Home » Blog » ข่าวสาร » นิติราษฏร์ ฉบับ ๓ (ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล)

นิติราษฏร์ ฉบับ ๓ (ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล)

Blog Icon

ข่าวสาร บทความ กรณีสวรรคต

10 October 2010

read 10410

วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย กับหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” : ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับข้อมูลกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ (๙ มิถุนายน ๒๔๘๙)

นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการเปิดตัวหนังสือเล่มหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” เรียบเรียงโดย วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย หนังสือพิมพ์มติชนทั้งรายวัน (ออนไลน์ : ๒๗ กันยายน ๒๕๕๓) และรายสัปดาห์ (ฉบับที่ ๑๕๗๒ ประจำวันที่ ๑-๗ ตุลาคม ๒๕๕๓ หน้า ๙) ได้เก็บข้อมูลบางประเด็นในหนังสือเล่มนี้มาเผยแพร่แก่สาธารณะ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ โดยผู้เขียนให้สัมภาษณ์ในวันเปิดตัวหนังสือว่า

“หนังสือเล่มนี้ต้องการให้คนไทยเห็นข้อเท็จจริงของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย แต่ผู้อ่านจะต้องพิจารณาเอาเองว่า เรื่องราวต่าง ๆ เป็นอย่างไร เพราะตัวเองไม่อยากจะใช้คำว่า เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของบ้านเมือง … สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราอ่านทั้งหมด จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หรือใครก็ตามที่กระทำต่อบ้านเมือง มีบางคนที่เราอาจจะให้อภัยได้ มีบางคนเราไม่อาจให้อภัยได้ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับวิจารณญาณของคนอ่าน เพราะดิฉันมีหน้าที่ข้อมูลให้กับคน ไม่ไปวิเคราะห์หรือตัดสินแทนคนอ่านหรือใครทั้งสิ้น”

(ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ออนไลน์ วันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เวลา ๑๙ : ๐๔: ๑๔ น. )

ต่อคำถามที่ว่า หวั่นใจหรือไม่ หากมีการนำเนื้อหาดังกล่าวไปอ้างอิงหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หนังสือพิมพ์มติชนลงคำให้สัมภาษณ์ของผู้เขียนในประเด็นนี้ โดยมีสาระสำคัญว่า

“วิมลพรรณ ฯ ตอบชัดเจนว่า ไม่กลัวเลย เนื่องจากเจตนาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาทำลายเกียรติของผู้ใด แต่ความแน่วแน่อยู่ที่การค้นคว้าข้อมูลและร้อยเรียงให้ถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับใคร หวังใจว่า ผู้อ่านสามารถไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณได้” (ที่มา : แหล่งเดียวกัน)

แท้จริงแล้ว กรณีสวรรคต ฯ นี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยมาช้านาน นับแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอันนำมาซึ่งความเศร้าโศกของพสกนิกรทั้งแผ่นดิน แต่ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ดูจะมีข้อสรุปที่เป็นทางการไปบ้างแล้ว แต่จากที่ผ่านมาตลอดหลายสิบปี ข้อกังขาของประชาชนก็ยังคงวนเวียนอยู่ในเรื่องที่ว่า (๑) เหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร และ (๒) มีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับ “ ฯพณฯ นายปรีดี พนมยงค์” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น เพียงใดหรือไม่

ผู้เขียนบทความนี้มีความประสงค์จะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับท่าทีที่สังคมไทยพึงมีต่อกรณีสวรรคต ฯ ในประเด็น (๑) ที่ว่า “เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร” เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่า เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสังคมไทยทั้งสังคมร่วมกัน ไม่ว่าจะมองในมุมใด (เช่น ในแง่ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสืบราชสันตติวงศ์ภายใต้ระบอบการปกครองใหม่ หรือในแง่พัฒนาการทางการเมืองซึ่งมีผลต่อกระทบโดยตรงต่อทิศทางการเมืองของประเทศอย่างใหญ่หลวงในเวลาต่อมา) และส่วนในประเด็น (๒) ที่ว่ามีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับ “ ฯพณฯ นายปรีดี พนมยงค์” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นเพียงใดหรือไม่นั้น คงต้องเน้นย้ำให้เห็นว่า เนื่องจากการเป็นนักการเมืองซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศในเวลานั้น นายปรีดี ฯ จึงถูกจับจ้องและถูกเชื่อมโยงเข้ามาในกรณีสวรรคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในประเด็นนี้พึงตระหนักในเบื้องต้นด้วยว่า หากไม่นับหน้าที่ความรับผิดชอบในแง่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศซึ่งต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเต็มความสามารถ เหตุไฉนจึงมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลและข้อความกล่าวหาดังที่เกิดขึ้นในภายหลังได้ ซึ่งในที่นี้ ผู้ติดตามความเป็นไปตามทางการเมืองย่อมเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ต้องมีผู้คิด “เกมส์และวิธีเดินหมาก” โดยใช้กรณีสวรรคตนี้มาเป็น “มูล” ในการเขี่ยนายปรีดี ฯ ออกจากเส้นทางการเมืองในที่สุด

