นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร

นิติราษฏร์ ฉบับ ๑๐ (ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล)

ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” ของปรีดี พนมยงค์ : อาวุธทางปัญญาของมวลราษฎร์

ความนำ

เดิมที เมื่อผู้เขียนได้อ่านข้อเขียนเรื่อง “สาร (message) จากปรีดี พนมยงค์ถึงในหลวงเมื่อปี 2516” ของอาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล (แหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์ประชาไท http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32177  แล้ว ก็ประสงค์ในเบื้องต้นที่จะร่วมถกเถียงอภิปรายในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน แต่หลังจากข้อเขียนชิ้นนี้ของอาจารย์ ดร.สมศักดิ์ ฯ ได้เผยแพร่ออกมาแล้ว กลุ่มนิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” ในวันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้สนใจก็อาจติดตามเนื้อหาสาระการเสวนาได้ในหลายช่องทางอยู่แล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการจัดเสวนาก็ได้แก่...

การแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ในเรื่องที่สำคัญยิ่งสำหรับสังคมไทย
ทั้งนี้ บนพื้นฐานของเหตุผลที่ถูกต้องตามครรลอง
และหลักวิชาการอันเป็นที่ยอมรับกันในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary System)

ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า ควรที่จะเน้นย้ำในเรื่องทัศนะคติที่เป็นประชาธิปไตยให้แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งไม่เพียงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันสำคัญต่าง ๆ เท่านั้น แต่รวมไปถึงหลักคิดและข้อพิจารณาที่จะนำเราไปสู่ “อนาคตที่มั่นคงของประชาธิปไตย” ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เนื่องจากข้อเขียนของอาจารย์ ดร.สมศักดิ์ ฯ ข้างต้นได้กล่าวถึงงาน ปาฐกถา 6 ตุลา ประจำปี 2552 ซึ่งเป็น แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนได้กลับไปทบทวนบางประเด็นที่เคยนำเสนอไว้แล้วในปาฐกถาคราวนั้น และด้วยความสนใจเป็นการส่วนตัวต่อประเด็น “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในแนวคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ ผู้เขียนจึงขอชี้แจงเบื้องต้นดังนี้คือ

• วัตถุประสงค์ของบทความชิ้นนี้คือ เป็นข้อเสนอหรือความพยายามที่จะวิเคราะห์หลักการที่อาจช่วยบุกเบิกและสนับสนุนเกี่ยวกับ “หลักคิดในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งหวังว่าจะเป็นเสมือนการเสริมพลังทางปัญญา โดยอาศัยแนวคิดที่เสนอไว้โดยปรีดี พนมยงค์ เป็นฐานสำหรับการพิจารณา

• เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลาสำหรับการเตรียมต้นฉบับ ข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ที่ผู้เขียนใช้เป็นหลักพิจารณาในเรื่องนี้จึงมี 3 ชิ้นที่สำคัญ (เรียงตามลำดับปีที่ตีพิมพ์เผยแพร่) ได้แก่  (ก) ความเป็นอนิจจังของสังคม (แหล่งอ้างอิง : ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นอนิจจังของสังคม, พิมพ์ครั้งที่ 10, จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส 110 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ พ.ศ.2443-2553, กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์สายธาร, 2552) (ข) อนาคตของประเทศไทยควรดำเนินไปในรูปใด (แหล่งอ้างอิง : โครงการ “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย : รวมข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2526 : 71-79) และ (ค) เราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร (แหล่งเดียวกันกับ (ข) : 449-491) เนื่องจากเห็นว่า บทความ 3 ชิ้นนี้อาจเป็นตัวอย่างอธิบายเชื่อมโยงสาระความคิดระหว่างกันได้โดยเฉพาะในประเด็น “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย”

• ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงของตัวผู้เขียนจึงอยู่ที่ความพยายามที่จะอธิบาย เชื่อมโยง และพยายามที่จะประยุกต์ใช้ “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” ของปรีดี พนมยงค์ เนื่องจากการสำรวจข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ ยังไม่เคยปรากฏข้อเขียนชิ้นใดที่กล่าวอธิบายเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ แต่เท่าที่สังเกต แนวคิดในเรื่อง “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” นี้ กระจัดกระจายและแทรกไว้ในข้อเขียนชิ้นต่าง ๆ ของปรีดี พนมยงค์ อยู่เสมอ (เช่น โปรดดูบทที่ 8 และบทที่ 9 ของหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” ที่อ้างถึงข้างต้น)

