Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » สาวตรี สุขศรี » รายงานสถิติคดี และจำนวนเว็บที่ถูกปิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

รายงานสถิติคดีและจำนวนเว็บที่ถูกปิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ - สาวตรี สุขศรี

Blog Icon

กฏหมายสื่อและอินเตอร์เนต สัมมนา-บทสัมภาษณ์

14 December 2010

read 8954

รายงานสถานการณ์ ควบคุม ปิดกั้น สื่อออนไลน์
ด้วยการอ้างกฎหมาย และแนวนโยบายแห่งรัฐไทย


จากงานเสวนา 8 ธันวาคม 2553
คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย คณะวิจัย สาวตรี สุขศรี, ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ, อรพิน ยิ่งยงพัฒนา 

ผู้ช่วยวิจัย ดุนุช วัลลิกุล, ยิ่งชีพ อัชฌานนนท์, ธนกฤต เปี่ยมมงคล, ทิวสน สีอุ่น

สนับสนุนทุนวิจัยโดย มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ (HEINRICH BÖLL STIFTUNG)

คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยฉบับเต็ม พร้อมชาร์ทและภาพประกอบ เป็นไฟล์ pdf.

- รายงานสถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ ฯ

- Situational Report on Control and Censorship of Online Media

มาตรา 451 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาikชน รวมทั้งให้ความคุ้มครองการนำเสนอข่าวสารของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไว้อย่างชัดเจน บทคุ้มครองในที่นี้หมายรวมทั้งสื่อดั้งเดิม (สื่อกระแสหลัก) และสื่อทางเลือกรูปแบบใหม่ แต่ภายใต้ระบบการปกครองโดยกฎหมาย (นิติรัฐ) การใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลจำต้องอยู่ภายในขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนดเสมอ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า แม้แต่ในรัฐธรรมนูญเองก็บัญญัติให้อำนาจรัฐกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อจำกัด หรือควบคุมการใช้สิทธิเสรีภาพในเรื่องดังกล่าวได้ ทั้งนี้ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ เพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น และเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน  อย่างไรก็ตาม แม้ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครอง รัฐจะสามารถตรากฎหมายหรือใช้มาตรการอื่นใด เพื่อจัดการดูแล รวมทั้งกลั่นกรอง หรือควบคุมสิทธิเสรีภาพได้ แต่การตรากฎหมายหรือการใช้มาตรการเหล่านั้นก็ต้องเป็นไปเพียงเท่าที่จำเป็น และจะกระทบสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ รวมทั้งต้องใช้บังคับอย่างเสมอหน้าเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ2 แต่กลับปรากฎว่า ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบ กลับบัญญัติกฎหมายและใช้มาตรการควบคุม และแทรกแซงการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนอย่างเกินขอบเขต และมีลักษณะเลือกปฏิบัติ มีการปิดเว็บไซต์จำนวนมากโดยไม่ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าเนื้อหาส่วนใดที่เป็นความผิด หรือในกรณีที่ระบุก็ยังอาจถกเถียงกันได้ว่าเนื้อหาที่ถูกปิดกั้นนั้นถึงขั้นเป็นความผิด เป็นภัยต่อความมั่นคง หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ทั้งนี้ด้วยปัญหาความคลุมเครือแห่งถ้อยคำในตัวกฎหมายเอง ประกอบการใช้การตีความที่กว้างขวางเป็นอัตวิสัย ของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งการปิดกั้นเว็บไซต์ในหลายกรณีรัฐมิได้ใช้ช่องทางกฎหมาย เช่น ขอหมายศาลก่อน ดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าการด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 25503 (ต่อไปจะเรียกว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) แต่ใช้วิธีขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อระงับการเผยแพร่เว็บไซต์ที่รัฐเห็นว่า “ไม่เหมาะสม” ซึ่งอาจไม่ใช่เว็บไซต์ที่เข้าข่ายเป็นความผิดต่อกฎหมาย

สถานการณ์การควบคุม ปิดกั้นสื่อออนไลน์รุนแรงขึ้น นับตั้งแต่ประเทศไทยประสบปัญหาความไม่สงบ อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างบุคคลหลายกลุ่ม ในช่วงวิกฤติการณ์การเมืองดังกล่าว ทางที่ถูกต้องแล้ว รัฐควรเป็นเสาหลักในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพราะเป็นห้วงยามจำเป็นที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้าน เพื่อสามารถประเมินสถานการณ์ทั้งในด้านความปลอดภัยต่อชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ด้านสังคม รวมทั้งด้านการเมืองการปกครอง แต่รัฐกลับอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 25484 แทรกแซงปิดกั้นข่าวสารโดยปราศจากเหตุผล ทั้งที่การระบุเจาะจงเนื้อหาที่เป็นความผิดได้ เป็น “เงื่อนไขการใช้อำนาจ” ที่กำหนดไว้ในตัวพระราชกำหนดฯ เอง นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า รัฐใช้บังคับกฎหมายอย่างไม่เสมอภาคเท่าเทียม เพราะในขณะที่เนื้อหาและภาพข่าวที่มีระดับความรุนแรงในการนำเสนอแบบเดียวกัน รัฐกลับเลือกดำเนินการเฉพาะกับสื่อกลุ่มที่นำเสนอข้อมูลด้านที่รัฐเห็นว่าไม่เป็นมิตรหรืออยู่คนละฝ่ายกับตน แต่ปล่อยสื่ออีกกลุ่มหนึ่งเสนอข่าวได้ตามปกติ แม้ในช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากหลายภาคส่วนเสนอข้อร้องเรียนต่อสาธารณะ รวมทั้งนำคดีขึ้นสู่ศาล แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร อีกทั้งยังมีบางกรณีที่ศาลปฏิเสธไม่ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร (ตัวอย่างคดีหมายเลขแดงที่ 1812/2553 ประชาไทฟ้องนายกรัฐมนตรีและศอฉ.กรณีคำสั่งปิดเว็บ)  ยิ่งกว่านั้น ยังปรากฏด้วยว่าประชาชน และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยต้องตกเป็นจำเลยด้วยข้อหาทำนองนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นความผิดโดยใช้กฎหมายหลายฉบับประกอบกัน 

ด้วยข้อเท็จจริงอันน่ากังวล และไม่สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยต่าง ๆ ดังกล่าวมา โครงการวิจัย "ผลกระทบจากพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 และนโยบายของรัฐ กับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" โดยคณะผู้วิจัย ซึ่งร่วมมือกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ภายใต้การสนับสนุนโดย มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์  จึงได้ศึกษาสืบค้น และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งกฎหมาย นโยบายแห่งรัฐ (เชิงเปรียบเทียบกับต่างประเทศ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น และจำนวนคดีความที่เกี่ยวพันกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ในทุกชั้นกระบวนพิจารณาคดี นับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของการบังคับใช้กฎหมาย และนโยบายแห่งรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแสดงความคิดเห็นในสังคมไทย และนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขโดยอาศัยการวิเคราะห์เปรียบเทียบประสบการณ์ด้านการใช้กฎหมาย และนโยบายของต่างประเทศ 

อนึ่ง สถิติ ตัวเลขต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ในรายงานฉบับนี้ เป็นข้อมูลที่ได้รับความอนุเคราะห์จากบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น แม้จะสามารถนำไปอ้างอิงต่อได้ แต่การอ้างอิงนั้นควรต้องแสดงข้อจำกัดในเรื่องความครบถ้วนของข้อมูล และแหล่งข้อมูลประกอบด้วยเสมอ5 นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการอภิปรายครั้งแรก ซึ่งมุ่งเน้นที่การเผยแพร่ข้อมูลที่เก็บรวบรวม และเปิดเป็นประเด็นสาธารณะ เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมาย นโยบายแห่งรัฐ และปรากฎการณ์ภาคประชาชนซึ่งเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จึงนำเสนอในภาพกว้างซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำวิจัยในช่วงแรกของโครงการฯ เท่านั้น รายละเอียดทั้งหมด รวมทั้งข้อเสนอแนะคณะผู้วิจัยจะได้นำเสนอต่อไปในรายงานฉบับสมบูรณ์ 

ส่วนที่  1 

สถิติการดำเนินคดี  และการระงับการเข้าถึงเว็บไซด์ ภายหลังประกาศใช้
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

แหล่งข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เป็นร่างกฎหมายฉบับแรกที่เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และผ่านการพิจารณาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกประกาศใช้ในคณะรัฐมนตรีของ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 ทั้งนี้โดยมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลการบังคับใช้และประสานความร่วมมือกับอีกหลายหน่วยงาน อาทิ  กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างไรก็ตาม ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจนถึงปัจจุบัน จำนวนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการทำคดีในความผิดกลุ่มนี้ก็ยังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนความผิดที่ถูกแจ้งความ6 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาค ส่งผลให้คดีความที่ถูกแจ้งยังสถานีตำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยมักถูกโอนไปยังหน่วยงานส่วนกลางที่คาดว่าน่าจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ อาทิ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) ซึ่งเดือนกันยายน 2552 มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร แยกเป็นสองฝ่าย คือ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อรับผิดชอบเรื่องเฉพาะทาง ปัจจุบัน บก.ปอท. จึงเป็นหน่วยงานที่ดูแลคดีเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตเกี่ยวพันกับความผิดหลายประเภท ดังนั้น คดีเทคโนโลยีจึงคาบเกี่ยวกับหลายหน่วยงาน อาทิเช่น หากเป็นความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่สิ่งลามกคดีจะอยู่กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี (ปดส.) ในขณะที่บางเรื่องคาบเกี่ยวกับงานของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ หากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐคดีจะอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอย่างกองบังคับการปราบปราม (Crime Suppression Division) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เป็นต้น ซึ่งปรากฎว่าในปี พ.ศ. 2553 มีคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนมากที่อยู่ในความดูแลของสองหน่วยงานดังกล่าว