(๑) เหตุการณ์กรณีสวรรคต ฯ เกิดขึ้นได้อย่างไร : การใช้ปัญญาสอบสวนถึงความจริงที่เกิดขึ้น

ก่อนอื่น ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ขอชื่นชมและยกย่องต่อข้อเขียน “ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตในหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” ของ คุณดอม ด่านตระกูล (ที่มา : บทความแนะนำ - นิติราษฎร์) ที่หยิบยกข้อมูลและหลักฐานบางประเด็นในกรณีสวรรคต ฯ มานำเสนอให้เห็นและยากที่จะปฏิเสธได้ในเวลาอันรวดเร็วแก่สาธารณะ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยวิมลพรรณ ฯ ซึ่งทำให้ผู้เขียนระลึกถึง “งานสัจจานุรักษ์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘” ของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ผู้วายชนม์ไปแล้วเป็นอย่างยิ่ง และคุณดอม ฯ ลงท้ายบทความของเธอว่า

“คุณพ่อของข้าพเจ้าได้เขียนตอบโต้ผู้ฝ่าฝืนสัจจะ บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ไม่น่าเชื่อว่า จนปี พ.ศ.๒๕๕๓ คุณพ่อของข้าพเจ้าได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว ข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรยังต้องมาเขียนชี้แจงความจริงในเรื่องเดียวกันอยู่อีก อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าเชื่อเหมือนที่คุณพ่อของข้าพเจ้าเชื่อมาตลอดชีวิตว่า สัจจะยังคงเป็นสัจจะ และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายล้างสัจจะแห่งคดีประวัติศาสตร์นี้ไปได้” (ที่มา : แหล่งเดียวกัน)

ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับความเชื่อของเธอและในประโยคสุดท้ายที่กล่าวไว้ และยังทำให้หวนระลึกถึงพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งด้วยที่ว่า “สนโต น เต เย น วทนติ ธมม ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ” (ที่มา : พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), อมฤตพจนา, พิมพ์ครั้งที่ ๑๔, กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา, ๒๕๕๓, น.๑๐.)

เมื่อวิมลพรรณ ฯ ผู้เขียนหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” ได้ร้อยเรียงข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง ๆ ดังที่ให้สัมภาษณ์ไว้ซึ่งมีกรณีสวรรคต ฯ เป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้น ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ชาวไทยผู้มีปัญญาทั้งหลายควรจะได้ชักชวนและ (ร่วมด้วย) ช่วยกันศึกษาและสืบค้นข้อมูลหลักฐานจากเอกสารฉบับต่าง ๆ ที่มีผู้เรียบเรียงเรื่องราว หรือที่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของตน อีกทั้งคำพิพากษาของศาลฉบับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ให้เห็นชัดจนประจักษ์แก่ใจ (รวมทั้งหนังสือของวิมลพรรณ ฯ เล่มนี้ด้วย) ว่า เรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่ผ่านมากว่า ๖๔ ปีแล้วนี้ มีความเป็นมาตั้งแต่เริ่มแรกอย่างไร อีกทั้งมีผลกระทบสืบต่อมาในทางใดบ้าง ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการค้นคว้าในกรณีนี้ ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะได้แก่ การแสวงหาสิ่งที่เป็น “สัจจะ” โดยการชั่งน้ำหนักระหว่างข้อเท็จจริงทั้งหลายซึ่งถูกหยิบยกขึ้นอธิบายภายใต้บริบทต่างๆ รวมถึงการชั่งเหตุผลในการอธิบายข้อเท็จจริงเหล่านั้นให้ถ่องแท้