• เพื่อให้ง่ายแก่การติดตามเนื้อหา ผู้เขียนจะใช้วิธีการกำหนดปัญหาเพื่ออธิบายแต่ละประเด็นให้เห็นชัดเป็นลำดับไป

ประเด็นนำเสนอเพื่อพิจารณา

1. “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” ในแนวคิดของปรีดี พนมยงค์ คืออะไร

ปรีดี ฯ ให้คำอธิบายโดยเริ่มจากลักษณะทางธรรมชาติของสังคมมนุษย์ก่อน ซึ่งโดยทั่วไป สังคมมนุษย์จะต้องประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญคือ

(ก) ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นระบบความสัมพันธ์พื้นฐานที่สุดของสังคมมนุษย์ ถ้าเทียบสังคมมนุษย์ว่าเสมือนองคาพยพแห่งชีวิตซึ่งประกอบกันเข้าเป็นร่างกาย (รูปธรรมหรือส่วนวัตถุ) และจิตใจ (นามธรรมหรือส่วนจิต)  ระบบเศรษฐกิจก็เป็นเสมือนเป็นรูปธรรมพื้นฐานที่สุดของชีวิตทางสังคม กล่าวคือ เป็นส่วนประกอบที่มีลักษณะทางวัตถุในองคาพยพของชีวิตสังคมนั่นเอง

(ข) ระบบการเมือง ซึ่งเป็นโครงร่างเบื้องบนของระบบสังคม มีอิทธิพลกำกับความเป็นไปทางเศรษฐกิจหรืออีกนัยหนึ่ง ระบบการเมืองก็คือ สัมพันธภาพทางอำนาจที่ถักทอขึ้นมาจากระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องสอดคล้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมนั้น ๆ เองด้วย สำหรับผู้เขียนเห็นว่า ถ้าเทียบกับองคาพยพของชีวิตทางสังคม ระบบการเมืองเสมือนเป็นสมองที่มีหน้าที่กำกับการทำงานขององคาพยพต่าง ๆ ของสังคม นั่นเอง

(ค) ทัศนะสังคม หรือที่อาจเข้าใจได้โดยนัยว่าคือ ระบบความคิดหรือระบบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในสังคม ซึ่งเป็นหลักนำทางจิตใจแก่สมาชิกทั้งหลายทั้งปวงในสังคมนั้น ซึ่งแน่นอนว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับทั้งระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองที่กล่าวแล้วอย่างแน่นแฟ้น เพราะเป็นทั้งมูลเหตุและผลลัพธ์ของระบบทั้งสองนั้น กล่าวคือ เป็น ”มูลเหตุ” เพราะทัศนะสังคมมีส่วนกำกับทิศทางทั้งในระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองที่เป็นอยู่และที่จะเป็นต่อไปในอนาคต และยังเป็น “ผลลัพธ์” ด้วย ทั้งนี้ เพราะมีรากฐานมาจากระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองของสังคมนั้นเอง และจะแยกขาดจากระบบทั้งสองนั้นมิได้เลย องค์ประกอบของสังคมทั้ง 3 ส่วนจึงส่งอิทธิพลต่อกันเป็นวงกลม เป็นวัฏจักรเวียนวนไปไม่มีที่สิ้นสุด