อนึ่ง เนื่องจากโครงการศึกษานี้ ในส่วนของการวิจัยภาคสนาม มุ่งศึกษาผลกระทบจากการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ผ่านข้อมูลสองประเภท คือ สถิติการดำเนินคดี และสถิติการระงับการเข้าถึงเว็บไซด์ จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

- กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
- กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)
- กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
- กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (ดีเอสไอ)
- กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- ศาลอาญา

ผลการศึกษาส่วนที่ 1 : สถิติการดำเนินคดีตามพ.ร.บ. คอมพิวตอร์

จากการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 – เดือนกรกฎาคม 2553 พบว่ามีคดีความตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น 185  คดี  โดยเป็นคดีที่เริ่มต้นในปี 2550 จำนวน 9 คดี ปี 2551 จำนวน 28 คดี ปี 2552 จำนวน 72 คดี และปี 2553 อีกจำนวน 76 คดี 

ทั้งนี้ สามารถจำแนกคดีตาม "ขั้นของกระบวนการพิจารณาคดี" รวมทั้ง "ผลของคดี" ออกได้ดังนี้ 1) คดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ 74 คดี  2)  คดีที่พนักงานอัยการสั่งฟ้อง 43 คดี 3) คดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง  1 คดี  4)  คดีที่มีการไกล่เกลี่ย/ยอมความ/ถอนฟ้อง 10 คดี 6) คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ 2 คดี  7) คดีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด 37 คดี  8) คดีที่ศาลพิพากษาแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าถึงผลการพิจารณาคดีได้ 14 คดี และ 9) คดีที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่พนักงานอัยการไม่ได้สั่งฟ้องตามข้อหาดังกล่าว หรือศาลไม่ได้พิพากษาว่าเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีก 4 คดี

กล่าวสำหรับประเภทของการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น ควรต้องทราบด้วยว่า สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ 1) อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการกระทำความผิดต่อตัวข้อมูล หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยตรงตามมาตรา 5-13 อาทิ การเจาะระบบ การดักข้อมูล หรือการก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ด้วยการเผยแพร่โปรแกรมทำลาย ฯลฯ และ 2) ความผิดที่ว่าด้วยตัวเนื้อหาของข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตามมาตรา 14-16  เช่น การเผยแพร่ภาพลามก การเผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อความมั่นคง หรือการหมิ่นประมาทด้วยการตัดต่อภาพ เป็นต้น จากการเก็บสถิติคดีในช่วงเวลา 3 ปีภายหลังพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีผลใช้บังคับ หากพิจารณาสัดส่วนของคดีต่าง ๆ ที่ศาลพิจารณาพิพากษาแล้ว จะพบว่าเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อตัวระบบหรือตัวข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งอยู่ในหมวดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม จำนวน 45 คดี  คิดเป็นร้อยละ 24.32 ของคดีทั้งหมด ในขณะที่คดีที่เป็นความผิดที่ว่าด้วย เนื้อหามีจำนวนถึง 128  คดี คิดเป็นร้อยละ 69.19 ของคดีทั้งหมด นอกนั้นเป็นส่วนที่ข้อมูลไม่ชัดเจนอีก 12 คดี หรือร้อยละ 6.49

โดยในบรรดาคดีต่าง ๆ เหล่านี้สามารถจำแนกตามประเภทของความผิด และประเภทของเนื้อหาที่เป็นความผิด ออกได้ 8 ประเภทด้วยกัน โดยเรียงตามลำดับความมากน้อยของจำนวนคดี ดังนี้ อันดับหนึ่ง คือ เนื้อหาที่เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น จำนวน 54 คดี อันดับสอง คือ เนื้อหาที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง 38 คดี (ฉ้อโกงโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ) อันดับสาม คือ เนื้อหาที่เป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯ 31 คดี อันดับที่สี่ คือ เนื้อหาเรื่องอื่นๆ และที่ไม่สามารถระบุได้ 26 คดี อันดับห้า คือ เนื้อหาที่เป็นความผิดที่เกี่ยวกับสิ่งลามก 12 คดี อันดับหก คือ การขายโปรแกรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 10 คดี อันดับเจ็ด คือ การก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ประเภทดั้งเดิม 8 คดี และอันดับแปด คือ เนื้อหาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง 6 คดี

นอกจากการจำแนกข้อมูลตามประเภทความผิดดังกล่าวแล้ว จากข้อมูลคดีความที่รวบรวม ยังสามารถนำมาจำแนกตามหมวดหมู่ผู้ฟ้องร้อง พบว่า อันดับหนึ่ง บุคคลทั่วไปเพศหญิง 40 คดี อันดับสอง เป็นคดีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเริ่มต้นโดยใคร 30 คดี อันดับสาม นิติบุคคล 27 คดี อันดับสี่ บุคคลทั่วไปเพศชาย 26 คดี อันดับห้า กระทรวงไอซีที 16 คดี อันดับหก ปอท. 14 คดี อันดับเจ็ด กองบังคับการปราบปราม 9 คดี อันดับแปด หน่วยงานรัฐอื่น ๆ 8 คดี อันดับเก้า กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ7 5 คดี  อันดับสิบ คือ ปดส. 4 คดี อันดับสิบเอ็ดและสิบสอง คือ ปอศ. และตำรวจท้องที่ ซึ่งตามข้อมูลปรากฎว่าฟ้องหน่วยงานละ 3 คดี อย่างไรก็ดี แม้ในรายงานวิจัยฉบับนี้ จะมีข้อมูลว่า มีคดีที่กระทรวงไอซีทีฟ้องร้องทั้งสิ้นเพียง 16 คดี แต่ในจำนวนนี้มี 1 คดี ที่กระทรวงไอซีทีแจ้งความไว้กับตำรวจกองบังคับการปราบปราม โดยใช้วิธียื่นบัญชีรายชื่อเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายดูหมิ่นกษัตริย์ ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ปัจจุบัน คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวนในชั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากพิจารณาจากสำนวนคดี ประกอบกับรายชื่อยูอาร์แอลที่ไอซีทียื่นไว้ทั้งหมด 1,037 URLs คาดหมายว่าจะต้องมีคดีที่ว่าด้วยเรื่องนี้อีกทั้งหมดราว 997 คดี

บทวิเคราะห์ และข้อสังเกตต่อจำนวนคดีความผิดที่เกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อออนไลน์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

หากพิจารณาจากสถิติคดีความทั้งหมดซึ่งคณะผู้วิจัยสามารถเข้าถึง และรวบรวมได้ จะเห็นว่าภายหลังประกาศใช้พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ได้ราว 3 ปี ความผิดที่เกิดจากเนื้อหามีสัดส่วนสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในหมวดอื่น ๆ โดยความผิดที่เกิดขึ้นจะถูกตั้งข้อหาตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ทั้งที่ใช้ฉบับเดียว และทั้งที่ใช้ประกอบกับกฎหมายฉบับอื่น ซึ่งอาจตั้งเป็นข้อสังเกตได้ดังนี้

1) ความผิดฐานหมิ่นประมาท : เนื่องจากการติดต่อสื่อสารในอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้รับ-ส่งสาร สามารถปิดบังตัวตนที่แท้จริงได้ การสืบย้อนรอยอาจทำได้ก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเช่นในสังคมจริง ๆ ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตจึงสามารถต่อว่าด่าทอ กล่าวหากัน กระทั่งนำภาพหรือเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นมาเผยแพร่จนนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ โดยไม่ต้องเกรงว่าตนจะถูกจับได้ จนเป็นเหตุให้มีสถิติการนำคดีหมิ่นประมาทขึ้นสู่ศาลมากกว่าในสมัยก่อน ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะรู้ตัวผู้กระทำหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังปรากฎข้อเท็จจริงว่า คดีหมิ่นประมาทจำนวนไม่น้อยถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง นักการเมืองฟ้องร้องซึ่งกันและกัน หรือฟ้องร้องสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องเป็นคดีอาญา หรือการฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ดี มีข้อควรต้องสังเกตด้วยว่า โดยการใช้การตีความกฎหมายแล้ว ฐานความผิดที่ว่าด้วยการหมิ่นประมาทนั้น แม้จะเกิดขึ้นในสื่อออนไลน์ ก็สามารถใช้ มาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญาบังคับได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวบทใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีก แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า คดีหมิ่นประมาทที่เกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ตจำนวนมากอยู่ในสาระบบเดียวกันกับคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โดยผู้เกี่ยวข้องใช้วิธีการตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายแพ่ง หรือกฎหมาย อาญา ประกอบกับมาตรา 14 (1) พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง  (เพราะมิใช่การหมิ่นประมาทด้วยการตัดต่อภาพที่จะใช้มาตรา 16 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง)  ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะตีความตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมาย และตามถ้อยคำแห่งมาตรา 14 (1) พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เอง การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมหรือเท็จจนอาจทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายนั้น หาได้ใช้ในความหมายทำนองเดียวกับการหมิ่นประมาท หรือทำนองเดียวกับการกล่าวหาผู้อื่นไม่  เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งองค์กรในกระบวนการยุติธรรมยังขาดความเข้าใจพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อย่างดีพอ และนำมาใช้กับฐานความผิดบางฐานอย่างผสมปนเป สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขในสถิติคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้ง ๆ ที่คดีนั้นอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์เลย ก็ตาม  

2) ความผิดที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพลามกฯ : ความสามารถในการปิดบังตัวตน ประกอบกับความสามารถของเทคโนโลยีการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย เป็นปัจจัยที่เอื้อให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นแหล่งสำคัญในการเผยแพร่ภาพวาบหวิว โป๊เปลือย ซึ่งอาจถูกตีความว่าผิดกฎหมายว่าด้วยการแพร่ภาพลามกอนาจาร และเช่นเดียวกันกับความผิดฐานหมิ่นประมาท คือ มีฐานความผิดว่าด้วยการเผยแพร่ภาพลามกปรากฎอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 อยู่แล้ว แต่ฝ่ายผู้ร่างพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เห็นว่า ควรนำเรื่องนี้มากำหนดไว้ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาตีความไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 287 ประมวลกฎหมายอาญา  กับ มาตรา 14 (4) พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ น่าจะอยู่ในรูปแบบของกฎหมายทั่วไป กับกฎหมายเฉพาะ ดังนั้นหากปรากฎว่าในความผิดเรื่องเดียวกันหรือมีลักษณะเหมือนกันทั้งในกฎหมายทั่วไปและกฎหมายเฉพาะ ก็ให้ใช้กฎหมายเฉพาะก่อน ซึ่งกรณีนี้จะไม่ถือเป็นการกระทำความผิด "กรรมเดียวหลายบท" ด้วย แต่ในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการมักตั้งข้อหาควบคู่กันไป คือ ผิดทั้งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และผิดประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลเองก็มีคำพิพากษาออกมาในแนวทางนั้น จนอาจมีคำถามว่าถูกต้องหรือไม่

3) ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ : ในช่วง 3 ปีที่ประกาศใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีคดีที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันฯ รวม 31 คดี ไอซีทีเป็นต้นเรื่องหรือผู้ฟ้อง 16 คดี กองบังคับการปราบปราม 6 คดี ดีเอสไอ 4 คดี ปอท. 2 คดี เลขานุการนายกฯ 1 คดี และเป็นบุคคลทั่วไป 2 คดี ซึ่งในจำนวนนี้ศาลพิพากษาแล้ว 4 คดี อัยการสั่งฟ้องแล้ว 3 คดี และอยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 21 คดี แต่เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ยังมีคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนอีกจำนวนมากเรียกว่า "คดีล้มเจ้า" แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขหรือให้ข้อมูลได้ สำหรับรูปแบบของการดำเนินคดีนั้น โดยหลักแล้วความผิดเรื่องนี้มักถูกตั้งข้อหาว่าผิด มาตรา 14 (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน และมาตรา 14 (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้หากกระทำการในลักษณะส่งต่อจะมีมาตรา 14 (5) ประกอบ โดยในจำนวนคดีทั้งหมด มี 25 คดีที่ถูกตั้งข้อหาว่าหมิ่นสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปกับความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหากถูกฟ้องในฐานะตัวกลาง หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเจ้าพนักงานจะใช้มาตรา 15 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์8 ด้วย

หากติดตามสถานการณ์ในเรื่องนี้อยู่บ้าง ย่อมเห็นได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ หน่วยงานหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ทหาร ตำรวจ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ต่างก็มีนโยบายสอดส่องพฤติกรรม และความคิดเห็นของประชาชนในอินเทอร์เน็ต นโยบายรัฐที่เริ่มมีลักษณะเน้นหนักไปในเชิงควบคุมเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งออกจากกระทรวงไอซีที ปรากฎเรื่อยมา ตั้งแต่ นายสิทธิชัย โภไคยอุดม (ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2549 ถึง 30 กันยายน 2550) นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ (รักษาราชการแทน 1 ตุลาคม 2550 ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2551)  นายมั่น พัธโนทัย (ดำรงตำแหน่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ถึง 2 ธันวาคม 2551)  ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (ดำรงตำแหน่งวันที่ 20 ธันวาคม 2551 ถึง 6 มิถุนายน 2553) และ นายจุติ ไกรฤกษ์ (ดำรงตำแหน่งวันที่ 6 มิถุนายน 2553 ถึงปัจจุบัน) โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาทีไม่เหมาะสม หรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันต่าง ๆ อย่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา ศาล และบางยุคสมัยยังรวมไปไกลถึงการควบคุมเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมานอกจากแนวนโยบายในการเร่งปิดกั้นเว็บไซต์,  ดำเนินคดีกับผู้ใช้และผู้ให้บริการ หรือแถลงผลงานเว็บไซต์ที่ไล่ปิดได้ในสมัยของแต่ละคนแล้ว ยังมีการจัดตั้งเครือข่ายกรมพลาธิการทหารเรือเพื่อส่งเสริมและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต (Internet Security Operation Center หรือ ISOC) ลูกเสือไซเบอร์ และการเซ็นสัญญาความร่วมมือ (MOU) 3 กระทรวง คือ กระทรวงไอซีที กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อช่วยตรวจสอบอินเทอร์เน็ต และสร้างสื่อของรัฐในเชิงตอบโต้ โดยมีแนวทางในการดำเนินการสองแนวทาง คือ หนึ่ง เทิดทูนสถาบันฯ โดยจัดทำเว็บไซต์เผยแพร่คลิป บทความ และวิดีทัศน์ ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต และ สอง ป้องกันและปราบปรามการหมิ่นสถาบันฯ บนอินเทอร์เน็ต ตรวจหาเว็บไซต์ที่มีข้อความเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันฯ และแจ้งเตือน รายงานต่อผู้บังคับบัญชา กระทั่งการแจ้งความดำเนินคดี เมื่อนำนโยบายรัฐมาประกอบตัวบทกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่มีอยู่  ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกตั้งคำถามถึงปัญหาความคลุมเครือของถ้อยคำและการใช้การตีความ ย่อมทำให้จำนวนคดีเพิ่มสูงขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งเหล่านี้คดีจำนวนไม่น้อยที่อาจกล่าวได้ว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ถูกใช้ในฐานะเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ร่วมกับมาตรา 112 ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

อนึ่ง มีข้อควรสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า 1) คดีที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาจำนวนหนึ่ง มีส่วนเกี่ยวพันกับกลุ่มยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม หรือ Social Sanction ในบริการ Social Network (Facebook, Twitter) ซึ่งดำเนินการในลักษณะตรวจหาผู้เผยแพร่เนื้อหาที่อาจเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบัน ฯ แล้วนำมาต่อว่าด่าทอในพื้นที่ออนไลน์ (เสียบประจาน) ค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถูกเสียบประจานมาเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยมีข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษก็เข้าดำเนินคดีในเวลาต่อมา9 2) คดีความในข้อหานี้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าอยู่ในชั้นการพิจารณาใด มักดำเนินการแบบปิดลับ ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดแห่งคดี โดยอ้างเรื่องความเหมาะสมและความมั่นคง ดังนั้นจำนวนคดีที่เปิดเผย กับจำนวนคดีที่ไม่ถูกเปิดเผย จึงอาจมีความแตกต่างกันอย่างมาก ดังกล่าวไปแล้วว่า สถิติคดีความในรายงานชิ้นนี้ คณะผู้วิจัยยังไมได้นับรวมเอาคดีหนึ่งของกองบังคับการปราบปรามที่มาจากไอซีทีด้วยการยื่น 1,037 URLs ให้พิจารณา ซึ่งกองบังคับการปราบปรามได้แบ่งแยกย่อยให้พนักงานสืบสวนไปสืบหาเบาะแสต่อ นับได้อีก 997 สำนวน ไว้ด้วยเลย

4) เนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคง ขัดต่อศีลธรรมอันดีฯ : ในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก โดยกำหนดความผิดไว้ทั้งในมาตรา 14 (2) และ (3) จนทำให้สงสัยได้ว่า ในเมื่อมีมาตรา 14 (3) ที่สามารถเชื่อมไปสู่ฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญาหมวดที่ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงซึ่งมีความชัดเจนเพียงพออยู่แล้ว เหตุผลใดจึงต้องบัญญัติมาตรา 14 (2) ว่าด้วยเรื่องความมั่นคงอีกวงเล็บหนึ่ง จนในท้ายที่สุดมาตรานี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานกันทางการเมือง ทั้งนี้ด้วยปัญหาความคลุมเครือของถ้อยคำจนทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีดุลพินิจในการตีความอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มีการประเมินกันว่า ด้วยปัญหาการใช้การตีความดังกล่าวมา ประกอบกับสถานการณ์การเมือง จำนวนคดีเกี่ยวกับความมั่นคงอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก โดยน่าจะมีทั้งที่ตั้งเป็นข้อหาเดี่ยว ๆ และตั้งควบคู่ไปกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันฯ  หรือฐานก่อการร้าย

ผลการศึกษาส่วนที่ 2 : การใช้คำสั่งตามกฎหมายเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูล

นับแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีผลบังคับใช้ รัฐไทยโดยปฏิบัติการผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที สามารถใช้มาตรการปิดกั้น หรือระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ “อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ได้ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 20 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีไอซีทีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลเหล่านั้นได้ และตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นต้นมา คณะผู้วิจัยพบว่า เคยมีคำสั่งศาล ให้ระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งหมด 117 ฉบับ โดยในปี 2550 ศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์จำนวน 2 ยูอาร์แอล ปี 2551 จำนวน 2,071ยูอาร์แอล  ปี 2552 จำนวน 28,705 ยูอาร์แอล และปี 2553 จากต้นปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน จำนวน 43,908 ยูอาร์แอล รวมจำนวนหน้าที่ถูกระงับการเผยแพร่โดยมีคำสั่งศาลทั้งสิ้น 74,686 ยูอาร์แอล

นอกจากจำนวนยูอาร์แอลที่ถูกระงับการเผยแพร่แล้ว ข้อมูลจากศาลอาญายังระบุด้วยว่า เหตุผลของคำสั่งระงับการเข้าถึงยูอาร์แอลต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น อันดับหนึ่ง คือ เนื้อหาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯ ซึ่งมีคำสั่งศาลจำนวนมากถึง 62 ฉบับ เพื่อระงับการเข้าถึง 57,330 ยูอาร์แอล อันดับสอง คือ เนื้อหาและภาพลามกอนาจาร มีคำสั่งศาล 43 ฉบับ ให้ระงับการเข้าถึง 16,740 ยูอาร์แอล อันดับสาม คือ เนื้อหาเกี่ยวกับยา และการทำแท้งด้วยตนเอง ซึ่งมีคำสั่งศาล 4 ฉบับ ให้ระงับการเข้าถึง 357 ยูอาร์แอล อันดับสี่ คือ เนื้อหายุยงให้เล่นการพนัน มีคำสั่งศาล 2 ฉบับ ให้ระงับการเข้าถึง 246 ยูอาร์แอล อันดับห้า คือ เนื้อหาดูหมิ่นศาสนา มีคำสั่งศาล 3 ฉบับ ให้ระงับการเข้าถึง 5 ยูอาร์แอล และมีเรื่องอื่นๆ อีกจำนวนเล็กน้อย ได้แก่ กรณีของการทำ Phishing/Pharming หรือการสร้างเว็บเพจเลียนแบบหน้าเว็บไซต์ของธนาคารเพื่อหลอกให้เหยื่อป้อนเลขหมายผู้ใช้ และรหัสผ่านเพื่อทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ซึ่งมีคำสั่งศาลออกมาอย่างละฉบับให้ระงับการเข้าถึง 3 และ 2 ยูอาร์แอล ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งศาลอีก 1 ฉบับ ให้ปิดกั้น 3 ยูอาร์แอล ด้วยเหตุผลว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่อาจทำให้เข้าใจรัฐบาลผิด เกี่ยวกับเหตุการณ์การควบคุมการชุมนุมจนอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน สำหรับรายชื่อของเว็บไซต์ที่ถูกระงับการเข้าถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ถูกเก็บเป็นความลับห้ามเผยแพร่

