Home » Blog » ข่าวสาร » นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๑๑ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)

นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๑๑ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)

Blog Icon

ข่าวสาร นิติราษฎร์

02 January 2011

read 9628

รัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์ในประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข

“ต้องเลิกพูดเสียทีว่าฝรั่งเศสเป็นรัฐราชาธิปไตย และตามติดด้วยสัจพจน์ที่ว่าพระราชอำนาจของกษัตริย์เป็นส่วนแรกและส่วนที่มี ค่าที่สุดของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราจึงต้องจัดวางส่วนพระราชอำนาจนั้นให้สอดรับกับชาติ

ตรงกันข้าม สมควรทราบในเบื้องต้นก่อนว่า คำว่า ราชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริงนั้นแสดงออกถึงรัฐที่อำนาจบริหารเป็นของ บุคคลเพียงคนเดียว ในขณะที่รัฐบาลโดยตัวของมันเองนั้นก่อตั้งโดยประชาชนและเพื่อประชาชน และเป็นรัฐบาลนั่นแหละที่ปกครอง ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงเป็นได้แต่เพียงผู้รับมอบฉันทะและอำนาจจากประชาชน องค์กรทางการเมืองทั้งหลาย รวมทั้งสถาบันกษัตริย์ จึงเป็นของมหาชน มิใช่สิทธิหรืออำนาจส่วนบุคคลและมิใช่สมบัติส่วนตัว

ดังนั้น ในสภาแห่งนี้ สภาของผู้แทนแห่งชาติฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยนั้น ต้องไม่สร้างความอัปยศอดสูให้แก่พลเมืองผู้ใฝ่ฝันถึงสิทธิและเสรีภาพอันเป็น เป้าประสงค์แรกซึ่งเราต้องรักษาไว้ เป้าหมายที่แท้จริงของภาระเรา, รวมทั้งสถาบันกษัตริย์ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นก็เพื่อสิ่งนี้เท่านั้น, คือการจัดการเรื่องต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปลายทางนั้นมากที่สุดเท่าที่ จะมากได้”

สุนทรพจน์ไม่เอาพระราชอำนาจยับยั้งกฎหมายทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร
Maximilien Robespierre
เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน ๑๗๘๙
แต่ไม่ได้นำมาอภิปรายในสภาแห่งชาติ

- ๑ -

ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และยังคงเห็นความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ จึงรักษาสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ในสังคมต่อไป ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสถาบันกษัตริย์ต้องเปลี่ยนสถานะและจัดวางความสัมพันธ์เรื่องอำนาจเสียใหม่ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ “ประชาธิปไตย” ต่างหากที่อนุญาตให้ “กษัตริย์” เป็นประมุขนั้น การอภิปรายสาธารณะถึงประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือต้องห้ามแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามกับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข บุคคลไม่สามารถอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาได้ เว้นแต่การพูดถึงในลักษณะยกย่อง-ยอพระเกียรติ-ซาบซึ้ง บ่อยครั้งไปถึงขนาดที่ว่าพูดคำว่า “สถาบันกษัตริย์” หรือ “กษัตริย์” ยังไม่ได้ เช่น ในรัฐสภา หากสมาชิกรัฐสภาคนใดลุกขึ้นอภิปรายเรื่องเหล่านี้ เป็นอันต้องถูกสมาชิกคนอื่นๆประท้วง โดยให้เหตุผลราวกับเป็นสูตรสำเร็จว่า “กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” หรือในแวดวงปัญญาชน บ้างละเว้นไม่พูดถึงเลย บ้างพูดถึงแบบอ้อมๆผ่านสัญลักษณ์และศิลปะการใช้ภาษา บ้างใช้ “...” บ้างใช้ “เรื่องดังว่า” “เรื่องนั้น” เป็นต้น
การยกร่างรัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ในประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราจะไม่พบเห็นการอภิปรายบทบัญญัติในหมวดกษัตริย์ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เมื่อไร ก็นำหมวดกษัตริย์แบบเดิมมาใส่ไว้โดยมิได้แก้ไขปรับปรุง หากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็อนุญาตให้ทำได้แต่เพียงการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพระราชอำนาจเท่านั้น

