Home » บทความแนะนำ »  ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (2) - ดอม ด่านตระกูล

ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (2) - ดอม ด่านตระกูล

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความแนะนำ กรณีสวรรคต ประวัติศาสตร์

20 October 2010

read 12510

เรื่อง    ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตใน หนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ  หนังสือเล่มใหม่ของวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย (2)

โดย    ดอม  ด่านตระกูล

หลังจากที่ฉันได้เขียนข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตฯ และได้มีการนำไปเผยแพร่ต่อๆกันในสื่อออนไลน์ หลายเว็บไซต์ มีนักเขียนผู้รักสัจจะท่านหนึ่งได้อ่านและสนับสนุนให้ฉันเขียนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีนี้ออกมาเผยแพร่อีก เพื่อให้ผู้อ่านได้พิจารณาความสองด้าน

โดยความสัตย์จริงฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อผู้เขียนหนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ (วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย)ใดๆเลย ครั้งแรกที่เขียนก็เพื่อคงไว้ซึ่งสัจจะที่พ่อของฉันได้อุตสาหะศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลและนำมาเผยแพร่ ในการเขียนต่อครั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน ต้องขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่นักเขียนท่านนั้นได้กรุณาส่งหนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญมาให้ถึงบ้าน และขอขอบคุณมติชนรายสัปดาห์ด้วยเช่นกันที่มีน้ำใจเปิดพื้นที่ให้ “สัจจะ”ได้มีที่ยืน

เกี่ยวกับเรื่องกรณีสวรรคตนี้ พ่อของฉันย้ำเสมอว่า เราจะพูดตอบโต้กันด้วยคารมโวหารไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาพูดมาเราพูดไปเสี่ยงต่อความผิดพลาดทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน เราต้องยึดข้อมูลจากเอกสารที่มีหลักฐานยืนยันได้ โดยเฉพาะคำให้การของพยานผู้อยู่แวดล้อมในเหตุการณ์วันนั้น ข้อพึงระวังเป็นอย่างยิ่งคือ อย่านำคำให้การของพยานมาสรุปเป็นถ้อยความของตนเองเผยแพร่สู่สาธารณชน เพราะอาจทำให้ผู้อ่านไม่ทราบเจตจำนงของพยานผู้นั้นได้ครบถ้วน และการสรุปความนั้นก็อาจผิดเพี้ยนไปจากคำให้การของพยานได้

ดังความหนึ่งในหนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 2 หน้า 25 ว่าดังนี้

เมื่อหลวงนิตย์ทำความสะอาดแผลที่พระนลาฏ พบว่าบาดแผลอยู่ที่เหนือคิ้วซ้ายเป็นรูปกากบาท ตรงกลางแผลเป็นสี่แฉกกว้างประมาณ 5 ซม. ที่ปากแผลมีเศษพระอัฐิแตกอยู่ 2-3 ชิ้น หลวงนิตย์ฯเข้าใจว่ากระสุนฝังในจึงทำความสะอาดบาดแผล แล้วเอาด้ายเย็บแผลทั้งสี่แฉกให้ติดกัน หลวงนิตย์ฯให้เลิกผ้าคลุมพระองค์ออกหมด เห็นพระกรเหยียดทั้งสองข้างในท่าธรรมดา จึงถอดพระธำมรงค์และนาฬิกาที่ข้อพระหัตถ์ออก มีพระโลหิตไหลนองจากพระเศียรไปทางที่ไหล่ขวา นองตามข้างพระกรขวาเปียกพระหัตถ์และตะโพกมีเศษมันสมองเปื้อนฉลองพระองค์ตรงไหล่ขวาและพระยี่ภู่ในบริเวณนั้นเล็กน้อย หลวงนิตย์ฯเอาฉลองพระองค์ออก โดยใช้ตะไกรตัดเลาะตะเข็บออก ยกพระกรทั้งสองข้างแล้วดึงฉลองพระองค์ออก กลับพระยี่ภู่ด้านเปื้อนเลือดลง เปลี่ยนผ้าปูและพระเขนยใหม่ และได้เชิญพระบรมศพไว้บนพระแท่นเล็กใช้น้ำแข็งหล่อตามคำแนะนำของคุณหญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร โดยมีนางสาวเนื่อง นายมณี และนายชิตเป็นผู้ช่วย