และนอกจากคำสั่งระงับการเข้าถึงเว็บไซด์โดยศาลที่เกิดขึ้นภายใต้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แล้ว ทีมวิจัยยังพบว่า เจ้าหน้าที่รัฐปิดกั้นเว็บไซด์โดยใช้วิธีการหรือช่องทางอื่นด้วย เช่น ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการระดับต่าง ๆ และที่สำคัญคือการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งประกาศใช้ในหลายพื้นที่ตั้งแต่เดือนเมษายนจนปัจจุบัน แหล่งข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระบุว่า จำนวนเว็บไซต์ที่มีคำสั่งจากศอฉ.ให้ปิดกั้นนั้น มีจำนวนเป็นตัวเลขในหลักหลายหมื่น ทั้งนี้โดยมีรูปแบบการปิดกั้นที่แตกต่างไปจากการปิดกั้นโดยกระทรวงไอซีทีด้วย เพราะในขณะที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำหนดให้ไอซีทีปิดกั้นเว็บไซต์ได้เพียงเฉพาะส่วนที่น่าจะมีปัญหาเท่านั้น ตามคำสั่งศาล แต่ศอฉ. สามารถใช้อำนาจปิดกั้นได้เลยตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยไม่ต้องขอคำสั่งศาล จากข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถเข้าถึงได้ (แต่มิได้นำมาแสดงไว้ในรายงานฉบับนี้) ทีมวิจัยพบว่า แม้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จะประกาศพื้นที่ต่าง ๆ ให้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มาได้เพียง 8 เดือนเท่านั้น แต่ปรากฎว่า ศอฉ. สั่งปิดกั้นเว็บไซด์ (ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว) ไปแล้วจำนวนมหาศาล โดยมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการปิดกั้นแบบเหวี่ยงแห เพราะจากเอกสารคำสั่งของศอฉ. อย่างน้อย 3 ฉบับ ซึ่งอ้างอำนาจตามมาตรา 9 (3) พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อให้ปิดกั้นเว็บไซต์/ยูอาร์แอล/ไอพี/เบอร์โทรศัพท์ มีรายการที่ถูกปิดกั้นถึงกว่า 600 รายการโดยในรายการดังกล่าวไม่ได้ใช้วิธีระบุเจาะจงชื่อเว็บไซด์ หรือ ยูอาร์แอลเท่านั้น แต่มีรายการจำนวนไม่น้อยที่ศอฉ. สั่งให้ปิดกั้นโดยใช้วิธีระบุเป็น "ช่วงตัวเลข" ของหมายเลขไอพี (เช่น XXX.XXX.XXX.0 ถึง XXX.XXX.XXX.255) เพียงเพราะเหตุว่าในช่วงตัวเลขนี้มีเว็บไซด์ที่ศอฉ. มองว่าเข้าข่ายพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรากฎอยู่ ในความเป็นจริงก็คือ การปิดกั้นในลักษณะนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์จำนวนมากซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่เป็นความผิด หรือเป็นภัยตามพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เลย แต่มีที่อยู่อยู่ในช่วงหมายเลขไอพีดังกล่าวเท่านั้น อนึ่ง แม้ในที่สุดแล้ว จะไม่มีใครสามารถจำแนกได้ว่า เว็บไซต์ที่ศอฉ. สั่งปิดกั้นนี้เป็นเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาในลักษณะใด (เพราะ ศอฉ. ไม่เคยแสดงโดยเฉพาะเจาะจง หรือให้เหตุผลไว้ในการใช้อำนาจของตนเลย) แต่เพียงพิจารณาจากจำนวนคร่าว ๆ แล้วนำไปรวมกับจำนวนที่สั่งปิดโดยไอซีที คงไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไทยในโลกออนไลน์ กำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน 

ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากผลการศึกษาส่วนที่สอง

1) จากสถิติคำสั่งปิดกั้นโดยศาล ปรากฎข้อเท็จจริงด้วยว่า ศาลมักใช้เวลาโดยรวดเร็วอย่างยิ่ง หรือวันต่อวัน เพื่อพิจารณายูอาร์แอลต่าง ๆ ก่อนมีคำสั่งระงับการเข้าถึง เพราะจากคำสั่ง 117 ฉบับ มีถึง 104 ฉบับที่ศาลมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ยื่นขอ มีผลปิดกั้นเว็บไซต์ทั้งหมด 71,765 ยูอาร์แอล ซึ่งเฉลี่ยแล้วคือสั่งปิดวันละ 690 ยูอาร์แอล ทั้งนี้ โดยมีบางกรณีที่ศาลใช้เวลานานขึ้นแต่มักไม่เกิน 2 วัน และมีเพียงบางกรณีเท่านั้นที่ศาลใช้เวลานานเกิน 1 สัปดาห์ สำหรับขั้นตอนในการระงับการเผยแพร่เว็บไซด์นั้น ภายหลังศาลมีคำสั่ง สำเนาคำสั่งจะถูกส่งต่อไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายเพื่อระงับการเข้าถึง

2) จำนวนเว็บไซด์ที่ถูกปิด (ไอซีที) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ที่รัฐมองว่าแสดงข้อมูลที่มีเนื้อหาเข้าข่ายเป็นความผิดในฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ บางช่วงเวลาเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงเดือนมีนาคม และ สิงหาคม  2553  มีการปิดกั้นถึงกว่า 9,600 URLs ซึ่งเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งนี้ นอกจากสถิติการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซด์จะสูงขึ้นมากแล้ว ยังพบว่ามีคดีหมิ่นสถาบันฯ หลายคดีถูกฟ้องในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น การจับกุมผู้ใช้ชื่อว่า K Thong Bomb Bangkok ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 และถูกฟ้องตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ 39210 ถัดมาในเดือนเมษายน ผู้ดูแลเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ ถูกจับกุมและดำเนินคดีโดยอาศัยมาตรา14 และ 15 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประกอบมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา หรือในกรณีของ นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน ซึ่งถูกฟ้องตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประกอบมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกัน

ส่วนที่  2

กฎหมาย และแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดง
ความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ เปรียบเทียบไทย-สหรัฐอเมริกา-เยอรมัน-จีน-มาเลเซีย

สำหรับรายงานในส่วนกฎหมาย ตัวอย่างคดี และนโยบายแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนบนสื่อออนไลน์นี้เป็นการนำเสนอในเบื้องต้นเท่านั้น รายละเอียดทั้งหมด รวมทั้งบทวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรณีของประเทศไทย ทีมวิจัยจะได้นำเสนอในรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป  ทั้งนี้ นอกเหนือจากประเทศไทยแล้ว กฎหมายและนโยบายแห่งรัฐที่น่าสนใจ 4 ประเทศที่ทำการศึกษาเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของประเทศไทย ได้แก่

1) ประเทศสหรัฐอเมริกา การแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเห็นทางการเมืองได้รับการรับรองไว้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา โดยมีหลักการสำคัญว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี (Free market of ideas / information) เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้ภาคการเมืองซึ่งทำหน้าที่ให้บริการสาธารณะ และประโยชน์แก่สังคมโดยรวมมีความโปร่งใส และสอดคล้องกับหลักปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี เสรีภาพดังกล่าวมีข้อจำกัดได้เช่นกัน ทั้งนี้กฎหมายและนโยบายของรัฐที่มีผลกระทบต่อการเข้าถึง และการแสดงความคิดเห็นออนไลน์จะเน้นเจาะจงไปที่ 2 ประเด็น คือ หนึ่ง การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อลามก และ สอง เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและการป้องกันการก่อการร้าย ซึ่งสหรัฐอเมริกามีวิธีดำเนินการที่หลากหลาย ทั้งการกลั่นกรอการใช้อินเตอร์เน็ต (Filter) การปิดกั้น (Block) และการสอดส่อง (Surveillance)

การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อลามกอนาจาร : สหรัฐอเมริกามีหลักการใหญ่ในเรื่องนี้ 2 แง่มุมด้วยกัน คือ การห้ามเผยแพร่ภาพลามกของเด็ก และการห้ามให้เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าถึงสื่อลามก มาตรการดังกล่าวกำหนดเอาไว้อย่างละเอียดใน Communication Decency Act (CDA) ซึ่งมีข้อกำหนดไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า ผู้ให้บริการไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง เมื่อได้ทำการปิดกั้นสื่อที่เห็นว่ามีลักษณะลามกอนาจาร ไม่เหมาะสม หรือน่ารังเกียจ ในขณะที่ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลในการปิดกั้นภาพลามกเด็กหรือเยาวชน นอกจากนี้ในกฎหมายคุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์ (Children’s Online Protection Act) ยังระบุด้วยว่า โรงเรียนและห้องสมุดต้องมีซอฟท์แวร์กรองข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในโลกออนไลน์ด้วย