อนึ่ง ข้อห้ามเหล่านี้ หาใช่เป็นข้อห้ามทางกฎหมายไม่ แต่เป็นข้อห้ามทางวัฒนธรรมและข้อห้ามทางอุดมการณ์มากกว่า ซึ่งบางครั้ง ข้อห้ามในลักษณะนี้แหละ มีอานุภาพร้ายแรงกว่าข้อห้ามทางกฎหมายเสียอีก

ตลอดสองถึงสามปีที่ผ่านมา บุคคลทั่วไปเริ่มต้นทดสอบ-ทดลองพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ บ้างพูดเชิงวิชาการ บ้างพูดอ้อมๆเชิงสัญลักษณ์ บ้างอัดอั้นตันใจจนต้องระบายออกด้วยวิธีการไม่สุภาพ จนมีคนจำนวนมากตกเป็น “เหยื่อ” ของ ๑๑๒ และมาตรการที่พวกเขาเรียกกันว่า “Social Sanction”

หลังการสลายการชุมนุมอย่างเหี้ยมโหด คนเสื้อแดงได้กลับมารวมตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและ ที่ราชประสงค์เกือบทุกเดือน มีการกู่ร้องตะโกนและขีดเขียนตัวอักษรต่างๆนานาด้วยความคับแค้น เป็นไปได้ว่าความคับแค้นใจนี้จะถูกบริหารจัดการภายใต้ความอดทนของอำนาจรัฐ หมายความว่า หากยามใดที่รัฐทนไม่ไหวและเห็นว่า “เกินเพดาน” มากเกินไปแล้ว  พวกเขาก็จะถูกรัฐจับกุม-คุมขัง-ดำเนินคดี แน่นอน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” แทบไม่เหลือหนทางที่พวกเขาจะรอด 

เราจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้หรือ?

ผู้มีจิตใจเป็นธรรม มีคุณธรรมทางการเมือง มี Ethic จะทนเห็นสภาพนี้ได้หรือ ?

หลังการสลายการชุมนุมอย่างเหี้ยมโหด เราต้องเห็นสามัญชนคนธรรมดาถูกกระทำซ้ำสองอีกหรือ?

การปล่อยให้บุคคลทั่วไปต้องเผชิญความเสี่ยงเช่นว่านี้แต่เพียงลำพัง เป็นเรื่องสมควรแล้วหรือ?

ถ้าคำตอบ คือ ไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็นปัญญาชนหรือถูกเรียกว่าเป็นปัญญาชน ต้องเข้ามามีบทบาทในการหยิบยกประเด็นสถาบันกษัตริย์ขึ้นอภิปรายในที่สาธารณะเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย แน่ละ ปัญญาชนมิได้มีคุณค่ามากกว่าบุคคลทั่วไป แต่ปฏิเสธมิได้เช่นกันว่า สถานะของปัญญาชนอาจเป็นเกราะป้องกันตัวชั้นดี แม้ในท้ายที่สุดอาจป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันจากภยันตรายที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ด้วยสถานะของปัญญาชนเอง จึงเกิดภาระผูกพันและข้อเรียกร้องต่อปัญญาชนตามมา ดังที่ Jean-Paul Sartre เคยกล่าวไว้ว่า "ปัญญาชน คือ คนบางคนผู้ผสมผสานในสิ่งซึ่งไม่เห็นมัน ปัญญาชนถูกผูกมัดอย่างจำยอมเพื่อเหตุแห่งความยุติธรรม และแตกหักกับสถาบันต่างๆที่กดขี่"

การจัดอภิปรายเรื่อง “สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการทดลองโยนประเด็น “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยมากขึ้น” เข้าสู่เวทีสาธารณะ เพื่อผลักดันให้กลายเป็นวาระสำคัญในกระแสหลักให้จงได้ ข้าพเจ้าเห็นว่า การจัดเวทีอภิปรายเรื่องดังกล่าว นอกจากจะเสริมสร้างความรู้เรื่องสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาแล้ว ยังช่วยทำให้ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองทั้งหลายหันมาสนใจประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่ง ณ เวลานี้ คนจำนวนมาต่างก็เริ่มยอมรับกันว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาใจกลางในภาวะหัวต่อหัวเลี้ยวเช่นนี้