สำหรับผู้เขียนเห็นว่า ทัศนะสังคมในแนวคิดของปรีดี ฯ นั้น อาจเปรียบได้กับจิตใจหรือส่วนที่เป็นนามธรรมของชีวิตทางสังคม ซึ่งจะมีลักษณะประการสำคัญคือ ซับซ้อน หยั่งลึก และมักเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่ก็มิใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงมิได้เลย เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงทัศนะสังคมจำต้องใช้เวลานานพอสมควร นอกจากนี้ ทัศนะสังคมไม่เพียงเป็นสิ่งบ่งชี้ “ลักษณะร่วมกันของสมาชิกในสังคม (People’s Common Character)” หนึ่ง ๆ เท่านั้น แต่ปัจจัยเฉพาะตัวหรือส่วนบุคคลแต่ละคนยังเข้าผสมผสานกับทัศนะสังคมที่ตนยึดถืออยู่อีกด้วย โดยเหตุที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เป็นความเคยชินหรือนิสัยทางสังคมที่สังเกตเห็นได้ชัด อีกทั้งยังรวมถึงวิธีคิด วิธีการแสดงออกต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมาในทางวัฒนธรรมซึ่งมีส่วนกำกับวิถีชีวิตในตัวเองด้วย

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ปรีดี ฯ จึงใช้คำว่า “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” นั่นหมายความว่า สังคมหนึ่ง ๆ จะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ก็จะต้องเป็นแบบบูรณาการ กล่าวคือ เป็นประชาธิปไตยทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง และสมาชิกในสังคมนั้นมีทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยด้วย โดยนัยนี้ ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” นั่นเอง

2. “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” เกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อทัศนะสังคมเป็นผลที่เกิดขึ้นจากระบบความสัมพันธ์พื้นฐานทางเศรษฐกิจอันยึดโยงกับสัมพันธภาพทางอำนาจในระบบการเมืองซึ่งเป็นโครงร่างเบื้องบนเช่นนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนะสังคมตามไปด้วยในที่สุด ดังนั้น ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยจึงอุบัติขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตัวของหลักการพื้นฐานแห่งประชาธิปไตย ประสบการณ์การเรียกร้องและการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยในโลกนั่นเอง ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นได้ชัดเจนจากประวัติศาสตร์และพัฒนาการที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และการอธิบายความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ส่งผลต่อทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยของปรีดี ฯ นั้น จะกล่าวถึงรูปแบบและลำดับขั้นพัฒนาการของสังคมที่สืบเนื่องกันเป็นลำดับ โดยอิงจากประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก ได้แก่ 1. ระบบปฐมสหการ 2. ระบบทาส 3. ระบบศักดินา 4. ระบบทุนนิยม และ 5. ระบบสังคมกิจ ซึ่งผู้เขียนขอละเว้นที่จะอธิบายรายละเอียดในที่นี้

ข้อที่น่าสังเกตได้แก่ การที่ปรีดี ฯ ยืนยันว่า ทัศนะทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตยนั้นเคยปรากฏขึ้นในสังคมมนุษย์ยุคเริ่มแรก (ที่ปรีดี ฯ เรียกว่า ระบบปฐมสหการ) มาแต่ดั้งเดิมแล้ว ซึ่งมีลักษณะที่ควรเรียกได้ว่า เป็นทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแบบปฐมสหการ แต่เมื่อมนุษย์พัฒนาการเข้าสู่สังคมในขั้นหรือระยะต่อ ๆ มา ทัศนะประชาธิปไตยดั้งเดิมจึงค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยระบบความสัมพันธ์และทัศนะสังคมในรูปแบบอื่น (กล่าวคือ ทัศนะสังคมในระบบทาส ในระบบศักดินา ก่อนการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม) จนกระทั่งปลายยุคกลางของยุโรป (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา) อีกนัยหนึ่ง ในระยะ 2 ศตวรรษสุดท้ายของระบบศักดินาในยุโรป พลวัตรแห่งพลังการผลิตทางเศรษฐกิจได้กลับฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง และได้นำโลกตะวันตกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของความเป็นประชาธิปไตยแผนใหม่ ซึ่งทิศทางการเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้เองที่โลกตะวันตกค่อย ๆ ก่อร่างทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นจากหลักการพื้นฐานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น การเคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มานับเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษดังที่ปรากฏในประเทศต่าง ๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส เป็นต้น และที่สำคัญก็คือ พัฒนาการของสังคมในรูปแบบทุนนิยมนั่นเอง ซึ่งเกื้อกูลให้เกิดทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และระบบสังคมกิจอันเป็นระยะสุดท้ายแห่งพัฒนาการทางสังคม ก็เป็นรูปแบบที่จะเข้ามาแก้ไขและปรับสัมพันธภาพของระบบทุนนิยมให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