อนึ่ง ผู้เขียนบทความนี้เป็นเพียงผู้สนใจใคร่รู้กรณีสวรรคต ฯ คนหนึ่งซึ่งแน่นอนว่า ยังมิได้อ่านหนังสือของวิมลพรรณ ฯ ที่ตีพิมพ์ออกมาทั้งหมด แต่ก็มีความเห็นต่อหนังสือชุดนี้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวิมลพรรณ ฯ กล่าวถึงหนังสือของตนว่า “ ... ตัวเองไม่อยากจะใช้คำว่า เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของบ้านเมือง ...” ดังนั้น ไม่ว่าวิมลพรรณ ฯ จะนิยามหนังสือชุดนี้ว่าอย่างไรก็ตาม ข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ที่วิมลพรรณ ฯ ได้อ้างอิงลงไว้ในหนังสือเล่มนี้พึงได้รับการตรวจสอบและเทียบเคียงกับข้อเท็จจริงที่เป็นเอกสารและหลักฐานที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่งเสียก่อน กล่าวคือ จำเป็นต้องสืบค้นกลับไปยังต้นฉบับดั้งเดิมของเอกสารและข้อมูลที่ใช้อ้างอิงตามวิธีการตรวจสอบหลักฐานเอกสาร เพื่อให้มั่นใจได้ว่า วิมลพรรณ ฯ ได้ถ่ายทอดเนื้อความและสาระตรงกับต้นฉบับเอกสารที่แท้จริง รวมถึงการตรวจสอบบริบทของการผลิตหรือเรียบเรียงเอกสารนั้นขึ้น (เช่น วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของเอกสาร) และวิธีการนำเอกสารนั้นมาใช้ของวิมลพรรณ ฯ เองด้วย

จากวิธีการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานดังที่กล่าวนี้เท่านั้น ที่เราน่าจะอาศัยเป็นแนวทางการแสวงหาสัจจะเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในกรณีสวรรคต ฯ ได้อย่างมั่นใจ และยิ่งเมื่อคำนึงถึงคำให้สัมภาษณ์ของวิมลพรรณ ฯ ที่กล่าวเน้นว่า “ ... สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราอ่านทั้งหมด จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หรือใครก็ตามที่กระทำต่อบ้านเมือง มีบางคนที่เราอาจจะให้อภัยได้ มีบางคนเราไม่อาจให้อภัยได้ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับวิจารณญาณของคนอ่าน ...” ก็คาดหมายได้ว่า ผู้อ่านซึ่งใช้ปัญญาไตร่ตรองโดยปราศจากอคติทุกท่านจะใช้วิจารณญาณและลงความเห็นได้อย่างแน่ชัดในที่สุดว่า ใครบ้างที่กระทำต่อบ้านเมืองแล้วเป็นผู้ที่เราควรให้อภัยหรือไม่ควรให้อภัย (เอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในมุมมองใหม่และน่าสนใจ ขอให้ดูบทความของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เช่น “ปริศนากรณีสวรรคต,” “ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต,” และ “๕๐ ปีการประหารชีวิต ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘” เป็นต้น)

(๒) นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเกี่ยวพันกับกรณีสวรรคต ฯ เพียงใด

ในส่วนนี้ ผู้เขียนประสงค์จะจำแนกออกเป็น ๒ ประเด็นด้วยกันคือ (ก)  การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี (ข) ความพยายามทางการเมืองของบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการทำลายนายปรีดี ฯ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนสำคัญในกรณีสวรรคต ฯ

๑. การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี

เท่าที่ผู้เขียนได้ติดตามศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ของนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น นับแต่เกิดกรณีสวรรคต ฯ ขึ้นเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ก็เห็นชัดว่า นายปรีดี ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่และพยายามแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกประการที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างเต็มความสามารถเท่าที่จะกระทำได้ “ภายใต้ข้อจำกัดหลายประการ” ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ล้วนมีเหตุมาจากภายนอกทั้งสิ้น (เช่น การที่มาทราบเรื่องภายหลังและกว่าจะได้ขึ้นไปเคารพพระบรมศพก็เป็นเวลาล่วงเลยมาพอสมควร หรือการที่ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการชันสูตรพระบรมศพตามกฎหมายได้ภายหลังเหตุการณ์ เป็นต้น) อีกนัยหนึ่ง ข้อจำกัดเหล่านี้หาได้เกิดจากการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรงเองแต่อย่างใด แต่เกิดจากการรับฟังความเห็นและคำปรึกษาของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้น อีกทั้งพยายามอย่างจริงใจด้วยจิตอันบริสุทธิ์ในอันที่จะปกป้องพระเกียรติยศขององค์พระมหากษัตริย์ ในทางตรงกันข้าม ข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สถานการณ์เช่นว่านั้น กลับทำให้เห็นว่า นายปรีดี ฯ มีความเคารพยกย่องและให้เกียรติแก่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ยิ่ง และที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดอันเป็นการแสดงความเคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ การอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ด้วยความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของรัฐสภา และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเวลานั้น (ที่มา : ประกาศอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙)

๒. ความพยายามทางการเมืองของบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการทำลายนายปรีดี ฯ

