฐบาลจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ หากมีการชุมนุมเกิดขึ้น แต่เป็นการชุมนุมที่มิได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของสังคมแต่อย่างใด เพราะเป็นความไม่สงบเฉพาะในจุดย่อยๆ ย่อมไม่มีเงื่อนไขที่จะนำเอากฎหมายฉบับนี้มาใช้บังคับได้  และถึงแม้ว่าจะมีสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่การที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดนี้ย่อมต้องพิจารณาสถานการณ์นั้นด้วยว่ามีความร้ายแรงและเป็นกรณีเร่งด่วนซึ่งไม่อาจควบคุมแก้ไขสถานการณ์โดยใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่ได้ ใช่หรือไม่ ถ้ากฎหมายและกลไกปกติยังทำงานได้ ก็ไม่สามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แต่ถ้าเข้าเงื่อนไขทั้งหมดที่พูดมา รัฐบาลก็ประกาศได้

พัชรพล : ในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคอีสานและภาคใต้ที่ผ่านมาควรประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตพื้นที่หรือไม่ (เพื่อให้ความช่วยเหลือของภาครัฐทำได้อย่างรวดเร็วเพราะมีการรวมอำนาจให้นายกผู้เดียวที่จะมีอำนาจบังคับบัญชากระทรวงต่างๆ)

จันทจิรา : ก็นั่นน่ะสิ เห็นรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเหมือนกัน แต่ช้าไปแล้ว

พัชรพล : อาจารย์คิดว่าควรหรือไม่ที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีข้อความที่มีการจำกัดสิทธิมากมาย

จันทจิรา : ครูไม่คิดว่ามาตรการทางกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพที่เขียนในพระราชกำหนดฯ จะขัดกับหลักความได้สัดส่วน ครูคิดว่ากฎหมายพอใช้ได้นะ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเคอร์ฟิว ห้ามใช้เส้นทางถนนบางเส้นทาง....อาจมีบางมาตรการที่ดูจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากหน่อย เช่น อำนาจตรวจสอบจดหมาย หนังสือ การสื่อสารด้วยวิธีอื่น แต่ที่เป็นปัญหามากกว่าคือการนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้กับสถานการณ์ข้อเท็จจริง อย่างเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมารัฐบาลปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้อำนาจของกฎหมายเป็นขั้นเป็นตอนหรือเปล่า หรือเอากฎหมายนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายศัตรูมากกว่าที่จะเป็นกลไกรักษาความสงบเรียบร้อบความมั่นคงของรัฐอย่างแท้จริง

พัชรพล : ในเมื่ออำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอย่างมากมายในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน รัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใดใช่หรือไม่ (เช่นกรณีเพื่อปิดเวปไซต์ไม่กี่เวป จึงทำการปิดที่อยู่ของเวปนั้นซึ่งส่งผลให้เวปอื่นๆอีกหลายเวปที่ไม่เกี่ยวของถูกปิดไปด้วยหรือกรณีที่สลายการชุมนุมด้วยอาวุธจริง ฯลฯ )

จันทจิรา : ถ้าเราเชื่อในระบบนิติรัฐอย่างแท้จริง สถาบันที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล เช่นศาลหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนฯ ก็ต้องไม่ปล่อยให้รัฐบาลหรือกระทรวงไอซีทีใช้อำนาจโดยอำเภอใจอย่างที่ว่ามา ความจริงอย่างที่ครูพูดมาแล้วว่าการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉบับนี้มีหลักเกณฑ์เงื่อนไขเป็นขั้นเป็นตอน รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ได้จะต้องเข้าเงื่อนไขข้อเท็จจริงที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน กล่าวคือมีสถานการณ์ที่มีผลกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการก่อการร้าย  ต่อจากนั้น ต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีที่มีความร้ายแรง จำเป็นฉุกเฉินอย่างยิ่ง และเป็นกรณีเร่งด่วนซึ่งไม่อาจแก้ไขสถานการณ์โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ปกติได้ใช่หรือไม่

