Home » บทความ » วรเจตน์ ภาคีรัตน์ » นิติรัฐกับความยุติธรรมทางสังคม - วรเจตน์ ภาคีรัตน์

นิติรัฐกับความยุติธรรมทางสังคม - วรเจตน์ ภาคีรัตน์

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความ นิติรัฐ นิติธรรม ความยุติธรรม รัฐธรรมนูญ

14 October 2010

read 25964

เรื่อง นิติรัฐกับความยุติธรรมทางสังคม1

โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์2

1. ข้อความเบื้องต้น

ปัญหาเกี่ยวกับการจัดรูปการปกครองในสังคมมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างการจัดรูปการปกครองกับความยุติธรรม เป็นปัญหาที่อภิปรายถกเถียงกันมายาวนานในประว้ติศาสตร์ความคิดของมนุษย์ และคงจะอภิปรายถกเถียงกันต่อไปอีกยาวนานเช่นกัน อย่างไรก็ตามโดยเหตุที่ในสมัยปัจจุบัน แนวความคิดเกี่ยวกับการจัดรูปการปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “นิติรัฐ” เป็นแนวความคิดที่แพร่หลายมากที่สุด บทความนี้จึงจะพยายามสำรวจความหมายโดยสังเขปของนิติรัฐ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างนิติรัฐกับความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยุติธรรมทางสังคม และสุดท้ายจะได้อภิปรายถึงปัญหาของนิติรัฐและความยุติธรรมในสังคมไทย

ถ้าเราเริ่มต้นจากความคิดเรื่องการเมืองการปกครอง เราจะพบว่า ในทุกวัฒนธรรมย่อมมีความคิดที่ว่าความยุติธรรมเป็นคุณลักษณะสำคัญของอำนาจปกครอง นั่นหมายความว่า การปกครองนั้นจะดำเนินไปไม่ได้ ถ้าหากเป็นการปกครองที่ปราศจากความยุติธรรม  คนทั่วไปก็คาดหวังว่าผู้ปกครองหรือกฎหมายจะรับใช้ความยุติธรรม  แต่ว่าโดยเหตุที่ในปัจจุบันนี้ กฎหมายโดยส่วนใหญ่ก็ตราขึ้นโดยรัฐ หรือรัฐเป็นผู้กำหนดขึ้น อีกส่วนหนึ่งแม้ว่ารัฐไม่ได้กำหนดขึ้นก็ตาม เช่น กฎหมายประเพณี3 แต่กฎหมายประเพณีจะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อรัฐให้การยอมรับ  ฉะนั้น จึงมีปัญหาเสมอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปกครองกับความยุติธรรม

ในสังคมตะวันออก แต่เดิมเมื่อกล่าวถึงเรื่องการปกครอง มักเน้นไปที่ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมของผู้ปกครองเป็นสำคัญ คนในโลกตะวันออกเชื่อกันว่ากฎหมายกับความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และดำรงอยู่แล้วในธรรมชาติ  แต่ว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในสังคมตะวันออก คือ การจัดระบบและโครงสร้างของการปกครองที่จะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นได้จริง
ในโลกตะวันตก แรกเริ่มเดิมทีนั้น ก็มีคติความเชื่อว่ากฎหมายกับความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ว่าสังคมตะวันตกผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและผ่านการครุ่นคิดในทางหลักการ มีการนำหลักการที่ได้นั้นมาใช้ในทางปฏิบัติจนตกผลึกในระดับหนึ่ง  ในยุคปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันเกือบจะยุติว่า รัฐที่พึงปรารถนาในแง่ของการที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันนั้น คือ รัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย และกฎหมายนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม

ปัญหาคือ ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ มนุษย์ผ่านอะไรกันมาบ้าง รัฐที่ปกครองโดยกฎหมายและกฎหมายนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม คืออะไร มีลักษณะอย่างไร

2. นิติรัฐ

2. 1 ความหมายของ “นิติรัฐ”

แม้คำว่า “นิติรัฐ” (Rechtsstaat; State under Law, State of Law, State of Justice, State of Rights) จะเป็นที่กล่าวถึงกันอยู่มากในสังคมไทยในช่วงหลายปีมานี้ แต่ปัญหาว่านิติรัฐคืออะไรกันแน่ ดูยังเป็นที่เข้าใจไม่ตรงกัน ถ้าให้ความหมายอย่างกระชับที่สุด การปกครองแบบนิติรัฐก็คือการปกครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่การปกครองโดยมนุษย์  แต่ความหมายนี้ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่าเวลาเราพูดถึงกฎหมายนั้น กฎหมายเกิดขึ้นจากอำนาจของผู้ตรา จึงยังมีปัญหาต่อไปอีกว่า กฎหมายที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง ตลอดจนเป็นเครื่องผูกมัดอำนาจของรัฐด้วยนั้นจะต้องคุณลักษณะพื้นฐานอย่างไรหรือไม่ อันจะทำให้ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองสามารถยอมรับได้ว่ากฎเกณฑ์นั้นมีค่าเป็นกฎหมาย

เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการในทางประวัติศาสตร์แล้ว เราจะพบว่าทวีปยุโรปเป็นแหล่งที่แนวคิดเรื่องนิติรัฐได้กำเนิดขึ้น ก่อนที่จะเริ่มมีคำอธิบายเกี่ยวกับนิติรัฐในทางตำรานั้น เริ่มปรากฏหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายที่พยายามจำกัดอำนาจตามอำเภอใจของกษัตริย์แล้วตั้งแต่ในยุคกลาง คนในยุคสมัยนั้นเชื่อว่าสังคมจะมีสันติสุขได้ก็แต่โดยการปกครองที่อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือเท่านั้น  ในช่วงแรกที่ยุโรปยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เริ่มมีความพยายามจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ลง โดยพยายามทำให้นิติรัฐเกิดขึ้น ทว่าในช่วงแรกก็ยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในแบบปัจจุบัน แต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นถูกเรียกร้องในแง่ของเหตุผล แม้พระมหากษัตริย์จะยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการปกครองอยู่ แต่ก็ถูกเรียกร้องในการใช้อำนาจว่าต้องคำนึงถึงเหตุผลด้วย

จุดเปลี่ยนสำคัญของนิติรัฐนั้นอยู่ที่การฟื้นตัวของสำนักกฎหมายธรรมชาติประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่เห็นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ไม่มีใครที่เกิดมาเป็นทาส ทุกคนมีความสามารถที่จะรู้ผิดชอบด้วยตัวเอง และเข้าถึงกฎหมายแห่งเหตุผลได้โดยที่ไม่ต้องมีใครช่วยตีความให้ ความคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรีกโบราณและเจริญงอกงามขึ้นในสมัยโรมัน แม้ในยุคกลางความคิดดังกล่าวจะถูกแทนที่โดยคำอธิบายของนักปราชญ์ในทางคริสต์ศาสนาที่ใช้เจตจำนงตลอดจนเหตุผลของพระเจ้าเข้าแทนที่เหตุผลตามธรรมชาติ แต่เมื่อผ่านพ้นยุคกลางแล้ว ความคิดที่นิยมยกย่องเหตุผลของมนุษย์ก็กลับฟื้นตัวขึ้นอีก เกิดการอภิปรายเชื่อมโยงกับสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เริ่มตระหนักรู้สิทธิของตัวเอง มีการเรียกร้องให้ผู้ปกครองปกป้องคุ้มครองสิทธิของตัว ในที่สุดการปกครองโดยกฎหมายก็เริ่มกำเนิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ก็มีความหักเหอยู่บ้าง เนื่องจากว่าในช่วงแรกๆ นั้นยังไม่มีการเชื่อมโยงกฎหมายกับความยุติธรรมเข้าด้วยกัน หมายความว่า การปกครองโดยกฎหมายเป็นไปโดยรูปแบบ องค์กรของรัฐก็ปฏิบัติตามกฎหมายที่ได้รับการตราขึ้น ส่วนคำถามว่ากฎหมายนั้นเป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด เป็นคำถามที่ยังถามกันน้อย เราอาจกล่าวได้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งความคิดว่าด้วยนิติรัฐมุ่งเน้นไปที่ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ แต่ขาดการอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับความยุติธรรม

ในปัจจุบันมาถึงยุคที่ยอมรับกันว่า นิติรัฐไม่ใช่เพียงการปกครองโดยกฎหมายในทางรูปแบบเท่านั้น หมายความว่า ไม่ใช่มีเพียงกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้เป็นเครื่องมือในการปกครอง แล้วรัฐนั้นจะเป็นนิติรัฐ แต่นิติรัฐคือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย และในทางเนื้อหา กฎหมายนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม

หากจะต้องสรุปในเบื้องต้นก่อนว่าองค์ประกอบของนิติรัฐคืออะไรบ้างแล้วเชื่อมโยงกับความยุติธรรมอย่างไร เราจะเห็นว่า ในปัจจุบันนี้รัฐรัฐหนึ่งจะเป็นนิติรัฐได้ ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานที่ยอมรับนับถือร่วมกัน แม้ว่าในรายละเอียดจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง นั่นก็คือ รัฐนั้นต้องผูกพันตนเองอยู่กับกฎหมายที่ตราขึ้นตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพื่อจำกัดอำนาจของรัฐลง ในแง่นี้นิติรัฐเรียกร้องให้มีการแบ่งแยกอำนาจภายใต้ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาพื้นฐานในการจัดระบบระเบียบโครงสร้างของรัฐและกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งหมายความว่า ในการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับในรัฐนั้น องค์กรนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรผู้ตรากฎหมายย่อมต้องผูกพันตนเองกับรัฐธรรมนูญ ในขณะที่องค์กรบริหารและองค์กรตุลาการนั้นนอกจากจะต้องผูกพันตนเองต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องผูกพันต่อกฎหมายที่องค์กรนิติบัญญัติได้ตราขึ้นใช้บังคับด้วย รัฐจะต้องจัดให้มีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของราษฎรจากการล่วงละเมิดโดยอำนาจมหาชนของรัฐ กล่าวคือ กำหนดให้ราษฎรสามารถที่จะฟ้องร้องคดีต่อศาลได้ในกรณีที่ถูกอำนาจมหาชนของรัฐล่วงละเมิด  และต้องยอมให้ตนเองรับผิด หากการใช้อำนาจมหาชนของตนนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎร ในแง่นี้ นิติรัฐจะมุ่งประกันความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคลและความมั่นคงของระบบกฎหมาย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือลักษณะในทางรูปแบบของนิติรัฐ

ในทางเนื้อหา นิติรัฐคือรัฐที่ประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของราษฎร และที่สำคัญ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของราษฎรนี้มีค่าบังคับระดับรัฐธรรมนูญ คือมีค่าบังคับในระดับสูงสุด ผูกพันอำนาจมหาชนของรัฐทุกอำนาจให้ต้องเคารพ การใช้อำนาจของรัฐจะต้องเป็นไปตามหลักแห่งความพอสมควรแก่เหตุ การตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับแก่ราษฎรจึงไม่ใช่จะตราอย่างไรก็ได้ แต่ต้องประกันความไว้เนื้อเชื่อใจที่บุคคลมีต่อการใช้อำนาจของรัฐด้วย ดังนั้นนอกจากกฎหมายจะต้องสอดคล้องกับความพอสมควรแก่เหตุแล้ว ยังต้องไม่ขัดต่อหลักแห่งความเสมอภาคซึ่งเป็นหัวใจของความยุติธรรม จะต้องมีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่ราษฎรสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ และโดยหลักแล้วจะใช้บังคับย้อนหลังไปเป็นผลร้ายต่อบุคคลไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและยุติลงแล้วก่อนการตรากฎหมายฉบับนั้น  พิจารณาในแง่นี้นิติรัฐเรียกร้องให้รัฐกระทำการโดยยุติธรรมและโดยถูกต้อง เมื่อพิเคราะห์ในทางเนื้อหานิติรัฐจึงมุ่งตรงไปยังการรักษาความยุติธรรมในรัฐเอาไว้ ในแง่นี้ เราจึงอาจกล่าวได้ว่า นิติรัฐมีลักษณะเป็น “ยุติธรรมรัฐ” (Gerechtigkeitsstaat)