การอภิปรายในวันนั้นสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ตามปกติแล้ว การจัดอภิปรายวิชาการมักมีผู้เข้าร่วมฟังไม่มากนัก แต่ครั้งนี้ ปรากฏว่าจำนวนคนเข้าร่วมมากเป็นประวัติการณ์ซึ่งผู้จัดงานก็คาดไม่ถึง ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แพร่หลายไปทั่วในขณะนี้คงเป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี สำหรับข้าพเจ้า บรรยากาศในงานวันนั้นและจำนวนคนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังอภิปรายไม่ได้สร้างความกระหยิ่มยิ้มย่องหรือปลาบปลื้มปีติ แต่นี่เป็นดัชนีชี้วัดว่าคนจำนวนมากส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยมากขึ้น

- ๒ -

ในรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุขมีบทบัญญัติหมวดหนึ่งว่าด้วยกษัตริย์ เช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ในเนื้อหา กลับมีความแตกต่างกันอยู่มาก เราลองสำรวจพิจารณากันไปทีละประเด็น

ประเด็นแรก ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติหมวดกษัตริย์

บทบัญญัติเกี่ยวกับกษัตริย์อาจแยกเป็นหมวดต่างหากหรืออยู่ในหมวดอำนาจบริหาร เหตุที่บัญญัติรวมไว้ในหมวดอำนาจบริหารก็เพราะถือกันว่า องค์กรที่ใกล้ชิดกษัตริย์มากที่สุด คือ ฝ่ายบริหารในฐานะเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์นั่นเอง รัฐธรรมนูญสวีเดน ไม่มีหมวดกษัตริย์ แต่มีหมวดประมุขของรัฐ (๗ มาตรา) แล้วเขียนไว้ในมาตรา ๕ ว่า “พระราชาหรือพระราชินีผู้ครอบรองราชบัลลังก์ตามกฎหมายว่าด้วยการสืบทอดราชบัลลังก์เป็นประมุขของรัฐ” หมวดประมุขของรัฐอยู่ในหมวด ๕ ตามหลังหมวดอื่นๆว่าด้วยหลักการพื้นฐาน สิทธิและเสรีภาพพื้นฐาน สภาผู้แทนราษฎร และการดำเนินการของสภาผู้แทนราษฎร เดนมาร์ก ไม่มีชื่อหมวด แต่บทบัญญัติเกี่ยวกับกษัตริย์อยู่ในหมวด ๒ ตั้งแต่มาตรา ๕ ถึงมาตรา ๑๑ นอร์เวย์ บทบัญญัติเกี่ยวกับกษัตริย์ไปปะปนอยู่กับอำนาจบริหาร ในหมวด B ว่าด้วย “อำนาจบริหาร กษัตริย์ และราชวงศ์”  เนเธอร์แลนด์ บทบัญญัติเกี่ยวกับกษัตริย์อยู่ในหมวด ๒ รัฐบาล และแยกออกเป็นส่วนที่หนึ่ง “กษัตริย์” (มาตรา ๒๔ ถึงมาตรา ๔๑) และส่วนที่สอง “กษัตริย์และรัฐมนตรี” (มาตรา  ๔๒ ถึงมาตรา ๔๙) เบลเยียม บทบัญญัติเกี่ยวกับกษัตริย์อยู่ในหมวด ๓ ว่าด้วย “อำนาจ” ซึ่งแบ่งออกเป็น ๘ บทย่อย บทบัญญัติเกี่ยวกับกษัตริย์อยู่ในบทย่อยที่ ๓ โดยแบ่งเป็นสามส่วน คือ กษัตริย์ (มาตรา ๘๕ ถึงมาตรา ๙๕)  รัฐบาลสหพันธ์ (มาตรา ๙๖ ถึงมาตรา ๑๐๔) เขตอำนาจ (มาตรา ๑๐๕ ถึงมาตรา ๑๑๔) สเปน บทบัญญัติหมวดกษัตริย์ปรากฏในหมวดที่ ๒ (มาตรา ๕๖ ถึงมาตรา ๖๕) ตามหลังหมวดแรกว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ ญี่ปุ่น อยู่ในหมวดแรกว่าด้วย “จักรพรรดิ” (มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๘) ไทย อยู่ในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ (มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕)

