Home » Blog » ข่าวสาร » นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)

นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)

Blog Icon

ข่าวสาร นิติปรัชญา อุดมการณ์ ราชาชาตินิยม

19 October 2010

read 3596

A notre connaissance, aucune classe ne peut durablement détenir le pouvoir d’Etat sans exercer en même temps son hégémonie sur et dans les Appareils idéologiques d’Etat…

Cette dernière remarque nous met en mesure de comprendre que les Appareils idéologiques d’Etat puissent être non seulement l’enjeu, mais aussi le lieu de la lutte de classe, et souvent de formes acharnées de la lutte des classes. La classe (ou l’alliance de classes) au pouvoir ne fait pas aussi facilement la loi dans les AIE que dans l’appareil (répressif) d’Etat, non seulement parce que les anciennes classes dominants peuvent y conserver longtemps de fortes positions, mais aussi parce que le résistance des classes exploitées peut trouver le moyen et l’occasion de s’y exprimer, soit en utilisant les contradictions qui y existent, soit en y conquérant par la lutte des positions de combat.

ในความรู้ของเรา ไม่มีชนชั้นใดสามารถถือครองอำนาจรัฐได้อย่างถาวรหากปราศจากการยึดครองเหนือและในกลไกรัฐทางอุดมการณ์ไปพร้อมๆกัน...

ข้อสังเกตนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่ากลไกรัฐทางอุดมการณ์ไม่เพียงแต่เป็น “เดิมพัน” ในการต่อสู้ทางชนชั้น แต่ยังเป็น “สถานที่” แห่งการต่อสู้ทางชนชั้นด้วย และบ่อยครั้งการต่อสู้นี้จะปรากฏอยู่ในรูปแบบยืดเยื้อ ชนชั้น (หรือพันธมิตรของชนชั้น) ที่ครองอำนาจไม่อาจกำหนดกฎเกณฑ์ในกลไกรัฐทางอุดมการณ์ได้อย่างง่ายดายเหมือนกำหนดกฎเกณฑ์ในกลไกรัฐทางการปราบปราม ไม่เพียงเพราะว่าชนชั้นที่ยึดครองเก่ายังสามารถรักษาความคิดอันเข้มข้นมาอย่างยาวนานเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าการต่อต้านของชนชั้นที่ถูกกดขี่สามารถค้นพบวิธีการและโอกาสในการแสดงออกซึ่งการต่อต้าน อาจโดยการใช้ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ หรืออาจโดยการได้รับชัยชนะอันเนื่องมาจากการต่อสู้ทางความคิด

Louis Althusser - Idéologie et appareils idéologiques d’Etat 0 ... (มีต่อ)

- ๑ -

กฎหมาย คืออะไร? อาจมีการให้นิยามกันหลายลักษณะตามแต่ว่าผู้นิยามสมาทานสำนักกฎหมายใด นิยามของ “กฎหมาย” นิยามหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์กฎหมายกับอุดมการณ์ คือ นิยามที่บอกว่า กฎหมาย คือ “ภาษาหรือวาทกรรมที่ถูกทำให้เป็น “ทางกฎหมาย” โดยอำนาจการเมือง” จากนิยามดังกล่าว สามารถแยกพิจารณาได้ ดังนี้

  1. ภาษาหรือวาทกรรม
  2. ที่ถูกทำให้เป็น “ทางกฎหมาย”
  3. โดยอำนาจการเมือง

ในข้อแรก กฎหมาย คือ ภาษาหรือวาทกรรม นั่นหมายความว่า กฎหมายสามารถเลื่อนไหลผันแปรไปตามพันธกิจในแต่ละบริบท ยุคสมัย และสถานที่ได้ กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะหลักการหรือกฎเกณฑ์อันละเมิดมิได้ เมื่อกฎหมายเป็นวาทกรรม ย่อมเป็นไปได้เสมอที่จะถูก Actor ใช้ให้เปลี่ยนไปมาในบริบทต่างๆ กฎหมายจึงไม่มีวัตถุประสงค์ในตัวมันเอง หากเป็นอุดมการณ์ต่างหากที่เป็นผู้คัดเลือกวัตถุประสงค์ให้กฎหมาย ในข้อสอง “ถูกทำให้เป็นกฎหมาย” ความข้อนี้ทำให้ “วาทกรรมหรือภาษา” ยึดโยงเข้ากับ “ความเป็นกฎหมาย” อะไรจะเป็นกฎหมายหรือไม่ หรือจะให้สถานะ “ความเป็นกฎหมาย” แก่อะไร ย่อมขึ้นกับอำนาจ ซึ่งโยงไปถึงข้อสาม คือ “โดยอำนาจการเมือง”

