Home » บทความ » ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช » ครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร: สังคมไทยเรียนรู้อะไร » ผลกระทบทางกม.ของรัฐประหารในทางระหว่างประเทศ - ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

ผลกระทบทางกฎหมายของรัฐประหารในทางระหว่างประเทศ - ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

Blog Icon

กฏหมายระหว่างประเทศ บทความ

08 November 2010

read 9757

ภาคหนึ่งว่าด้วยรัฐประหาร

บทที่ 4

ผลกระทบทางกฎหมายของรัฐประหารในทางระหว่างประเทศ

 

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

บทนำ

รัฐประหารนอกจากจะส่งผลกระทบต่อปัญหาข้อกฎหมายในสาขากฎหมายรัฐธรรมนูญเเละคำถามในเชิงนิติปรัชญาเเล้ว  รัฐประหารยังก่อให้เกิดประเด็นต่างๆ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย งานวิชาการที่ผ่านมาในวงวิชาการเมืองไทยนั้น มุ่งเน้นกล่าวถึงเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นในบริบทของกฎหมายมหาชนเท่านั้นหาได้รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศไม่ งานเขียนนี้พยายามอธิบายความผลกระทบของการทำรัฐประหารในทางระหว่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ

1. รัฐประหารคืออะไร

รัฐประหาร (Coup d’ Etat หรือ coup)1 คือการล้มล้างรัฐบาลเดิมด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ (unconstitutional means) กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการโค่นล้มรัฐบาลโดยการใช้กำลังทางทหาร ในภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า Coup d’ Etat  คำว่า coup เเปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “strike” หรือ “hit ส่วนคำว่า d’ Etat หมายถึง  “State” 

อีกคำหนึ่งที่มักจะเรียกกันติดปากจนดูเหมือนว่ามีความหมายคล้ายกันก็คือ การปฎิวัติ (Revolution) เเท้จริงเเล้ว การรัฐประหารต่างจากการปฎิวัติ การปฎิวัตินั้นเป็นการเปลี่ยนเเปลงโครงสร้างของสังคม หรือเปลี่ยนเเปลงรูปเเบบการปกครองของประเทศ หาใช่เป็นการเปลี่ยนเเปลงเเค่ ผู้ใช้อำนาจรัฐอย่างรัฐประหารไม่ นอกจากนี้เเล้ว การปฎิวัติจะอยู่บนพื้นฐานหรือเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางเมือง (Political ideology) อย่างใดอย่างหนึ่ง2 ในอดีตที่ผ่านมา การปฎิวัติที่สำคัญ ๆ ของประวัติศาสตร์โลกได้เเก่ การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 การปฏิวัติที่ประเทศรัสเซีย ค.ศ. 1917 การปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งมีผลให้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศสยามสิ้นสุดลง เป็นต้น

2. ประเภทของรัฐประหาร

Samuel P. Huntingtonได้จำเเนกประเภทของรัฐประหารไว้ออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ คือ3
    1) Breakthrough coups
    2) Guardian coups
    3) Veto coups

ที่น่าสนใจก็คือ  ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้เรียกการรัฐประหารที่ดึงสังคมถอยหลังว่าเป็น รีแอคชันนารี ที่เรียกว่า รัฐประหารปฏิกิริยา เช่นรัฐประหารในสยามเมื่อ 8 พ.ย. 24904 รวมถึงรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมาด้วยที่ทำลายรัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน

นอกจากนี้เเล้ว รัฐประหารที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ มักจะเรียกว่า “bloodless coup” ซึ่งหลังจากที่มีการทำรัฐประหารสำเร็จเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หนังสือพิพม์หลายฉบับได้ประโคมข่าวว่า เป็นการรัฐประหารที่สุภาพที่สุด ที่ไม่มีประชาชนต่อต้านมิหนำซ้ำ ประชาชนยังให้การสนับสนุนอีกด้วย เเละยังได้กล่าวอีกว่า เป็นเเบบฉบับการทำรัฐประหารที่ไม่เหมือนใครในโลก อีกทั้งสื่อของต่างประเทศก็ใช้คำว่าเป็น “bloodless coup” ไม่ว่าจะให้เหตุผลหรือพยายามอธิบายอย่างใดก็ตาม ก็มิได้ทำให้การทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนชอบธรรมขึ้นมา (มิพักต้องพูดถึงความชอบด้วยกฎหมาย) บรรดาคอลัมส์นิสต์ทั้งหลายต่างพาเเสดงความคิดเห็นว่า นี่เป็นการทำรัฐประหารที่ไม่เหมือนใครในโลก  จริงๆ เเล้ว ทรรศนะเเบบนี้กำลังทำให้ประชาชนหลงประเด็น เรากำลังพูดถึง “ความชอบธรรมของการทำรัฐประหาร” “การปกครองโดยระบอบนิติรัฐเเละประชาธิปไตย”  “การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้านี้” ฯลฯ เพราะฉะนั้น การทำรัฐประหารไม่ว่าจะเป็น bloodless coup5  หรือ bloodshed coup ต่างก็เป็นการล้มล้างรัฐบาลโดยนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นเเละสมควรถูกประณามเเละคัดค้านการใช้อำนาจในเรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมาอันเป็นผลโดยตรงจากรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่ายิ่ง การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเเละสื่อเเขนงต่างๆ