ถ้าผ่านเงื่อนไขการใช้อำนาจเหล่านี้ทุกข้อแล้ว ก็มาถึงประเด็นว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการต่างๆ ที่กฎหมายอนุญาตให้นั้นได้เพียงใด ตามหลักกฎหมายมหาชน ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการใด ต้องเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนคือไม่เกินกว่าความจำเป็น และไม่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในการสื่อสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจนเกินขนาด ไม่ใช่จะทำยังไงก็ได้ การปิดเว็บไซต์แบบเหวี่ยงแหเป็นหมื่นๆ เว็บไซต์ และเกือบทั้งหมดเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการเมือง เป็นการปราบปรามภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือของรัฐบาล หรือของใครกันแน่? การสลายการชุมนุมด้วยกระสุนจริงจนมีคนเจ็บเป็นพันๆ คนตายเป็นร้อยแบบนั้น จะเรียกว่ากระทำเท่าที่จำเป็นตามมาตรฐานสากลได้หรือ ต่อให้คนเหล่านั้นกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงเพียงใด เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่มีสิทธิไปฆ่าเขาให้ตาย ก็ต้องจัดการไปตามกระบวนการกฎหมายถึงจะถูกต้อง

ทุกวันนี้ครูสงสัยว่าที่รัฐบาลบอกว่าการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ทำให้ธุรกิจการค้าเสียหายวันละหลายร้อยล้านบาท ทำให้ประเทศเสียภาพพจน์ ทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อแป แต่การสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองหลวงมิยิ่งสร้างความเสียหายแก่ภาพพจน์ของประเทศในสายตาสื่อระหว่างประเทศมากกว่าหรือ ขื่อแปของบ้านเมืองที่ถูกทำลายโดยมือคนของรัฐเองมิยิ่งหนักหนากว่าที่กระทำโดยคนธรรมดาหรือ แล้วความแตกแยกร้าวลึกในสังคมไทยขณะนี้ล่ะ เราจะต้องใช้งบประมาณและเวลาเท่าไหร่ถึงจะเยียวยาให้ความรู้สึกของคนดีขึ้นได้?

พัชรพล : เมื่อฝ่ายบริหารบังคับใช้ พ.ร.ก.นี้แล้วก็มักจะอ้างว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยและการรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่

จันทจิรา : หลักนิติรัฐเป็นหลักการที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคน แม้ในบางกรณีบางสถานการณ์ การใช้สิทธิเสรีภาพของคนแต่ละกลุ่มในสังคมอาจขัดแย้งกันบ้าง เช่นเสรีภาพของผู้ชุมนุมกับเสรีภาพในทรัพย์สินหรือในการประกอบกิจการงานของร้านค้า รัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพของคนทั้งสองกลุ่ม แต่รัฐบาลกลับใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุมจนมีคนเจ็บคนตายขนาดนี้จะเรียกว่าเพื่อรักษาหลักนิติรัฐได้อย่างไร

ที่รัฐบาลไม่สามารถเจรจาโน้มน้าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมพอใจจนยุติการชุมนุมไปเองได้ ก็เพราะผู้ชุมนุมเขามาประท้วงรัฐบาลชุดนี้ใช่หรือเปล่า เขาอยากให้รัฐบาลยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสินใจเลือกรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง เพราะเขาเห็นว่ารัฐบาลขึ้นมาสู่อำนาจโดยวิถีทางที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย มีทหารเข้ามาแทรกแซงหนุนหลังอยู่ ทหารไม่ได้ถอยออกไปหลังจากการทำรัฐประหารปี 2549 แม้จนกระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2550 แล้วก็ตาม การชุมนุมด้วยเหตุผลอย่างนี้และมีคนมาร่วมมากมายขนาดนี้ หากเป็นในต่างประเทศรัฐบาลต้องลาออกแล้ว แต่นี่กลับใช้อาวุธจริงสลายการชุมนุม แล้วมาอ้างความสงบเรียบร้อยความมั่นคงของรัฐ

พัชรพล : จะมีองค์กรใดของรัฐที่สามารถตรวจสอบการกระทำทางปกครองใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ (แล้วสามารถนำขึ้นสู่ศาลปกครองได้หรือไม่ เพราะในตัวพรก.ไม่ให้ขึ้นศาลปกครองและไม่ให้ใช้วิ.ปกครองและมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมแต่ศาลยุติธรรมไม่รับพิจารณาวินิจฉัยการใช้อำนาจตามพรก.ดังกล่าว)

จันทจิรา : ตามปกติองค์กรศาลมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ การใช้อำนาจรัฐไม่ว่าตามพระราชกำหนดนี้หรือกฎหมายฉบับไหนหากไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องถูกตรวจสอบทั้งสิ้น แต่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินบอกว่าข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และศาลปกครอง แสดงว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลแพ่งก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการออกประกาศ คำสั่งหรือการกระทำของเจ้าหน้าที่แทนศาลปกครอง