Louis Althusser (๑๙๑๘-๑๙๙๐) ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศสได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องอุดมการณ์ไว้ในบทความชื่อ “Idéologie et appareils idéologiques d’Etat”1 เขาทวนกลับไปหาความหมายของ “อุดมการณ์” ที่ Marx เคยให้นิยามไว้ว่า “ระบบของความคิดและภาพแทนซึ่งครอบงำสปิริตของมนุษย์หรือกลุ่มสังคม” อย่างไรก็ตาม Althusser ได้ศึกษาและเสนอเพิ่มเติมอีกหลายประเด็น เช่น กลไกรัฐมิได้มีเพียงกลไกรัฐทางการปราบปราม แต่ยังมีกลไกรัฐทางอุดมการณ์, อุดมการณ์ไม่มีประวัติศาสตร์, อุดมการณ์เป็น “ตัวแทน” ของความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องจินตนาการของปัจเจกบุคคล กับ การดำรงอยู่ที่เป็นจริงของปัจเจกบุคคล, อุดมการณ์เป็น “ตัวเรียก” ให้ปัจเจกกลายเป็น “องค์ประธาน” เป็นต้น

Althusser เสนอว่ากลไกรัฐมี ๒ ประเภท คือ กลไกรัฐทางการปราบปราม (Appareil répressif d’Etat) และกลไกรัฐทางอุดมการณ์ (Appareils idéologiques d’Etat, AIE) กลไกแรก ได้แก่ รัฐบาล กองทัพ ตำรวจ ค่าย คุก ส่วนกลไกที่สองก็เช่น วัด ครอบครัว สื่อสารมวลชน โรงเรียน สหภาพแรงงาน พรรคการเมือง ศิลปวัฒนธรรมและกีฬา ทั้งสองกลไกนี้มีความแตกต่างกันอยู่ กล่าวคือ หนึ่ง กลไกรัฐทางการปราบปรามใช้ความรุนแรงมากกว่ากลไกรัฐทางอุดมการณ์ซึ่งมุ่งใช้อุดมการณ์เป็นสำคัญ, สอง กลไกรัฐทางการปราบปรามมีเอกภาพ ส่วนกลไกรัฐทางอุดมการณ์มีลักษณะหลากหลาย เราไม่อาจรู้ได้ว่าความหลากหลายนี้จะเกิดเอกภาพหรือไม่ และหากเกิดเอกภาพแล้ว เราจะมองเห็นได้ในทันทีหรือไม่ แม้กลไกรัฐทางอุดมการณ์จะหลากหลาย แต่ก็เป็นความหลากหลายทางกลไกเท่านั้น เพราะต่างก็ทำหน้าที่ไปในแนวทางเดียวกัน และสาม กลไกรัฐทางการปราบปรามผูกขาดอยู่ที่รัฐ ในขณะที่กลไกรัฐทางอุดมการณ์กระจายไปยังเอกชน

Althusser เห็นว่ากลไกรัฐทางอุดมการณ์ที่สำคัญที่สุดในรัฐสมัยใหม่ คือ โรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่บ่มเพาะเด็กและเยาวชน ตลอดเวลาหลายปีในโรงเรียน พวกเขาต้องถูกอบรมบ่มเพาะและขัดเกลาเพื่อให้รู้ว่าต้องดำเนินชีวิตอย่างไร อุดมการณ์หลักก็ถูกปลูกฝังเข้าไปทั้งทางตรงและทางอ้อมตามวิชาต่างๆ จากนั้นเมื่ออายุมากขึ้น พวกเขาก็จะถูกขัดเกลาทางวิชาชีพเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบ กลุ่มที่มีฐานะและโอกาสไม่ดี ก็จะถูกส่งเข้ากระบวนการผลิตก่อน ส่วนพวกที่ศึกษาต่อตามความเชี่ยวชาญ ก็จะถูกพัฒนาให้เป็นช่างเทคนิคหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับกลาง พวกสุดท้ายที่มีมันสมองและศักยภาพมากเสียหน่อย ก็จะถูกฝึกฝนและถูกผลักดันเข้าสู่ระบบในฐานะเป็นผู้บริหาร นายทุน หรือเป็นผู้ปราบปราม เช่น ทหาร ตำรวจ หรือเป็นผู้เผยแพร่อุดมการณ์ต่อไป เช่น พระ ครู พวกเขาจะได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ตามแต่ละบทบาทที่พวกเขาได้รับ โดยภายใต้อุดมการณ์หลักของสังคมที่ว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ให้ความรู้ เป็นกลาง ปราศจากอุดมการณ์ใด มีแต่ครูบาอาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยความรู้และคุณธรรม และเคารพในตัวเด็ก เช่นนี้ จึงไม่มีใครรู้ตัวว่าลูกหลานของตนถูกติดตั้งอุดมการณ์ไปเรียบร้อย Althusser เห็นว่าไม่มีกลไกรัฐใดนอกจากโรงเรียนที่สามารถบังคับเด็กให้นั่งฟังอย่างนิ่งได้วันละ ๗-๘ ชั่วโมง และสัปดาห์ละ ๕-๖ วัน ต่อเนื่องกันไปหลายปี