ประเด็นที่สอง บทบัญญัติว่าด้วยกษัตริย์เป็นที่เคารพ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ล้วนแล้วแต่มีบทบัญญัติทำนองนี้ทั้งสิ้น เพราะเป็นไปตามหลัก The King can do no wrong ดังนี้ สวีเดน มาตรา ๗ ในหมวด ๕ ประมุขของรัฐ “กษัตริย์ไม่อาจถูกดำเนินคดีจากการกระทำของพระองค์ ผู้สำเร็จราชการไม่อาจถูกดำเนินคดีจากการกระทำของตนในการปฏิบัติหน้าที่แทนกษัตริย์” เดนมาร์ก มาตรา ๑๓ “กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบ องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้และเป็นที่เคารพ รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ความรับผิดชอบของรัฐมนตรีเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” นอร์เวย์ มาตรา ๕ “องค์กษัตริย์เป็นที่เคารพ พระองค์ไม่อาจถูกตำหนิติเตียน ลงโทษ หรือกล่าวหาได้ ความรับผิดชอบเป็นของคณะรัฐมนตรีของพระองค์” เนเธอร์แลนด์ มาตรา ๔๒ วรรคสอง “กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้ รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ” เบลเยียม มาตรา ๘๘ “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้ รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ” สเปน มาตรา ๕๖ วรรคสาม “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้และไม่ต้องรับผิด การกระทำของกษัตริย์ต้องมีการลงนามกำกับตามรูปแบบที่กำหนดในมาตรา ๖๔ เสมอ การกระทำของกษัตริย์ไม่มีผลหากสมบูรณ์ปราศจากการลงนามกำกับ เว้นแต่การลงนามตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๕ วรรคสอง” ไทย มาตรา ๘ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และวรรคสอง “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