3. “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” มีความสำคัญอย่างไรต่อการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยสมบูรณ์

ในกรณีนี้ ปรีดี ฯ อธิบายว่า

“สังคมมนุษย์จะดำเนินไปสู่รูปใดนั้นก็โดยความเคลื่อนไหวของมนุษย์ในสังคมนั้น ๆ มนุษย์จะสามารถผลักดันให้สังคมก้าวหน้าไปสู่ระบบประชาธิปไตยทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองได้นั้น ก็จำต้องมีทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยยึดถือเป็นหลักนำในการดำเนินกิจกรรมทางสังคม ถ้าหากผู้ใดต้องการระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ หรือแม้แต่ต้องการเพียงระบบประชาธิปไตยทางการเมือง แต่ยึดถือทัศนะทางสังคมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเป็นหลักนำแล้ว ก็ย่อมดำเนินกิจกรรมไปตามแนวทางที่ไม่อาจเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยตามความต้องการนั้นได้ อะไรคือทัศนะประชาธิปไตยทางสังคม ก็เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาค้นคว้าทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งย่อมพิสูจน์จากผลแห่งการดำเนินทัศนะที่ยึดถือนั้น คือถ้าทัศนะนั้นนำไปสู่การปฏิบัติที่บังเกิดผลให้สังคมมีระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ หรือแม้แต่ระบบประชาธิปไตยทางการเมืองเป็นเบื้องต้นแล้ว ทัศนะนั้นก็อยู่ในจำพวกประชาธิปไตย ถ้าไม่บังเกิดผลดังกล่าว ก็สมควรวิเคราะห์พิจารณาว่า ทัศนะนั้นขัดต่อความเป็นประชาธิปไตยและเป็นทัศนะที่สนับสนุนให้ระบบที่มิใช่ประชาธิปไตยดำรงคงอยู่ได้ ตราบเท่าที่ทัศนะนั้นยังมีอิทธิพลอยู่ในสังคม

ผมจึงขอมอบให้ท่านทั้งหลายค่อย ๆ หาเวลาตรึกตรอง แล้ววินิจฉัยเพื่อแสวงหาทัศนะที่เป็นประชาธิปไตยทางสังคมเป็นหลักนำ”  (การเน้นข้อความเป็นของผู้เขียนบทความชิ้นนี้)

จะเห็นว่า ปรีดี ฯ ยกปัญหาขึ้นพิจารณาข้างต้นว่า ทัศนะสังคมอย่างใดบ้างจึงจะถือว่าเป็นประชาธิปไตยก็จะต้องพิจารณาพิสูจน์และทดสอบจากผลของการปฏิบัติเป็นสำคัญ กล่าวคือ ต้องตรวจสอบความเป็นภาวะวิสัย (Objective) ของผลการปฏิบัติได้ในตัว และแม้ปรีดี ฯ เองจะยังมิได้มีคำอธิบายให้เห็นเด่นชัดโดยตรง และผู้เขียนบทความชิ้นนี้ก็ไม่ประสงค์จะอธิบายให้ยืดยาวในหน้ากระดาษอันจำกัด ซึ่งเราจะเห็นได้ในหัวข้อต่อไปว่า ปรีดี ฯ ได้อธิบายในข้อเขียนของตนโดยยกตัวอย่าง “ในทางตรงกันข้าม” อยู่เสมอว่า ทัศนะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งจะได้พิจารณากันในหัวข้อต่อไป แต่ในที่นี้ ขอจำแนกอธิบายข้อความที่ยกมาข้างต้นก่อน โดยพิจารณาประเด็นเป็นลำดับคือ