3. รัฐประหารทำได้หรือไม่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ปัญหาที่น่าคิดในทางนิติศาสตร์ก็คือ การทำรัฐประหารถือว่าทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ หรือมีข้ออธิบายหรือไม่ว่าทำไม่ทำได้หรือทำไม่ได้ ในเมื่อการทำรัฐประหารในตัวมันเองนอกจากจะทำลายหลักนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสถานะของรัฐบาลเดิมที่มีความชอบธรรมอีกด้วย ปัญหานี้สามารถแยกพิจารณาออกเป็นสองระดับ คือระดับกฎหมายภายในอันอยู่ในบริบทของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา (เช่น ความผิดฐานกบฏ หรือที่เรียกว่า treason)6 และในระดับของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่บทความนี้จะจำกัดกล่าวแต่เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น

กฎหมายระหว่างประเทศ มิได้ห้ามมิให้รัฐทำรัฐประหาร เเม้ว่าหลายประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยจะประณามการทำรัฐประหารก็ตาม เหตุผลที่ไม่ได้ห้ามเนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศมองว่า ประชาชนในประเทศใดประเทศหนึ่งมีสิทธิที่จะเลือกระบอบการปกครองซึ่งถือว่าเป็นกิจการภายในของรัฐ (domestic affairs)7

ในขณะที่ศาสตราจารย์ Hans Kelsen* อธิบายการทำรัฐประหารโดยการเริ่มต้นวางหลักว่า องค์ประกอบของความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศมีองค์ประกอบ 3 ประการคือ ดินแดน พลเมืองและอำนาจรัฐซึ่งใช้ผ่านโดยรัฐบาล ดังนั้น หากคณะปฎิวัติโค่นล้มรัฐบาลเดิมได้สำเร็จ และในขณะเดียวกันคณะรับประหารได้สถาปนาอำนาจควบคุมอย่างมีประสิทธิผล (efficacy) เหนือดินแดนหรือพลเมืองได้สำเร็จแล้ว คณะรัฐประหารนั้นก็มีสถานะเป็นรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐต่อไป8 Kelsen เรียกการทำรัฐประหารที่สำเร็จว่าเป็น Law –creating fact9

การที่ Kelsen ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบเรื่อง “effective control” หรือ “efficacy” มากจนแทบมิได้กล่าวถึงเรื่องความชอบธรรม (legitimacy) หรือความชอบด้วยกฎหมาย (legality) ยิ่งไปกว่านั้น Kelsen กลับเห็นว่า สิ่งที่เกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายอาจมีผลสมบูรณ์ (valid) หรือมีผลในทางกฎหมายได้อีกด้วย และการทำการปฎิวัติและรัฐประหารก็เป็นตัวอย่างของข้อยกเว้นที่ว่า “ธรรมมิได้เกิดจากอธรรม” (ex injuria jus non oritur) 10 นั้นอาจเป็นไปได้ว่า Kelsen ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศมองรัฐว่าเป็นสมาชิกของประชาคมระหว่างประเทศเพราะฉะนั้น สถานะการดำรงอยู่ของรัฐจะต้องมีอย่างสืบเนื่องไม่ขาดสาย อาจเรียกได้ว่าเป็นหลัก “สันตติของรัฐ” (continuity of state) สถานะของรัฐไม่อาจถูกทำให้สิ้นสุดลงด้วยการทำรัฐประหาร ส่วนรัฐบาลที่ได้อำนาจปกครองประเทศโดยการทำรัฐประหารนั้นจะเป็นที่ยอมรับจากประชาคมโลกหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาเรื่องการรับรองรัฐบาล

สำหรับประเทศไทยนั้น ศาลฎีกายืนยันมาโดยตลอดว่า คณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลเก่าได้สำเร็จ ถือว่าเป็น “รัฐบาลใหม่” หรือ “องค์อธิปัตย์” ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐแล้ว11 ในประเด็นที่ว่า ศาลควรมีท่าทีอย่างไรต่อ “คำสั่ง” ของคณะรัฐประหาร หรือหากศาลต้องวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับรัฐประหาร ในเรื่องนี้นักวิชาการท่านหนึ่งเสนอว่า ศาลมีทางเลือกสองทางเท่านั้นคือ ยอมตนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐประหารหรือความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ศาลต้องใช้ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะปฎิเสธสถานะทางกฎหมายของคณะรัฐประหาร12

4. ผลกระทบจากการทำรัฐประหารในทางระหว่างประเทศ

เเม้กฎหมายระหว่างประเทศมิได้ห้ามมิให้รัฐทำรัฐประหาร เเต่การทำรัฐประหารย่อมส่งผลกระทบในทางประเทศอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังนี้