ในความเห็นของ Althusser อุดมการณ์ทำหน้าที่เรียก (interpeller) ให้ปัจเจกบุคคลกลายเป็นองค์ประธานขึ้นมา เขายกตัวอย่างว่า หากปัจเจกชนคนหนึ่งมีความเชื่อในพระเจ้าหรือความยุติธรรม ความเชื่อของเขาเกิดจากความคิดที่เขามีต่อตนเองในฐานะที่ตัวเขาเป็นองค์ประธานของจิตสำนึกแห่งตน ในฐานะที่เขาเป็นองค์ประธาน เขาจะคิดเสมอว่าตัวเขามีเสรีในการสร้างจิตสำนึกของตน และความเชื่อของเขาก็เป็นความเชื่อที่เกิดจากความคิดอิสระ จากนั้นจะเกิดการนำความคิดความเชื่อเหล่านั้นเข้ามาทดแทนความจริง ปัจเจกชนคนนี้ก็จะมีพฤติกรรมแบบหนึ่งของตนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเพราะเขาปักใจเชื่อว่าพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของเขานั้นเกิดจากจิตสำนึกเสรีในการเลือกของตนเอง หากเขาเชื่อในพระเจ้า เขาก็จะมีวัตรปฏิบัติตามศาสนานั้น เช่น ไปโบสถ์ ร่วมศาสนพิธี เสียใจและรู้สึกผิดบาปเมื่อกระทำความผิด และหากเขาเชื่อในความยุติธรรม เขาก็จะยอมรับกฎหมาย หากใครละเมิดกฎหมาย เขาก็จะต่อต้าน

สำหรับ Althusser แล้ว อุดมการณ์จึงเป็น “เดิมพัน” และ “สนามสัประยุทธ์” ในการต่อสู้ทางชนชั้น

เราอาจพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์กับกฎหมายได้ในสองแง่มุม ความเป็นกฎหมายหรือลักษณะของกฎหมายสร้างอุดมการณ์ แง่มุมหนึ่ง และอุดมการณ์ครอบงำกฎหมาย อีกแง่มุมหนึ่ง

ในแง่มุมแรก ความเป็นกฎหมายสร้างอุดมการณ์ ในยุคสมัยใหม่ ความเป็นกฎหมาย ลักษณะของกฎหมาย หรืออะไรๆที่เป็นกฎหมาย มาพร้อมกับความคิดต่างๆ เช่น ข้อพิพาทยุติได้ด้วยกฎหมาย กฎหมายเป็นกลาง กฎหมายต้องมีการบังคับ กฎหมายเป็นปทัสฐาน องค์กรตุลาการเป็นกลางและอิสระ ปัจเจกชนเป็นองค์ประธานแห่งสิทธิ กฎหมายเป็นที่มาของความชอบธรรม เป็นต้น

ในแง่มุมที่สอง อุดมการณ์ครอบงำกฎหมาย เป็นไปได้ว่าอุดมการณ์หลักชุดหนึ่งได้ครอบงำกฎหมายและผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย เช่น อุดมการณ์เสรีนิยม อุดมการณ์แบบนิติรัฐ อุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์สังคมนิยม หรืออุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นต้น เมื่ออุดมการณ์เหล่านี้ครอบงำกฎหมายและผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย พวกเขาก็จะกระทำการทางกฎหมายไปในทางสอดรับกับอุดมการณ์ โดยคิดว่า พวกเขาเป็น “องค์ประธาน” ของการกระทำ พวกเขามีอิสระเสรีที่จะกระทำการ

เมื่อสองแง่มุมนี้ผสมกัน ก็กลายเป็นว่าองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททั้งหลาย ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายทั้งหลาย กระทำการทางกฎหมาย (ใช้และตีความกฎหมาย, วินิจฉัยคดี, ร่างกฎหมาย, ให้ความเห็นทางกฎหมาย, ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด) โดยมี “อุดมการณ์” กำกับ และเมื่อกระทำการทางกฎหมายลงไปแล้ว ก็ต้องเป็นที่สุด เป็นกลาง มีสภาพบังคับ ต้องยอมรับนับถือ

อุดมการณ์จึงมีความสำคัญกับกฎหมาย ทั้งในฐานะที่นำความเป็น “กฎหมาย” ไปเป็นอุดมการณ์ และนำ “อุดมการณ์” มากำกับกฎหมาย

หากยังไม่สามารถจินตนาการความสำคัญของอุดมการณ์ต่อกฎหมายได้ โปรดลองพิจารณาตัวอย่าง ดังต่อไปนี้...

ผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์, ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดใดๆอันเกี่ยวกับการชุมนุมซึ่งฝ่ายอุดมการณ์ราชาชาตินิยมไม่สนับสนุน, ผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายอุดมการณ์ราชาชาตินิยม

ผู้พิพากษา, เจ้าหน้าที่ ตลอดจนองค์กรผู้มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทหรือคดีความต่างๆ

มีอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” กำกับ

+

ความเป็น “กฎหมาย” สร้างอุดมการณ์ที่ว่า ผู้พิพากษาดำรงตนอย่างปราศจากอคติและตัดสินอย่างเป็นธรรม การตัดสินของศาลถือเป็นที่สุด ทุกฝ่ายต้องให้การเคารพ

“กฎหมาย” มีความเป็นกลาง และเมื่อสิ่งใดมาตาม “กฎหมาย” ย่อมถือว่าชอบธรรม

=

การวินิจฉัยชี้ขาดก็มีโอกาสที่ผลจะไม่เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหา

และคำวินิจฉัยเหล่านั้นก็ต้องเป็นที่ยุติ

ความข้อนี้ย่อมแสดงให้เราเห็นได้ว่าหากใครครอบครองอุดมการณ์ที่ฝังและครอบงำ-กำกับผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายได้ทั้งมวลแล้ว ผู้นั้นย่อมประสบชัยชนะ

การต่อสู้ทางการเมืองจึงไม่อาจละเลยอุดมการณ์ทาง “กฎหมาย-การเมือง” ได้ เพราะ ด้วยความเป็นกฎหมายนั้นเอง ทำให้การใช้อำนาจนั้นชอบธรรม ทำให้ข้อพิพาทที่ถูกชี้ขาดในนามของกฎหมายต้องเป็นที่ยุติ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายทั้งหลายมีอุดมการณ์ฝังหัวอยู่ โดยที่พวกเขาเหล่านั้นอาจไม่รู้ตัว การปฏิบัติการทางกฎหมายของพวกเขาก็ดำเนินการไปตามอุดมการณ์ จิตสำนึกของพวกเขาบอกว่ากระทำการถูกต้อง พวกเขามีเจตจำนงเสรีและจิตสำนึกที่จะกระทำ

ในสังคมที่ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายยังคงถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ราชาชาตินิยม จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเห็น...

  • สมาชิกรัฐสภาเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกความผิด Lèse Majesté
  • คณะรัฐมนตรีเสนอแผนตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักพระราชวัง
  • สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสนอปฏิรูปรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์
  • ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยหรือลงโทษจำเลยเพียงเล็กน้อยหรือรอลงอาญาในคดีความผิด Lèse Majesté
  • ศาลคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งประกาศใช้เพื่อจัดการกลุ่มคนที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายราชาชาตินิยม
  • ฯลฯ

กฎหมายจึงไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่และคำพิพากษาบรรทัดฐานเท่านั้น หากยังรวมไปถึงอุดมการณ์และผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายทั้งมวลด้วย หากปรารถนาให้สังคมเป็นประชาธิปไตย หากถวิลหานิติรัฐ หากต้องการให้ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ – คนเป็นคนเหมือนกัน บังเกิดได้จริง เราจำเป็นต้องปลูกฝังอุดมการณ์ “นิติรัฐ-ประชาธิปไตย” ให้แก่ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย ตราบใดที่ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายยังมีอุดมการณ์แบบ “เก่า” ต่อให้เราตรากฎหมายที่เลิศหรูเพียงใด ต่อให้เรามีรัฐธรรมนูญอันมีเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตยแบบนานาอารยะประเทศเพียงใด และต่อให้เรามีองค์กรทางกฎหมายที่ทันสมัยเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้ “นิติรัฐ-ประชาธิปไตย” ปรากฏขึ้นจริง

- ๒ -

ในนิติราษฎร์ฉบับที่ ๔ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ เดือนของเว็บไซต์ ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตแนะนำบทความและหนังสือจำนวนมากเสียหน่อย

มีบทความ ๓ ชิ้นมาแนะนำ ชิ้นแรก เป็นบทความที่มีเนื้อหาไม่หนักมากนัก แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ ส่วนชิ้นที่สองเป็นบทความวิชาการ และชิ้นที่สามเป็นบทความต่อเนื่องจากบทความตอนแรก

สำหรับบทความชิ้นแรก คือ เราจะตั้งต้นเป็นประชาธิปไตยที่ไหน ?2 ของหยุด แสงอุทัย เดิมข้าพเจ้าคิดว่าจะสแกนจากต้นฉบับจริงลง แต่คิดได้ว่าอยากให้บทความปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ดีกว่าเพื่อความสวยงามและผู้อ่านจะได้คัดลอกไปใช้ตามแต่โอกาสได้อย่างสะดวก ข้าพเจ้าจึงร้องขอนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษานิติศาสตร์ผู้สนใจความคิดของหยุดฯและสะสมงานของหยุดฯไว้จำนวนมาก ช่วยพิมพ์-คัดลอกบทความนี้ใหม่ทั้งหมด โปรดทราบด้วยว่าบทความของหยุดฯชิ้นนี้ปรากฏในเว็บไซต์อย่างสวยงามก็ด้วยความวิริยะอุตสาหะของนายพุฒิพงศ์ฯเป็นสำคัญ