แม้ศาลแพ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทนศาลปกครอง ก็ต้องใช้หลักกฎหมายปกครองมาตรวจสอบการใช้อำนาจอยู่ดี เมื่อมีคนฟ้องร้องว่าการใช้อำนาจของรัฐบาลหรือ ศอฉ.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลต้องตรวจสอบว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ดี การออกคำสั่งสลายการชุมนุมด้วยอาวุธจริงก็ดี การปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายก็ดี เป็นไปโดยพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ได้สัดส่วนหรือไม่ เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่ ที่พระราชกำหนดเขียนว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น” ไม่ได้หมายความว่าแม้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดโดยไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายปกครองก็ไม่ต้องรับผิดอะไร ทั้งทางแพ่ง อาญาและวินัย แต่จะต้องตีความว่ากฎหมายจะคุ้มครองเจ้าหน้าที่จากความรับผิดทางแพ่ง อาญาและวินัย เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็นเท่านั้น ซึ่งศาลจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบเงื่อนไขการใช้อำนาจเหล่านี้

หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่าความจำเป็น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชกำหนดนี้อย่างใดทั้งสิ้น ศาลต้องเป็นผู้ชี้ประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจน ถึงจะรักษาหลักนิติรัฐไว้ได้ ถ้าศาลไม่ตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ ก็แสดงว่าไม่ได้ทำหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญมอบหมายไว้ให้

พัชรพล : อาจารย์คิดว่าในปัจจุบัน พ.ร.ก. ที่ใช้บังคับอยู่ควรยกเลิกหรือไม่(ในกรณีที่ตอบว่าควร ก็ถามต่อว่ารัฐบาลอ้างว่าเพื่อป้องกันภัยก่อการร้าย และการลอบสังหาร หรือการก่อความไม่สงบในปัจจุบัน) (ส่วนในกรณีที่ไม่ควรยกเลิกก็ถามต่อว่า แล้วสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจะไม่ถูกกระทบกระเทือนอย่างถาวรหรือ)

จันทจิรา : อย่างที่พูดไปแล้ว ครูเห็นว่าปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนไม่ได้เกิดจากการมีพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้ กฎหมายที่มีไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินลักษณะนี้ประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ก็มีค่ะ แต่ปัญหาว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะถูกกระทบกระเทือนหรือไม่ อยู่ที่องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจทั้งหลายว่าทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพหรือไม่มากกว่า

พัชรพล : อยากให้อาจารย์สรุปถึงพ.ร.ก.ตัวนี้ว่ามันมีคุณประโยชน์หรือมีโทษ เพราะว่าประชาชนหลายคนมองว่ามีคุณและหลายคนมองว่ามีโทษ

จันทจิรา : พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็เหมือนกับกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพฉบับอื่นๆ คือมีความจำเป็นต้องมี แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้จนไปทำลายแก่นของสิทธิเสรีภาพของประชาชน องค์กรตุลาการจึงมีความสำคัญมากในฐานะที่เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนจากการกระทำโดยอำเภอใจของรัฐ

เมื่อประชาชนมีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลต้องเป็นที่พึ่งได้ หมายความว่าอำนวยความยุติธรรมให้แก่ทุกฝ่ายได้ คำพิพากษาของศาลที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นไปตามบทกฎหมายนั้นจะมีพลังอำนาจมาก สามารถสร้างการยอมรับนับถือให้แก่ประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมได้ ซึ่งจะส่งผลให้สังคมทั้งสังคมอยู่กันอย่างสงบสุข แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลไร้มาตรฐาน ไม่โน้มน้าวให้คนยอมรับ ใครฟังแล้วก็ร้องยี้ อย่างนี้ต่อไปคนก็เลิกมาศาล แต่จะตัดสินความขัดแย้งต่างๆ ด้วยตนเอง สังคมก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติที่ทุกคนต่างตัดสินข้อพิพาทด้วยกำลังอำนาจของตน ไม่ใช่ด้วยความยุติธรรม เมื่อสังคมไร้ซึ่งความยุติธรรมแล้ว ความสงบสุข ความสมานฉันท์ ความปรองดองอะไรต่างๆ ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องอยากให้เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ นักปราชญ์อย่างอริสโตเติลพูดไว้ตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว ว่าเขาไม่เคยเห็นคนที่จะลุกขึ้นก่อขบถเพราะความหนาวหรือความหิว แต่คนจะลุกขึ้นสู้เมื่อไม่ได้รับความยุติธรรม.

เข้าสู่ระบบ