4.1 ปัญหาการรับรองรัฐบาล

ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การเปลี่ยนเเปลงรัฐบาล โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ (unconstitutional means) เช่น การปฎิวัติ การรัฐประหาร การทำสงครามกลางเมือง ล้วนเเล้วนำมาซึ่งปัญหาการรับรองรัฐบาลทั้งสิ้น    ส่วนการเปลี่ยนเเปลงรัฐบาลตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ เช่น การครบวาระการทำงานของรัฐบาลเเละมีการเลือกตั้งใหม่ก็ดี การยุบสภาก็ดี การลาออกของรัฐบาลก็ดี หาได้ส่งผลให้เกิดปัญหาการรับรองรัฐบาลเเต่ประการไม่13

การรับรองรัฐบาลนั้นเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (unilateral act ) เป็นการกระทำที่มีลักษณะในเชิงการเมือง (political act ) เเต่มีผลในทางกฎหมาย (legal implication) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

    1) เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ หมายความว่า การรับรองรัฐบาลนั้นเกิดจากการใช้อำนาจของรัฐหนึ่งรัฐใดที่ประสงค์จะให้การรับรองโดยลำพัง หาใช่เกิดจากข้อตกลงระหว่างรัฐที่ให้การรับรองเเละรัฐที่ถูกรับรองไม่

    2) เป็นการกระทำในเชิงการเมือง  หมายความว่า การรับรองรัฐบาลหรือไม่ให้การรับรองนั้นเป็นดุลพินิจ (discretion) ของรัฐโดยแท้ ซึ่งโดยปกติเเล้ว การรับรองรัฐบาลย่อมเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือการเมืองระหว่างประเทศไปไม่พ้น กฎหมายระหว่างประเทศมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องให้การรับรองเสมอไป เพราะฉะนั้นรัฐที่ให้การรับรองย่อมพิจารณาอย่างรอบคอบเเล้วว่าตนเองจะได้อะไรจากการรับรอง หรือการรับรองของตนจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งต่อรัฐบาลที่ถูกรับรองเเละจากประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะประเทศที่เป็นปฎิปักษ์กับรัฐบาลที่ตนจะรับรอง

    3) การรับรองส่งผลกระทบทางกฎหมาย การรับรองรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการรับรองเเบบ  de facto  หรือ de jure ก็ตาม ย่อมมีผลหรือนัยทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การยอมรับว่ารัฐบาลนั้นเป็นผู้แทนของรัฐในกิจการการต่างประเทศ เป็นต้น

4.1.1 ทางปฎิบัติของประเทศไทย

ในอดีตนั้น เคยปรากฎว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารนั้นไม่ได้รับการรับรองรัฐบาลจากต่างประเทศ เช่น รัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยมีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี เเละพระยาศรีวิสารวาจา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้นท่านดิเรก ชัยนามเป็นทูตประจำประเทศอังกฤษอยู่ นายเดนนิง ซึ่งดำรงตำเเหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้เชิญท่านดิเรกเข้าพบเเละชี้เเจงว่า รัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอเมริกันเเละรัฐบาลจีน ปรึกษากันเเล้วจะไม่นับถือ (recognize) รัฐบาลนี้จนกว่าประเทศไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาลตามเเบบประชาธิปไตย14

4.2 ปัญหาการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

การทำรัฐประหารก่อให้เกิดประเด็นการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น (Government in exile) ขึ้นมาว่าทำได้หรือไม่15และถ้าสามารถตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลพลัดถิ่นตามกฎหมายระหว่างประเทศมีมากน้อยเพียงใด

5. การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-Exile)

5.1 ความหมาย

รัฐบาลพลัดถิ่นหมายถึง กณีที่ผู้นำประเทศคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลมากกว่า 2 ขึ้นไปได้ตั้งรัฐบาล ณ ดินเเดนของรัฐอื่น โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ได้อ้างว่ายังเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม และจะต้องได้รับการรับรองจากรัฐที่อนุญาตหรือยินยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ (Host state) รวมทั้งจากนานาประเทศด้วย แม้ว่ารัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนอย่างแท้จริงในประเทศของตนก็ตาม16 วัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลพลัดถิ่นคือ การต่อสู้กับรัฐบาลที่ช่วงชิงอำนาจเพื่อหวนกลับคืนสู่อำนาจ17  จะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลพลัดถิ่นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและพลเมืองของตนก็ตาม18 แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคอย่างใดเลยในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น การมีอำนาจเหนือดินแดนอย่างมีประสิทธิผล (effective control) (ของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร) กลับมิได้นำมาซึ่งความชอบธรรมแต่ประการใด19

5.2 สาเหตุของการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

ในอดีตที่ผ่านมา การตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นนั้นเกิดขึ้นหลายสาเหตุด้วยกัน พอสรุปได้ดังนี้

1. การต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติ หรือต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเอกราช (Independence) ปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้น

2. กรณีที่รัฐหนึ่งได้ผนวกดินแดน annexation) หรือรุกราน (aggression) อีกประเทศหนึ่งจน รัฐบาลที่ถูกต่างชาติผนวกดินแดนนั้นต้องตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น การที่ประเทศรัสเซียได้ผนวกดินแดนของกลุ่มประเทศบอลติก หรือกรณีที่ประเทศอิรักบุกคูเวต เมื่อคราวสงครามอ่าเปอร์เซีย