3.1  ภารกิจที่จะต้องเข้าถึง “ปัญญาญาณประชาธิปไตย” ด้วยตนเอง

ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า สิ่งนี้หาใช่เรื่องราวอันสลับซับซ้อนแต่อย่างใดเลย กล่าวคือ เป็นภารกิจในการทำความเข้าใจใน “เป้าหมาย” “หลักการ” หรือ “เหตุผลที่ถูกต้อง” และสอดคล้องกับคุณค่าพื้นฐานประการต่าง ๆ อันเป็นที่ยอมรับกันในระบอบประชาธิปไตย สิ่งนี้นับเป็นภารกิจทางปัญญาของพลเมืองทุกคนในระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างเช่น การทำความเข้าใจหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หลักนิติรัฐ หลักการแบ่งแยกอำนาจ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นหลักการซึ่งผดุงรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมทางการเมืองและทางกฎหมาย ซึ่งเป็นโครงร่างเบื้องบนของสังคม ด้วยความเข้าใจและการตระหนักรู้ในคุณค่าของหลักการพื้นฐานทั้งหลายเหล่านี้จนประจักษ์แก่ใจตนเองจะนำมาซึ่งการเคารพและยึดมั่นในระบบการเมืองและระบบกฎหมาย และด้วยจิตสำนึกของพลเมืองในลักษณะเช่นนี้เท่านั้นที่ระบบกฎหมายจะประกันความเป็นธรรม ความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างแท้จริง อีกนัยหนึ่ง การทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์หาใช่อยู่ที่การเขียนบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นและสามารถบังคับใช้ได้เท่านั้น แต่อยู่ที่การตระหนักรู้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่เขียนขึ้นนั้น เขียนขึ้นเพื่อปกป้องและพิทักษ์คุณค่าหลายอย่างหลายประการในการอยู่ร่วมกันในสังคม จึงควรบังคับให้เป็นไปตามนั้น

3.2 ภารกิจที่จะต้องตรวจสอบ “จริยธรรมประชาธิปไตย” ของตนเอง
  
เมื่อทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยพึงเริ่มจากการเข้าถึงปัญญาญาณประชาธิปไตย หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือมองเห็นจุดหมายปลายทางที่จะเดินไปแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นทัศนะสังคมหรือหลักชักนำจิตใจให้เกิดพฤติกรรมของสมาชิกหรือวิถีชีวิตทางสังคมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือวิธีคิดแบบประชาธิปไตย ซึ่งแต่ละคนจะต้องตรวจสอบอยู่เสมอว่า การกระทำที่เราท่านแต่ละคนแสดงออกนั้นเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องหรือส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยตามหลักการและคุณค่าพื้นฐานต่าง ๆ หรือไม่ กล่าวโดยย่อก็คือ เมื่อรู้แล้วว่าประชาธิปไตยมีหลักการเช่นไร ก็ต้องลงมือกระทำการหรือปฏิบัติตนตามหลักการเช่นว่านั้นด้วย 

ยกตัวอย่างเช่น หาก นาย ก. ยอมรับหรืออ้างว่าการรัฐประหารซึ่งเป็นไปเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ นี่คงเป็นตัวอย่างวิธีคิดของนาย ก. ที่ไม่สอดคล้องกับทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เพราะทัศนะที่เห็นชอบด้วยกับการทำลายล้างระบบการเมืองโดยใช้วิธีการอื่นนอกกฎหมายเช่นนี้ กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ การไม่เชื่อมั่นในศักยภาพและสิทธิการมีส่วนร่วมของนาย ก. เองที่จะตัดสินใจร่วมกับเพื่อนร่วมชาติคนอื่น ๆ ในทางการเมืองนั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้า นาย ก. ยอมรับการรัฐประหารก็ถือได้ว่า นาย ก. ยอมรับและอนุญาตให้เกิดการปล้นสิทธิทางการเมืองของตนเองไปต่อหน้าต่อตา จึงถือว่า นาย ก. ขาดปัญญาญาณประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้แล้ว ถ้าการแสดงออกของนาย ก. นั้นเป็นไปเพื่อสนับสนุนรัฐประหารไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตาม ก็ย่อมเป็นการล่วงละเมิดจริยธรรมประชาธิปไตยทั้งสิ้น กล่าวอีกทางหนึ่ง นาย ก. ไม่เพียงการขาดปัญญาญาณประชาธิปไตยเท่านั้น นาย ก. ยังล่วงละเมิดจริยธรรมประชาธิปไตยด้วยการลงมือกระทำการสนับสนุนและทำลายล้างหลักการประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องด้วย การล่วงละเมิดจริยธรรมประชาธิปไตยเช่นนี้อาจจะยากอยู่บ้างในการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อนาย ก. หรือบุคคลเป็นราย ๆ ไป แต่เราจะประเมินผลกระทบโดยตรงได้เป็นอย่างดี เมื่อพิจารณาผลที่เกิดขึ้นในระดับสังคมโดยรวมทั้งหมด เช่น การประเมินจากคำถามที่ว่า การยอมรับการรัฐประหารของนาย ก. ได้ทำลายคุณค่าในเรื่องอะไรบ้างสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ กรณีนี้หากอธิบายในทัศนะของปรีดี ฯ ก็คือ นาย ก. นั้นถือทัศนะที่ “ขัดต่อความเป็นประชาธิปไตยและเป็นทัศนะที่สนับสนุนให้ระบบที่มิใช่ประชาธิปไตยดำรงคงอยู่ได้ ...” นั่นเอง