2. 2 นิติรัฐกับนิติธรรม

รัฐธรรมนูญของไทยมีการพูดถึงการปกครองโดยหลัก “นิติธรรม” (rule of law) คำๆนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550  มีคำถามเกิดขึ้นอยู่เสมอว่านิติธรรมคืออะไร และแตกต่างจากนิติรัฐอย่างไร4

นิติธรรมพัฒนามาในยุโรปเหมือนกัน แต่พัฒนามาในเกาะอังกฤษ ไม่ได้พัฒนามาในภาคพื้นทวีป  ความสำคัญของนิติธรรมในอังกฤษอยู่ตรงที่การปฏิบัติตามกฎหมายขององค์กรของรัฐที่เป็นฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการที่ผูกพันตนเองเอาไว้กับกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราขึ้น  โดยที่อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เวลาที่พูดถึงหลักนิติธรรมนั้น จึงหมายถึงการที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการผูกพันกับกฎหมายที่องค์กรนิติบัญญัติได้ตราขึ้นเท่านั้น ไม่ได้หมายความเลยต่อไปถึงการผูกมัดอำนาจนิติบัญญัติไว้กับรัฐธรรมนูญด้วย  ถ้าถามต่อไปว่าแล้วองค์กรนิติบัญญัติผูกพันอยู่กับอะไร คำตอบก็คือไม่มี เนื่องจากว่าอังกฤษประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่แห่งอื่นในการจำกัดอำนาจพระมหากษัตริย์ เราอาจกล่าวได้ว่าผลจากการต่อสู่กันอย่างยาวนานระหว่างพระมหากษัตริย์ ศาล และรัฐสภา ทำให้ในที่สุดแล้วศูนย์กลางแห่งอำนาจของรัฐได้เคลื่อนย้ายจากพระมหากษัตริย์ไปอยู่ที่รัฐสภา  ด้วยเหตุนี้ในอังกฤษจึงถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (The Supremacy of Parliament) เป็นหลักใหญ่ในการจัดรูปการปกครอง รัฐสภาอังกฤษจึงสามารถตรากฎหมายอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น ไม่มีข้อจำกัดเหมือนกับรัฐที่ยอมรับนับถือความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ  แต่อย่างไรก็ตามเราจะพบว่า ในอังกฤษแทบจะไม่ปรากฏว่าฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของราษฎรอย่างไร้ความยุติธรรม อาจจะเป็นด้วยเหตุผลที่ว่า คนอังกฤษมีจิตสำนึกในแง่ของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอยู่มาก เป็นจิตวิญญาณประชาชาติที่แนบแน่นอยู่ในชาติ ดังนั้นในทางระบบจึงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น และแม้ว่ารัฐสภาอังกฤษจะกระทำการเช่นนั้นได้ แต่เมื่อเกิดการเลือกตั้งใหม่ รัฐสภาที่เกิดขึ้นใหม่ย่อมยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้นเสียได้

สภาพการณ์เรื่องนี้ในภาคพื้นยุโรปมีลักษณะที่แตกต่างออกไป เพราะในภาคพื้นยุโรปนั้น ระบบกฎหมายไม่ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครองของรัฐ ตลอดจนผู้พิพากษาตุลาการ ปฏิบัติตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาเท่านั้น แต่การตรากฎหมายของรัฐสภานั้นต้องผูกพันอยู่กับคุณค่าพื้นฐานในทางรัฐธรรมนูญอีกด้วย หมายความว่า การที่รัฐสภาจะตรากฎหมายขึ้นมานั้นต้องผูกพันกับสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ

นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างหลักนิติรัฐที่ปรากฏในภาคพื้นยุโรปกับหลักนิติธรรมที่พัฒนามาในอังกฤษ ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์กับระบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ในรัฐธรรมนูญที่ใช้คำว่านิติธรรม ถ้ามุ่งหมายกับแบบที่ใช้ในอังกฤษก็อาจไม่สอดรับกับระบบเท่าใดนัก เนื่องจากว่าในอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร และไม่มีการประกันความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเหมือนกับที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยนั่นเอง (ทั้งนี้โดยยังไม่พิเคราะห์ในทางปฏิบัติว่าถึงที่สุดแล้ว รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดในทางความเป็นจริงในระบบกฎหมายไทยจริงหรือ)

เมื่อทราบแล้วว่านิติรัฐมีลักษณะในทางรูปแบบ คือ เรียกร้องเรื่องของความชอบด้วยกฎหมาย ความผูกพันทางกฎหมายขององค์กรของรัฐตลอดจนหลักการแบ่งแยกอำนาจ ในทางเนื้อหาเรียกร้องการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร ประเด็นที่จะพิจารณาต่อไป คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนิติรัฐกับความยุติธรรม

3. ความยุติธรรม

3. 1 ปัญหาพื้นฐานว่าด้วยความยุติธรรม

ปัญหาว่าอะไรคือความยุติธรรม เป็นปัญหาชั่วนิรันดร์ของมนุษยชาติ5  คงไม่มีใครสามารถให้ความหมายของความยุติธรรมได้ว่าคืออะไรกันแน่ ในรายละเอียดมีข้อถกเถียงอยู่มากมาย แต่ประเด็นหนึ่งที่เราอาจจะยอมรับกันเป็นยุติก็คือ ความยุติธรรมนั้นเป็นข้อเรียกร้องทางศีลธรรมที่เชื่อมโยงกับความประพฤติในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความยุติธรรมเป็นข้อเรียกร้องทางศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำในทางสังคมของมนุษย์  ในความหมายอย่างกว้าง ความยุติธรรม หมายถึง สิทธิและหน้าที่ในทางศีลธรรมที่มนุษย์มีต่อกันและกัน  พิจารณาในแง่นี้ ความยุติธรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของศีลธรรม กล่าวคือ เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมในทางสังคม  ในความหมายอย่างแคบ ความยุติธรรมย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิหน้าที่ในทางศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรแบ่งปันประโยชน์และภาระต่างๆ ของชีวิตในสังคม ซึ่งแน่นอนว่าการแบ่งปันประโยชน์ตลอดจนการกำหนดภาระต่างๆ นั้นย่อมจะเกิดการขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ อยู่เสมอ  ข้อเรียกร้องขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับความยุติธรรมในแง่มุมนี้ก็คือ การแบ่งปันประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงให้แก่บุคคลในส่วนที่เขาควรจะได้ (ius suum cuique tribuere)6  เมื่อถึงจุดนี้ สิ่งที่เป็นปัญหาให้ต้องขบคิดต่อไปก็คืออะไรเป็นเกณฑ์ที่จะใช้ตัดสินว่าบุคคลควรจะได้อะไรและได้เท่าใด

เมื่อเราพูดถึงคำว่า ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่ถูกต้องไม่เที่ยงธรรม หรือ ยุติธรรม ไม่ยุติธรรม จะพบว่าเราสามารถใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นคุณค่าดังกล่าวนี้กับสิ่งที่แตกต่างหลากหลายกันได้มาก เช่น ใช้กับบุคคล ใช้กับการกระทำ ใช้กับคำพิพากษา ใช้กับการแบ่งปันหรือการกระจายรายได้ ตลอดจนใช้กับความสัมพันธ์ในสังคม7 เราสามารถกล่าวได้ว่า การกระทำอันใดอันหนึ่งยุติธรรม หากการกระทำนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับความยุติธรรม  กฎเกณฑ์ที่กำหนดการกระทำต่างๆ ในสังคมย่อมถือว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรม หากพิจารณาจากจุดยืนของผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้นแล้ว การกำหนดกฎเกณฑ์เช่นนั้นมีเหตุมีผลเป็นที่ยอมรับได้  หรือระบบระเบียบของสังคมใดสังคมหนึ่งย่อมถือว่าเป็นระบบระเบียบที่ยุติธรรม หากปรากฏว่าสังคมนั้นมีกฎกติกา สถาบัน หรือความสัมพันธ์ในสังคมที่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำในความเป็นธรรม โดยกฎกติกา สถาบัน ตลอดจนความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้อยู่จริงในสังคม เป็นต้น

ในการพิจารณาประเด็นว่าด้วยความยุติธรรมนั้น การกระทำของมนุษย์และกฎเกณฑ์ที่กำหนดการกระทำของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องนำมาวิเคราะห์  ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์นั้น ข้อกำหนดว่าด้วยความยุติธรรมไม่ได้ใช้บังคับกับความสัมพันธ์หว่างมนุษย์ด้วยกันในทุกเรื่อง แต่ใช้บังคับเฉพาะกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมในส่วนที่เกี่ยวกับการแบ่งปันประโยชน์และการกำหนดภาระหน้าที่เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เฉพาะในส่วนที่กล่าวมานี้ก็มีความหลากหลายอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ในกรณีของการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นของส่วนรวม การให้รางวัล การแสดงออกซึ่งอำนาจในการปกครอง หรือการกำหนดโทษสำหรับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ  ปัญหามีอยู่ว่า มีข้อเรียกร้องว่าด้วยยุติธรรมประเด็นใดที่ต้องใช้บังคับกับการกระทำในทางสังคมต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า อย่างน้อยที่สุดมีข้อเรียกร้องแห่งความยุติธรรมอยู่เรื่องหนึ่งที่ใช้บังคับกับการกระทำในทางสังคมที่ได้กล่าวมาทั้งหมด นั่นคือข้อเรียกร้องที่ว่า ภายใต้สภาวการณ์ในลักษณะเดียวกันจะต้องปฏิบัติต่อคนอื่นๆ เหมือนกัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จะต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่เหมือนกันให้เหมือนกัน  ข้อเรียกร้องนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักความยุติธรรมในทางรูปแบบ มีความหมายว่า ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตามอันเป็นสถานการณ์ที่เรียกร้องความยุติธรรม บุคคลจะต้องกระทำการหรือตัดสินใจตาม “กฎเกณฑ์ที่ได้รับการกำหนดขึ้นใช้บังคับเป็นการทั่วไป” หลักการดังกล่าวนี้เป็นหลักการที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะการกระทำอันใดอันหนึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นการกระทำที่ยุติธรรม ก็ต่อเมื่อผู้กระทำไม่ได้กระทำครั้งนี้อย่างหนึ่ง ครั้งหน้าอีกอย่างหนึ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่การกระทำเหล่านั้นเป็นการกระทำภายใต้สภาวการณ์ในลักษณะเดียวกัน แต่บุคคลนั้นได้ปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์ทั่วไป โดยนำหลักเกณฑ์นั้นมาปรับใช้เหมือนกันกับสภาวการณ์ในลักษณะเดียวกัน

ที่เรียกหลักความยุติธรรมดังกล่าวว่าเป็นความยุติธรรมในทางรูปแบบ ก็เนื่องจากหลักดังกล่าวเรียกร้องแต่เพียงว่าจะต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์ทั่วไปเดียวกันในสภาวการณ์ลักษณะเดียวกัน แต่ไม่ได้บอกว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้นคือกฎเกณฑ์อันใด มีลักษณะอย่างไร หากพิเคราะห์เชื่อมโยงความยุติธรรมในทางรูปแบบที่ได้กล่าวถึงนี้กับนิติรัฐ จะเห็นได้ว่า ในทางรูปแบบ นิติรัฐก็เรียกร้องให้องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐเคารพและปฎิบัติตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมาย ก็คือ กฎเกณฑ์ที่ได้รับการกำหนดขึ้นในลักษณะที่เป็นนามธรรมใช้บังคับเป็นการทั่วไป  แต่ปัญหาที่มากไปกว่านั้นสำหรับนิติรัฐก็คือปัญหาที่ว่ากฎหมายซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปนั้น จะต้องมีลักษณะอย่างไร นี่คือด้านที่เป็นเรื่องเนื้อหาของหลักนิติรัฐเช่นกัน