กรณีความมั่นคงของรัฐกับการสอดส่องของหน่วยงานความมั่นคง : ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง รัฐบาลสหรัฐฯ มีมาตรการสอดส่องสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Surveillance Laws) ซึ่งละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมาก โดยมีกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย หรือ Patriot Act (Uniting and Strengthening America by Providing Appropriate Tools Required to Intercept and Obstruct Terrorism Act of 2001) ให้อำนาจแก่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐสามารถใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังระบบอีเมล และเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้ ในกรณีที่สงสัยว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ก่อการร้าย ในส่วนการปฏิบัติการ หน่วยงานความมั่นคงของชาติ (National Security Agency-NSA) ยังใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสปาย (Internet spy) เช่น เทคโนโลยี "Carnivore" ทำให้หน่วยงานอย่าง FBI สามารถตรวจสอบข้อมูลตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องสงสัยว่าจะกระทำผิดฐานก่อการร้าย และวิเคราะห์ระบบอีเมลได้จำนวนมหาศาล ทั้งผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกัน และผลพวงจากการใช้อำนาจพิเศษนี้เอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ FBI ได้จับกุมบุคคลที่ต้องสงสัยจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้งเคยดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ของบริษัทผู้ให้บริการรายใหญ่จำนวนไม่น้อย อาทิ กูเกิ้ล ยะฮู  อเมริกันออนไลน์ หรือ ไมโครซอฟท์ โดยใช้เทคโนโลยีคัดกรองตามตำแหน่งภูมิศาสตร์ (Geo location Filtering)

บทบาทผู้ให้บริการในสหรัฐอเมริกา : ปัจจุบัน กฎหมายว่าด้วยการจัดเก็บข้อมูลการสื่อสาร (Stored Communications Act) ได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐออกหมายเรียกข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์ออนไลน์ได้ ดังนั้น ชื่อบัญชี รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และช่องทางการใช้อินเทอร์เน็ต รวมไปถึงที่อยู่ทางอินเทอร์เน็ต จะถูกบันทึกไว้ และต้องส่งมอบให้เจ้าหน้าที่เมื่อได้รับการร้องขอ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายว่าด้วย Communications Assistance for Law Enforcement Act of 1994 ซึ่งพัฒนาระบบการดักฟังและเข้าถึงข้อมูล (Interception technologies) โดยบังคับให้ผู้ให้บริการต้องสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ใช้บริการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

2) ประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี  แม้ประเทศเยอรมันได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งในยุโรปที่เคารพสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร และให้ความสำคัญกับพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างมาก ทั้งไม่ค่อยปรากฏการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร แต่เยอรมันก็ยังมีประเด็นละเอียดอ่อน ที่รัฐไม่อาจอนุญาตให้พลเมืองแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรีเช่นกัน  มาตรา 5 แห่งรัฐธรรมนูญเยอรมัน (Grunsgesetz) คุ้มครอง การพูด การเขียน การวาด และการแสดงออกอื่น ๆ รวมทั้งการเผยแพร่ความคิดเห็นในสื่อทุกรูปแบบ จากการถูกปิดกั้น หรือถูกตรวจสอบแทรกแซงโดยรัฐ ในมาตราเดียวกันนี้ยังบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารไว้ด้วย ในฐานะที่เป็นเสรีภาพที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น (Meinungsfreiheit) และเสรีภาพสื่อสารมวลชน (Pressefreiheit) เนื่องจากสิทธินี้เป็นโครงสร้างสำคัญของกระบวนการสร้างความคิดเห็นสาธารณะในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยหลักการแล้ว รัฐจึงปิดกั้น หรือระงับการเผยแพร่เนื้อหาในข้อมูลข่าวสารทุกประเภทไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นก่อนเผยแพร่ (Vorzensur) หรือระงับการเผยแพร่ในภายหลัง (Nachzensur) อย่างไรก็ตาม วรรค 2 แห่งมาตรานี้บัญญัติว่า เสรีภาพเหล่านี้อาจถูกจำกัดได้โดยกฎหมายแห่งรัฐ

เนื้อหาต้องห้ามมิให้เผยแพร่ตามกฎหมาย : ในประเทศเยอรมนี เนื้อหาโดยส่วนใหญ่ที่ถือเป็นผิดกฎหมาย และรัฐอาจใช้มาตรการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงได้ โดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ มีเหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญอยู่ที่การ "คุ้มครองเด็กและเยาวชน" จากเนื้อหาที่เป็นภัยต่อพัฒนาการทางความคิดในเรื่องต่าง ๆ อาทิ เรื่องในทางเพศ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้กำลังความรุนแรง นอกเหนือจากนี้ก็เพื่อคุ้มครองเกียรติยศชื่อเสียงของบุคคล หรือเพื่อรักษาสันติภาพในหมู่ประชาชน โดยอาจจำแนกเนื้อหาต้องห้าม ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับต่าง ๆ ได้ดังนี้ 

ภาพลามกอนาจาร  กฎหมายอาญา (Strafgesetzbuch - StGB), กฎหมายแห่งมลรัฐที่คุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการสื่อสารมวลชน (Jugendmedienschutz-Staatsvertrag - JMStV) และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กและเยาวชน (Jugendschutzgesetz - JuSchG) ล้วนบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ใดเผยแพร่ หรือเปิดช่องทางให้แก่เด็กและเยาวชน11 เข้าถึงภาพลามกอนาจารทุกรูปแบบ หากฝ่าฝืนมีความผิด ในขณะที่ภาพลามกอนาจารที่ลักษณะใช้ความรุนแรง, แสดงการร่วมเพศระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หรือภาพการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน ที่เรียกว่า "harte Pornografie" กฎหมายอาญาบัญญัติให้การเผยแพร่ หรือให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ว่าในสื่อออนไลน์หรือสื่อประเภทอื่นใด เป็นความผิด จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการห้ามเผยแพร่ภาพลามกนั้นมุ่งเน้นที่การคุ้มครองเด็กเป็นสำคัญ เพื่อให้เด็กและเยาวชน 1) ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่เกี่ยวกับเพศก่อนวัยอันสมควร และ 2) ไม่ให้เด็กและเยาวชนต้องตกเป็นเหยื่อในทางเพศให้กับผู้ใหญ่ (ผลิตภาพลามก) และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ประกอบกับปัญหาขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายเยอรมันกับความผิดที่ไร้อาณาเขต และความร่วมมือระหว่างประเทศในการแสวงหาพยานหลักฐาน รวมทั้งส่งตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี ทำให้ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาเยอรมันจึงพยายามผลักดันให้ผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Access Provider) มีหน้าที่ต้องสอดส่องและคอยปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงภาพลามกเด็กและเยาวชน นอกเหนือจากการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

แนวคิดลิทธิซ้าย/ขวาหัวรุนแรง กฎหมาย JMStV และคณะกรรมการคุ้มครองเยาวชนจากสื่อสารมวลชน (Kommission für Jugendmedienschutz – KJM) ต่างพยายามคุ้มครองเด็กและเยาวชน จากการเผยแพร่แนวคิดฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง (Rechts12- und Linksextremismus) และลัทธิชาตินิยมเยอรมัน (Nationalsozialismus) การเผยแพร่แนวคิดลัทธิดังกล่าวในสื่อต่าง ๆ ซึ่งย่อมหมายรวมถึงอินเทอร์เน็ตด้วย อาจเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาในหลายฐาน อาทิ การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda - § 86 StGB),  ใช้เครื่องหมายขององค์การที่ขัดรัฐธรรมนูญ (§ 86a StGB) หรือ สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน (Volksverhetzung - § 130 StGB)  ด้วยการยั่วยุ ปลุกปั่นความรุนแรง ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้เนื้อหาหรือถ้อยคำที่ชัดเจนในเชิงเป็นปฏิปักษ์ โดยอาศัยความแตกต่างเรื่องความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา เพื่อ กล่าวร้ายประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้เยอรมันยังห้ามมิให้มีการเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ เพื่อประกาศให้บุคคลกระทำความผิด (§ 111 StGB), ข่มขู่ด้วยวิธีการใด ๆ (เช่น เผยแพร่คำขู่  ประกาศเป็นการสาธารณะ ฯลฯ) เพื่อรบกวนสันติภาพสาธารณะ เป็นต้น

การเชิดชูความรุนแรง หรือละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เนื้อหาในกลุ่มนี้ คือ การแสดงการใช้ความรุนแรงที่โหดเหี้ยมทารุนต่อมนุษย์ หรือที่ทำลายศักดิ์ความเป็นมนุษย์ (Gewaltdarstellungen) ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย (§ 131 StGB) โดยถ้าให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วย ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น เช่น เว็บไซต์รวมรูปภาพที่ไร้รสนิยมในรูปแบบต่าง ๆ ที่รู้จักกันในชื่อ “tasteless” (Geschmacklosigkeit) อย่าง www.rotten.com ซึ่งนำเสนอภาพเหยื่ออาชญากรรม ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยโรคร้ายแรง ภาพศพ รวมทั้งภาพทรมานนักโทษในคุก Abu Ghraib แม้ Rotten.com แสดงจุดยืนว่าจะนำเสนอภาพที่ “ไม่เหมาะสมแต่ถูกกฎหมาย” แต่โดยลักษณะแล้วน่าจะยังขัดต่อกฎหมายแห่งมลรัฐที่คุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อสารมวลชน (JMStV) ในฐานะที่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Menschenwürdeverstoße)