หยุด แสงอุทัยได้เปิดเผยในบทความว่า มีโอกาสเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญกับ Carl Schmitt ความข้อนี้ทำให้เราวิเคราะห์ต่อไปได้ว่าเหตุใดหยุดฯจึงสนับสนุนการทำงานของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเป็น “มือกฎหมาย” ให้กับรัฐบาลอำนาจนิยม สมมติฐานหนึ่งก็คือ หยุดฯอาจได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Schmitt และความคิดรัฐอำนาจมาก-ผู้นำเข้มแข็งซึ่งเบ่งบานไปทั่วเยอรมนีในระหว่างที่หยุดศึกษากฎหมายชั้นปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน แม้ปัญญาชนจำนวนมากจะวิจารณ์ความคิดและการกระทำของหยุดฯ แต่ถึงกระนั้นความคิดของหยุดฯในเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็นับว่าถูกต้องตามหลักวิชา มั่นคงสม่ำเสมอ และยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน

ในบทความชิ้นนี้ หยุดฯเห็นว่าความคิดแบบประชาธิปไตยสามารถปลูกฝังได้ โดยเขาพยายามแทรกเข้าไปในการสอนนักศึกษา รวมทั้งปฏิบัติตนให้นักศึกษาได้เห็นด้วย เช่น การขึ้นลิฟต์เดียวกันกับนักศึกษา การให้ความเป็นกันเอง ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับนักศึกษา นอกจากนี้หยุดฯยังให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาซึ่งไม่ควรต้องเห็นตามอาจารย์ทุกประการเพียงเพราะว่าเขาเป็นอาจารย์ หยุดฯได้กระตุ้นให้นักศึกษาเริ่มต้นจากการคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นของพวกเขา เพราะ

“..ถ้านักศึกษาคิดได้อย่างนี้ ต่อไปเขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าเทศบาลก็เป็นเทศบาลของเขาเอง และต่อมาก็จะเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาล รัฐสภา และศาลยุติธรรมก็เป็นของเขาเอง ไม่ใช่ "ของท่าน" ดังที่เป็นอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์...”

หยุดฯยืนยันว่าประชาธิปไตยวางรากฐานอยู่บนความเสมอภาค และ “ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครบังคับประชาชนให้เคารพนับถือบุคคลใดได้ แต่ถ้าประพฤติตัวดี เขาก็เคารพนับถือเอง” หยุดฯได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า “ถ้าจะมีเทวดาองค์หนึ่งเหาะผ่านหน้าต่างมา ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นเหตุผลอะไรที่นักศึกษาจะกราบไหว้ เพราะการเหาะได้เป็นผลดีแก่เทวดาองค์นั้นเอง สังคมไม่ได้พลอยได้ดิบได้ดีอะไรด้วยและคนสามัญก็อาจจะซื้อตั๋วเครื่องบินบินไปยังที่ต่างๆได้ ซึ่งอาจจะเร็วกว่าการเหาะได้ของเทวดาเสียอีก ถ้าเทวดานั้นได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม จึงควรจะกราบไหว้”

หยุดฯยังเน้นย้ำถึงความเสมอภาคอยู่หลายครั้ง เช่น “ในระบอบประชาธิปไตยมนุษย์ย่อมเสมอภาคกันคือมีฐานะเท่าเทียมกัน จะผิดกันก็แต่ตำแหน่งหน้าที่การงาน” หรือ “ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีอะไรที่จะมีเกียรติยิ่งไปกว่าการเป็นพลเมืองของประเทศ” โดยเฉพาะย่อหน้าสุดท้าย “ประชาธิปไตยย่อมยอมรับหลักเกณฑ์ในทางธรรมชาติที่มีคนฉลาด คนโง่ คนมีทรัพย์สิน ไม่มีทรัพย์สิน คนที่มีประสพการณ์ และคนไม่มีประสพการณ์ ฯลฯ แต่คุณสมบัติเหล่านั้นเป็นสิ่งดีเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆเอง แต่ในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เขาย่อมเสมอภาคกันกับบุคคลอื่น เราจะต้องมองเพื่อนร่วมชาติของเราอย่างผู้ที่เท่าเทียมกัน ไม่ยกตนว่าสูงกว่าผู้อื่น”

ข้าพเจ้าเห็นว่า แม้บทความชิ้นนี้ของหยุดฯจะเก่า แต่ก็เป็นความเก่าทางเวลา ส่วนเนื้อหานั้นยังทันสมัยและยังใช้ได้กับสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันที่มีคนกลุ่มหนึ่งไม่เชื่อใน “ความเสมอภาค”

