Home » สัมมนา/บทสัมภาษณ์ » ปิยบุตร แสงกนกกุล » สนทนากับผู้สื่อข่าว France Inter - ปิยบุตร แสงกนกกุล

สนทนากับผู้สื่อข่าว France Inter - ปิยบุตร แสงกนกกุล

Blog Icon

เรื่องทั่วไป สัมมนา-บทสัมภาษณ์

13 October 2010

read 3446

สนทนากับผู้สื่อข่าว France Inter

๒๖ เมษายน ๒๕๕๓

"... ผมทิ้งท้ายว่า ณ วันนี้ เราไม่มีทางย้อนกลับไปได้เหมือนเดิมอีกแล้ว กลุ่มชนชั้นนำจารีตประเพณีถูกบังคับให้ปฏิรูป หากพวกเขาคิดจะอยู่ในสังคมนี้ด้วยกัน"

วันนี้ผมมีโอกาสสนทนากับ Philippe Reltien ผู้สื่อข่าวจาก France Inter เราสนทนากัน ๑ ชั่วโมงเศษๆ

ผมพอสรุปประเด็นที่เขาถามและผมตอบ รวมทั้งที่ผมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมไปด้วย ดังนี้

๑. เขาเริ่มต้นถามผมเรื่องคดียึดทรัพย์ ผมไม่มีเวลาอธิบายแบบที่กลุ่ม ๕ อาจารย์ออกแถลงการณ์ไป และเนื้อหาในแถลงการณ์ ก็เป็นเรื่องซับซ้อน และดูเหมือนเขาจะไม่สนใจมากเท่าไรนัก ผมตอบไปเพียงว่า กระบวนการนี้มันมีที่มา มีต้นธารจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา และมีปัญหาเรื่องความไม่เป็นกลาง จากนั้นเข้าก็ข้ามไปประเด็นอื่น

๒. เขาถามผมเรื่องวิกฤติการณ์นี้ มันมีที่มาอย่างไร ผมอธิบายว่า แยกไม่ออกจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา กลุ่มชนชั้นนำจารีตประเพณี และชนชั้นกลางในเมืองบางส่วนคิดว่า รัฐประหารเป็นทางออก การกำจัดทักษิณออกไปจะแก้วิกฤติได้ แต่ ณ วันนี้ เราก็เห็นว่าไม่จริง แน่นอน ทักษิณอาจมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องการใช้อำนาจไปในทางมิชอบ แต่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่อนุญา่ตให้มีรัฐประหารเพื่อกำจัดรัฐบาลที่โดนสงสัยในเรื่องเหล่านี้

ผมอธิบายต่อว่า แรกเริ่มเดิมที คนเสื้อแดงไม่ได้ขึ้นมามากขนาดนี้ แต่ด้วยกระบวนการต่างๆที่คณะรัฐประหารพยายามจะกำจัดทักษิณให้ได้ คนจำนวนมากก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐานหลายครั้งหลายหน ทำให้คนเสื้อแดงเริ่มขยายตัวมากขึ้น

ผมยกตัวอย่างป้ายผ้าแดง ที่วางขายกันในที่ชุมนุม เขียนว่า "กูทำอะไรก็ผิด มึงทำอะไรก็ถูก" ประกอบไปด้วย

๓. ผมเน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า ไม่ว่าทักษิณจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นโยบายของรัฐบาลทักษิณ ทำให้คนต่างจังหวัดตระหนักแล้วว่าเสียงของตนเองมีความหมาย พวกเขารู้วิธีการแล้วว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงทรัพยากร จะแบ่งปันการใช้อำนาจได้ วิธีนั้นคือ การลงคะแนนเลือกตั้ง

ผมอธิบายว่า เมื่อก่อน แต่ละพรรคก็เหมือนกันหมด ชาวบ้านจึงเลือกคนที่ให้เงิน แต่เมื่อทักษิณทดลองนำนโยบายมาขาย และทำได้จริง (ซึ่งสำเร็จมากน้อยเพียงใดนั้นอีกเรื่อง แต่ในความรู้สึกของชาวบ้าน เขาคิดว่าเขาจับต้องได้เป็นรูปธรรม) ตั้งแต่นั้น ชาวบ้านก็เลือกแต่พรรคของทักษิณ

เขาถามผมต่อว่า นี่ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนจากการซื้อเสียงด้วยเงิน มาซื้อเสียงด้วยนโยบายหรือ?