เชิญเปรียบเทียบกับคำให้การของหลวงนิตย์ฯ ที่ให้การไว้ต่อศาลอาญา วันที่ 15 มกราคม 2492 ชนิดคำต่อคำ บรรทัดต่อบรรทัด ว่าถ้อยความนั้นถูกบิดให้พลิกแพลงไปมากเพียงไร

“........ข้าพเจ้าเริ่มลงมือทำความสะอาดที่พระพักตร์ก่อน พระพักตร์ไม่มีลักษณะบูดเบี้ยวอย่างไรเลย ข้าพเจ้าเลิกผ้าที่พระนลาฏออก เห็นแผลที่เหนือพระขนงข้างซ้าย โตประมาณ 2 เซนติเมตรเป็น 4 แฉก มีรูปเครื่องหมายกากะบาด เครื่องหมายคูณ ตรงเส้นตัดช้ำและลึกลงไป ที่รอยช้ำนี้คือเป็นสีห้อเลือด คล้ายๆถูกตี แต่เขียวนิดหน่อยไม่แดงทีเดียว ผิวหนังรอบๆรูมองเห็นเกือบเป็นวงกลม และมีสีดำเหมือนเขม่าติดอยู่ด้วย ซึ่งขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นดินปืน แผลนี้เข้าใจว่าทำความสะอาดแล้ว เพราะไม่มีโลหิตเลย และได้ทราบภายหลังว่าพระพี่เลี้ยงเนื่องเป็นผู้ทำความสะอาดก่อนข้าพเจ้าไปถึง ตอนปากรูกะโหลกมีกระดูก 2-3 ชิ้นติดอยู่ ชิ้นหนึ่งโตประมาณ 2-3 เซนติเมตร ข้าพเจ้าไม่ได้ตรวจดูในรูนั้นว่าจะมีอะไรอยู่บ้าง ทั้งนี้ก็โดยมุ่งหวังจะทำความสะอาดตามรับสั่งของสมเด็จฯ อย่างเดียวเท่านั้น.......”

คำให้การของหลวงนิตย์ฯตอนหนึ่งถึงเหตุผลที่เย็บแผล

“......เมื่อข้าพเจ้าเช็ดโลหิตแล้ว ก็คิดว่าจะมีการสรงน้ำพระบรมศพในตอนบ่ายจึงได้เรียกด้ายและเข็มเย็บผ้าจากเจ้าหน้าที่ในที่นั้น ซึ่งเป็นใครจำไม่ได้ เมื่อได้มาแล้วก็เย็บแผลนั้นให้ติดกัน.........”

และคำให้การของหลวงนิตย์ที่อธิบายวิธีการเปลี่ยนฉลองพระองค์

“......ฉลองพระองค์เปื้อนพระโลหิต จึงช่วยกันกับพระพี่เลี้ยงเนื่อง เอากรรไกรหรือมีดจำไม่ได้ ตัดฉลองพระองค์ทางด้านข้าง แต่ตัดมาถึงรักแร้ก็ยังออกไม่ได้ก็เลยต้องฉีกเอง”

ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพระพี่เลี้ยงเนื่อง หรือ นางสาวเนื่อง จินตะดุลย์ ที่ได้ให้การตอบโจทก์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2491

“…….พอหลวงนิตย์ฯมาถึงก็เข้าจับชีพจร สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งถามว่าเป็นอย่างไร หลวงนิตย์ฯทูลว่า “ไม่มีหวังเสียแล้ว” ข้าพเจ้าจำได้คลับคล้ายคลับว่า ดูเหมือนสมเด็จพระราชชนนีจะรับสั่งว่า “เมื่อไม่มีหวังแล้วก็จัดการเสียซิ” หลวงนิตย์ฯก็เลิกผ้าที่ข้าพเจ้าเอามาแปะพระนลาฏนั้นออก เรียกเอาน้ำมาทำความสะอาดพระพักตร์ ......”