นอกเหนือจากเนื้อหาหลัก ๆ ดังกล่าวมาแล้ว การเผยแพร่ถ้อยคำหมิ่นประมาทบุคคลอื่น หรือ การให้บริการ หรือจัดดำเนินการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ หรือการพนันผิดกฎหมาย (§ 284 ff. StGB) ก็เป็นสิ่งต้องห้าม และผู้กระทำมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว แม้เนื้อหาหลากหลายประเภทเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายเยอรมัน แต่ควรต้องสังเกตด้วยว่า เนื้อหาเหล่านี้โดยส่วนใหญ่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดไว้ชัดเจนไม่คลุมเครือ เป้าหมายคือการคุ้มครองเด็กและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในรัฐโดยรวม ไม่ใช่การคุ้มครองสิ่งนามธรรมต่าง ๆ อย่าง รัฐ ความมั่นคง ศีลธรรมอันดี หรือความภักดีต่อใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งยากต่อการหาขอบเขต และไม่สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ผ่านมา คงมีแต่เพียงข้อห้ามไม่ให้เผยแพร่เนื้อหาตามมาตรา 130 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงออกซึ่งความเชื่อมั่นในแนวคิดชาตินิยมนาซีที่เรียกว่า “Auschwitz-Lüge” เท่านั้น ที่ถูกตั้งคำถาม และโต้แย้งกันในวงวิชาการว่าเป็นความผิดที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะตามความผิดฐานนี้ผู้ใดแค่เพียงพูดสนับสนุนแนวทางนาซี หรือแสดงความเชื่อว่าไม่มีการฆ่าคนยิวในค่ายกักกันก็มีโทษทางอาญาแล้ว แต่เยอรมันก็ยังยืนยันว่า ต้องเป็นความผิด เพราะการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ก็คือการพูดความเท็จ และไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิตชาวยิว 

การใช้มาตรการปิดกั้นการเข้าถึง : กฎหมายแห่งมลรัฐว่าด้วยการให้บริการสื่อสารมวลชน MediendiensteStaatsvertrag (MDStV) มีบทที่ว่าด้วย "สื่อบริการที่ต้องห้ามเผยแพร่" และ "มาตรการดำเนินการกับสื่อนั้น" โดยแต่ละมลรัฐสามารถสั่งให้ผู้ให้บริการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงสื่อใด ๆ ที่มีเนื้อหาเป็นความผิดต่อกฎหมายได้ คดีสำคัญและน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือ คดีฟ้องผู้ว่าการเมืองดุซเซลดอร์ฟ แห่งมลรัฐนอร์ทไรน์เวสฟาเร่นที่อาศัยอำนาจตาม MDStV สั่งผู้ให้ Access Provider ปิดกั้นไม่ให้คนในรัฐเข้าถึงเว็บไซต์ 4 แห่ง คือ rotten.com, front14.org, nazi-lauck-nsdapao.com และ stormfront.org  ด้วยเหตุผลว่าเว็ปไซต์เหล่านี้มีเนื้อหาลัทธิฝ่ายขวาหัวรุนแรง, ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, สนับสนุนการทำสงคราม, เป็นภัยต่อเด็กและเยาวชน และรบกวนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ภายหลังการปิดกั้นประชาชนจำนวนมากออกมาต่อต้าน ทำจดหมายประท้วง จัดสัมมนาวิชาการ กระทั่งมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองตั้งแต่ปี 2001 อย่างไรก็ดีศาลปกครองสูงสุดแห่งเมืองมึนสเตอร์ ตัดสินยืนยันคำสั่งของผู้ว่าการ ฯ ว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงย่อมเห็นได้ว่าแม้ในเยอรมันเอง การปิดกั้นสื่อก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้กระทำโดยพร่ำเพรื่อ ทั้งรัฐสามารถชี้ได้ว่าเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นความผิดอย่างไรตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจ โดยผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องให้องค์กรศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้เสมอ ที่ผ่านมานอกจากการปิดกั้นเว็บไซต์ของเมืองดุซเซลดอร์ฟแล้ว เยอรมันเคยใช้มาตรการปิดกั้นเว็บไซต์ครั้งใหญ่อีกสองครั้ง คือ การปิดเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงเมื่อปี 1996 และปิดเว็บไซต์การพนันผิดกฎหมาย (Bwin) ซึ่งเกิดขึ้นช่วงฟุตบอลโลก 2006

ภาระหน้าที่ และความรับผิดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต : กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ กฎหมายโทรคมนาคม (Teledienstgesetz - TDG) ซึ่งกำหนดภาระหน้าที่ความรับผิด โดยจำแนกประเภทของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจน คดีสำคัญในอดีตซึ่งเต็มไปด้วยข้อสงสัย คือ คดี Compuserver ที่ตัดสินโดยศาลชั้นต้นเมืองมิวนิคปี 1998 ให้ผู้จัดการกระดานข่าวของ Compuserver ประเทศเยอรมนี มีโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา ฐานไม่ปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงภาพลามกเด็กที่ถูกโพสต์ไว้ในเซิฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลให้เหตุผลว่า Compuserver เยอรมนีควรรู้ว่ามีภาพลามกนั้นเผยแพร่อยู่ และเพราะไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต (Access-Provider) เพียงอย่างเดียวแต่เป็นผู้ให้บริการเนื้อหาด้วยจึงต้องรับผิดชอบ แม้ในที่สุด ศาลอุทธรณ์เมืองมิวนิคตัดสินกลับคำพิพากษา ด้วยเหตุผลว่า Compuserver เยอรมนีเป็นเพียงผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้นจึงไม่อยู่ในสถานะที่จะรู้เนื้อหาข้อมูลได้ คดีนี้ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติพบปัญหาในแง่ถ้อยคำที่คลุมเครือของ TDG รวมทั้ง MDStV (ซึ่งมีบทบัญญัติทำนองเดียวกัน) จนก่อให้เกิดปัญหาการใช้การตีความ จึงนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในเวลาต่อมา อนึ่ง ประเด็นน่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ก็คือ กรณีที่ประชาชนเยอรมันกว่าสามหมื่นคนเป็นโจทก์ร่วมกันยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมนีในปลายปี 2007 เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่า บทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้ให้บริการช่องทางสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภท ต้องจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนการก่อการร้าย หรือการกระทำความผิดร้ายแรงอื่น (Vorratsdatenspeicherung) ซึ่งถูกเพิ่มเติมไว้ในกฎหมายโทรคมนาคม (Telekommunikationsgesetz - TKG) ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในเดือนมีนาคม 2010 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะขัดกับรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร

3) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  แม้มาตรา 35 แห่งรัฐธรรมนูญจีน 2525 ได้รับรองเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้เช่นกัน แต่ในความเป็นจริงปรากฎว่า จีนบัญญัติกฎหมายลำดับรอง และกฎหมายเฉพาะหลายฉบับเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และข้อจำกัดสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งวางนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็น โดยอ้างเหตุด้านความมั่นคงของรัฐบาลจีน และพรรคคอมมิวนิสต์ จนอาจกล่าวได้ว่าในท้ายที่สุด ประชาชนจีนแทบไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์การปกครองประเทศของรัฐบาลจีนได้เลย ทั้งนี้มาตรการเข้มข้นหลากหลายรูปแบบเพื่อควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้

นโยบาย/กฎหมายพิเศษ เพื่อป้องปรามผู้ใช้อินเทอร์เน็ต : ประเทศจีนกำหนดให้ผู้เขียนหรือสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์มีหน้าที่ตรวจสอบ และละเว้นการเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสม (Self-filtering) บนพื้นฐานที่ว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตจะต้องไม่มีเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเกียรติภูมิ และประโยชน์ของรัฐ ห้ามเผยแพร่ข่าวลือหรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ และสร้างความปั่นป่วนต่อเสถียรภาพของสังคม กฎหมายหลายฉบับของจีนกำหนดว่า การสร้างเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตต้องขออนุญาตล่วงหน้าด้วย ดังนั้น บริการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อาทิ การสร้างกระดานข่าวแสดงความคิดเห็น การถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตล้วนต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐก่อน หากพิจารณาในด้านของการดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านการใช้ข้อหาหมิ่นประมาท แต่ถ้าผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงที่รัฐบาลไม่ประสงค์ให้เผยแพร่ด้วย ก็มักโดนข้อหาว่าเป็นพวกต้องการสร้างความเข้าใจผิด ให้ร้ายรัฐ ล้มล้างรัฐบาล และหากรัฐบาลจีนเห็นว่าการหมิ่นประมาทนั้นอาจก่อให้เกิดภยันตรายต่อผลประโยชน์ของรัฐด้วย รัฐบาลจะสามารถดำเนินคดีได้เองโดยไม่ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ  ซึ่งนับแต่ปี 2542 เป็นต้นมา มีพลเมืองเน็ทถูกจำคุกแล้วกว่า 76 ราย

กฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น : นอกจากกฎหมายเฉพาะที่ว่าด้วยกิจกรรมต่าง ๆ บนสื่อออนไลน์แล้ว รัฐบาลจีนยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับเพื่อใช้ควบคุมการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สื่อทั่วไปด้วยที่สำคัญได้แก่ กฎหมายความมั่นคงของรัฐ (State Security Law 1993) ซึ่งมีข้อกำหนดกว้างขวางและคลุมเครือ ห้ามมิให้องค์กรหรือปัจเจกชนใดก่อให้เกิดภยันตรายต่อความมั่นของประเทศจีน กฎหมายอาญาว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติและความลับของรัฐ (National Security and State Secrets) ที่กำหนดห้ามการแพร่ข่าวสารหรือเปิดเผยความลับของรัฐบาลจีน และนอกจากกฎหมายที่เอื้อให้รัฐบาลจีนสามารถใช้อำนาจได้อย่างกว้างขวางแล้ว ยังปรากฏด้วยว่า องค์กรตุลาการในประเทศจีนเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงและเพียงพอ ด้วยยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการพิจารณาว่า ในการแสดงความคิดเห็นหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น อะไรควรถือเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และอะไรที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

พัฒนาเทคโนโลยี และตั้งหน่วยงานเพื่อตรวจสอบสื่อออนไลน์ : นอกจากการบัญญัติ และการใช้กฎหมายแล้วรัฐบาลจีนยังลงทุนกับการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่เรียกว่า Great Firewall of China เพื่อปิดกั้นเว็บไซต์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จีนมีศูนย์จัดการระบบคอมพิวเตอร์อยู่ใน 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว และมีหน่วยงานสอดส่องอินเทอร์เน็ต (Internet monitoring and surveillance unit) กระจายอยู่ทั่วทุกเมืองในประเทศ ด้วยศูนย์นี้เองที่ทำให้รัฐบาลสามารถจัดระบบจราจรคอมพิวเตอร์ และปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งรัฐบาลจีนยังจัดตั้ง Bureau Five และ Bureau Nine ซึ่งเป็นหน่วยงานในสำนักข้อมูลข่าวสาร (Office of Information) คอยทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารเชิงบวกของฝ่ายรัฐบาล เพื่อชวนเชื่อให้ประชาชนให้การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลจีน (Propaganda) รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งจีนยังลงทุนเงินงบประมาณเพื่อการสร้างกระดานข่าวหลายหมื่นแห่ง สำหรับเป็นพื้นที่เสนอข่าวสารที่สนับสนุนรัฐบาล ด้วย