ประเด็นที่สาม บทบัญญัติว่าด้วยกษัตริย์มิอาจกระทำการใดได้โดยลำพัง

ต่อเนื่องจากประเด็นที่แล้ว เมื่อกษัตริย์ไม่ทำอะไรผิด จึงต้องมิให้กษัตริย์ทำอะไรเลย แต่เป็นรัฐมนตรีผู้ลงนามกำกับต่างหากที่เป็นผู้กระทำและรับผิดชอบ  สวีเดน ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว เพราะ การกระทำขององค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนทั้งหลาย เมื่อผ่านกระบวนการและขั้นตอนครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้วก็มีผลทางกฎหมายได้ด้วยตนเองทันทีโดยไม่ต้องให้กษัตริย์ลงนาม1 เดนมาร์ก มาตรา ๑๔ “...การลงนามของกษัตริย์ในพระราชบัญญัติหรือการกระทำของฝ่ายบริหารจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีการลงนามกำกับโดยรัฐมนตรี รัฐมนตรีแต่ละคนที่เป็นผู้ลงนามกำกับเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำนั้น” นอร์เวย์ มาตรา ๓๑ “ทุกการกระทำของกษัตริย์จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการลงนามกำกับ...” เนเธอร์แลนด์ มาตรา ๔๗ “พระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาต้องลงนามโดยกษัตริย์และรัฐมนตรี” มาตรา ๔๘ “การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีกระทำโดยกษัตริย์และลงนามกำกับโดยนายกรัฐมนตรีเอง การแต่งตั้งหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรีกระทำโดยกษัตริย์และลงนามกำกับโดยนายกรัฐมนตรี” เบลเยียม มาตรา ๑๐๒ “ไม่มีกรณีใดที่พระราชดำรัสและพระบรมราชโองการของกษัตริย์หลุดพ้นไปจากความรับผิดชอบของรัฐมนตรี” สเปน มาตรา ๕๖ วรรคสาม “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้และไม่ต้องรับผิด การกระทำของกษัตริย์ต้องมีการลงนามกำกับตามรูปแบบที่กำหนดในมาตรา ๖๔ เสมอ การกระทำของกษัตริย์ไม่มีผลหากสมบูรณ์ปราศจากการลงนามกำกับ เว้นแต่การลงนามตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๕ วรรคสอง” มาตรา ๖๔ “การกระทำของกษัตริย์ต้องลงนามกำกับโดยนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีลงนามกำกับโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร” และวรรคสอง “ผู้ลงนามกำกับการกระทำของกษัตริย์เป็นผู้รับผิดชอบ” ญี่ปุ่น มาตรา ๓ “ทุกการกระทำของจักรพรรดิในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐ ต้องเป็นไปตามคำแนะนำและความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำนั้น” ในมาตรา ๔ ยังเน้นย้ำให้ชัดเจนอีกว่าจักรพรรดิทรงใช้อำนาจได้เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศ โดยขยายความไว้ในมาตรา ๖ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและประธานศาลสูงสุดตามคำเสนอแนะของสภาไดเอท และมาตรา ๗ กำหนดไว้อย่างละเอียดให้การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา และสนธิสัญญา, การเรียกประชุมสภา การยุบสภา, การรับรองการแต่งตั้งและปลดรัฐมนตรี ข้าราชการ เอกอัครราชทูต, การอภัยโทษ, การให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์, การรับรองการให้สัตยาบันในเอกสารทางการทูตต่างๆ, การรับเอกอัครราชทูตและรัฐมนตรีของต่างชาติ และการเป็นตัวแทนของรัฐในพิธีการสำคัญ ทั้งหลายเหล่านี้ จักรพรรดิทรงกระทำตามคำแนะนำและความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งนี้ในฐานะที่พระองค์เป็นตัวแทนของประเทศและในนามของประชาชน

ไทย มาตรา ๑๙๕ “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้” มีข้อควรสังเกตว่า บทบัญญัติมาตรานี้อยู่ในหมวดคณะรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในบททั่วไป ข้าพเจ้าเห็นว่าบทบัญญัติทำนองนี้ควรอยู่ในหมวดแรกซึ่งเป็นบททั่วไปอันนำไปใช้กับทุกเรื่อง เพื่อป้องกันพวก “อ่าน” รัฐธรรมนูญแบบประหลาดว่า ในมาตรานั้น ในมาตรานี้ เขียนชัดเจนทนโท่ว่ากษัตริย์มีพระราชอำนาจกระทำนั่นกระทำนี่ แล้วจะบอกว่ากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจกระทำการได้โดยลำพังได้อย่างไรนอกจากนี้ ควรกำหนดไว้ด้วยว่า หากการกระทำใดของกษัตริย์ไม่มีผู้ลงนามกำกับ ให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นโมฆะ ดังเช่นเคยปรากฏในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.๒๔๗๕ มาตรา ๗ ว่า “การกระทําใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ”

อนึ่ง รัฐธรรมนูญไทยใช้คำว่า “การลงนามสนองพระบรมราชโองการ” แทนคำว่า “countersign” หากพิจารณาตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว คำว่า “การลงนามกำกับ” น่าจะตรงความหมายของ “ countersign” มากกว่า เพราะ รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเป็นผู้กระทำจริงๆจึงต้องลงนามกำกับการกระทำของกษัตริย์ (ซึ่งก็คือการลงพระปรมาภิไธย) อีกนัยหนึ่ง คือ กำกับให้กษัตริย์ลงนาม หาใช่รัฐมนตรีลงนามเพื่อทำตามหรือ “สนอง” กษัตริย์ไม่