สำหรับประเด็นทางการเมืองในเวลานั้น เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก็เห็นได้ชัดว่า มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่พยายามใช้เหตุการณ์กรณีสวรรคต ฯ มาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนอย่างมีเลศนัย โดยที่เห็นแล้วว่า ภายหลังการเป็นผู้นำปฏิบัติงานและขบวนการเสรีไทยซึ่งบรรลุเป้าหมายอย่างดียิ่งนั้น นายปรีดี ฯ ไม่เพียงแต่กลายมาเป็นผู้นำทางการเมืองที่โดดเด่นไม่เพียงในระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติด้วย อีกทั้งเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงมีประกาศพระบรมราชโองการ ฯ ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๘ ยกย่องนายปรีดี ฯ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสด้วยแล้ว ในสายตาของกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีเหล่านี้จะหามูลเหตุใดเล่าที่จะอ้างมาเพื่อทำลายและขจัดนายปรีดี ฯ ออกจากเส้นทางทางการเมืองได้ดีไปกว่าข้อกล่าวหาซึ่งกระทบต่อความรู้สึกและสำนึกของคนไทยโดย “พยายามลากนายปรีดี ฯ เข้าไปพัวพันกับกรณีสวรรคต ฯ ในทางใดทางหนึ่ง” โดยเฉพาะการให้ร้ายในฐานะที่นายปรีดี ฯ เป็นผู้บงการเลยทีเดียว (อาทิเช่น การจ้างคนไปตะโกนในโรงหนัง สร้างพยานเท็จ เช่น นายตี๋ ศรีสุวรรณ ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดในกรณีนี้)

ในการเขียนหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” ของวิมลพรรณ ฯ แม้ผู้เขียนบทความชิ้นนี้จะยังมิได้อ่านรายละเอียดอื่น ๆ ในประเด็นกรณีสวรรคต ฯ แต่ก็ยังเชื่อตามเจตนาของวิมลพรรณ ฯ ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ก็คือ “ … เนื่องจากเจตนาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาทำลายเกียรติของผู้ใด แต่ความแน่วแน่อยู่ที่การค้นคว้าข้อมูลและร้อยเรียงให้ถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับใคร หวังใจว่า ผู้อ่านสามารถไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณได้ ...” จึงเห็นว่า ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้พึงจะต้องไตร่ตรองและใช้วิจารณาญาณให้จงดีเช่นที่ผู้เขียนได้แนะนำไว้แล้วในการอ่าน

สำหรับผู้เขียนบทความชิ้นนี้ ไม่ว่าจะมีเอกสารใด ๆ หรือมีการสร้างเอกสารข้อมูลใด ๆ กล่าวร้าย หรือส่อนัยกล่าวร้ายอย่างมีเลศต่อท่านรัฐบุรุษอาวุโสท่านนี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งจิตเจตนาหรือด้วยโมหะบางประการบังตาไว้ก็ดี ผู้เขียนยังเห็นชัดจนอาจยืนยันในที่นี้ว่า น้อยยิ่งกว่าน้อยแล้วที่ผู้คนในบ้านเมืองนี้และในเวลานี้จะเชื่อว่า นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส มีส่วนพัวพันใด ๆ กับกรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ กล่าวในส่วนของท่านรัฐบุรุษอาวุโสเอง ก็พยายามปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเองอยู่เสมอในอันที่จะบอกกล่าวในสถานที่ต่าง ๆ ต่างกรรมต่างวาระว่า “มิได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับกรณีที่ถูกกล่าวหา” อาทิเช่น ท่านเคยกล่าวถึงกรณีสวรรคต ฯ ว่า

“ทุกวันนี้ก็มีคนพูดซุบซิบกัน ถึงกับนักเรียนหลายคนถามผม ผมก็ขอตัวว่าเป็นเรื่องที่พูดไม่ออกบอกไม่ได้ในขณะนี้ จึงขอฝากอนุชนรุ่นหลังและประวัติศาสตร์ตอบแทนด้วย”

(ที่มา : สุพจน์ ด่านตระกูล, ปรีดี พนมยงค์กับสถาบันพระมหากษัตริย์และกรณีสวรรคต ใน คือวิญญาณเสรีปรีดี พนมยงค์, สารคดี ฉบับพิเศษ : งานฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓ : ๒๓๓.)

ซึ่งหมายถึงว่า นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เป็นผู้บริสุทธิ์และปราศจากมลทินในเรื่องนี้อย่างปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น แน่นอนว่า ความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องข้อกล่าวหาอันฉกาจฉกรรจ์นี้ ผู้เขียนเชื่อว่า จะถูกลบล้างออกไปจนสิ้นเชิงในไม่ช้า เพราะอนุชนรุ่นหลังและสัจจะในประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้กับสังคมไทยในที่สุด.

เข้าสู่ระบบ