บทความชิ้นที่สอง เป็นปาฐกถา ๑๔ ตุลา ประจำปี ๒๕๔๘ ของธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง “ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง ๑๔ ตุลา” และพิมพ์เผยแพร่อีกครั้งในวารสารฟ้าเดียวกัน บทความชิ้นนี้แม้มีขนาดยาวมากแต่ข้าพเจ้าเห็นว่าทุกคนต้องอ่าน ธงชัยฯกล่าวปาฐกถานี้เมื่อปี ๒๕๔๘ ท่ามกลางสถานการณ์ผู้คนจำนวนมากหันมาวาทกรรม “พระราชอำนาจ” เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้น ๑ ปี ก็เกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และผลลัพธ์ของรัฐประหารนี้ก็ยังคงออกดอกออกผลมาถึงปัจจุบัน

ธงชัยฯอภิปรายให้เราเห็นถึงความเป็นมาของกษัตริย์นักประชาธิปไตย วาทกรรมแบบนี้กำเนิดขึ้นในสมัยใด กำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร และเหตุใดต้องผลิตวาทกรรมเช่นนี้ จากนั้นธงชัยฯได้อธิบายว่าประชาธิปไตยแบบหลัง ๑๔ ตุลา มีลักษณะอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของฝ่ายกษัตริย์นิยมที่ช่วงชิงผลประโยชน์จาก ๑๔ ตุลา โดยการรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์ในบทบาทที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความคิดสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองถูกเปลี่ยนแปลงไปจากถูกกีดกันออกไปให้เลยพ้นการเมืองมาเป็นสูงส่งเหนือกว่าการเมืองฉ้อฉลสกปรก ในประชาธิปไตยแบบหลัง ๑๔ ตุลา กระแสนิยมกษัตริย์สูงขึ้นมา ในขณะที่ความเชื่อมั่นในระบอบการเมืองประชาธิปไตยถดถอยลง

ในภาคสอง ธงชัยฯได้อภิปรายถึงลักษณะของวัฒนธรรมประชาธิปไตยไทย ซึ่งไม่เชื่อมั่นในประชาชน และมองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ของไทย ในตอนท้าย ธงชัยฯได้เสนอว่าประชาธิปไตยไม่เคยให้คำตอบสำเร็จรูปแก่ปัญหาใด แต่ประชาธิปไตยก็เป็นวิถีทางยั่งยืนเพื่อให้ประชาชนปะทะขัดแย้งกันอย่างสันติ เขายืนยันว่าประชาธิปไตยไม่ใช่การเชิดชูว่าประชาชนฉลาดและถูกต้องเสมอ แต่เป็นหนทางทำให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ประชาธิปไตยไม่มีคุณพ่อรู้ดี ไม่ใช่ระบบการเมืองของปัญญาชนหรือคนกรุงผู้ฉลาดรู้ดี

บทความชิ้นที่สามเป็นบทความตอนที่สองของ ดอม ด่านตระกูล เกี่ยวกับกรณีสวรรคตและการโต้หนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ของวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

นอกจากบทความแนะนำแล้ว ข้าพเจ้าขอแนะนำหนังสือที่น่าสนใจอีก ๒ เล่ม เล่มหนึ่งเป็นหนังสือวิชาการ อีกเล่มหนึ่งเป็นวรรณกรรม

Image

หนังสือแนะนำเล่มแรก คือ Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lèse-Majesté 3 เขียนโดย David Streckfuss หนังสือเล่มนี้เป็นการศึกษาค้นคว้า “Lèse Majesté” ในระบบกฎหมายไทยอย่างละเอียดลึกซึ้ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ของ Lèse Majesté และในแง่การบังคับใช้กฎหมาย Lèse Majesté ในปัจจุบัน ในเล่มเราสามารถพบตารางเปรียบเทียบโทษของความผิดฐาน Lèse Majesté ในสมัยต่างๆ สถิติและจำนวนคดี Lèse Majesté แผนภาพแสดงให้เห็นการแบ่งพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ Streckfuss นำกรอบความคิด State of exception ของ Carl Schmitt และ Giorgio Agamben เข้ามาจับกับเรื่องหมิ่นประมาท และ Lèse Majesté

ข้าพเจ้าขอคารวะความวิริยะอุตสาหะในการค้นคว้าและการนำเสนอด้วยประเด็นแหลมคมของ Streckfuss ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ณ เวลานี่ ไม่มีงานเกี่ยวกับ Lèse Majesté ในระบบกฎหมายไทยชิ้นใดในบรรณพิภพนี้ดีกว่างานของเขา ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าหนังสือเล่มนี้จะได้วางขายในประเทศไทยหรือไม่ ถึงแม้จะไม่ได้รับอนุญาต แต่ด้วยโลกไร้พรมแดนและเทคโนโลยีสมัยใหม่ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในการเสาะแสวงหา อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอหนังสือเล่มนี้อยู่ ท่านสามารถอ่าน บทสัมภาษณ์ของ David Streckfuss โดยประวิตร โรจนพฤกษ์ และ บทความนำเสนอหนังสือเล่มนี้ของ C.J. Hinke ไปพลางก่อนได้

 