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ขณะที่ผู้เขียนยังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสนั้น ผู้เขียนมีข้อสงสัยอยู่เสมอว่า เหตุใดสุนทรพจน์ของนักการเมืองของประเทศนั้น (ทั้งที่ได้กล่าวในและนอกรัฐสภา) จึงเน้นย้ำอยู่เสมอในทำนองว่า “ประเทศฝรั่งเศสอยู่ในระบอบประชาธิปไตย” เพราะสิ่งที่กล่าวทุกคนเห็นได้ชัดอยู่แล้ว มีความจำเป็นอย่างไรเล่าจึงต้องย้ำกันในเรื่องนี้อีก เมื่อผู้เขียนตั้งคำถามเช่นนี้กับตัวเองและพยายามขบคิดแสวงหาคำตอบอยู่ระยะหนึ่งจึงทำให้ตระหนักถึงคำตอบที่น่าจะเป็นว่า ถ้าไม่พิจารณาประโยชน์เฉพาะหน้าอื่นใดของนักการเมืองผู้กล่าวแล้ว ด้วยการเคารพต่อหลักการ เคารพต่อเหตุผลที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานที่ค้ำจุนความเป็นธรรมของระบอบนั้น ๆ เช่น เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อกฎหมายของรัฐที่ออกมาโดยชอบตามหลักประชาธิปไตยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เพียงนักการเมืองและประชาชนจะกล่าวด้วยลมปากเท่านั้น แต่พลเมืองแต่ละคนกลับจะต้องตระหนักด้วยตนเองอยู่เสมอ อีกทั้งจะต้องปฏิบัติ บังคับใจตนให้แสดงออกทั้งทางกาย วาจาและความคิดให้สอดคล้องกับหลักการและคุณค่าพื้นฐานของระบอบนั้นด้วย เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ทัศนะสังคมอื่นที่เป็นการทำลายล้างหลักการและคุณค่าของประชาธิปไตยสามารถเบียดแทรกเข้ามาสู่ความคิดและจิตใจของพลเมืองได้ เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ประชาธิปไตยในประเทศที่ถือกันว่าเป็นแม่แบบนั้น หาใช่ประชาธิปไตยในกระดาษหรือมีอยู่แต่ในตำราเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยนั้นเป็น “วิถีชีวิตและวิธีคิด” ที่แสดงออกในท้องถนน ในร้านขายสินค้า ในสถานที่ทำงาน ในรัฐสภา แล้วจึงมีลายลักษณ์อักษรเขียนยืนยันอีกครั้งอยู่ในบทกฎหมาย

ดังนั้น ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยซึ่งจะเป็นพลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดจากการที่สมาชิกของสังคมตระหนักรู้ เข้าใจถึงคุณค่าของหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงจังและแท้จริง กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ มีทั้งปัญญาญาณประชาธิปไตยและประพฤติตนตรงต่อจริยธรรมประชาธิปไตยด้วย

4. ลักษณะ “ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” ในข้อเขียนของปรีดี ฯ