ถึงแม้ว่าหลักความยุติธรรมในทางรูปแบบที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเป็นข้อเรียกร้องของความยุติธรรมที่ดูจะค่อนข้างเลื่อนลอย แต่ก็ไม่ถึงกับว่างเปล่า หาสาระอะไรไม่ได้เลยเสียทีเดียว  การที่ความยุติธรรมทางรูปแบบเรียกร้องให้เราจะต้องกระทำการตามกฎเกณฑ์ทั่วไป ซึ่งเท่ากับกระทำการตามข้อกำหนดแห่งความยุติธรรมนั้น ย่อมมีผลให้การบังคับใช้กฎเกณฑ์เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน บังคับใช้กฎเกณฑ์ให้เหมือนกันกับการกระทำทุกๆ การกระทำ ซึ่งเท่ากับว่าการบังคับใช้กฎเกณฑ์จะกระทำไปโดยอำเภอใจไม่ได้  ในทางกฎหมาย หลักความยุติธรรมทางรูปแบบก่อให้เกิดข้อบังคับว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของรัฐ  ข้อบังคับดังกล่าวนี้เรียกร้องต่อไปให้การใช้กฎหมายจะต้องกระทำโดยผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสีย และจะต้องบังคับใช้กฎหมายให้เสมอหน้ากันกับพลเมืองทุกคน โดยจะต้องไม่นำประเด็นหรือสภาวการณ์ใดๆ ที่ไม่มีความหมายในทางกฎหมายมาพิจารณาประกอบการปรับใช้กฎหมาย8 ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสาระสำคัญของหลักความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนต่อหน้ากฎหมาย

ถึงแม้ว่าความยุติธรรมในทางรูปแบบจะเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นสาระสำคัญของความยุติธรรมและเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่อาจขาดได้ก็ตาม แต่ความยุติธรรมทางรูปแบบแต่เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่สามารถทำให้เรามีเครื่องมือที่เหมาะสมในการกระทำการอย่างยุติธรรมได้ เนื่องจากความยุติธรรมในทางรูปแบบอนุญาตให้บุคคลกระทำการใดๆ ที่สัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ตราบเท่าที่การกระทำของบุคคลนั้นสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทั่วไปที่ได้รับการกำหนดไว้แล้ว ทว่าความยุติธรรมในทางรูปแบบไม่กล่าวถึงลักษณะของกฎเกณฑ์ดังกล่าวเลย  นั่นหมายความว่า แม้กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้บุคคลปฏิบัตินั้นเป็นกฎเกณฑ์ที่ยอมให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันได้โดยอาศัยเหตุแห่งความแตกต่างทางชาติพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา แหล่งกำเนิด หรือเหตุอื่น หากกฎเกณฑ์นั้นได้รับการกำหนดไว้เป็นการทั่วไปแล้ว กฎเกณฑ์ดังกล่าวย่อมสอดคล้องกับความยุติธรรมในทางรูปแบบ  เมื่อถึงจุดนี้ เราจะพบว่าความยุติธรรมในทางรูปแบบนั้น ไม่เพียงพอเสียแล้ว เราต้องก้าวข้ามประเด็นเรื่องความยุติธรรมทางรูปแบบ ไปสู่ความยุติธรรมทางเนื้อหา ซึ่งหมายความว่า ต้องมีข้อเรียกร้องที่มากไปกว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ได้รับการกำหนดขึ้นเป็นการทั่วไป นั่นคือ ข้อเรียกร้องที่มีต่อลักษณะของกฎเกณฑ์นั้น

ข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขขั้นพื้นฐานของการกำหนดกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับความยุติธรรม ดูจะเป็นปัญหาที่แท้จริง เพราะถึงแม้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยยอมรับเงื่อนไขจำนวนหนึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการกำหนดกฎเกณฑ์ แต่ความเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขพื้นฐานของการกำหนดกฎเกณฑ์นี้ดูเหมือนจะยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก ความแตกต่างในทางความเห็นที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เงื่อนไขพื้นฐานของความยุติธรรมในทางเนื้อหาซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นองค์ประกอบอันขาดเสียไม่ได้ของความยุติธรรมนั้น มีอยู่จริงหรือไม่  หากเราค้นหาคำตอบจากประวัติศาสตร์ความคิดอันยาวนานของสำนักกฎหมายธรรมชาติ เราจะพบว่าแนวทางการให้เหตุผลของนักคิดในสำนักคิดนี้ก็ยังแตกต่างกันอยู่ ไม่ลงรอยเป็นเนื้อเดียวกัน และในหลายกรณีอาจจะได้คำตอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง9 เช่น เราอาจกล่าวว่าความยุติธรรมเรียกร้องให้ต้องออกแบบระบบกฎหมายที่จะกำหนดให้บุคคลได้ในส่วนที่เขาควรจะได้ บุคคลควรจะได้อะไร เท่าใดนั้น จะต้องเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นในสังคม ตามธรรมชาติแล้วบุคคลที่เกิดมาในชนชั้นเจ้าหรือชนชั้นขุนนางย่อมมีสิทธิและอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นจึงยุติธรรมแล้ว ที่จะแบ่งปันประโยชน์ให้แก่บุคคลในชนชั้นดังกล่าวมากกว่าผู้อื่น หรือเราอาจจะกล่าวว่าความยุติธรรมเรียกร้องให้ต้องออกแบบระบบกฎหมายที่จะกำหนดให้บุคคลได้ในส่วนที่เขาควรจะได้ บุคคลควรจะได้อะไร เท่าใดนั้น จะต้องเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นในสังคม บุคคลที่เกิดมาในชนชั้นเจ้าหรือชนชั้นขุนนางก็ใช้จมูกหายใจเหมือนคนอื่น ใช้มือช่วยในการรับประทานอาหารเหมือนคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงยุติธรรมแล้วที่จะแบ่งปันประโยชน์ให้แก่บุคคลไม่ว่าจะเป็นชนชั้นเจ้าหรือขุนนาง หรือชนชั้นทั่วไปให้เท่าๆกัน โดยเหตุที่การกำหนดข้อเรียกร้องที่มีต่อความยุติธรรมในทางเนื้อหามีความแตกต่างกันในลักษณะที่กล่าวมานี้ นักนิติปรัชญาบางท่าน เช่น อัลฟ์ รอสส์ (Alf Ross) จึงเห็นว่า ใครก็ตามที่ยืนยันว่ากฎเกณฑ์ใดกฎเกณฑ์หนึ่งหรือระบบแห่งกฎเกณฑ์ระบบใดระบบหนึ่งเป็นกฎเกณฑ์หรือระบบแห่งกฎเกณฑ์ที่ไม่ยุติธรรม บุคคลผู้นั้นไม่ได้กล่าวถึงหรือชี้ให้เห็นถึงลักษณะของกฎเกณฑ์หรือระบบแห่งกฎเกณฑ์นั้นเลย คำพูดดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น  ถ้ามีใครคนหนึ่งกล่าวว่า “ผมต่อต้านกฎเกณฑ์นี้ เพราะกฎเกณฑ์นี้ไม่ยุติธรรม” สำหรับรอสส์แล้วเขาควรจะต้องกล่าวว่า “กฎเกณฑ์นี้ไม่ยุติธรรม เพราะผมต่อต้านมัน”10  พิจารณาในแง่นี้ เราย่อมไม่อาจค้นพบความยุติธรรมในทางเนื้อหาได้เลย

อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวนี้เป็นความเห็นที่สามารถโต้แย้งได้  ข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีจินตนาการเกี่ยวกับความยุติธรรมที่แตกต่างกัน ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าข้อเรียกร้องว่าด้วยความยุติธรรมทางเนื้อหาเป็นข้อเรียกร้องที่ว่างเปล่า หรือการค้นหาเงื่อนไขพื้นฐานของการกำหนดกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ เพียงเพราะผู้คนถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่  ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันเกี่ยวกับเงื่อนไขพื้นฐานของความยุติธรรมทางเนื้อหาไม่ขัดขวางข้อสรุปที่ว่า เงื่อนไขพื้นฐานของความยุติธรรมทางเนื้อหามีอยู่จริง และเงื่อนไขดังกล่าวเป็นเงื่อนไขร่วมกันที่โดยทั่วไปแล้ว ยากที่จะปฏิเสธได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะต้องระลึกอยู่เสมอก็คือเราไม่สามารถหาจุดร่วมเกี่ยวกับความยุติธรรมโดยพิจารณาจากการกระทำทางสังคมในทุกลักษณะพร้อมกันได้  วิธีการในการค้นหาจุดร่วมเกี่ยวกับความยุติธรรมนั้นจะต้องกระทำโดยแยกแยะรูปแบบความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำในทางสังคมก่อน จากนั้นจึงมาพิจารณาดูว่าในรูปแบบแต่ละรูปแบบนั้น มีอะไรเป็นจุดร่วมกันหรือไม่

3. 2 รูปแบบของความยุติธรรม

ในอดีต นักปรัชญาบางท่านพยายามที่จะอธิบายเรื่องความยุติธรรมและแยกรูปแบบของความยุติธรรมเอาไว้ ที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะเป็นอริสโตเติล  อริสโตเติล (Aristotle) ได้แยกความยุติธรรมตามลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมออกเป็น 2 รูปแบบ11 คือ ความยุติธรรมแบบแลกเปลี่ยนตอบแทน (dikaion diorthotikon; iustitia commutativa) และความยุติธรรมแบบแบ่งสันปันส่วน (dianemetikon dikaion; iustitia distributiva)  การกระทำอันใดยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมนั้นจะต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน ในฐานะที่เท่าเทียมกันและแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน หรือเป็นความสัมพันธ์ที่บุคคลคนหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าและแบ่งปันกระจายประโยชน์ให้บุคคลอื่นซึ่งตกอยู่ภายใต้อำนาจที่เหนือกว่านั้น  ความยุติธรรมรูปแบบแรกนั้นปรากฏเป็นความยุติธรรมในทางสัญญา เช่น การซื้อขายแลกเปลี่ยน ความยุติธรรมในลักษณะนี้ถือว่าเป็นความยุติธรรมพื้นฐานในทางเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ความยุติธรรมในลักษณะนี้ยังปรากฏเป็นความยุติธรรมในการแก้แค้นทดแทนการกระทำความผิดอาญาอีกด้วย ส่วนความยุติธรรมรูปแบบหลัง ปรากฏเป็นความยุติธรรมในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างพ่อแม่ฝ่ายหนึ่งกับลูกอีกฝ่ายหนึ่ง หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐฝ่ายหนึ่งกับราษฎรอีกฝ่ายหนึ่ง  ปัญหาของความยุติธรรมในกรณีนี้อยู่ที่ว่าจะแบ่งปันประโยชน์ (ตลอดจนภาระหน้าที่) อย่างไรจึงจะได้ชื่อว่ายุติธรรม การแบ่งปันประโยชน์นั้นรัฐควรจะแบ่งปันประโยชน์ให้แก่ราษฎรทุกคนเท่ากันหรือไม่เท่ากันอย่างไร และจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งปันประโยชน์อันนั้น ถ้าแบ่งปันประโยชน์ให้แก่ทุกคนเท่าๆ กันจะถือได้ไหมว่ายุติธรรม ซึ่งอริสโตเติลก็ไม่ได้เห็นไปในลักษณะนั้น แต่เห็นว่าการแบ่งปันในกรณีนี้ต้องว่ากันไปตามสัดส่วน แต่ประเด็นว่าอะไรคือเกณฑ์ในการใช้เพื่อที่จะแบ่งปันตามสัดส่วนก็เป็นเรื่องที่ยังมีปัญหาอยู่