หนังสืออีกเล่มที่ข้าพเจ้าอยากแนะนำให้อ่าน คือ วรรณกรรมเรื่อง Der Prozeß4 ของ Franz Kafka เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่ง ชื่อ Joseph K เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับการถูกจับกุมโดยชาย ๒ คน โดยไม่รู้ว่าตนทำความผิดอะไร นับแต่นั้น K ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีเสรีภาพแบบชั่วคราว เขายังคงมีเสรีภาพไปไหนมาไหนได้ตามปกติ เพียงแต่ว่ามันเป็นเสรีภาพภายใต้คดีความ K ต้องเผชิญหน้ากับกระบวนพิจารณาคดีที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ต้องพบเจอผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ ทนายความ พระ คนเขียนภาพ ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเขา ตามความเห็นของข้าพเจ้า ในโลกอันแสนวิปริตวิปลาสของ K เขาต้องประสบกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่องค์กรเหล่านั้นใช้บังคับกับเขาโดยไม่รับประกันความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย และความไม่มั่นคงแน่นอนชัดเจนของกฎหมายนั้นเองนำพา K ไปสู่โศกนาฏกรรม

Kafka เสียดสีกระบวนการยุติธรรมอยู่หลายตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ K ไปพบกับชายวาดรูปเพื่อขอความช่วยเหลือ ชายวาดรูปเสนอวิธีการทำให้ K เป็นอิสระ ๓ วิธี คือ หนึ่ง การปล่อยให้เป็นอิสระจริงๆ สอง การทำให้ดูเหมือนว่าเป็นอิสระ และสาม การยืดคดี5 ในตอนท้าย Kafka นำเรื่องสั้น “Vor dem Gesetz”6 มากล่าวอีกครั้ง7 เรื่องสั้นนี้ให้แง่คิดเกี่ยวกับกฎหมายในแง่มุมปรัชญาได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับงานชิ้นอื่นๆของ Kafka วรรณกรรมเรื่อง Der Prozeß จะมีคุณค่าอย่างไรและมีความหมายในลักษณะใดก็ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้อ่าน นี่เป็นเสน่ห์ในงานของ Kafka ทุกคนมีเสรีภาพในการใช้ปัญญาแห่งตนพิจารณาเอาเอง

- ๓ -

สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีเรื่องใดร้อนแรงไปกว่ากรณี “๕ คลิป” ท่ามกลางวิกฤตการณ์ตลอด ๔ ปี มีเรื่องราวทำนองนี้ปรากฏขึ้นตามข่าวหลายครั้ง ตั้งแต่คลิปเสียงกรณี “ท่านเจี๊ยบ” ซึ่งในท้ายที่สุด กลับไม่มีการสืบสาวราวเรื่องว่าเป็นมาอย่างไร “ท่านเจี๊ยบ” คือใคร และเป็นเสียงของ “ท่านเจี๊ยบ” จริงหรือไม่ กลายเป็นว่าผู้นำคลิปเสียงนี้มาเปิดเผยถูกดำเนินคดี ต่อมา เมื่อปลายเดือนมีนาคมปีที่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้เปิดเผยว่ามีการนัดพบกันที่บ้านสุขุมวิทของนายปีย์ มาลากุล ในวงสนทนามีองคมนตรี มีผู้พิพากษาใหญ่ มีตุลาการใหญ่ มีอดีตนายทหาร จากนั้นนายปีย์ฯและองคมนตรีก็ออกมายอมรับว่ามีการพบปะกันจริง แล้วเรื่องก็เงียบหายไปกับสายลม

มาวันนี้ มีกรณี “๕ คลิป” เกิดขึ้นมาอีก ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์ต่อไปจะดำเนินไปอย่างไร ข้าพเจ้าคงไม่อาจคาดเดาได้ สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวได้คงมีแต่ว่า...

ความน่าเชื่อถือไว้วางใจและความศรัทธาต่อศาล ทั้งในแง่ตัวองค์กรและตัวบุคคล หาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการ “หมิ่น” ศาลหรือละเมิดอำนาจศาล หรือการพูดว่าผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธย” หรือการพูดว่าศาลตัดสินแล้วเป็นที่สุดทุกฝ่ายต้องเคารพไม่ ตรงกันข้าม ความน่าเชื่อถือไว้วางใจและความศรัทธาต่อศาลเกิดจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภาววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษา การเคารพในจริยธรรมวิชาชีพของผู้พิพากษา และวัตรปฏิบัติของผู้พิพากษาเอง