ควบคุมสื่อออนไลน์ผ่านทางผู้ให้บริการ : อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มตั้งแต่การผูกขาดโทรคมนาคมด้วยระบบการให้สัมปทาน หรือการให้ใบอนุญาตเพื่อประกอบการอินเทอร์เน็ต ปัจจุบัน รัฐบาลจีนให้สัมปทานผู้ให้บริการรายใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ CSTNet, ChinaNet, CERNet และ CHINAGBN ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ (หรือให้สัมปทานต่อ) กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายย่อยอีกกว่า 3,000 บริษัท ด้วยการผูกขาดนี้เองทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบาย แนวทางในการกลั่นกรองและปิดกั้นเนื้อหาได้แบบเบ็ดเสร็จ ในส่วนของร้านค้าคอมพิวเตอร์นั้น มีหน้าที่ต้องติดตั้งโปรแกรมชื่อว่า Green Dam-Youth Escort' เพื่อตรวจสอบเนื้อหาเว็บไซต์ล่วงหน้า (Pre-installed censorship software) ทำให้รัฐบาลสามารถสอดส่องพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของประชาชนได้ตลอดเวลา และนอกจากข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์มีหน้าที่ป้องกันเนื้อหาที่ละเมิดศีลธรรม เช่น ภาพลามก และกลั่นกรองเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนแล้ว จีนยังกำหนดให้ประชาชนต้องแจ้งชื่อที่อยู่ที่แท้จริงเมื่อต้องการเสนอข้อความหรือแสดงความคิดเห็นตามเว็บไซต์ด้วย สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการจัดตั้งอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ (Regulation on the Administration of Internet Access Service Business Establishments (Internet Cafes)) คือ จัดให้ลงทะเบียน และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล และเนื้อหาสาระในการสื่อสารของผู้ใช้บริการร้านไว้อย่างน้อย 60 วัน เพื่อให้หน่วยงานด้านวัฒนธรรมและความปลอดภัย (Cultural and Public Security Agency) ตรวจสอบว่ามีการกระทำใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

4) ประเทศมาเลเซีย  มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  นอกเหนือจากประเทศพม่า อินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศไทย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับการตรวจสอบและควบคุมสื่อจากฝ่ายรัฐ โดยมีลักษณะคุกคามสื่อประเภทใด ๆ ก็ตามที่แสดงข้อมูลซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ สื่ออิสระอื่น ๆ จะโดนคุกคามจากตำรวจ หรือโดนบังคับใช้กฎหมายซึ่งมีมากมายหลายฉบับ และมักถูกตีความให้ขยายออกไปจนกว้างขวาง ผู้ให้บริการสื่อจำนวนไม่น้อยโดนควบคุมตัวและจำคุกเพียงเพราะพูดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งย่อมส่งผลให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดลง ในขณะที่สิทธิเสรีภาพในการเขียนข่าวก็ถูกตรวจสอบ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญ : เช่นเดียวกับนานาประเทศ  รัฐธรรมนูญแห่งประเทศมาเลเซียไม่ได้เขียนให้การรับรองไว้เฉพาะ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” เท่านั้น แต่ยังรับรองสิทธิอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ทั้งนี้หลักประกันให้พลเมืองของมาเลเซียมีสิทธิเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกปรากฏอยู่ใน มาตรา 10 (1) (a) รัฐธรรมนูญมาเลเซีย (The Constitution of Malaysia) อย่างไรก็ดีในมาตราเดียวกันนี้บัญญัติว่า สิทธิเสรีภาพในเรื่องดังกล่าวอาจถูกจำกัดได้ถ้าจำเป็น หรือเห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อ 1) ผลประโยชน์และความมั่นคงปลอดภัยของรัฐส่วนหนึ่งส่วนใด 2) เพื่อความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศอื่น ๆ 3) เพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ 4) เพื่อปกป้องสิทธิของรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติ หรือการหมิ่นศาล การหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือการยั่วยุให้เกิดความผิดใด ๆ ขึ้น จึงเห็นได้ว่า ไม่ต่างจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา 45) เพราะแม้รัฐธรรมนูญมาเลเซียจะรับรองเสรีภาพในการแสดงออกไว้ก็ตาม รัฐสภาก็สามารถผ่านกฎหมายเพื่อจำกัดเสรีภาพในการพูดและการแสดงความคิดเห็นได้ด้วยหลากหลายเหตุผล นอกจากนั้นสิทธินี้ยังอาจถูกยกเว้นด้วยเหตุผลเพิ่มเติมได้อีกในระหว่างที่รัฐตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยฝ่ายบริหารมีอำนาจในการออกกฎหมายได้ แม้ว่ากฎหมายนั้นจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์การจลาจลในประเทศมาเลเซียเดือนพฤษภาคม 1969 ฝ่ายนิติบัญญัติก็แก้ไขรัฐธรรมนูญและเพิ่มคำสั่งให้อำนาจรัฐสั่งห้ามประชาชนพูดคุย หรือแลกเปลี่ยนกันในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นพลเมือง, ภาษาประจำชาติ, สิทธิพิเศษ และอำนาจอธิปไตย

การคุกคามโลกออนไลน์  : นอกจากสื่อประเภทเดิม ๆ อย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เว็บข่าวและบล็อกในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเติบโตอย่างมากเพราะได้รับความนิยมและเชื่อถือจากประชาชนมากกว่าสื่อกระแสหลัก เช่น NutGraph, Malaysia Insider และ Malaysiakini และบล็อก เช่น Articulations, Zorro unmasked, People 's Parliament และMalaysia Today ก็ถูกปิดกั้นการเข้าถึง ในขณะที่เจ้าของเว็บไซท์ บล็อกเกอร์ รวมทั้งนักข่าวออนไลน์จำนวนมากถูกคุกคามจากฝ่ายรัฐ สำหรับการจัดการเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตนั้น แม้มาเลเซียเป็นประเทศแรก ๆ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Act) แต่ในตัวกฎหมายดังกล่าวก็หาได้มีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐตรวจสอบเนื้อหา หรือปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตไว้เฉพาะเจาะจงไม่ ที่ผ่านมารัฐมักใช้กฎหมายฉบับอื่นที่มีบทให้อำนาจปิดกั้น แล้วตีความให้ขยายไปถึงเนื้อหาในสื่อออนไลน์แทน โดยกฎหมายฉบับที่มีบทบาทในการควบคุมสื่อในระดับต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ Official Secrets Actที่มีบทบัญญัติให้การเผยแพร่ความลับทางราชการเป็นอาชญากรรม, Printing Presses and Publications Act 1984  กำหนดว่า ความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศถือเป็นที่สุดสำหรับการออก และเพิกถอนใบอนุญาตเผยแพร่สิ่งพิมพ์, The Communications and Multimedia Act of 1998 (CMA) รวมทั้ง Communications and Multimedia Commission Act of 1998 (CMCA) ถูกใช้ร่วมกันเพื่อผลในการควบคุมการสื่อสารโทรคมนาคม และการเผยแพร่ข่าวสารด้วยการกระจายเสียงของประเทศมาเลเซีย ระบบอินเทอร์เน็ต และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการข้อมูลข่าวสาร, Internal Security Act 1960 (ISA) หรือกฎหมายความมั่นคงภายใน13  ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียใช้เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นสื่อ จับกุม และควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน และ Sedition Act 1948 หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการจลาจล14 (ตราขึ้นในสมัยที่มาเลเซียตกเป็นอาณานิคมอังกฤษในปี 1948) ซึ่งมีมาตราห้ามมิให้เผยแพร่สื่อที่มีเนื้อหาที่มีแนวโน้มในการก่อความไม่สงบเรียบร้อย หากฝ่าฝืนให้เป็นความผิดทางอาญาโดยปราศจากข้อแก้ตัวตามกฎหมาย หนังสือพิมพ์ และนิตยสารทั้งหมดต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งห้ามแสดงความคิดเห็นในประเด็นละเอียดอ่อนหลายประเด็น และเพื่อเป้าหมายในการตรวจสอบควบคุมสื่อประเภทนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้ตั้งหน่วยงานพิเศษชื่อว่า The Malaysia Communications And Multimedia Commission หรือ MCMC ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตโดยตรง

5) ประเทศไทยกับกฎหมายควบคุมสื่อ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สำหรับกรณีของไทยนั้น ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ "สื่อสารมวลชน" อยู่ด้วยกันหลายฉบับโดยกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐใช้มาตรการในการปิดกั้นการเข้าถึงสื่อ แม้ในช่วงที่ประเทศไทยไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ปรากฏเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 คือ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 (มาตรา 9) จากนั้นในปี พ.ศ. 2530 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมการดำเนินการ รูปแบบการประกอบการ รวมทั้งเนื้อหาที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน ก็มีบทมาตราที่ให้อำนาจรัฐสั่งห้ามมิให้มีการให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในสถานที่บริการใดบริการหนึ่งได้ (มาตรา 30) อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ด้วยผลของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ทำให้พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ดังกล่าวรวมทั้งพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 (ซึ่งเคยมี มาตรา 4 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐห้ามฉายหรือแสดงภาพยนตร์ที่ขัดต่อความสงบฯ) ถูกยกเลิกไป อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายฉบับใหม่นี้ยังปรากฏบทมาตราที่ให้ดุลยพินิจอย่างเต็มที่แก่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ที่จะตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ภาพยนตร์หรือวีดีทัศน์ฉาย หรือแสดงในราชอาณาจักรได้

กฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องนี้ คือ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 ซึ่งเคยให้อำนาจรัฐในการยึด หรือห้ามการใช้เครื่องรับวิทยุกระจายเสียง หรือเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ได้ ด้วยคำอธิบายว่า เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือป้องกันราชอาณาจักร แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ถูกยกเลิกไปแล้วเช่นกันโดยผลของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแม้จะได้มีการปรับปรุงเนื้อหาในกฎหมายฉบับใหม่นี้ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมทั้งพยายามลดลักษณะการผูกขาดการสื่อสารผ่านวิทยุและโทรทัศน์ลงแล้ว แต่บทมาตราที่เกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหา หรือบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้รัฐจัดการแทรกแซงสื่อทั้งสองประเภทนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่ (มาตรา 35 และ มาตรา 37) สำหรับกฎหมายฉบับล่าสุดที่เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน และเพื่อใช้ควบคุมสื่อรูปแบบใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต และทั้งมีบทให้อำนาจรัฐในการปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาด้วย ก็คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือภาวการณ์พิเศษอื่น ๆ ซึ่งจะยังผลให้ฝ่ายรัฐสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อบังคับกับสถานการณ์ และจำกัดสิทธิเสรีภาพในหลาย ๆ เรื่องของประชาชนได้ บทบัญญัติให้อำนาจรัฐระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็จะประกอบไปด้วยกฎหมายลายลักษณ์อักษรอีกอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งสามารถใช้ได้กับสื่อทุกประเภท เหล่านี้ยังไม่ได้กล่าวถึง ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีบทบัญญัติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอีกหลายมาตรา ที่กำหนดว่าข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาลักษณะใดบ้างที่ผู้เผยแพร่ต้องมีความรับผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น มาตรา 287 การเผยแพร่สิ่งลามกอนาจาร,  มาตรา 326 และ 328 ว่าด้วยการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 112  ความผิดในฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯ ซึ่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญานี้ ถูกใช้ควบคู่กับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งเพื่อการดำเนินคดีกับพลเมืองเน็ท และเป็นเหตุผลเพื่อปิดกั้นบริการออนไลน์จำนวนมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตามที่ได้แสดงสถิติต่าง ๆ ให้เห็นไปแล้วใน ส่วนที่ 1. ของรายงานฉบับนี้.  

--------------------------------------------------------------------

1 มาตรา 45  แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
     การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
    การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้
    การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น เสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็น ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทํามิได้เว้นแต่ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
    การให้นําข่าวหรือ บทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทํามิได้ เว้นแต่ จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
    เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
    การให้เงินหรือทรัพย์สิน อื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทํามิได้”

2  มาตรา29  รัฐธรรมนูญ  “การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐ ธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
    กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด
    กรณีหนึ่งหรือ แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญที่ให้อํานาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
    บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอํานาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม”

3 มาตรา 20 พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ “ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่ กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้ แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรค หนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ ได้”

4  มาตรา 9 พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน “ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้...
(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนา บิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร...”

5 ข้อจำกัดของงานศึกษาในด้านการเก็บสถิติคดีความ และการระงับการเข้าถึงเว็บไซด์ : ข้อมูลของการดำเนินคดีทีเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นั้น ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดของรัฐ (ที่คณะผู้วิจัยยื่นคำขอข้อมูล) จัดสาระบบ หรือทำระบบสืบค้นคดีที่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้เป็นการทั่วไป จึงต้องใช้วิธีการยื่นคำขอและทำการสืบค้นที่หน่วยงานเอง โดยบางหน่วยงานไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ด้วยหลากหลายเหตุผล อาทิ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร, เจ้าหน้าที่ที่ดูแลข้อมูลเพิ่งเข้าทำงานใหม่จึงไม่รู้ระบบ, ข้อมูลคดีไม่ได้อยู่ในรูปดิจิตอล ซึ่งบุคลากรผู้ดูแลโยกย้ายไปแล้วและนำเอกสารจดข้อมูลนั้นไปด้วย กระทั่งเหตุผลว่า หน่วยงานไม่เคยมีการรวบรวมหมวดหมู่ของคดีคอมพิวเตอร์เอาไว้ อย่างไรก็ตาม หากบางหน่วยงานทำสาระบบไว้ ก็เป็นการทำบันทึกแบบย่อไม่ได้ลงรายละเอียดของคดีแบบครบถ้วน
   เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ งานศึกษานี้จึงพยายามขอข้อมูลจากหน่วยงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ได้มากเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลเข้าด้วยกัน ข้อมูลในงานศึกษาชิ้นนี้จึงคงเป็นเพียงสถิติคดีขั้นต่ำที่สามารถรวบรวมได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2550 – กรกฎาคม 2553 เท่านั้น โดยข้อมูลที่คณะผู้วิจัยไม่สามารถเข้าถึงได้ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลในชั้นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามสถานีตำรวจในภูมิภาค 

6 การดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายกำหนดว่าต้องดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โดยต้องมีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญในการทำคดีด้านนี้ เว้นแต่กฎหมายระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่อาจไม่ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนได้ ตามที่รัฐมนตรีเห็นควร ในปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนเพียง 96 คน (อ้างอิงจากประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ เรื่องแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่ 1-8) กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงไอซีที กระทรวงวัฒนธรรม กรมการทหารสื่อสาร และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งแทบทั้งหมดอยู่ในกรุงเทพมหานคร

7 กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่แจ้งกับทีมวิจัยว่า ยังมี “คดีล้มเจ้า” ที่อยู่ในระหว่างการสอบสวนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ซึ่งในกระบวนการดำเนินคดีนั้น อยู่ในช่วงของการสืบสวนสอบสวนเว็บไซต์ต่างๆ ที่อาจมีความเชื่อมโยงกัน

8 จากคดีทั้งหมด มีผู้ถูกฟ้องตามมาตรา 15 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำนวนทั้งสิ้น 11 คดี ทั้งนี้มีคดีที่น่าสนใจ อาทิ คดีเจ้าของเว็บไซต์ 212cafe ซึ่งให้บริการฟรีเว็บบอร์ด โดยได้รับแจ้งว่ามีภาพลามกในเว็บบอร์ด แต่ไม่ใช่การแจ้งจากเจ้าหน้าที่โดยตรง และสามารถนำภาพออกได้ทัน ไม่กี่วันหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุม อีกคดีหนึ่ง คือ คดีฟ้องผอ.ประชาไท จากความเห็นในเว็บบอร์ดซึ่งมีคนแจ้งว่าอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นสถาบันฯ ท้ายข่าวประไทซึ่งโดยตัวเนื้อข่าวไม่เป็นความผิด  นอกจากนี้ ก็คือ กรณีเว็บไซต์พันทิพย์ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ในฐานะเป็นคนกลางเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้บริการแสดงความเห็นจนเกิดการหมิ่นประมาทกันขึ้น 

9 วิธีการเสียบประจานเกิดขึ้นและแพร่หลายไปในเว็บบอร์ดหลายแห่ง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2553 มีผู้ใช้เฟซบุครายหนึ่งเขียนข้อความในเฟซบุคของตน ถูกนำมาเสียบประจานกล่าวหาว่าดูหมิ่นสถาบันฯ กลุ่มผู้ใช้เว็บบอร์ดจำนวนหนึ่งช่วยกันค้นหารายละเอียดของบุคคลนั้นแล้วนำมาเผยแพร่ หลังจากนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าจับกุมบุคคลนี้ในวันถัดมา นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้เฟซบุคอีกรายที่เข้าไปตอบความเห็นท้ายข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันฯ ถูกเสียบประจานในเว็บบอร์ดด้วยในเวลาต่อมา ปัจจุบันทั้งคู่ถูกจับกุมดำเนินคดีแล้ว ภายใต้ความดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  

10 คดีนี้ ผู้ต้องหาประกาศผ่าน Camfrog ว่า "อย่างที่บอก สัญญาณของระเบิดจะดังขึ้น และไม่ต้องถามเลยนะครับว่าใครทำ เพราะมึงไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าใครทำ เอาเป็นว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เราจะได้ยินเสียงระเบิดดังถึงประตูบ้านท่าน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ประกาศสงครามกลางเมืองตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป"

11 ตามกฎหมายเยอรมันในเรื่องนี้  “เด็ก” คือ บุคคลที่อายุยังไม่ถึง 14 ปี (§ 184b StGB) และ  “เยาวชน”  คือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปี  (§ 184c StGB)

12 ผลจากการศึกษาวิจัยโดยมูลนิธิ Friedrich-Ebert-Stiftung ในหัวข้อ “Vom Rand zur Mitte” ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2006  พยายามค้นหาองค์ประกอบของอุดมการณ์ลัทธิฝ่ายขวาหัวรุนแรงซึ่งน่าจะอยู่ในกลุ่มแนวคิดดังต่อไปนี้ คือ 1. สนับสนุนเผด็จการนิยมฝ่ายขวา 2. ลัทธิคลั่งชาติ (Chauvinismus) 3. แนวคิดเกลียดชัง เลือกปฏิบัติ ต่อต้านคนต่างชาติ (Ausländerfeindlichkeit) 4. ลัทธิความเป็นอคติต่อชาวเซมิติค หรือลัทธิความเป็นอคติต่อชาวยิว (Antisemitism หรือ Judeophobia), ลัทธิสังคมแบบดาร์วิน(Sozialdarwinismus) รวมทั้งข้อมูลที่พยายามชวนเชื่อว่าลัทธิชาตินิยมนาซีเยอรมันเป็นลัทธิที่ไม่มีพิษมีภัย หรือมีความสมเหตุสมผลดีอยู่แล้ว (Decker, O. / Brhler, Vom Rand zur Mitte (2006), http://www.fes.de/rechtsextremismus/pdf/Vom_Rand_zur_Mitte.pdf, S. 20)

เข้าสู่ระบบ