ความคิดของอริสโตเติลแม้ว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องที่ว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมที่แตกต่างกันย่อมจะกำหนดข้อเรียกร้องความยุติธรรมที่แตกต่างกัน แต่ตำราทฤษฎีกฎหมายและนิติปรัชญาในยุคหลังๆเห็นว่าข้อเสนอของอริสโตเติลยังไม่ครบถ้วน เนื่องจากอริสโตเติลได้ตัดประเด็นบางประเด็นทิ้งไปและนำเอาสิ่งที่แตกต่างกัน (เช่น สัญญากับอาชญากรรม) มารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน 

ในปัจจุบัน เราอาจแยกรูปแบบของความยุติธรรมตามลักษณะของการกระทำในทางสังคมออกได้เป็น 4 รูปแบบ12 คือ

(1) ความยุติธรรมในความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนกัน เช่น การแลกเปลี่ยนเงินกับการบริการ  ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ที่บุคคลหลายคนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ ตลอดจนสิทธิต่างๆ ทั้งนี้โดยผู้ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์นั้น มุ่งหมายให้ตนได้ประโยชน์ให้มากที่สุด  รูปแบบการกระทำในทางสังคมดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่การแลกเปลี่ยนสินค้าในชุมชนบุพกาลจนถึงการตกลงทำสัญญาบนพื้นฐานของความสมัครใจในรูปแบบต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่  บุคคลแต่ละคนที่เข้าร่วมในความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนที่กล่าวมานี้ เข้ามาร่วมในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคลที่ทรงสิทธิในทรัพย์สินที่จะใช้แลกเปลี่ยนตอบแทนกัน  การแลกเปลี่ยนทรัพย์สินตลอดจนบริการต่างๆ ตั้งอยู่บนเงื่อนไขของการยอมรับอำนาจของผู้ที่เข้าร่วมในการแลกเปลี่ยน  ความยุติธรรมในความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนตอบแทนกันจึงเรียกร้องหรือกำหนดเงื่อนไขว่า บุคคลที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวจะต้องกระทำการโดยใจสมัครและจะต้องไม่มีใครได้เปรียบมากจนเกินไปจากการแลกเปลี่ยนดังกล่าว  กฎเกณฑ์ทางกฎหมายจะต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ เช่น ระบบกฎหมายย่อมจะต้องไม่ยอมรับสัญญาที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่ หรือการทำกลฉ้อฉล ตลอดจนต้องปฏิเสธข้อสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบกันอย่างรุนแรงโดยการกำหนดกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเข้าควบคุมการตกลงทำสัญญา เป็นต้น ความยุติธรรมในความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้อาจเรียกว่า ความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนตอบแทน

(2) ความยุติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ ซึ่งรวมตัวทำงานร่วมกันหรือใช้ชีวิตร่วมกัน  ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นกับกลุ่มในทางสังคมที่มีลักษณะเป็นครอบครัว โคตรตระกูลหรือเครือญาติ บริษัทต่างๆ  ปัญหาของความยุติธรรมในความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เป็นปัญหาการแบ่งปันประโยชน์ (เช่น ทรัพย์สิน) และภาระอย่างเป็นธรรมให้แก่บุคคลต่างๆ ภายในกลุ่ม  หากกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปแล้ว ปัญหาในเรื่องนี้มี 2 ประการ  ปัญหาแรก คือปัญหาที่ว่า ควรจะกำหนดภาระหน้าที่อย่างไรให้แก่บุคคลต่างๆ ในงานที่ต้องปฏิบัติ  ปัญหาที่สอง คือปัญหาว่า เมื่อกลุ่มได้ประโยชน์จากผลงานที่ทำขึ้นแล้ว ควรจะแบ่งปันประโยชน์ที่เกิดจากผลงานที่บุคคลทั้งหลายได้กระทำร่วมกันอย่างไร  มีข้อสังเกตว่า อาจมีกลุ่มในทางสังคมบางกลุ่มที่สมาชิกของกลุ่มไม่ได้ทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ของกลุ่ม แต่สมาชิกของกลุ่มมีสิทธิเรียกร้องในบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น บรรดาทายาทที่มีสิทธิในกองมรดก  ในกรณีเช่นนี้ ปัญหาย่อมมีอยู่เฉพาะการแบ่งปันประโยชน์และภาระให้เที่ยงธรรมเท่านั้น กฎเกณฑ์ที่กำหนดการแบ่งปันประโยชน์ตลอดจนภาระที่ได้กล่าวมานี้ย่อมถือเป็นวัตถุแห่ง ความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน

(3) ความยุติธรรมในความสัมพันธ์ทางการปกครอง เป็นกรณีที่บุคคลคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้ปกครองทรงไว้ซึ่งอำนาจหรือสิทธิที่จะกำหนดให้บุคคลอื่นที่อยู่ภายใต้การปกครองกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  อำนาจในการจัดการปกครองดังกล่าวนี้อาจจะเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการยอมรับของบุคคลทั้งปวงที่ร่วมอยู่ในความสัมพันธ์ดังกล่าว หรืออาจจะเป็นอำนาจที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ทางสังคมที่จะต้องได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ร่วมอยู่ในความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างน้อยจำนวนหนึ่ง  ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือระหว่างรัฐกับราษฎร  ประเด็นที่ว่ากลุ่มคนที่มาอยู่รวมกันจะต้องมีการจัดการปกครองโดยอาศัยอำนาจปกครองแผ่นดินเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและเพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ ร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นประเด็นที่แทบจะไม่จำเป็นต้องอภิปรายกันอีก  แม้กระนั้น เราก็พบว่า อำนาจในการจัดการปกครองไม่ได้เป็นไปเพื่อระงับข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเท่านั้น แต่อำนาจในการจัดการปกครองเองนั้นอาจสร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ และก่อให้เกิดอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ด้วย เช่น อำนาจในการประกาศกฎอัยการศึก อำนาจในการเข้าตรวจค้นเคหสถาน ฯลฯ  ในการจัดการปกครองจึงจำเป็นที่จะต้องมีการจำกัดอำนาจของผู้ปกครองลง  ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ คือปัญหาที่ว่า อำนาจในการจัดการปกครองนั้นควรจะมีขอบเขตเพียงใดและต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขใดจึงจะทำให้อำนาจดังกล่าวนั้นเป็นอำนาจที่ชอบธรรม  ข้อเรียกร้องที่มีต่อการกำหนดความสัมพันธ์ในการปกครองที่กล่าวมานี้ เป็นประเด็นของ ความยุติธรรมทางการเมือง

(4) ความยุติธรรมในกรณีที่บุคคลฝ่าฝืนกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น หรือละเมิดหน้าที่ของตน ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขเยียวยาตลอดจนทดแทนการกระทำที่ไม่ถูกต้องของบุคคลผู้นั้น  การดำเนินการดังกล่าวอาจทำได้ใน 2 ลักษณะ  ลักษณะแรก เป็นกรณีที่ทำให้สิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือถูกล่วงละเมิดนั้นกลับฟื้นคืนดี เช่น การคืนทรัพย์สิน หรือการชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย  ลักษณะที่สอง เป็นกรณีของการตอบแทนผู้กระทำความผิดด้วยการลงโทษทางอาญา  ปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรมในเรื่องนี้มีหลายประการ เช่น ปัญหาว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนความเสียหายควรจะเป็นเท่าใด การกระทำความผิดหรือการล่วงละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ลักษณะใดที่ควรกำหนดเพียงแค่การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่สมควรกำหนดเป็นโทษอาญา13 กรณีใดที่ควรกำหนดทั้งสองประการ โทษที่กำหนดขึ้นนั้นควรจะมีระดับความรุนแรงมากหรือน้อยเพียงใด14 เป็นต้น  ความยุติธรรมเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างเหล่านี้เป็น ความยุติธรรมในการแก้ไขเยียวยาและทดแทน

การแบ่งแยกรูปแบบของความยุติธรรมออกเป็นสี่รูปแบบข้างต้น เป็นเพียงความพยายามในการทำให้การอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับความยุติธรรมในทางเนื้อหามีความชัดเจนขึ้นเท่านั้น หาใช่เป็นการแบ่งแยกที่เด็ดขาดไม่ อย่างไรก็ตามในการพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนิติรัฐกับความยุติธรรมนั้น เราคงไม่อาจที่ตัดประเด็นเรื่องเสรีภาพ ประเด็นเรื่องความเสมอภาค ประเด็นเกี่ยวกับความชอบธรรมในการปกครอง ตลอดจนประเด็นเกี่ยวกับสภาพบังคับทางกฎหมาย (โทษ) ออกไปจากการพิจารณาได้ ดังนั้นไม่ว่าจะแบ่งแยกรูปแบบของความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างไร ก็ต้องอภิปรายในประเด็นเหล่านี้ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมเสมอ

3. 3 เงื่อนไขพื้นฐานของความยุติธรรมทางเนื้อหา

ในกรณีของความยุติธรรมแบบแลกเปลี่ยนตอบแทน เราย่อมถือว่าการแลกเปลี่ยนตอบแทนที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับความยุติธรรม ถ้าหากว่าการแลกเปลี่ยนตอบแทนนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทน “ค่าที่เท่ากัน”  แนวความคิดในเรื่องนี้ไม่ได้มีแต่ในชุมชนบุพกาลเท่านั้น แม้สังคมสมัยใหม่ก็ยอมรับด้วยเช่นกัน แนวความคิดดังกล่าวดำรงอยู่ภายใต้หลักต่างตอบแทน อย่างไรก็ตามโดยเหตุที่การกำหนดค่าที่เท่ากันก็หาใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ดังนั้นในปัจจุบันแนวความคิดในเรื่องดังกล่าวได้เปลี่ยนไป โดยความยุติธรรมแบบแลกเปลี่ยนในเชิงกระบวนการได้เข้ามาแทนที่ นั่นคือ แนวความคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ในตลาดเสรี  ตามแนวความคิดดังกล่าวนี้ การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการย่อมถือว่าสอดคล้องกับความยุติธรรม หากว่าการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเกิดขึ้นโดยเสรีโดยผู้ที่แลกเปลี่ยนกันนั้นมีความเท่าเทียมกัน แนวความคิดดังกล่าวนี้เรียกร้องว่า ในตลาดซึ่งเป็นตลาดที่แข่งขันกันอย่างเสรีโดยสมบูรณ์ (อันเป็นอุดมคติของตลาด) นั้น จะต้องมีจำนวนผู้เสนอสินค้าและบริการตลอดจนผู้ที่ต้องการสินค้าและบริการมากพอที่จะไม่มีผู้ใดครอบงำและกำหนดราคาสินค้าและบริการได้โดยลำพัง โดยผู้ที่ร่วมอยู่ในตลาดทุกคนจะต้องมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องมากเพียงพอที่จะตัดสินใจเลือกสินค้าและบริการได้ ทั้งนี้โดยจะต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ทางกฎหมายห้ามการใช้กำลังอำนาจข่มขู่ ตลอดจนห้ามการฉ้อฉลหลอกลวง  ในตลาดเช่นนี้ บุคคลทุกคนที่มีเหตุผลตามธรรมดาสามัญทั่วไปย่อมสามารถที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ดังนั้นใครก็ตามที่สมัครใจเข้าแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ประกอบไปด้วยลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ผู้นั้นย่อมไม่มีเหตุที่จะคร่ำครวญหวนไห้ถึงผลของการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการนั้น และต้องถือว่าการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการนั้นเป็นไปโดยยุติธรรมแล้ว15 อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่ในทางความเป็นจริง ตลาดในอุดมคติเกิดขึ้นยากมาก ดังนั้น กฎหมายในหลายลักษณะจึงไม่เปิดโอกาสให้บุคคลแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกันได้อย่างเสรี เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการซื้อขายหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ในกรณีของความยุติธรรมแบบแบ่งสันปันส่วนนั้น ในอดีตเห็นกันว่า สมาชิกของกลุ่มซึ่งทำงานร่วมกันนั้น ควรจะได้รับประโยชน์หรือภาระตามสัดส่วนที่อาจแตกต่างกันได้ ซึ่งเกณฑ์ที่จะใช้กำหนดสัดส่วนแห่งประโยชน์หรือภาระที่บุคคลจะได้รับนั้นอาจแตกต่างหลากหลายกัน เช่น เกณฑ์เกี่ยวกับชาติกำเนิดหรือสถานะทางสังคมของบุคคลนั้น เกณฑ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของผลงาน เกณฑ์เกี่ยวกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล เป็นต้น