ในหัวข้อนี้ ผู้เขียนจะพยายามเก็บความ สรุปสาระและชี้ให้เห็นว่า แม้ปรีดี ฯ จะมิได้ระบุโดยตรงว่า “อะไรคือทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตย” แต่ปรีดี ฯ มักยกตัวอย่างอยู่เสมอว่าอะไรบ้างคือ ทัศนะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ก่อนอื่น คงจะต้องขอทบทวนก่อนว่า ในความคิดของปรีดี ฯ นั้น ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยจะปรากฏขึ้นในสังคมหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับขั้นตอนพัฒนาการของสังคมนั้น ๆ เอง ซึ่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสัมพันธภาพทางการเมืองในสังคมจะเป็นตัวกำหนดหรือกำกับทิศทางอยู่มิใช่น้อย และดังที่กล่าวมาในหัวข้อที่ 2 แล้วว่า ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยกำเนิดขึ้นในสังคมมนุษย์ในยุคปฐมสหการ (ขั้นที่ 1) มาแต่เดิม และเลือนหายไปในสังคมทาส (ขั้นที่2) และสังคมศักดินา (ขั้นที่ 3) และกลับฟื้นตัวขึ้นใหม่อีกครั้งในสังคมทุนนิยม (ขั้นที่ 4) แม้แต่ในระบบทุนนิยมเองก็อาจเกิดทัศนะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้เช่นกัน จะเห็นได้ชัดว่า ระบบสังคมทาสและศักดินา (และทุนนิยมด้วย) จึงก่อกำเนิดความสัมพันธ์ในสังคมที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์และก่อให้เกิดชนชั้นทางสังคมขึ้น กล่าวคือ เป็นสังคมที่คนส่วนน้อยเบียดเบียนคนส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่า ในสังคมทาสและศักดินาย่อมมีทัศนะสังคมที่ลดความสำคัญของคนส่วนใหญ่ลง และการลดความสำคัญของคนส่วนใหญ่ลงนี่เองจึงเป็นการลดทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยลงไปด้วยในตัว

ผู้เขียนขอสรุปและเรียบเรียงเป็นประเด็นดังนี้

4.1  ลักษณะโดยทั่วไป

• ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจการเมืองย่อมก่อความเปลี่ยนแปลงในทัศนะสังคมของสมาชิกตามมา และเมื่อสังคมมีพลวัตรอยู่เสมอ (ซึ่งปรีดี ฯ เรียกว่า กฎแห่งความเป็นอนิจจัง) เช่นนี้ จึงมีทัศนะสังคมที่อาจจำแนกได้ 2 ลักษณะกล่าวคือ (1) ทัศนะสังคมที่รักษาจารีตหรือพยายามทำการฟื้นระบบเก่าทั้งระบบหรือแต่บางส่วน (2) ทัศนะสังคมใหม่ที่เป็นไปเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ระบบสังคมใหม่ และในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ทัศนะทั้งสองชนิดนี้ก็ปะทะกันอยู่เพื่อนำวิถีการเปลี่ยนแปลงของสังคม

• ทัศนะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมปฏิเสธการใช้ศักยภาพของมนุษย์ที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ “เหตุผล (Reason) และการวิเคราะห์วิจารณ์ (Critical Spirit) อย่างเป็นธรรม” แต่กลับพอกพูนด้วยอคติ ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจ ไม่มี “จิตใจเป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Spirit)” ยกตัวอย่างเช่น การขาดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แต่จำต้องเชื่อฟังอย่างหลับหูหลับตา (Blind Obidience) เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า แม้ในทางพุทธศาสนาก็มีคำสอนในเรื่องกาลามสูตรที่ปฏิเสธความเชื่ออย่างงมงายด้วยเช่นกัน