ผมตอบเขาว่า พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนัก เพราะ พรรคการเมืองคู่แข่งสามารถทำนโยบายแข่งได้ ทำเป็นทางเลือกให้ชาวบ้านเปรียบเทียบว่าจะเลือกพรรคไหนดี แต่ที่ผ่านมาพรรคคู่แข่งของทักษิณไม่ทำให้เด่นชัดเอง

๔. ผมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ใครคือคนเสื้อแดง?

ผมเห็นว่า ณ เวลานี้ แบ่งได้ ๓ กลุ่มใหญ่ๆ

หนึ่ง ผู้สนับสนุนทักษิณ ได้แก่ ชาวบ้านที่เลือกทักษิณ โดยเฉพาะจากภาคเหนือและอีสาน นักการเมืองขั้วเดียวกับทักษิณ กลุ่มนี้ เป็นเสื้อแดงต้นตำรับ

สอง แอคติวิสต์สนับสนุนประชาธิปไตย กลุ่มนี้ไม่ได้สนับสนุนทักษิณ หนำซ้ำยังวิจารณ์ทักษิณสมัยที่เขาเป็นนายกฯด้วย แต่ที่เข้ามาเป็นแนวร่วมกับเสื้อแดง เพราะมองว่า รัฐบาลปัจจุบัน ระบอบการเมืองปัจจุบัน รัฐบธรรนูญปัจจุบัน เป็นมรดกตกทอดจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

สาม กลุ่มชนชั้นกลางถึงสูงในเขตเมืองบางส่วน ผมอธิบายว่ากลุ่มนี้พึ่งเข้ามาร่วมกับเสื้อแดงไม่นาน อาจพออนุมานเอาได้ว่าเข้าร่วมตอนชุมนุมเสื้อแดงครั้งนี้เอง ผมให้เหตุผลว่า คนกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวทางการเมือง เปลี่ยนความเห็นได้ง่าย กลุ่มนี้อาจเข้ามา เพราะ ทนไม่ได้กับสองมาตรฐานตลอด ๔ ปี และพูดแบบนิยาย ก็อาจเป็นเพราะเห็นใจทักษิณและคนเสื้อแดงที่ถูกรุมกระหน่ำมาตลอด

๕. ผมสรุปว่า หากให้ผมกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจในการเมืองไทย ผมเห็นว่าเป็นการปะทะกันระหว่าง กลุ่มชนชั้นนำจารีตประเพณี (ผมใช้คำว่า les élites traditionnels ) กับ กลุ่มทุนใหม่ ที่มีทักษิณเป็นหัวขบวน ซึ่งกลุ่มนี้ทำแนวร่วมกับชาวบ้าน ชนชั้นล่างต่างจังหวัด ในสายตาของคนต่างประเทศ อาจว่าแปลก ที่คนรวยทุนนิยม มาเป็นพันธมิตรต่อคนจนได้อย่างไร แต่อย่างที่ผมอธิบายเขาไปว่า มีนโยบายของทักษิรเป็นตัวเชื่อม

ผมทิ้งท้ายว่า ณ วันนี้ เราไม่มีทางย้อนกลับไปได้เหมือนเดิมอีกแล้ว กลุ่มชนชั้นนำจารีตประเพณีถูกบังคับให้ปฏิรูป หากพวกเขาคิดจะอยู่ในสังคมนี้ด้วยกัน

อาจด้วยความไม่ตั้งใจของทุกฝ่าย คนเสื้อแดงก็เหมือนยักษ์ในตะเกียงที่ถูกปล่อยออกมาแล้ว จะจับยัดกลับเข้าตะเกียงไม่ได้

ผมไม่แน่ใจว่า เขาจะนำลงเท่าไร มีส่วนที่บันทึกเทปนิดหน่อย ซึ่งผมพูดติดขัด ด้วยความตื่นเต้น และทักษะทางภาษาไม่ถึงขั้นเทพนัก แต่เขาพยายามทำความเข้าใจที่ผมอธิบาย และแก้ไขประโยคให้ถูกต้อง แล้วค่อยบันทึกเสียง

นอกนั้น เขาก็จดโน้ตใส่กระดาษ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเขาจะเอาไปเขียนเป็นสกู๊ปหรือไม่

แต่ถึงอย่างไร ผมคิดว่า ผมได้พยายามอธิบายให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ได้เข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้

แน่นอนที่สุด นี่เป็นมุมมองส่วนตัวของผม

ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป

เข้าสู่ระบบ