ในปัจจุบันนี้ โดยเหตุที่ว่าความคิดที่ถือว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีใครอ้างชาติกำเนิดของตนทำให้ตนได้สิทธิดีกว่าผู้อื่น เป็นความคิดที่ได้รับการยอมรับนับถือทั่วไป ซึ่งความคิดดังกล่าวคือความคิดว่าด้วยความเสมอภาคกันตามธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้ข้อเรียกร้องให้แบ่งปันสิทธิและหน้าที่โดยไม่เท่าเทียมกันนั้นย่อมจะเป็นไปได้แต่ในกรณีที่มีเหตุผลอันอาจยอมรับกันโดยทั่วไปได้ว่ามีความชอบธรรมเท่านั้น เหตุผลอันอาจยอมรับได้ดังกล่าว ก็เช่น การยอมรับให้เด็กหรือผู้ป่วยทางจิต ได้รับการแบ่งปันประโยชน์หรือการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดาได้ แต่การจะปฏิบัติต่อบุคคลให้แตกต่างกันด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ ทางเชื้อชาติ หรือ ชนชั้น ย่อมเป็นสิ่งที่พ้นสมัยเสียแล้ว16 โดยพื้นฐานความคิดเช่นนี้ แนวความคิดในอดีตที่ว่าบุคคลอาจได้รับประโยชน์และภาระตามสัดส่วน จึงถูกปรุงแต่งให้มีลักษณะพิเศษขึ้นกว่าเดิม และนำไปสู่ความยุติธรรมแบบแบ่งสรรปันส่วนในทางกระบวนการและความเท่าเทียมกันมากขึ้นกว่าเดิม กล่าวคือ สมาชิกของกลุ่มบุคคลที่มาทำงานร่วมกันหรือใช้ชีวิตร่วมกันนั้นจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และจะต้องได้รับประโยชน์หรือภาระของส่วนรวมเท่าๆ กัน หากไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลที่ยอมรับนับถือเป็นการทั่วไปกำหนดให้ต้องปฏิบัติแตกต่างกันหรือแบ่งปันประโยชน์และภาระไม่เท่ากัน

มีข้อสังเกตว่า หลักแห่งความเสมอภาคในการแบ่งปันประโยชน์และภาระที่ได้กล่าวมานี้ไม่ได้เรียกร้องให้ต้องปฏิบัติต่อสมาชิกทุกคนเหมือนกัน การแบ่งปันประโยชน์และภาระให้แก่สมาชิกแต่ละคนไม่เท่ากันย่อมเป็นไปได้ หากการกระทำดังกล่าวนั้นมีเหตุผลยอมรับได้  ตัวอย่างของเหตุผลดังกล่าวก็เช่นการที่สมาชิกผู้นั้นปฏิบัติภารกิจได้ดีเป็นพิเศษกว่าสมาชิกผู้อื่น เป็นต้น

ในกรณีของความยุติธรรมทางการเมืองนั้น ปัจจุบันยอมรับกันเป็นยุติแล้วว่า การจัดการปกครองในชุมชนมนุษย์ต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทั่วไปที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ปกครอง  วัตถุประสงค์ทั่วไปของการจัดการปกครอง คือ การปกป้องคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของมนุษย์ และการประกันการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ให้เป็นไปอย่างมั่นคง การใช้อำนาจในการปกครองจึงต้องใช้เท่าที่จำเป็นให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดการบังคับตามสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกทั้งหลายอย่างเป็นธรรม และใช้อำนาจไปในลักษณะที่จะยังประโยชน์ในความสัมพันธ์ระหว่างกันของทุกฝ่าย โดยพื้นฐานแนวความคิดเช่นนี้ หลักนิติรัฐในทางเนื้อหาจึงเรียกร้องให้การใช้อำนาจของรัฐต้องเป็นไปตามหลักแห่งความพอสมควรแก่เหตุ หรือบางครั้งก็เรียกกันว่าหลักสัดส่วน ซึ่งหมายความว่าการใช้อำนาจของรัฐจะต้องเป็นไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม ทั้งนี้โดยจะต้องใช้มาตรการที่รุนแรงน้อยที่สุดที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ และมาตรการที่รุนแรงน้อยที่สุดแล้วนั้น ในที่สุดแล้วจะต้องได้สัดส่วนกันระหว่างประโยชน์ของปัจจเจกบุคคลที่เสียไปและประโยชน์ที่มหาชนจะได้รับด้วย17

ส่วนความยุติธรรมในการแก้ไขเยียวยาและทดแทนนั้น การแก้ไขเยียวยาตลอดจนการทดแทนตั้งอยู่บนเงื่อนไขของสิทธิและหน้าที่ของบุคคล  การกระทำที่ละเมิดสิทธิของบุคคลสมควรที่จะกำหนดให้มีการแก้ไขเยียวยาโดยการทำให้กลับฟื้นคืนดี หรือการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือสมควรที่จะลงโทษผู้กระทำ การกำหนดในลักษณะต่างๆ นั้นย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของความไม่ถูกต้องแห่งการกระทำนั้นเป็นสำคัญ  โดยทั่วไปแล้วเราอาจกล่าวได้ว่า หลักความยุติธรรมกำหนดให้ต้องมีการแก้ไขเยียวยา หากผู้กระทำได้ล่วงละเมิดหน้าที่ที่ตนต้องเคารพและในขณะเดียวกันนั้นได้ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น  ในขณะที่โทษทางอาญานั้นได้รับการกำหนดขึ้นเพราะการกระทำนั้นไม่เพียงแต่เพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลเท่านั้น แต่มีขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวม  ในกรณีที่การกระทำใดเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลและกระทบต่อการอยู่ร่วมกันของสังคมไปพร้อมๆ กัน ก็อาจกำหนดให้มีทั้งการแก้ไขทดแทนโดยการกระทำให้กลับฟื้นคืนดีหรือการชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายและการลงโทษทางอาญาได้ด้วยพร้อมกัน ทั้งโดยต้องคำนึงถึงน้ำหนักของการกระทำที่ละเมิดสิทธิหน้าที่และระดับความรุนแรงของการละเมิดหน้าที่ประกอบกัน

ข้อเรียกร้องแห่งความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนตอบแทน ความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน ความยุติธรรมในทางการเมือง และความยุติธรรมในการแก้ไขเยียวยาและทดแทนนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระต่อกัน แต่เป็นเงื่อนไขของกันและกันและเสริมแต่งซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกับโครงข่ายแห่งความสัมพันธ์ในสังคมที่สลับซับซ้อน และเพราะรูปแบบการกระทำทางสังคมแต่ละรูปแบบนั้นทับซ้อนผสมผสานกัน  ในครอบครัวหนึ่ง ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวย่อมไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ความยุติธรรมแบบแบ่งสันปันส่วนเท่านั้น แต่อาจตกอยู่ภายใต้ความยุติธรรมแบบแลกเปลี่ยนตอบแทน ความยุติธรรมในการใช้อำนาจปกครอง ตลอดจนความยุติธรรมในการแก้ไขเยียวยาและทดแทนได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นสมาชิกของครอบครัวจึงตกอยู่ภายใต้ข้อเรียกร้องแห่งความยุติธรรมในหลายลักษณะพร้อมๆ กันได้

3. 4 ความยุติธรรมทางสังคม18

ความยุติธรรมทางสังคม หมายถึง ข้อเรียกร้องแห่งความยุติธรรมทั้งปวงที่เชื่อมโยงกับระเบียบทางสถาบันและความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมด เป็นข้อเรียกร้องแห่งความยุติธรรมที่เกี่ยวพันกับการแบ่งปันประโยชน์และภาระต่างๆในสังคม ความเข้าใจเกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม อาจแตกต่างกันออกไปตามแนวคิดหรืออุดมการณ์พื้นฐานในทางการเมือง ในที่นี้จะพิเคราะห์ความยุติธรรมทางสังคมในส่วนที่เชื่อมโยงกับการปกครองตามหลักนิติรัฐ และตามรูปแบบความยุติธรรมที่ได้กล่าวมาข้างต้น

โดยเหตุที่สังคมมนุษย์เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันและการดำเนินกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้มนุษยชาติสามารถดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ การกำหนดระบบระเบียบกฎเกณฑ์จึงต้องตกอยู่ภายใต้หลักความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน  หลักดังกล่าวนี้ใช้เฉพาะกับกรณีการแบ่งปันประโยชน์และภาระอันเป็นประโยชน์และภาระที่สมาชิกทุกคนของสังคมมีอยู่ร่วมกันให้แก่สมาชิกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพราะประโยชน์และภาระเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วหรือเป็นสิ่งที่เป็นผลจากการกระทำร่วมกันของสังคม  เราอาจเรียกประโยชน์และภาระเหล่านี้ว่าประโยชน์และภาระทางทางสังคม  โดยเหตุที่ประโยชน์และภาระดังกล่าวเป็นประโยชน์และภาระที่เกิดขึ้นแก่สมาชิกทุกคนของสังคม การแบ่งปันประโยชน์และภาระจึงต้องเป็นไปตามหลักแห่งความเสมอภาค  ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องเบื้องต้นว่า ในการกำหนดระบบระเบียบในสังคมนั้น จะต้องกำหนดให้สมาชิกทุกคนของสังคมมีส่วนอย่างเท่าเทียมกันในประโยชน์และภาระทั้งหลาย เว้นแต่จะมีเหตุผลที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปว่ากรณีหนึ่งกรณีใดเป็นกรณีที่อาจแบ่งปันประโยชน์และภาระไม่เท่าเทียมกันได้  หลักดังกล่าวนี้ คือ หลักความเสมอภาคทางสังคม

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ ประโยชน์และภาระในกรณีใดที่ถือว่าเป็นประโยชน์หรือภาระทางสังคม และด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องแบ่งปันประโยชน์และภาระเหล่านั้นตามหลักความเสมอภาคทางสังคม  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีปัญหาถกเถียงกัน เนื่องจากคำตอบในกรณีนี้อยู่ที่ว่าผู้ตอบคำถามมีแนวความคิดเกี่ยวกับสังคมอย่างไร  พวกเสรีนิยมคลาสสิคเห็นว่า เฉพาะแต่สิทธิและเสรีภาพทั่วไปของพลเมืองและทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นประโยชน์และภาระทางสังคม  พวกสังคมนิยมกลับเห็นว่า นอกจากสิทธิ เสรีภาพ และทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ประโยชน์หรือผลที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจยังถือว่าเป็นประโยชน์หรือสมบัติของสังคมด้วย19 ถึงแม้ว่าทั้งสองพวกนี้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ในสังคมประชาธิปไตยแล้ว เราย่อมถือว่าสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้เป็นประโยชน์และภาระทางสังคม กล่าวคือ สิทธิทั่วไปของพลเมือง เสรีภาพของพลเมือง สิทธิในทางการเมือง สถานะและโอกาสทางสังคม โอกาสในทางเศรษฐกิจ ตลอดจนภาระในทางสังคม เช่น ภาระในทางภาษี เป็นต้น