3. กรณีที่มีการทำรัฐประหาร (coup) ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น กรณีของประเทศไซปรัส เฮติ

5.3 ปัจจัยของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญคือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

1) ปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายในที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหรือมีแรงต่อต้าน(resistance) จากประชาชนต่อรัฐบาลรักษาการ20

2) ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกคือ การได้รับการรับรองจากรัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นว่าเป็นรัฐบาลเดียวที่เป็นผู้แทนของรัฐ รวมทั้งการได้รับแรงสนับสนุนจากคนชาติของตนที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ด้วย โดยเหตุผลหลักที่ประชาคมระหว่างประเทศให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นก็คือ เรื่องความชอบธรรม ซึ่งรัฐบาลพลัดถิ่นก็มักจะใช้ประเด็นเรื่องความชอบธรรมเป็นยุทธวิธีในการโจมตีรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร

5.4 การรับรองและผลการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่น

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการถูกรับรองจากรัฐบาลอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่ผู้นำของประเทศได้อาศัยเป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการรัฐบาลพลัดถิ่น หากปราศจากการรับรองแล้ว ผู้นำนั้นก็มีสถานะเพียงคนต่างด้าวเท่านั้น21 หรือเป็นเพียง Authorities in exile   ดังนั้น การรับรองว่าเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะชี้ขาดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของผู้นำประเทศ

สำหรับทฤษฎีการรับรองที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการทำรัฐประหารและรวมถึงการสนับสนุนการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นคือ ทฤษฎี Tobar โดยทฤษฎี Tobar* นี้จะปฎิเสธมิให้มีการรับรองรัฐบาลที่มิได้มาโดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐจะยังให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ต่อไป22 โดยถือว่า รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นรัฐบาลที่เป็นผู้แทนของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว

การรับรองรัฐบาลผลัดถิ่นนั้น หมายถึง ในสายตาของรัฐที่ให้การรับรองนั้น รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและเป็นผู้แทนของรัฐในทางระหว่างประเทศแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนผลในทางกฎหมายของการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีด้วยกันมากมาย ดังนี้

1) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถทำสนธิสัญญาได้
2) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสามารถมีที่นั่งหรือเป็นผู้แทนของรัฐในองค์การระหว่างประเทศได้
3) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ (right of legation)
4) รัฐบาลผลัดถิ่นสามารถอุปโภคเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของรัฐได้
5) รัฐบาลผลัดถิ่นมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในต่างประเทศได้ (right to dispose state property aboard)

5.5 นิติสัมพันธ์ 3 ฝ่าย

การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายในระดับระหว่างประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน โดยมีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ฝ่ายด้วยกัน คือ รัฐบาลพลัดถิ่น รัฐที่อนุญาตให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศของตนได้ (Host state) รัฐที่ให้การรับรอง (recognizing state)โดยแยกพิจารณา ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นกับรัฐที่อนุญาตให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศของตนได้ (Host state)


การได้รับการรับรองจาก Host state นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะขาดเสียมิได้ (condition sine qua non) ในอันที่จะจัดตั้งและปฎิบัติหน้าที่ของรัฐบาลพลัดถิ่น23 หากไม่มีการรับรองจาก Host state แล้ว สถานะของรัฐบาลพลัดถิ่นตามกฎหมายระหว่างประเทศก็มีไม่ได้ อันส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้นามรัฐบาลพลัดถิ่นไม่อาจเป็นไปได้ด้วย

2. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นกับรัฐที่ให้การรับรอง (recognizing state)

เช่นเดียวกับการรับรองรัฐบาลที่มิได้มาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามรัฐธรรมนูญ การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละรัฐที่จะให้การรับรองหรือไม่ก็ได้  การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นมีผลเท่ากับเป็นการไม่รับรองรัฐบาลรักษาการไปด้วยในตัว

3. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายกับรัฐต่างประเทศ

รัฐที่ให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมนั้น ก็อาจมีความสัมพันธ์ในทางระหว่างประเทศกับรัฐบาลรักษาการหรือที่นักวิชาการเรียกว่า government in situ ซึ่งผู้เขียนขอแปลว่า “รัฐบาลที่อยู่ในช่วงการผ่องถ่ายอำนาจ” ได้24 การที่ยังคงมีความสัมพันธ์นั้นมิได้หมายความว่า รัฐนั้นให้การรับรองรัฐบาลรักษาการแต่รัฐที่ให้การรับรองนั้นเห็นว่า ตนเองยังมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในประเทศนั้น หรือที่ยังคงความสัมพันธ์นั้นก็เป็นไปเพื่อรักษาสิทธิหน้าที่ต่อกันที่มีลักษณะเป็นงานประจำวัน  (routine) เช่น การยังคงให้ตัวแทนทางทูตประจำอยู่25 การออกวีซ่า การอนุญาตให้เครื่องบินโดยสารเข้าออกตามปกติ เป็นต้น