“........เมื่อเช็ดล้างพระนลาฏสะอาดแล้ว ก็เปลี่ยนฉลองพระองค์ ฉลองพระองค์เป็นผ้าซาลูสีขาว ครั้งแรกหลวงนิตย์จะถอดออกทางพระเศียรอย่างธรรมดา ข้าพเจ้าบอกว่าให้เอาตะไกรมาตัดออกข้างๆหลวงนิตย์ฯก็ทำอย่างนั้น ต่อจากนั้นก็เปลี่ยนพระสนับเพลา ซึ่งเป็นกางเกงแพรจีน ระหว่างที่จัดการเปลี่ยนอยู่นั้น สมเด็จพระราชชนนีได้เสด็จออกจากห้องนั้นไปประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษรของในหลวงในพระบรมโกศ ในหลวงองค์ปัจจุบันได้รับสั่งกับข้าพเจ้าว่าให้ตามไปอยู่กับสมเด็จพระราชชนนี ข้าพเจ้าก็ตามไปอยู่ในห้องทรงพระอักษร

ในระหว่างที่เปลี่ยนฉลองพระองค์ ข้าพเจ้าได้บอกกับใครก็ไม่ทราบจำไม่ได้ ให้ถอดนาฬิกาที่อยู่ที่ข้อพระหัตถ์ข้างซ้ายออกเสีย.......”

ในเรื่องการเคลื่อนย้ายพระบรมศพจากพระแท่นบรรทม ไปประดิษฐานบนพระเก้าอี้โซฟาร์ ซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนตามกฎหมาย ไม่ประจักษ์ท่าทางของพระบรมศพในขณะสวรรคต ปรากฏตามคำให้การของพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร ผู้เป็นบิดาของนายแก้ว นายขวัญ มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2494 ในฐานะพยานจำเลย มีความตอนหนึ่งดังนี้

“......ต่อมาพระยาชาติเดชอุดม เลขาธิการพระราชวัง ได้สั่งให้เปลี่ยนพระแท่นบรรทม โดยอัญเชิญพระแท่นบรรทมองค์เดิมออกไป และอัญเชิญพระบรมศพขึ้นประดิษฐานบนพระเก้าอี้โซฟาร์แทน แล้วเอาน้ำแข็งใส่อ่างมาล้อมไว้รอบๆ พระแท่นองค์เดิมได้เคลื่อนที่ไปแอบไว้อีกทางหนึ่งในห้องเดียวกันนั้น”

จากคำให้การของพยานทั้งหมดที่ได้นำมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ เห็นได้ชัดเจนว่าแม้จะมีความคล้ายคลึง แต่ในส่วนประเด็นสำคัญๆนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการสรุปความของวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่ากรณีสวรรคตนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเขียนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นนอกจากหลักฐานทางการแพทย์แล้ว ควรอ้างอิงหลักฐานจากคำให้การของพยาน และเอกสารของทางราชการ มิควรนำมาสรุปใจความเอาเองแบบย่อๆ

อีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้วิธีสรุปแบบย่อ ในหนังสือเล่มเดียวกันหน้า 129 ใจความตอนหนึ่งว่าดังนี้

นางสาวจรูญ ตะละภัฎให้การว่าเย็นวันหนึ่งก่อนสวรรคตประมาณ 1 หรือ 2 อาทิตย์ นางสาวจรูญ ตะละภัฎได้เข้าไปหยิบของในห้องพระภูษา เพื่อเตรียมจะเดินทางพบนายชิต สิงหเสนี จำเลยอยู่ในห้องนั้น ต่างนั่งอยู่ห่างกันสัก 2 เมตร นายชิต สิงหเสนี เป็นคนพูดขึ้น

“นี่จะบอกให้ ท่านไม่ได้เสด็จดอก วันที่ 13 นั่น” นางสาวจรูญ ตะละภัฎซักไซ้อยู่หลายคำ เช่น เพราะเหตุใดจึงรู้ ทำไมเรือบินไม่มาอย่างนั้นหรือ นายชิต สิงหเสนีจำเลยไม่ตอบ นางสาวจรูญ ตะละภัฎ จึงไม่เชื่อ เพราะฝรั่งเขากำหนดอะไรแล้วต้องทำเสมอไม่คลาดเคลื่อน นายชิต สิงหเสนี จำเลยหัวเราะ แล้วพูดว่า “ไม่เชื่อก็แล้วไป คอยดูไปก็แล้วกัน” ซึ่งข้อความนี้ศาลอุทธรณ์ถือได้ว่า เป็นพิรุธให้เห็นว่านายชิต สิงหเสนี จำเลยรู้ว่าล้นเกล้าล้นกระหม่อมจะไม่ได้เสด็จฯ เพราะมีผู้ปองร้ายพระองค์ท่าน