• สาระสำคัญของทัศนะสังคมในระบบทาสและศักดินา ได้แก่ การก่อความรู้สึกเหยียดหยามระหว่างมนุษย์ในสังคมเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติของชนส่วนน้อยที่เหยียดหยามคนส่วนใหญ่ว่าเป็นทาสและไพร่ ทัศนะเช่นนี้อาจเกิดขึ้นในระบบทุนนิยมได้ด้วย สรุปโดยย่อก็คือ เป็นทัศนะสังคมที่ปฏิเสธความเท่าเทียมกันของมนุษย์นั่นเอง
•     ปรีดี ฯ กล่าว ว่า เผด็จการมีความหมายตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยคือการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ดังนั้น ระบบทาสและศักดินาจึงส่งผลให้เกิดทัศนะสังคมแบบฟาสซิสต์ (หรือนาซี) และระบอบเผด็จการทหาร กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ ปฏิเสธการมีส่วนร่วมหรือปฏิเสธอำนาจตัดสินใจของคนส่วนใหญ่นั่นเอง
•     ทัศนะสังคมข้างต้น ยังพัฒนาไปสู่ทัศนะที่ถือสังคมตนเป็นใหญ่เหนือสังคมอื่นที่มีความอ่อนแอกว่า มีลักษณะเป็นทัศนะคลั่งชาติ (Chauvinism) และคลั่งเชื้อชาติ (Racism) ได้ด้วย ทัศนะทั้งสองประการนี่เองที่ทำให้ผู้เขียนมักนึกถึงคำถามที่บางคนใช้ถามผู้อื่นเนืองอยู่ ๆ ว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า”

4.2 ทัศนะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม

• ทัศนะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น ทัศนะสังคมในระบบทาส ระบบศักดินา และในระบบทุนนิยม อาจหล่อหลอมความคิด หรือความเคยชินซึ่งสนับสนุนการเบียดเบียนของคนกลุ่มน้อยต่อคนกลุ่มใหญ่ กล่าวคือ คนส่วนใหญ่เคยชินต่อการถูกเบียดเบียนมาช้านานจึงทำให้ดูเสมือนการเบียดเบียนเป็นเรื่องปกติ เพราะมีทัศนะสังคมเช่นนี้กำกับวิธีคิดอยู่ แต่อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่เมื่อได้ตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติก็อาจเกิดจิตสำนึกหรือทัศนะสังคมใหม่ขึ้นได้เช่นกัน

• ในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ แม้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองในสังคมเก่าจะสิ้นสูญไปแล้วก็ดี แต่ทัศนะสังคมในระบบเก่าอาจยังแฝงตัวหรือยังมิได้สิ้นสุดตามระบบสังคมเก่านั้นไปด้วยก็อาจเป็นได้ กล่าวคือ ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีบุคคลที่มิได้ตระหนักถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่กลับยึดถือทัศนะที่ตกค้างมากจากระบบเดิม (เช่น ระบบทาสและศักดินา) โดยไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงสังคมตามกฎธรรมชาติและถือเอาประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ ก็มักมีพฤติกรรมหรือดำเนินการฟื้นฟูระบบความสัมพันธ์ทางสังคมระบบเก่านั้นขึ้นมาอีก (เช่น ความสัมพันธ์เยี่ยงนายและทาส ซึ่งมีลักษณะเผด็จการทางความคิดอยู่ในตัว) หรือทัศนะสังคมเก่าอาจสืบทอดมายังชนรุ่นใหม่ของสังคมใหม่โดยทางอ้อม ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมและความคิดของชนรุ่นใหม่นั้นไม่มากก็น้อย เช่น ทัศนะทาสและศักดินาที่ตกทอดมาทำให้ชนรุ่นใหม่บางส่วนกลับกลายเป็นพลังต่อต้านระบอบประชาธิปไตยและทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยไปโดยไม่รู้ตัว

4.3 ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทัศนะสังคมในตัวบุคคลแต่ละคน
 
• โดยสภาพแวดล้อมของสังคมเก่าหรือในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ทัศนะสังคมเดิมย่อมจะต้องตกทอดมาถึงบุคคลผู้เป็นสมาชิกของสังคมแต่ละคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้น บุคคลแต่ละคนไม่ควรหลอกตนเองและพึงสำนึกถึงความเป็นจริงหรือสภาวะที่ตนได้เผชิญอยู่ และควรพยายามสละทัศนะสังคมเก่าให้หมดสิ้นไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ทัศนะสังคมเก่าจะไม่ฟื้นคืนกลับมาสู่ความคิดและจิตใจได้อีก ในการนี้จำต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องถามตนเองเสมอว่าการแสดงออกของตนเองนั้นเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่” หรือไม่ และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะรับการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่นด้วยเช่นกัน.