5.6 ทางปฎิบัติของรัฐ

1) การรัฐประหารในไซปรัส26 

วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1974 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันมีนาย Makarios III เป็นประธานาธิบดี ถูกกองกำลัง Cypriot National Guard โดยมี นาย Nicos Sampson เป็นผู้นำรัฐประหารภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลกรีกทำการรัฐประหาร โดยที่ประธานาธิบดีได้ลี้ภัยทางการเมือง โดยการนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปยังฐานทัพอากาศของอังกฤษที่เมือง Akrotiri เพื่อบินต่อไปยังประเทศมอลต้า และกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ

2) การรัฐประหารในเฮติ27

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1991 คณะรัฐประหารได้ทำการโค่นล้มรัฐบาลเฮติที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมี Jean-Bertrand Aristide เป็นประธานาธิบดีและ ประธานาธิบดี Aristede ได้ลี้ภัยทางการเมือง

การรัฐประหารในประเทศไซปรัสและประเทศเฮติมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงอย่างบังเอิญก็คือ ประธานาธิบดีทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีที่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน ทั้งคู่เป็นนักบวช (Jean-Bertrand Aristide เคยเป็นนักบวชนิกายโรมันแคธอลิก) ทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ทั้งคู่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งคู่เคยถูกลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จ และทั้งคู่ก็ขอลี้ภัยการเมืองและตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

รัฐบาลพลัดถิ่นและการรับรอง

การรัฐประหารของประเทศไซปรัสและเฮติมีอะไรที่คล้ายกัน  เช่น หลังจากที่ประธานาธิบดีถูกโค่นล้มอำนาจแล้ว ทั้งคู่ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ต่างประเทศ สำหรับปฏิกิริยาของประชาคมระหว่างประเทศนั้น ก็ได้แสดงการไม่รับรองการทำรัฐประหาร ที่น่าแปลกใจก็คือ มีเพียงวาติกัน (Vatican) เท่านั้นที่รับรองคณะรัฐประหารที่โค่นล้มประธานาธิบดี Aristid

ปฏิกิริยาจากประชาคมระหว่างประเทศ: บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดี Makarios III ได้ใช้เวทีขององค์การระหว่างประเทศอย่างองค์การสหประชาชาติ ส่วนประธานาธิบดี Aristid ก็ใช้องค์การสหประชาชาติและองค์การนานารัฐอเมริกัน Organization of American States (OAS)28 ชี้แจงให้นานาประเทศทราบ จนในท้ายที่สุดประธานาธิบดีทั้งสองก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ออกข้อมติที่ A/RES/46/7 ประณามการทำรัฐประหาร และเร่งรัดให้มีการฟื้นฟูรัฐบาลที่ชอบธรรมของประธานาธิบดี Aristid รวมทั้ง ระบอบประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และสิทธิมนุษยชน29  ยิ่งกว่านั้น คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) ที่อาศัยอำนาจตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งว่าด้วย “Action with Respect to Threats to the Peace, Breaches of the Peace, and Acts of Aggression” ซึ่งคณะมนตรีได้ออกข้อมติที่ 841 (1993) เพื่อใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ (Economic sanctions)30 และข้อมติที่ 940 ปี ค.ศ. 199431 ให้อำนาจในการก่อตั้งกองกำลังผสมนานาชาติ (Multinational forces) เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในประเทศเฮติ จะเห็นได้ว่า สหประชาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากที่ในอดีต การทำรัฐประหารถือว่าเป็นกิจการภายในของรัฐ ที่อยู่นอกเหนืออำนาจความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคง32

นอกจากนี้ OAU (Organization of African Unity) ยังได้ออกปฎิญญาว่าด้วยกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการมีปฎิกริยาต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า “Declaration on the Framework for An OAU Response to Unconstitutional Changes of Government” เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยสาระสำคัญของปฎิญญานี้คือ ประณามการทำรัฐประหารในประเทศ Sierra Leone รัฐประหารเป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทวีปแอฟริกา  และรัฐสมาชิกจะปฎิเสธการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ (unconstitutional change of government) เช่น รัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น33

จะเห็นได้ว่า เวทีระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากในอันที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นประสบความสำเร็จและต่อต้านรัฐประหาร โดยก่อนหน้าที่ OAU จะมีแถลงการณ์ในปี ค.ศ. 2000 ประเทศอเมริกาใต้ซึ่งประกอบด้วย กัวเตมาลา คอสตาริกา นิคารากัว ฮอนดูรัส และเอล ซัลวาดอร์ ก็ได้ทำสนธิสัญญา the Central American Treaty of Peace and Amity 1907 โดยใน Supplemental Treaty ได้กำหนดพันธกรณีแก่รัฐภาคีว่าจะต้องไม่ให้การรับรองรัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการทำรัฐประหาร34

2) ทางปฎิบัติของประเทศไทย

นับเเต่ที่มีการเปลี่ยนเเปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้น ประเทศไทยผ่านการทำรัฐประหารมาหลายต่อหลายครั้ง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐประหารที่ทำสำเร็จ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกโค่นล้มก็ไม่เคยจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเลย

อย่างไรก็ตาม ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ปรากฎขึ้นเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรเเละได้ทำสนธิสัญญายอมให้ทหารญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการเเทนพระองค์ได้ชวนนายทวี บุณยเกตุ ว่าควรจะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่นอกประเทศทำนองเดียวกับที่นายพล ชาลส์ เดอโกลล์ ได้ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอังกฤษ โดยรัฐบาลพลัดถิ่นจะประกอบด้วย ผู้สำเร็จราชการเเผ่นดินประธานสภาผู้เเทนราษฎร พร้อมด้วย ม.ล. กรี เดชาวงศ์ ซึ่งดำรงตำเเหน่งรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลของจอมพลป. พิบูลสงคราม อันจะทำให้สามารถประกาศพระบรมราชโองการได้ เเต่เเผนการดังกล่าวก็ล้มเหลวเนื่องจากนายทวี บุณยเกตุมิได้เป็นประธานสภาผู้เเทนราษฎร35

จะเห็นได้ว่า ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของประเทศไทยในอดีตนั้นก็เคยปรากฎ เพียงเเต่ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารเเต่เพื่อต้องการกอบกู้เอกราชของประเทศไทยให้รอดพ้นจากการรุกรานของประเะทศญี่ปุ่นเเละเป็นผู้เเทนเพื่อทำหน้าที่เจรจารักษาติดต่อกับประเทศอังกฤษเเละสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรโดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

สำหรับกรณีรัฐประหาร 19 กันยายนนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้พลาดโอกาสสำคัญในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น หากมีโอกาสปราศรัยในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติของผู้นำประเทศ อย่างไรก็ดี อาจเป็นความประสงค์ของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรที่ไม่ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างแดนก็ได้ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็สุดแท้) แม้ว่าท่านจะรอนแรมในต่างประเทศเป็นเวลาหลายเดือนก็ตามหลังจากที่ถูกโค่นล้มโดยคณะรัฐประหาร

6. ผลกระทบต่อความผูกพันของพันธกรณีระหว่างประเทศเเละการเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ

รัฐประหารมิได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อความผูกพันของพันธกรณีระหว่างประเทศของรัฐบาลเดิมเเต่ประการใด เนื่องจากความตกลงที่ได้ทำลงโดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ นั้นผูกพัน “รัฐ” หาใช่ผูกพัน “รัฐบาล” ไม่ ดังนั้น การเปลี่ยนเเปลงรัฐบาลจึงหามีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของความตกลงที่ได้ทำก่อนหน้านี้ไม่  ในประเด็นนี้จะสังเกตว่า รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารได้ออกประกาศฉบับที่ 9 ว่าคณะรัฐประหารจะปฎิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่ทำไว้กับนานาประเทศ วัตถุประสงค์ของประกาศฉบับนี้น่าจะมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ ประการแรก เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า คณะรัฐบาลสามารถที่จะปฎิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้ อันเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งของการรับรองรัฐบาล ประการที่สอง เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันแก่ประชาคมระหว่างประเทศว่า การรัฐประหารมิได้มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้
อย่างไรก็ตามในอดีต พรรคบอลเชวิคที่ได้ทำการปฎิวัติเมื่อ ค.ศ. 1917 โค่นล้มระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์โรมานอฟสำเร็จ รัฐบาลบอลเชวิคได้อ้างว่าตนเองไม่ขอผูกพันบรรดาความตกลงทั้งหลายที่ได้ทำไปในระหว่างสมัยของพระเจ้าซาร์นิโคลัส โดยอ้างหลัก clasular rebusic stantibus

7. ผลกระทบต่อความรับผิดชอบของรัฐในทางระหว่างประเทศ

รัฐประหารได้ก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า ในกรณีที่คนต่างด้าวได้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศที่รัฐประหารได้เกิดขึ้นนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่างรัฐบาลเดิมหรือฝ่ายกบฎที่สามารถล้มล้างรัฐบาลเดิมเเละจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ   

ตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐ (state responsibility) นั้นได้  เเยกการกระทำของฝ่ายกบฎที่ประสบความสำเร็จ (successful coup) กับการกระทำของฝ่ายกบฎที่ไม่ประสบความสำเร็จ (unsuccessful coup) ออกจากกัน กล่าวคือ หากฝ่ายกบฎหรือพวกปฎิวัติไม่ล้มเหลวในการช่วงชิงอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาลเดิม อันเป็นผลฝ่ายต่อต้านไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ หากระหว่างที่มีการต่อสู้เเย่งชิงอำนาจนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายเเก่ชีวิตเเละทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นเเล้ว รัฐบาลเดิมไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายกบฎ ในทางตรงกันข้าม หากฝ่ายกบฎสามารถล้มล้างรัฐบาลได้สำเร็จเเละจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งรัฐบาลใหม่นี้อาจถูกรับรองว่าเป็น de facto government ก็ได้ บรรดาความเสียหายที่เกิดเเก่ชีวิตเเละทรัพย์สินของคนต่างด้าวย่อมตกเป็นพับเเก่รัฐบาลใหม่นี้