ในแง่ของโอกาสนั้น แนวความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยเรียกร้องให้บุคคลทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจว่าในสังคมทั้งหลายนั้น สถานะทางสังคมของบุคคลย่อมมีผลเป็นตัวกำหนดการมีส่วนร่วมในอำนาจ อิทธิพล และทรัพยากรต่างๆ  ดังนั้นโดยหลักแล้วระบบกฎหมายจะต้องออกแบบระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคมให้เกิดการแบ่งปันสถานะและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การแบ่งปันสถานะและโอกาสทางสังคมอย่างไม่เท่าเทียมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ยอมรับนับถือกันโดยทั่วไปได้เป็นเครื่องรองรับ ถึงแม้ว่าเหตุผลที่สร้างความชอบธรรมให้กับการแบ่งปันสถานะและโอกาสทางสังคมอย่างไม่เทียมกันจะหาได้ยากยิ่งก็ตาม แต่การแบ่งปันสถานะในทางสังคมอย่างไม่เท่าเทียมกันก็อาจจะเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากในสังคมที่ประกอบไปด้วยสมาชิกเป็นจำนวนมากนั้นย่อมต้องมีการจัดระเบียบสังคม การจัดระเบียบดังกล่าวต้องเกิดขึ้นในลักษณะที่มีการกำหนดอำนาจในการปกครองลดหลั่นกันเป็นลำดับชั้น  นอกจากนี้ในสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและมีรูปแบบการร่วมมือกระทำกิจกรรมที่หลากหลายย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งแยกบทบาทและกำหนดสถานะให้บุคคลในลักษณะที่แตกต่างกันเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  ความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นนี้ย่อมถือได้ว่าถูกต้องชอบธรรม ถ้าหากว่าไม่เฉพาะแต่บุคคลที่ครองสถานะดังกล่าวนั้นได้ประโยชน์ และบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้ครองสถานะนั้นก็สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากการมีสถานะดังกล่าวด้วย  อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ว่า สถานะที่เป็นที่ต้องการของบุคคลทั้งหลายนี้ต้องเป็นสถานะที่โดยหลักแล้วเปิดโอกาสให้บุคคลทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อให้บุคคลที่มีความสามารถเหมาะสมกับสถานะนั้นมีโอกาสที่จะเข้าไปดำรงสถานะดังกล่าว  ในแง่นี้ ความยุติธรรมทางสังคมเรียกร้องความเท่าเทียมกันทางสังคม

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งเมื่อกล่าวถึงความยุติธรรมทางสังคม คือ การแบ่งปันสิทธิในความเสมอภาคและสิทธิในเสรีภาพ ทั้งสิทธิในความเสมอภาคและสิทธิในเสรีภาพ ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ทางสังคมทั้งสิ้น การแบ่งปันสิทธิอาจจะเป็นไปอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่เท่าเทียมกันได้โดยกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น แต่การแบ่งปันดังกล่าวต้องสอดคล้องกับความยุติธรรม หากสิทธินั้นเป็นสิทธิทั่วไปของพลเมือง คือ เป็นสิทธิที่บุคคลซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมมีอยู่โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์พิเศษใดๆ เช่น สิทธิที่จะตกลงเข้าทำสัญญา  ระบบกฎหมายต้องแบ่งปันสิทธิดังกล่าวนี้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ถ้าสิทธินั้นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นในสภาวการณ์พิเศษบางประการ หรือบุคคลนั้นกระทำการบางประการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธินั้น ระบบกฎหมายสามารถแบ่งปันสิทธิเหล่านี้ไม่เท่าเทียมกันได้ เช่น สิทธิของบุคคลที่จะได้รับค่าจ้าง  การที่หลักความเสมอภาคทางสังคมเรียกร้องให้ต้องเคารพสมาชิกทุกคนของสังคม ย่อมก่อให้เกิดเงื่อนไขของความมีสิทธิเท่าเทียมกัน การมีสิทธิเท่าเทียมกันนี้ปฏิเสธการเลือกปฏิบัติในทุกลักษณะ การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างไม่เทียมกันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อการปฏิบัติดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานของกฎเกณฑ์ทั่วไปและไม่ขึ้นกับตัวบุคคล  พิจารณาในแง่นี้ ความยุติธรรมทางสังคมย่อมเรียกร้องให้มีความเสมอภาคทางกฎหมาย การแบ่งปันสิทธิในเสรีภาพก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน เนื่องจากเสรีภาพของบุคคลแต่ละคน คือ ความเป็นไปได้ในอันที่จะกำหนดวิถีชีวิตของตนตามที่ตนเห็นว่าถูกต้องโดยปราศจากข้อจำกัดทางสังคม  การกำหนดให้บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพมากน้อยเพียงใด ย่อมเป็นไปหลักความยุติธรรมแบบแบ่งสรรปันส่วน ด้วยเหตุดังกล่าวการกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพไม่เท่ากันย่อมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ยอมรับนับถือได้เป็นการทั่วไปรองรับ ซึ่งดูเหมือนเหตุผลดังกล่าวไม่น่าจะมีได้20 เมื่อเหตุผลในการแบ่งปันเสรีภาพให้แก่บุคคลไม่เท่าเทียมกันโดยทั่วไปไม่อาจมีได้แล้ว จึงต้องแบ่งปันเสรีภาพให้แก่บุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่ยังสามารถทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบในสังคมและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมเป็นไปได้  พิจารณาในแง่นี้ ความยุติธรรมทางสังคมเรียกร้องให้เกิดความเสมอภาคของพลเมือง

โดยเหตุที่การอยู่ร่วมกันในสังคม จำเป็นต้องมีการระบบการปกครอง ระบบกฎหมายที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้แก่การปกครองจึงต้องยอมให้พลเมืองสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการก่อตั้งเจตจำนงในทางมหาชนเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วไปของสังคมได้ ในแง่นี้บุคคลต้องมีสิทธิทางการเมือง สิทธิทางการเมืองเป็นประโยชน์ทางสังคมที่โดยหลักทั่วไปแล้วไม่มีเหตุใดที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการแบ่งปันสิทธิดังกล่าวให้แก่บุคคลอย่างไม่เท่าเทียมกันได้ และต้องถือว่าสมาชิกของสังคมทุกคนเป็นผู้ทรงสิทธิทางการเมืองเท่ากันในอันที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและการตัดสินใจร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องราวสาธารณะ  ในแง่นี้ความยุติธรรมทางสังคมเรียกร้องให้เกิดการมีส่วนร่วมในทางประชาธิปไตย จะได้เห็นว่าแม้การเกิดขึ้นของแนวความคิดว่าด้วยนิติรัฐจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีส่วนประกอบของหลักประชาธิปไตยก็ตาม แต่หากพิจารณาหลักนิติรัฐเชื่อมโยงกับความยุติธรรมทางการเมืองแล้ว ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะปฏิเสธความสัมพันธ์กันระหว่างนิติรัฐกับประชาธิปไตยได้

ปัญหาที่ดูจะยุ่งยากที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับโอกาสในทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตลอดจนรายได้ต่างๆ ของบุคคลจะถือได้หรือไม่ว่าเป็นสมบัติของสังคมอันจะสามารถเป็นวัตถุแห่งการแบ่งปันได้  ฝ่ายที่นิยมเศรษฐกิจเสรีเห็นว่า สภาพในทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลเป็นผลมาจากความขยันขันแข็งและโชคของบุคคลนั้น ในขณะที่ฝ่ายสังคมนิยมเน้นย้ำว่า ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และรายได้ต่างๆ นั้น เป็นผลผลิตร่วมกันของสังคม  ความยุ่งยากของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่าประโยชน์หรือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นคุณค่าในทางเนื้อหา คุณค่าในทางเนื้อหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทำงานและความสำเร็จส่วนบุคคล ดังนั้น จึงมีเหตุผลสนับสนุนในแง่ที่ว่าใครก็ตามที่ทำงานและได้รับผลดีอันเนื่องจากการทำงานของตน เขาก็ควรมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะได้รับประโยชน์จากการทำงานของตนนั้น  เราจะเห็นได้ว่า ประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมน้อยกว่ากรณีอื่น เช่น สิทธิในความเสมอภาค สิทธิในเสรีภาพ หรือสิทธิทางการเมือง อย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่าทำไมเราจึงสามารถยอมรับความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจได้ในระดับที่มากกว่าความไม่เท่าเทียมกันในด้านอื่น  แม้กระนั้นในอีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับการแบ่งงานกันทำและความสลับซับซ้อนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยผลดังกล่าวทำให้เรากล่าวได้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของคนคนหนึ่งย่อมเป็นผลมาจากการทำงานของสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมด้วย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแบ่งปันประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เป็นธรรม ดังนั้นจึงไม่อาจจะแบ่งปันประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปตามความขยันขันแข็งและโชคของคนคนนั้นเท่านั้น แต่อาจจะมีประเด็นอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวพันกัน เพราะถ้าเรามองว่าประโยชน์หรือผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ แม้ว่าโดยหลักอาจจะถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของคนคนนั้นถ้ายังยอมรับระบบเศรษฐกิจแบบเสรี แต่เราต้องยอมรับว่า ไม่มีใครในโลกนี้เกิดมาแล้วประสบความสำเร็จได้โดยลำพัง ความสำเร็จหรือความร่ำรวยของคนคนหนึ่งนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการทำงานของคนอื่นๆ ในสังคมเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้ามองอย่างนี้ แนวความคิดและวิธีการแบ่งปันประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็อาจจะเป็นไปอีกลักษณะหนึ่ง  นี่จึงนำมาสู่ข้อเรียกร้องว่าด้วยความยุติธรรมในการแบ่งปันทางเศรษฐกิจ

เท่าที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เราอาจเชื่อมโยงแนวความคิดว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคมเข้ากับนิติรัฐได้ในแง่ที่ว่า นิติรัฐนั้นย่อมจะต้องยอมรับความเสมอภาคในทางกฎหมาย ยอมรับให้พลเมืองมีเสรีภาพ ยอมรับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของพลเมือง สร้างระบบกฎหมายที่ตอบสนองความเท่าเทียมกันในโอกาสทางสังคม และพยายามสร้างความยุติธรรมในการแบ่งปันประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

การยอมรับความเสมอภาคในทางกฎหมาย ย่อมไม่ใช่แต่เพียงการกำหนดกฎหมายขึ้นใช้บังคับเป็นการทั่วไปเท่านั้น ในแง่ของการบังคับใช้กฎหมาย ก็จะต้องกระทำโดยไม่คำนึงถึงหน้าของบุคคลด้วย การปฏิบัติต่อบุคคลโดยไม่เท่าเทียมกันในทางกฎหมาย โดยหลักแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ และหากจะมีข้อยกเว้นในเรื่องนี้ นอกจากจะต้องอธิบายให้เหตุผลเป็นพิเศษแล้ว ก็จะต้องกำหนดข้อยกเว้นไว้เป็นการทั่วไปล่วงหน้าเช่นกัน

การยอมให้พลเมืองมีเสรีภาพนั้น นำไปสู่ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการตรากฎหมายจำกัดเสรีภาพว่า การจำกัดเสรีภาพของพลเมืองย่อมต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้น แนวความคิดนี้นำไปสู่หลักการสำคัญในทางกฎหมายมหาชนของนิติรัฐประการหนึ่ง คือ องค์กรนิติบัญญัติจะตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองได้ก็ต่อเมื่อรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้กระทำเช่นนั้นได้ และการทำเช่นนั้นก็จะต้องเป็นไปพอสมควรแก่เหตุ และหากองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายจะกระทำการก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้แล้ว ก็จะต้องมีฐานของกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ชอบธรรมรองรับด้วย มิฉะนั้นองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายจะใช้อำนาจก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของบุคคลไม่ได้

การยอมรับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของพลเมือง ก็คือ การยอมรับความเท่าเทียมกันของบุคคลในการก่อตั้งเจตจำนงทางมหาชนเกี่ยวกับเรื่องราวสาธารณะที่กระทบต่อตน นิติรัฐจึงต้องออกแบบระบบกฎหมายที่เกี่ยวพันกับสิทธิทางการเมืองให้สอดรับกับความยุติธรรมทางการเมือง เช่น การกำหนดเรื่องความเท่าเทียมกันของจำนวนคะแนนตลอดจนน้ำหนักของคะแนนในการออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญย่อมต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่จะไปทำลายแก่นของสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลไม่ได้