หลักวิชา หลักกฎหมาย หลักวิชาชีพนักกฎหมาย หลักนิติรัฐ ความยุติธรรม คำใหญ่ๆโตๆเหล่านี้ที่บรรดาผู้พิพากษา-ตุลาการเที่ยวพร่ำสอน-เทศนาตามเวทีอภิปรายบ้าง สัมภาษณ์สื่อมวลชนบ้าง สอนหนังสือในสถาบันการศึกษาบ้าง เขียนบทความหรือหนังสือบ้างนั้น ทั้งหมดทั้งปวงนี้จะไม่มีคุณค่าอะไรเลยหากพวกเขาไม่นำสิ่งที่พูด-เขียนไปใช้กับตนเอง หลักการเหล่านี้จะกลายเป็นเพียงวัสดุอุปกรณ์ที่ทำให้ตนเองดูดีขึ้นเสมือนตนขึ้นนั่งธรรมาสน์และเทศนาธรรมแก่ผู้อื่น ต้องไม่ลืมว่า นิติรัฐก็ดี ความยุติธรรมก็ดี หลักวิชาชีพนักกฎหมายก็ดี มิได้มีไว้เพื่อให้ผู้พิพากษา-ตุลาการใช้เทศนาผู้อื่น หากมีไว้ใช้กับบรรดาผู้พิพากษา-ตุลาการทุกระดับชั้น

นับแต่วิกฤตประเทศไทยตั้งแต่ ๒๕๔๙ สังคมไทยประสบความขัดแย้งรุนแรงอย่างไม่มีที่ท่าจะจบลงได้โดยง่าย บรรดา “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายได้เข้ามามีบทบาททั้งทาง “ตรง” และทาง “ลับ” ทั้งด้วยเจตนาดีและเจตนาร้าย ทั้งด้วยวิธีการ “ปกติ” และ “อปกติ” ข้าพเจ้าขออนุญาตฝากความเห็นของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งแม้ปรากฏเมื่อ ๕๘ ปีที่แล้ว แต่ยังคงทันสมัยอยู่ ไปยัง “ผู้ใหญ่” ทั้งหลาย ดังนี้...

“ท่านผู้ใหญ่ ท่านก็อยู่ในโลกนี้มานานพอแล้ว และท่านก็มีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะอยู่ต่อไป พวกเด็กๆ พวกเยาวชนรุ่นหนุ่มสาว เขามีเวลาข้างหน้าอันยาวนานที่จะต้องอยู่ในโลกนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นการชอบธรรมอย่างยิ่งที่เขาควรจะมีความคิดเห็นในการจัดแจงประชาคมและโลก ให้เป็นที่ผาสุกตามรสนิยมและทรรศนะของเขา ยิ่งกว่าบุคคลที่ใกล้จะอำลาโลกไปแล้วมิใช่หรือ? จงปล่อยให้เขาเป็นอิสระที่จะเลือกวิถีชีวิตของเขาเถิด  แต่ปล่อยหรือไม่ปล่อยก็เท่ากัน เพราะเขาคงแสวงหามันจนได้”

กุหลาบ สายประดิษฐ์8

ใช่...  ปล่อยหรือไม่ปล่อยก็เท่ากัน เพราะเขาคงแสวงหามันจนได้

 


 

0Idéologie et appareils idéologiques d’Etat, La Pensée, N°151, juin 1970, réimprimé dans Louis Althusser, Sur la reproduction, PUF, Collection : Actuel Marx, 1995, p.284.

1บทความนี้มีแปลเป็นภาษาไทยโดย กาญจนา แก้วเทพ โปรดดู หลุยส์ อัลธูสแซร์, อุดมการและกลไกทางอุดมการของรัฐ, (แปลโดย กาญจนา แก้วเทพ), สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๙.

2หยุด แสงอุทัย, “เราจะตั้งต้นเป็นประชาธิปไตยที่ไหน?”, ใน หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์หยุด แสงอุทัย, บพิธการพิมพ์, ๒๕๒๓, หน้า ๒๙๙-๓๐๘.

3David Streckfuss , Truth on Trial in Thailand : Defamation, Treason, and Lèse-Majesté, Routledge, 2010.

4วรรณกรรมเรื่องนี้แปลเป็นภาษาไทยโดย ดวงพร พงษ์โสภาวิจิตร โปรดดู ฟรันซ์ คาฟคา, คดีความ, (แปลโดย ดวงพร พงษ์โสภาวิจิตร ), พิมพ์ครั้งที่สอง, สำนักพิมพ์สามัญชน, ๒๕๔๖.

5คดีความ, หน้า ๒๐๓-๒๑๕.

6เรื่องสั้นนี้แปลเป็นภาษาไทยโดย ถนอมนวล โอเจริญ โปรดดู ฟรันซ์ คาฟคา, “หน้าประตูกฎหมาย”, ใน ฟรันซ์ คาฟคา, แดนลงทัณฑ์และเรื่องสั้นอื่นๆ, (แปลโดย ถนอมนวล โอเจริญ), แพรวสำนักพิมพ์, ๒๕๔๖, หน้า ๓๒-๓๔.

7คดีความ, หน้า ๒๘๒-๒๙๒.

8"มองนักศึกษา ม.ธ.ก.ด้วยแว่นขาว" วารสารธรรมจักร ของสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ฉบับวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๕

เข้าสู่ระบบ