8. ท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อรัฐประหาร

ดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า บทบาทขององค์การระหว่างประเทศอย่าง OSA หรือ OAU สามารถกดดันรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารให้คืนอำนาจแก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้แล้ว ในที่ประชุมระหว่างประเทศอย่าง Moscow Meeting Human Dimension Right 1991 ยังได้แสดงท่าทีประณามรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย36 และสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐด้วย37 ดังนั้น ปัจจุบัน ประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่มีเเนวโน้มที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการปกครองเเบบประชาธิปไตยเเละหลักนิติธรรม38

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาเซียน (ASEAN) นั้น บทบาทตรงนี้คงคาดหวังจากอาเซียนได้ยากเนื่องจากอาเซียนมีนโยบายที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรัฐประหารโดยประเทศสมาชิกเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นเป็นกิจการภายในของรัฐ รัฐบาลที่มีท่าทีว่า รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนเป็นเรื่องกิจการภายในของประเทศไทยได้แก่ ประเทศลาว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศลาว คือนาย Yong Chantalangsy กล่าวว่า "These are interior affairs of Thailand. No comment, we are following the situation very closely." No border points have been closed between the two countries. Everything is normal and flights are operating as usual.” 39 แม้กระทั่งประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ก็ยังมีท่าทีต่อรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนว่าเป็นปัญหาภายในของประเทศไทยและรัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง40

บทส่งท้าย

นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐได้ถูกโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารมาแล้วทั้งสิ้นหลายสิบครั้ง จนประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการทำรัฐประหารอยู่ในระดับกลาง (medium) เทียบเท่ากับประเทศกัมพูชา41

น่าคิดว่า ประเทศในทวีปแอฟริกา (ซึ่งแม้ความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจะด้อยกว่าประเทศไทย) แต่ประเทศในทวีปแอฟริกาก็ยังมีความตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตยและรังเกียจต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยนอกวิถีทางรัฐรรมนูญถึงกับออกปฎิญญาคัดค้านการทำรัฐประหารแต่คนไทยและนักวิชาการส่วนใหญ่กับเห็นดีเห็นงามกับการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา ขอจบบทความห้วนๆว่า

ประชาชนคนไทยต้องการ “ballot” ไม่ใช่ “bullet” สำหรับเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหา.

 

-----------------------------------------------------------

1. ผู้ที่แปลคำว่า Coup d’ Etat หมายถึง “รัฐประหาร” นั้น คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (หม่อมเจ้าวรณไวทยากร) โปรดดู ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นมาของศัพท์ไทย., (จัดพิมพ์โดยสถาบันสยามเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม,2519),หน้า 11

2. อย่างไรก็ตาม บุญชนะ อัตถากร อธิบายคำว่า ปฎิวัติจะใช้ในกรณีที่ฝ่ายก่อการยึดอำนาจได้สำเร็จเเละตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาเเทนที่รัฐบาลเดิมได้เเต่ถ้าผู้ก่อการยึดอำนาจไม่สำเร็จก็จะเรียกว่า กบฎ ส่วนรัฐประหารนั้น ผู้ก่อการมักเรียกการกระทำซึ่งเป็นการปฎิวัติที่สำเร็จเหมือนกัน โปรดดู บุญชนะ อัตถากร, บันทึกการปฎิวัติ 1-3 เมษายน 2524, หน้า 62

3. ข้อมูลจาก Wikipedia

4. ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว,หน้า, 25

5. เเท้จริงเเล้ว รัฐประหารที่ไม่เสียเลือดเนื้อ (bloodless coup) นั้นมิได้เป็นของใหม่หรือเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในอดีตก็เคยเกิดรัฐประหารเเบบไม่มีใคนบาดเจ็บล้มตายมาเเล้ว เช่นการรัฐประหารที่ปากีสถานสมัยนายพล Pervez Musharraf ในปี ค.ศ. 1999

6. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 บัญญัติว่า “ ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ
(1)ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2)……
(3)…….
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ …….

7.การที่รัฐอื่นพิจารณาว่าการทำรัฐประหารเป็นกิจการภายในของรัฐนั้นดังจะเห็นได้จากทัศนะหรือท่าทีของรัฐบาลจีนที่มีต่อการทำรัฐประหารของประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

* ศาสตราจารย์ Hans Kelsen เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 เกิดที่กรุงปราก ต่อมาย้ายไปอยู่ที่กรุงเวียนนา เจ้าของทฤษฎีกฎหมายบริสุทธ์ (Pure Theory of Law)

8. Hans Kelsen, General Theory of Law and State, (translated ed by Anders Wedberg), (USA: Harvard University Press,1949),p.219