ความเท่าเทียมกันในโอกาสทางสังคม ย่อมเรียกร้องให้นิติรัฐต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนของสังคมสามารถเข้าถึงตำแหน่งหรือสถานะทางสังคมที่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปได้ตามความรู้ความสามารถของคนนั้นๆ การกำหนดสถานะของบุคคลในทางสังคมซึ่งเชื่อมโยงกับการแบ่งปันอำนาจ อิทธิพล ตลอดจนรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น ย่อมเป็นไปได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลหรือเพื่อให้การดำเนินงานร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันจะยังประโยชน์ในระยะยาวให้แก่สมาชิกทั้งหมดของสังคมเท่านั้น และกรณีนี้ต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้น   

สำหรับการแบ่งปันประโยชน์และภาระในทางเศรษฐกิจนั้น แม้จะมีปัญหาอยู่มากกว่ากรณีอื่นๆ แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าอย่างน้อยที่สุดการแบ่งปันประโยชน์หรือโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไม่เท่าเทียมกัน (งาน รายได้ ทรัพย์สิน) ย่อมจะเป็นไปได้เฉพาะในกรณีที่สนับสนุนให้เกิดการจัดโครงสร้างของการอยู่ร่วมกันในทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในระยะยาวการกระทำการเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกของสังคมทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ในแง่นี้การแบ่งปันภาระทางสังคม เช่น การจัดเก็บภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า โดยหลักแล้วย่อมต้องถือว่าไม่ขัดกับหลักนิติรัฐ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ารัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้โดยต้องไม่ทำลายความสามารถในการดำรงชีวิตของบุคคลนั้นในสังคม คือ จะไปเก็บภาษีจนถึงขนาดที่กระทบกับปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของบุคคลไม่ได้ และการจัดเก็บภาษีจากผู้ที่มีรายได้สูงนั้น ถึงที่สุดแล้วก็ย่อมต้องเป็นไปตามหลักแห่งความพอสมควรแก่เหตุด้วย ซึ่งจะเป็นเท่าไหร่นั้น สามารถอภิปรายโต้แย้งกันได้

4. นิติรัฐกับปัญหาในสังคมไทย

เท่าที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่านิติรัฐไม่ใช่รัฐที่ปกครองด้วยกฎหมายในทางรูปแบบเท่านั้น แต่กฎหมายนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมด้วย หากนำเอาแนวความคิดดังกล่าวมาสำรวจตรวจสอบสังคมไทย จะพบว่าปัญหาของนิติรัฐและความยุติธรรมทางสังคมในสังคมไทยมีอยู่ในหลายระดับ บางเรื่องก็เป็นปัญหาระดับของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาเรื่องความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย บางเรื่องเป็นปัญหาในระดับกฎเกณฑ์ในทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องการออกแบบและกำหนดเนื้อหาของกฎเกณฑ์ อาจจะเป็นกฎเกณฑ์ในทางรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายธรรมดา ส่วนบางเรื่องอาจเป็นปัญหาความเข้าใจพื้นฐานเรื่องความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยุติธรรมทางการเมือง ในที่นี้จะกล่าวถึงปัญหาบางเรื่องพอให้เห็นภาพเท่านั้น

เรื่องการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทย เราคงเห็นปัญหาเรื่องความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว  ในสังคมซึ่งมีอิทธิพลนอกกฎหมายหรืออำนาจนอกระบบดำรงอยู่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง แต่ปัญหาที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กฎเกณฑ์จำนวนหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำรัฐประหารหรือเป็นผลพวงของการรัฐประหาร คือ ปัญหาที่ว่าถ้ากฎเกณฑ์นั้นมีปัญหาในแง่ของความยุติธรรม คือ กฎเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายในทางรูปแบบขาดเสียซึ่งความยุติธรรมในทางเนื้อหา ระบบกฎหมายและคนที่ใช้กฎหมายจะทำอย่างไร 

คำตอบก็คือว่า ในชั้นของการบังคับใช้กฎหมายนี้ ผู้ที่ใช้กฎหมายเองต้องรู้ด้วยว่า โดยเหตุที่กฎหมายทั่วไปนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณค่าว่าด้วยความยุติธรรมซึ่งเป็นคุณค่าในทางรัฐธรรมนูญ การใช้กฎหมายก็ต้องใช้ให้สอดคล้องกับคุณค่าดังกล่าว  ถ้ากฎหมายไม่สอดคล้องกับคุณค่าดังกล่าว การบังคับใช้กฎหมายนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่สุดแล้วตัวระบบก็จะต้องออกแบบให้มีองค์กรหนึ่งมาจัดการกับปัญหาในลักษณะเช่นนี้ เช่น ปัญหาเรื่องกฎเกณฑ์ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในหลายประเทศก็ให้องค์กรตุลาการ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัยชี้ขาด  ในแง่นี้จะเห็นได้ว่า ในสังคมที่เป็นนิติรัฐ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลที่มีความสำคัญอย่างมาก มีอำนาจอย่างมหาศาล เพราะเป็นศาลที่รักษาไว้ซึ่งคุณค่าพื้นฐานในทางรัฐธรรมนูญ เป็นคุณค่าพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะวินิจฉัยกฎหมายให้สอดคล้องกับคุณค่าพื้นฐานในทางรัฐธรรมนูญได้ ก็จะขจัดความไม่ยุติธรรมออกไปได้ในระดับหนึ่ง  รัฐใดที่มีองค์กรชนิดนี้ที่ประสบความสำเร็จในการตีความรัฐธรรมนูญเชื่อมโยงกับคุณค่าว่าด้วยความยุติธรรม และชั่งน้ำหนักประโยชน์ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาความขัดแย้งในสังคมมากนัก หรือความขัดแย้งนั้นสามารถทำให้ยุติลงได้ในทางกฎหมาย  แต่ถ้าสังคมใดก็ตามที่องค์กรที่บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรสุดท้าย คือศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคุณค่าพื้นฐานว่าด้วยความยุติธรรมได้ สังคมก็จะมีปัญหาทันที ความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับคนที่ได้รับผลร้ายจากการใช้อำนาจดังกล่าวนั้น เช่น ปัญหาการยุบพรรคการเมืองตลอดจนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคล  นี่เป็นประเด็นข้อสังเกตเบื้องต้นประการแรก

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นและเป็นประเด็นที่จะตั้งไว้เป็นข้อสังเกตประการที่สองก็คือเรื่องของการกำหนดความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่ และเมื่อไม่นานมานี้มีประเด็นที่ศาลหยิบยกมาใช้เป็นเหตุในการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา คือ กรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งระงับโครงการอุตสาหกรรมที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนในมาบตาพุดไว้ชั่วคราว21 เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแล้วจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 84 กำหนดให้รัฐดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจโดย “สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด” บทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นตัวบทที่คัดลอกมาจากรัฐธรรมนูญ  2540  ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญ 2550 ได้บัญญัติกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแนวนโยบายทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่อีกมาตราหนึ่ง กฎเกณฑ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในมาตรา 83 รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวกำหนดให้ “รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา คือ ความสอดคล้องในทางคุณค่าของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตรานี้ เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่าในที่สุดแล้วคุณค่าพื้นฐานในทางรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้คืออะไร

ในคราวที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการก่อสร้างโครงการที่มาบตาพุดเมื่อปลายเดือนกันยายน 2552 ประเด็นหนึ่งที่ศาลปกครองนำมาพิจารณา คือมาตรา 83 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยเมื่อหน่วยงานของรัฐต่อสู้ว่า การระงับการดำเนินกิจการโครงการก่อสร้างและขยายโรงงานอุตสาหกรรมจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมากสำหรับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตและลงทุนไปแล้ว ศาลปกครองได้นำเอาบทบัญญัติเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นกล่าวอ้างว่า “ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกับด้านเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น และอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐ...นั้น สามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและการบริหารตัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน...”  การกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะเป็นการนำเอามาตรา 83 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาใช้ในการมีคำสั่งในกระบวนพิจารณาทางตุลาการเป็นครั้งแรก

คำถามในเรื่องนี้คือคุณค่าพื้นฐานเรื่องความยุติธรรมในทางเศรษฐกิจอยู่ที่ไหน อย่างไร อะไรคือความหมายอันแท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าวไปเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กับเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาดหรือไม่ แค่ไหน เพียงใด  เพราะตามแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนั้น ถ้ากลไกตลาดเป็นกลไกตลาดสมบูรณ์ การแข่งขันเป็นไปอย่างเสรี มีจำนวนผู้เสนอสินค้าและบริการและจำนวนคนที่ต้องการสินค้าและบริการมากพอ ก็จะเกิดการแข่งขันกันและเกิดดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ  หน้าที่ในทางกฎหมายก็มีแต่เพียงว่า ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ส่วนใดที่จะขัดขวางการแข่งขันอย่างเสรี รัฐจะต้องเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ อย่างเช่นการกำหนดเรื่องของการครอบงำตลาด ซึ่งจะทำให้กลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งครอบงำกิจการบางอย่างได้ และอาจทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจ หรือทำให้โอกาสในทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกัน  แต่กรณีที่เกิดขึ้นตามแนวคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นในเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายให้สอดรับกันได้ จึงหยิบยกมาตั้งเป็นปัญหาไว้ วงวิชาการทางเศรษฐศาสตร์อาจจะต้องตอบคำถามถึงความสัมพันธ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 83 และมาตรา 84 เรื่องนี้ถ้าไปดูเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญอาจจะไม่พบอะไรเป็นพิเศษ เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีคำอธิบายอะไรมากนัก

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญมาก คือ ปัญหาว่าด้วยความยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมเราในเวลานี้ และถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาอื่นได้เลย ไม่ว่าเรื่องสวัสดิการสังคมหรือเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรอย่างไม่เท่าเทียมกันที่มีการพูดถึงกันอยู่มากในช่วงหลังนี้

ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า ความยุติธรรมทางการเมืองคือการยอมให้บุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยเสียงข้างมาก  การปกครองตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากนี้ เรียกร้องการแสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นตลอดจนการแสดงออกซึ่งความต้องการทางการเมืองเป็นเป็นคุณค่าพื้นฐานที่สุด  หากขาดเสรีภาพตรงนี้เสียแล้ว กระบวนการทางประชาธิปไตยย่อมเป็นไปไม่ได้ ระบบกฎหมายจึงต้องส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุดและมีข้อจำกัดให้น้อยที่สุด

ถ้าย้อนไปในอดีต ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ไม่เคยได้รับการตั้งคำถาม ในสังคมการเมืองที่โครงสร้างของสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้ความเชื่อบางอย่างเป็นตัวกำหนดรูปแบบการปกครอง ประเด็นเหล่านี้ย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้มีได้ ยกตัวอย่างเช่น ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพระมหากษัตริย์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการปกครอง คำอธิบายก็คือ พระมหากษัตริย์เป็นแหล่งที่มาของความยุติธรรม ดังนั้น ประเด็นความยุติธรรมทางการเมืองต่างๆ ก็เป็นประเด็นที่ไม่ต้องพูดถึง เพราะพระมหากษัตริย์เป็นที่มาของความยุติธรรมเสียเองอยู่แล้ว การยกย่องพระมหากษัตริย์ในระบอบนั้นเชื่อมโยงกับความเชื่อ ซึ่งปรากฏในหลายชนชาติของโลกว่าพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นเทพ หรือได้รับอาณัติในการปกครองจากสรวงสวรรค์  การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการปกครองในแง่ของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่ยอมรับเรื่องประชาธิปไตย ไม่สามารถใช้ความเชื่อดังกล่าวเป็นตัวกำหนดแล้วปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ เพราะถ้าปิดได้ก็เท่ากับว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยเกิดขึ้นไม่ได้