ในความเห็นแย้งของ หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาท่านหนึ่งในคดีสวรรคตชั้นศาลอุทธรณ์ ได้อธิบายถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

นางสาวจรูญ ตะละภัฎเบิกความว่า ขณะนั้นพยานรู้สึกว่านายชิตหยอกเล่น เพราะเห็นพยานกระตือรือร้นอยากตามเสด็จไปต่างประเทศนัก อันการพูดหยอกเล่นหรือไม่นั้น จะถือเอาแต่คำพูดเท่านั้นไม่ได้ เพราะอาจแปลงไปคนละความหมาย จะต้องพิจารณาถึงสิ่งอื่นๆประกอบ เช่นกริยาท่าทาง ซุ่มเสียง และเรื่องที่พูดติดต่อกันเป็นต้น เมื่อนายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ 2 เห็นนางสาวจรูญ ตะละภัฎกระตือรือร้นอยากตามเสด็จ และเกี่ยวกับเลข 13 เป็นการถือโชคลางว่าจะนำมาซึ่งโชคไม่ดี ประกอบกับการหัวเราะ การที่นายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ 2 พูด จึงเป็นการหยอกเล่น

คำว่า “คอยดูไปเถอะก็แล้วกัน” เป็นคำต่อเนื่องมาจากความในตอนต้น เป็นทำนองว่า ให้คำพูดที่หยอกเล่นนั้นมีน้ำหนักคล้ายกันจริงจังยิ่งขึ้น แต่เป็นคำพูดหยอกล้ออยู่นั่นเอง นางสาวจรูญ ตะละภัฎก็เข้าใจเช่นนั้นไม่มีความหมายไปในทางอื่น

การเขียนแบบสรุปความเอาเองแบบนี้ยังอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ ดังความตอนหนึ่งที่ต่อเนื่องกับตอนข้างต้นในหนังสือเล่มเดียวกันหน้า 130

นอกจากนี้ยังปรากฏคำให้การของพันเอก ประพันธ์ กุลพิจิตร ด้วยว่า ได้ถามนายเฉลียว ปทุมรส ว่าทำไมไปกำหนดเสด็จฯ วันที่13 ทั้งนี้ เพราะพันเอกประพันธ์ กุลพิจิตร ข้องใจโดยที่ฝรั่งเขาถือ นายเฉลียว ปทุมรส จำเลยตอบว่า “ไม่ได้ไปหรอก” พันเอก ประพันธ์ กุลพิจิต ถามว่าเพราะเหตุไรนายเฉลียว ปทุมรส จำเลยตอบว่าคอยดูไปก็แล้วกัน

ผู้เขียนเขียนถ้อยความต่อเนื่องกัน ทำให้ผู้อ่านตีความว่านายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ 2 และนายเฉลียว ปทุมรส จำเลยที่ 1 ล้วนทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 จะเสด็จสวรรคต และทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า นายเฉลียว ปทุมรสเป็นผู้กำหนดวันเสด็จฯ ความจริงได้มีหมายกำหนดการไว้แล้วว่า พระองค์จะเสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาต่อในวันที่ 13 มิถุนายน แต่เป็นฤกษ์ที่โหรหลวงถวาย ไม่ใช่นายเฉลียว ปทุมรส

ราชเลขานุการในพระองค์เป็นผู้กำหนด ดังที่ มจ.นิกรเทวัญ เทวกุล พยานโจทก์ในกรณีสวรรคต ให้การไว้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2492 มีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“....ครั้นก่อนสวรรคตประมาณ 5-6 วัน โหรถวายฤกษ์ กำหนดวันเสด็จออกจากประเทศไทยวันที่ 13 มิถุนายน โดยมีบันทึกของโหรไว้โดยละเอียด และทราบว่าทางฝ่ายเลขาธิการพระราชวังเป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย....”