9. Kelsen, supra note,p.221,368

10. Kelsen, supra note, p.372  มีข้อสังเกตว่า คำกล่าวของ Kelsen ในแง่ที่ว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายอาจก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายหรือสิทธิบางประการแก่ผู้กระทำผิดก็ได้นั้นถูกต้องในทางวิชาวินิศาสตร์ ซึ่งมีตัวอย่างมากมาย เช่น ในกฎหมายแพ่ง ได้ยอมรับว่าบุคคลอาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิด หากครอบครองทรัพย์นั้นนานเท่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งตามกฎหมายไทยกำหนดไว้ 10 ปี (มาตรา 1383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หรือกรณีของกฎหมายทรัพย์ ซึ่งกฎหมายรับรองว่า หากผู้ใดก็ตามใช้วัสดุสิ่งของของผู้อื่นแล้วไปทำสิ่งของขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยแรงงานของตนซึ่งยังผลให้จากวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีราคาค่างวดกลายเป็นของมีค่าขึ้นมา กฎหมายกำหนดว่า ให้ผู้ที่ประกอบหรือประดิษฐ์สิ่งของนั้นเป็นเจ้าของ  ส่วนเจ้าของวัสดุหาใช่เป็นเจ้าของสิ่งของนั้นไม่ แต่เพื่อแความเป็นธรรม กฎหมายให้ผู้ที่ทำสิ่งของนั้นชดใช้ค่าวัสดุอุปกรณ์แทน หรือกฎหมายครอบครัวของไทยกำหนดว่า

11. โปรดดูฎีกาที่ 1153,11542/2495; 1512-1515/2497

12.  See  Ambrose O.O Ekpu, Judicial Response to Coup D’Etat: A Reply to Tayyab Mahmud, 13 Arizona Journal of International and Comparative Law 1, (1996)

13. See Sean D. Murphy, Democratic Legitimacy and the Recognition of States and Governments, ICLQ vol. 48 (1999)  p.566

14. ดิเรก ชัยนาม, ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง,(สำนักพิมพ์ศรีปัญญา,2549),หน้า 572

15. คำถามนี้พลเอกสนธิ  บุญยรัตนกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารในวันที่เเถลงต่อสื่อมวลชนก็ถูกถามคำถามนี้เช่นกัน โดยท่านตอบเพียงว่ายังไม่ได้คิดประเด็นนี้

16. See Encyclopedia of Public International  Law.p210

17. Yossi Shain (ed.), Governments in-Exile in Contemporary World Politics, (USA.:Routledge,1991), p.220

18. See Marjorie M. Whiteman, Digest of International Law, (1963), p. 921

19. Yossi Shain, supra note, ,p.224

20. Id., p.232

21. Encyclopedia of Public International  Law.p211

* เสนอโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเอกวาดอร์ นามว่า Carlos Tobar

22. See Stefan Talmon, Recognition of Governments in International Law: With Particular Reference to Governments in Exile, (Great Britain: Clarendon Press,1998),p10

23. Yossi Shain,p.243

24. Yossi Shain,p.231

25. อย่างไรก็ตามอาจมีการลดความสัมพันธ์ทางทูตลงได้ เช่น จากเอกอัครราชทูต (ambassador) ผู้มีอำนาจเต็มเหลือพียงอุปทูต (charge d’ affaires)

26. See Edward Collins Jr. & Timothy M. Cole, Regime Legitination in the Instances of Coup-Caused Government-in-Exile: The Cases of Presidents Makarios and Aristide, 5 Journal of International Law and Practice 199 (1996)

27. Id.

28. ปัจจุบันคือ OAU (Organization of African Unity)

29. See A/RES/46/7 เนื้อหาส่วนหนึ่งของข้อมติฉบับนี้ กล่าวว่า
  1.  Strongly condemns the attempted illegal replacement of the
constitutional President of Haiti, the use of violence and military coercion
and the violation of human rights in that country;
  2.  Affirms as unacceptable any entity resulting from that illegal situation
and demands the immediate restoration of the legitimate Government of
President Jean-Bertrand Aristide, together with the full application of the
National Constitution and hence the full observance of human rights in Haiti

30. See S.C. Res. 841 (1993)

31. See S.C. Res. 940 (1994)

32. See  Douglas Lee Donoho, Evolution or Expediency: The United Nations Response to the Disruption of Democracy, 29 Cornell International  Law Journal 329 (1996)

33. โปรดดูรายละเอียดใน AHG/Decl.5 (XXXVI) “Declaration on the Framework for An OAU Response to Unconstitutional Changes of Government” และโปรดดู Kofi Oteng Kufuor, The OAU and the Recognition of Governments in Africa: Analyzing Its Practice and Proposals for the Future, 17 American University International Law Review, 369 (2002)

34. มาตรา 1 บัญญัติว่า “The governments of the high contracting parties shall not recognize any other government which may come into power in any of the five Republics as a consequence of a coup d’ etat…”

35. โปรดดูรายละเอียดใน ดิเรก ชัยนาม, อ้างเเล้ว,หน้า 286-287

36. See Article II para. 17.1

37. Article II para. 17.2

38.See Thomas M. Franck, The Emerging Right to Democratic Governance, American Journal of International Law 46 (1992); Sean D. Murphy, Democratic Legitimacy and the Recognition of States and Governments, International and Comparative Law Quarter, vol. 48 (1999),p. 580

39. See "Laos monitoring situation in Thailand", Haveeru Daily, 20 September, 2006

40. See ChannelNewAsia.com; and see Ministry of Foreign Affairs of The PRC

41. ข้อมูลจาก Maximiliano Herrera’s Human Right Site โดยองค์กรนี้ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของการทำรัฐประหารออกเป็น 5 ระดับคือ none, very low, law, medium,และ high

เข้าสู่ระบบ