เรื่องความยุติธรรมทางการเมืองในที่สุดย้อนกลับไปถึงหลักพื้นฐานที่ว่า การก่อตั้งเจตจำนงในเรื่องราวที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญๆนั้น จะต้องยอมรับหลักเสียงข้างมาก โดยที่ฝ่ายเสียงข้างมากนั้นต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายข้างน้อยได้แสดงความคิดเห็นคัดค้าน เพื่อที่จะเปลี่ยนเสียงข้างน้อยให้เป็นเสียงข้างมากได้ด้วย นอกจากนี้ฝ่ายเสียงข้างมากก็จะต้องไม่ไปทำร้ายแก่นแห่งสิทธิและเสรีภาพของฝ่ายข้างน้อย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจทางนโยบายต่างๆ ต้องมีจุดยุติ โดยอนุวัตหรืออนุโลมไปตามเสียงข้างมาก  ฉะนั้น การออกแบบระบบหรือกติกาต่างๆ ถ้าไม่คำนึงถึงตรงนี้แล้ว จะเป็นปัญหาทั้งสิ้น

เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในเวลานี้แล้ว จะเห็นว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยของเราคือปัญหาเรื่องการยอมรับการตัดสินใจอันเป็นยุติของฝ่ายข้างมาก  แน่นอนว่าฝ่ายข้างมากอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในทางเนื้อหาที่เป็นเรื่องทางการเมืองนั้น ยากที่จะวินิจฉัยให้แน่นอนลงไปได้ แต่ในสังคมประชาธิปไตยเมื่อมีการตัดสินใจแล้ว ทุกคนต้องเคารพการตัดสินใจนั้น ประเด็นนั้นต้องยุติลง แล้วค่อยใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเปิดประเด็นขึ้นมา อภิปรายกัน เพื่อเปลี่ยนฝ่ายข้างน้อยให้เป็นฝ่ายข้างมากในระบบ  ถ้าไม่เปลี่ยนฝ่ายข้างน้อยให้เป็นฝ่ายข้างมากในระบบ แต่ฝ่ายข้างน้อยกลับพยายามจะให้การตัดสินใจเป็นไปตามความต้องการของตนโดยให้มีอำนาจจากนอกระบบเข้ามาสนับสนุน ความยุติธรรมทางการเมืองก็ไม่เกิด แล้วก็จะลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด โดยเฉพาะปัญหาความชอบธรรมของการปกครอง เพราะในที่สุดแล้ว ประโยชน์ต่างๆ ที่จะแบ่งปันกันก็ไม่เป็นประโยชน์ที่ได้รับการยอมรับหรือมีความชอบธรรมตามความเห็นของฝ่ายข้างมากนั่นเอง  นี่คือปัญหาใหญ่ของเรื่องนิติรัฐกับความยุติธรรมทางสังคมในสังคมไทย

กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ปัญหาเรื่องความยุติธรรมทางการเมือง ถือเป็นปัญหาพื้นฐานของปัญหาทั้งปวงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยในเวลานี้  เป็นที่แน่นอนว่าหากความยุติธรรมทางการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยโดยแท้ (ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ) แล้ว ปัญหาต่างๆ คงจะไม่หมดไปโดยฉับพลันทันที แต่อย่างน้อยที่สุดสังคมจะมีพื้นฐานที่ดีในการแก้ปัญหาอื่นๆ  ข้อที่จะต้องคำนึงก็คือกระบวนการในการนำรัฐไปสู่ความยุติธรรมนั้นเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้น รัฐที่ยุติธรรมจึงไม่ใช่รัฐสำเร็จรูป เราอาจจะบอกได้ว่ารัฐนี้ไม่ยุติธรรม รัฐนี้เป็นรัฐที่ยุติธรรมมากกว่าจากการพิเคราะห์กฎเกณฑ์และการบังคับใช้กฎเกณฑ์ และรัฐนี้เป็นรัฐที่ยุติธรรมมากกว่าขึ้นไปอีก รัฐใดรัฐหนึ่งจะเป็นรัฐที่ยุติธรรมแค่ไหน เพียงใด คงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมด และพิเคราะห์ว่าได้มีการปฏิบัติตามหลักการที่ควรจะเป็นหรือไม่นั่นเอง.

 


 

1. เรียบเรียงและแก้ไขเพิ่มเติมจากปาฐกถาในชื่อเดียวกันอันเป็นปาฐกถาครั้งที่ 11 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นเนื่องในวาระที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอายุครบ 60 ปี ในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปาฐกถาเรื่องนี้แสดงเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ณ ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เผยแพร่ครั้งแรกในวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2552 หน้า 67-87.

2. อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. กฎหมายประเพณี หรือ กฎหมายจารีตประเพณี (Customary Law; Gewohnheitsrecht) เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เกิดจากการตราขึ้นโดยองค์กรนิติบัญญัติของรัฐ แต่เกิดขึ้นจากบุคคลที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนั้นเอง ทฤษฎีในทางนิติศาสตร์ได้กำหนดองค์ประกอบแห่งการเกิดขึ้นของกฎหมายประเพณีไว้อย่างน้อย 2 ประการ ประการแรก จะต้องมีการประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันใดอันหนึ่งอย่างสม่ำเสมอนมนาน (longa consuetudo) และประการที่สอง ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันใดอันหนึ่งนั้น รู้สึกสำนึกว่าสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติเป็นสิ่งที่ถูกต้องและตนผูกพันที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตามนั้น (opinio iuris) โดยทั่วไปแล้ว กฎหมายประเพณีจะได้รับการนำมาใช้อุดช่องว่างของกฎหมายลายลักษณ์อักษร (เว้นแต่ในทางกฎหมายอาญา จะใช้กฎหมายประเพณีในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าการจะลงโทษบุคคลในทางอาญานั้นจะต้องมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติองค์ประกอบความผิดและกำหนดโทษไว้ ตามหลักที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมายลายลักษณ์อักษร – nulla poena sine lege scripta) และโดยหลักแล้วกฎหมายประเพณีจะเกิดขึ้นขัดหรือแย้งกฎหมายลายลักษณ์อักษรไม่ได้ ได้แต่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นส่วนเสริมกฎหมายลายลักษณ์อักษร

4. หนังสือที่ให้รายละเอียดในเรื่องนี้ได้ดี ดู Thomas Fleiner / Lidija R. Basta Fleiner, Allgemeine Staatslehre (Berlin, Heidelberg : Springer, 2004) ฉบับแปลจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ ดู Thomas Fleiner / Lidija R. Basta Fleiner, Constitutional Democracy in a Multicultural and Globalised World ( Berlin, Heidelberg : Springer, 2009), pp. 221-266. สำหรับรายละเอียดของหลักนิติธรรมในยุคปัจจุบันหรือลักษณะของกฎหมายที่จะทำให้หลักนิติธรรมปรากฏเป็นจริง ดู Lon L. Fuller, The Morality of Law (New Haven : Yale University Press, 1969), pp. 46-91.

5. Hans Kelsen, Was ist Gerechtigkeit? (Wien : Manzsche, 1975), S. 1.

6. ถึงแม้ว่าในทางนิติปรัชญา เรารู้จักหลักการดังกล่าวนี้จากงานเขียนของซิเซโร (Cicero) เป็นสำคัญ แต่เราสามารถสืบสาวแนวความคิดดังกล่าวไปได้ถึงเพลโต (Plato) ในงานเขียนเรื่องอุตมรัฐ (Politeia) ของเขา

7. Matthias Kaufmann, Rechtsphilosophie (München : Alber, 1996), S. 296.

8. ในบริบทของการเมืองการปกครองไทย สิ่งที่มักจะถูกนำมากล่าวอ้างในการปรับใช้กฎหมายก็คือ สถานะของผู้ที่จะต้องถูกบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือ คำร้องขอหรือการแทรกแซงจากบุคคลซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองในทางความเป็นจริง ในทางหลักการสิ่งต่างๆเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นประเด็นหรือสภาวการณ์ที่ไม่มีความหมายใดๆในทางกฎหมาย มีข้อสังเกตว่าในหลายคราว การนำเอาประเด็นหรือสภาวการณ์ที่ไม่มีความหมายในทางกฎหมายมาพิจารณาประกอบการปรับใช้กฎหมายหรือการตัดสินคดีนั้น แฝงมาในรูปของข้ออภิปรายที่ว่า เรื่องนี้จะต้องตัดสินโดยอาศัยหลักรัฐศาสตร์หรือหลักนิติศาสตร์ ข้ออภิปรายทำนองนี้ในที่สุดแล้ว ไม่ได้นำไปสู่สิ่งอื่นใดนอกจากการทำให้การปรับใช้กฎหมายหรือการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเป็นไปตามอำเภอใจ อารมณ์ความรู้สึก และหามาตรฐานใดๆไม่ได้

9.  Thomas Hoeren / Christian Stallberg, Gründzüge der Rechtsphilosophie (Münster : LIT, 2001), S. 85.

10. Alf Ross, On Law and Justice (London :  Stevens & Sons, 1958), p. 274.

11. Norbert Horn, Einführung in die Rechtswissenschaft und Rechtsphilosophie (Heidelberg : C.F Müller, 1996), S. 141.; Ernst-Wolfgang Böckenförde, Geschichte der Rechts- und Staatsphilosophie : Antike und Mittelalter (Tübingen : Mohr Siebeck, 2002), S. 113 f.

12. Peter Koller, Theorie des Rechts. Eine Einführung (Wien; Köln; Weimar : Böhlau, 1997), S. 300-303.

13. เช่น ปัญหาว่าด้วยการกำหนดให้ความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นซึ่งหน้า เป็นความผิดอาญา

14. เช่น ปัญหาเรื่องความพอสมควรแก่เหตุของการกำหนดโทษในบทบัญญัติของกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ในระบบกฎหมายไทย

15. Peter Koller, S. 304.

16. ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญของประเทศที่เป็นนิติรัฐทั้งหลายจึงยอมรับหลักแห่งความเสมอภาค ซึ่งกล่าวในทางกฎหมาย ก็คือ สิทธิเรียกร้องในความเสมอภาค ให้เป็นหลักกฎหมายและเป็นสิทธิในระดับรัฐธรรมนูญ

17. หลักการนี้เป็นหลักกฎหมายที่สำคัญหลักหนึ่งในทางกฎหมายมหาชน ดู วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายปกครอง : หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองและการกระทำทางปกครอง (กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2549), หน้า 29-35.

18. ประเด็นเรื่องความยุติธรรมทางสังคมเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงในหลายแง่มุม ดู John Rawls, A Theory of Justice (Cambridge, Mass : Harvard University Press, 1971).;Joel Feinberg, Social Philosophy (Englewood Cliffs, NJ : Prentice-Hall, 1973).; David Miller, Social Justice ( Oxford :  Clarendon Press, 1976). Arthur Kaufmann, Grundprobleme der Rechtsphilosophie (München : Beck, 1994) 10 Kapitel.; ในส่วนที่เกี่ยวกับทฤษฎีว่าด้วยสิทธิ ดู Robert Alexy, A Theory of Constitutinal Rights (New York : Oxford University Press, 2002) หรือ Robert Alexy, Theorie der Grundrechte (Frankfurt am Main : Suhrkamp, 1986). ในตำราทางนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราทางกฎหมายรัฐธรรมนูญประเด็นเรื่องความยุติธรรมทางสังคม มักจะได้รับการอธิบายเชื่อมโยงกับหลักสังคมรัฐ (Sozialstaatsprinzip)

19. Peter Koller, S. 310.

20. เว้นแต่กรณีนั้นเป็นกรณีที่เห็นได้โดยสภาพว่าการแบ่งปันเสรีภาพให้อย่างเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ เช่น การแบ่งปันเสรีภาพให้กับบุคคลทั่วไปเปรียบเทียบกับบุคคลที่กระทำความอาญาและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว เป็นต้น

21.  คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวหรือคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 908/2552 ลงวันที่ 29 กันยายน 2552.

เข้าสู่ระบบ