จากคำให้การของ พระพิจิตราชสาส์น ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ พยานโจทก์อีกท่านหนึ่งให้การไว้ต่อศาลสถิตยุติธรรม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2493 สอดคล้องกับคำให้การของ มจ.นิกรเทวัญ

“....ข้าพเจ้ารู้สึกว่าในหลวงทรงดีพระทัยมากที่จะได้เสด็จไปประเทศอเมริกาและอังกฤษ เพราะเมื่อโหรกำหนดพระฤกษ์ให้เสด็จวันที่ 13 มิถุนายนแล้ว พระองค์ได้เร่งให้ข้าพเจ้าไปติดต่อกับรัฐบาล ข้าพเจ้าทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลทราบ”

ดังความบางตอนจากหนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ผู้อ่านพิจารณา จะเห็นได้ว่า ผู้เขียนใช้กลวิธีการเขียนแบบสรุปใจความ โดยไม่ได้ยกคำให้การของพยานมาแสดงประกอบ วิธีการเขียนแบบนี้ไม่น่านำมาใช้กับการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในประเทศไทย เพราะทำให้ถ้อยความจากหลักฐานชั้นต้นคือ คำให้การของพยานถูกบิดเบือนและเปลี่ยนสาระไป

ความในหนังสือเล่มเดียวกันหน้า 53 คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน

นายแพทย์หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ให้รายละเอียดต่างๆในฐานะเป็นแพทย์คนแรกที่เห็นพระบรมศพ และได้ให้การว่า ขณะแรกทราบว่ามีมหาดเล็กทูลสมเด็จพระราชชนนีว่า ในหลวงยิงพระองค์ จึงคิดว่าเป็นอุปัทวเหตุหรือปลงพระชนม์เอง แต่พยานไม่แน่ใจอะไรเลย ตามที่หม่อมเจ้าสกลวรรณากรวรวรรณ บอกหนังสือพิมพ์เสียงไทยว่า พยานรู้แล้วว่าปลงพระชนม์เอง แต่บอกว่าอุปัทวเหตุนั้น พยานไม่รู้อะไรแน่นอนเลยในขณะนั้น

หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ได้ให้การต่อศาลอาญา ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2492 ในฐานะพยานโจทก์ ขัดกับสิ่งที่วิมลพรรณ ปีตธวัชชัยเขียนข้างต้น ดังนี้

“.....เพราะข้าพเจ้าทราบมาแต่ต้นที่จะออกแถลงการณ์แล้วว่า ที่ออกแถลงการณ์เป็นอุบัติเหตุนั้น ก็เพื่อถวายพระเกียรติแก่ในหลวง ข้าพเจ้าจึงไม่ติดใจในกรณีอุบัติเหตุ ขณะที่เบิกความอยู่นี้ ข้าพเจ้าก็ยังมีความเห็นว่ากรณีอุบัติเหตุตัดทิ้งได้ ส่วนอีกสองอย่างไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร…”

วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ชี้แจงจุดประสงค์การเขียนหนังสือไว้ชัดเจนว่า “ปรารถนาให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รับทราบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์บ้านเมืองและสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในระยะกว่า 70 ปีที่ผ่านมาให้กระจ่างชัด”

แต่กลับใช้วิธีเขียนแบบสรุปย่อเกือบทุกคำให้การของพยานที่มีความสำคัญในคดีประวัติศาสตร์ ไม่มีความชัดเจนว่าพยานให้การกับใคร? วันที่เท่าไร? แล้วยังอ้างว่า (หนังสือเล่ม 2 หน้า 145)

ด้วยหลักฐานทั้งหมดดังที่ยกมานี้ คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล เป็นความไม่รับผิดชอบของรัฐบาลในขณะนั้น ทั้งยังมีเจตนาที่จะให้เรื่องดังกล่าวนี้เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจหาความกระจ่างใดๆได้

คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าผู้เขียนมีเจตนาเช่นไรจึงใช้กลวิธีการเขียนเช่นนี้ ถ้าจะว่ามีข้อมูลไม่มากพอก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะได้ค้นคว้าหาหลักฐาน เอกสาร ข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างเหนื่อยยาก หรืออาจจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ได้กล่าวถึงข้อเขียนของ Mr.Kruger ใน The Devil’s Discus ไว้ในหนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 2 หน้า 144 ว่า

มีเจตนาจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน่าละอายที่สุด นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจว่าสิ่งตีพิมพ์อันเป็นเท็จชิ้นนี้ได้กลายเป็นที่เชื่อถือของคนไทยบางหมู่บางเหล่า โดยมิพักพิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงอื่นที่ปรากฏอยู่ทั้งในทางการแพทย์ การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและการพิจารณาคดีในชั้นศาล

เข้าสู่ระบบ