ประเด็นที่สี่ บทบัญญัติว่าด้วยกษัตริย์เป็นจอมทัพ

รัฐธรรมนูญหลายประเทศกำหนดให้กษัตริย์เป็นจอมทัพ และมีบทบาทในการสั่งการบังคับบัญชาทางทหาร บทบัญญัตินี้ต้องอ่านคู่ไปกับบทบัญญัติที่กษัตริย์ไม่อาจกระทำการตามลำพังได้แต่ต้องมีรัฐมนตรีลงนามกำกับและเป็นผู้รับผิดชอบเสมอ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กษัตริย์เป็นจอมทัพอาจเป็นคุณสองข้อ ข้อแรก เป็นคุณกับประชาธิปไตย ในกรณีที่คณะทหารคิดก่อการรัฐประหาร กษัตริย์อาจอาศัยสถานะจอมทัพเพื่อยับยั้งและไม่ยอมรับรัฐประหารนั้นได้ ดังที่ปรากฏให้เห็นในสเปน กรณีเหตุการณ์ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑ (http://www.onopen.com/2006/01/1186) ข้อสอง เป็นคุณกับความมั่นคงและอิสรภาพของชาติ ในกรณีที่รัฐบาลตัดสินใจประกาศสงครามกับประเทศอื่นและในท้ายที่สุดกลายเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม กษัตริย์อาจอ้างได้ว่าในฐานะที่ตนเป็นจอมทัพ ตนไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามและไม่เห็นด้วยกับการใช้กองกำลังทหารเข้ารุกรานประเทศอื่น ข้ออ้างเช่นนี้อาจช่วยปลดเปลื้องสถานะผู้แพ้สงครามได้

ประเด็นที่ห้า บทบัญญัติว่าด้วยการยับยั้งร่างกฎหมาย

ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุขมากนัก รัฐธรรมนูญของสเปน2 เบลเยียม3 เดนมาร์ก4 ญี่ปุ่น5 ไม่ได้กำหนดให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจยับยั้งชั่วคราว กำหนดแต่เพียงว่าร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อกษัตริย์ลงนาม เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่ากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตรากฎหมายและฝ่ายบริหารเป็นผู้ประกาศและบังคับใช้กฎหมาย กษัตริย์จึงต้องทำหน้าที่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการตราและให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้มีผลเป็นกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของประเทศเหล่านี้ไม่ได้กำหนดว่ากรณีจะเป็นอย่างไรหากกษัตริย์ไม่ยอมลงนามในร่างพระราชบัญญัติเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่ากษัตริย์จะลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาทุกครั้งไป จนกลายเป็นประเพณีตามรัฐธรรมนูญไปแล้ว6 

มีเพียงนอร์เวย์เท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตยและอนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข และกำหนดให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายด้วยการไม่ลงนามในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ มาตรา ๗๗ ถึงมาตรา ๗๙ กำหนดว่า เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ให้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นเสนอต่อกษัตริย์เพื่อลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย ในกรณีที่กษัตริย์ไม่ยอมลงนาม รัฐสภาต้องนำร่างพระราชบัญญัตินั้นมาพิจารณาใหม่ หากยังคงยืนยันตามเดิม และกษัตริย์ไม่ยอมลงนามอีก ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีผลเป็นกฎหมาย ส่วนลักเซมเบิร์กนั้นพึ่งแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวเมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๐๐๙ เดิมมาตรา ๓๔ บัญญัติว่า “แกรนด์ดุ๊กลงนามให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับและประกาศใช้พระราชบัญญัติภายใน ๓ เดือนนับแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ” ต่อมาถูกแก้ไขเป็น “แกรนด์ดุ๊กประกาศใช้พระราชบัญญัติภายใน ๓ เดือนนับแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อสร้างความชัดเจนว่าแกรนด์ดุ๊กไม่สามารถยับยั้งร่างพระราชบัญญัติได้ แต่ทำได้เพียงประกาศใช้พระราชบัญญัติ

ในสวีเดนกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า เมื่อสภา Riksdag (สวีเดนใช้ระบบสภาเดียว) ลงมติเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติใด รัฐบาลต้องประกาศให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายโดยไม่มีเงื่อนไข จะเห็นได้ว่า องค์กรผู้ทำหน้าที่ประกาศใช้กฎหมาย คือ รัฐบาล ไม่ใช่กษัตริย์เหมือนดังประเทศอื่นที่ใช้กษัตริย์เป็นประมุขซึ่งต้องมีกระบวนการให้กษัตริย์ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ไทย รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๑ บัญญัติว่า “ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวันให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว” ความข้อนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไทยยอมรับพระราชอำนาจในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายเป็นการชั่วคราว โดยกษัตริย์อาจไม่เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้น หรืออาจประวิงเวลาไม่ลงนามไว้ ๙๐ วัน เช่นนี้ รัฐสภาต้องนำร่างพระราชบัญญัติมาพิจารณาอีกครั้ง หากยืนยันกลับไปด้วยเสียง ๒ ใน ๓ นายกรัฐมนตรีก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ หากกษัตริย์ยังไม่ยอมลงนามภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ รวมความแล้วรัฐธรรมนูญไทยอนุญาตให้ร่างพระราชบัญญัติไปค้างอยู่ที่ขั้นตอนการลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ถึง ๔ เดือน !!!

นอกจากนี้ยังมีนักกฎหมายบางส่วนเห็นเพิ่มเติมไปอีกว่า ปัจจุบันนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไปแล้วว่า ในกรณีที่กษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย รัฐสภาก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยืนยันกลับไปเพื่อประกาศใช้กฎหมายนั้นเสมือนหนึ่งว่าทรงลงพระปรมาภิไธย อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัตินี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกตามพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์7

ประเด็นที่หก บทบัญญัติว่าด้วยการสาบานตนก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง

รัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุขมักมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเคารพรัฐธรรมนูญของกษัตริย์ การสาบานตนก่อนรับตำแหน่งว่าจะเคารพรัฐธรรมนูญ และบทบาทในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เช่น สเปน ในมาตรา ๖๑ “กษัตริย์ต้องปรากฏตนต่อหน้ารัฐสภาเพื่อสาบานตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เคารพสิทธิของพลเมืองและประชาคมปกครองตนเอง” เบลเยียม ในมาตรา ๙๑ วรรคสอง “กษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ได้ภายหลังสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้ารัฐสภา คำสาบานมีดังนี้ “ข้าพเจ้าขอสาบานว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของราษฎรชาวเบลเยียม รักษาเอกราชของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดน” เดนมาร์ก ในมาตรา ๘ “ก่อนเข้าสู่อำนาจ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะรัฐมนตรีว่าจะไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศนั้น ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง ส่งมอบให้กับรัฐสภา (Folketing แปลตรงตัวได้ว่า “สภาของประชาชน”) เพื่อเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของรัฐสภา อีกฉบับ เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของราชอาณาจักร...” นอร์เวย์ มาตรา ๙ “... กษัตริย์ต้องสาบานต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ข้าพเจ้าขอสัญญาและสาบานว่าจะปกครองราชอาณาจักรนอร์เวย์ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย...” เนเธอร์แลนด์ ในมาตรา ๓๒ “โดยเร็วที่สุด ภายหลังเริ่มใช้อำนาจ กษัตริย์ต้องสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อที่ประชุมรัฐสภาอันเปิดเผยซึ่งจัดขึ้นในสถานที่ประชุมเดียวเท่านั้น คือ อัมสเตอร์ดัม พระองค์ต้องสาบานและสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญและซื่อสัตย์ต่อการปฏิบัติหน้าที่”

- ๓ -

ประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๑๑ นี้ ข้าพเจ้ามีบทความแนะนำ ๒ ชิ้น และหนังสือแนะนำ ๒ เล่ม

สำหรับบทความแนะนำ ชิ้นแรก “การสร้างพลเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตยไทย” เป็นบทสัมภาษณ์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ กองบรรณาธิการวารสารจุลนิติ ซึ่งเป็นวารสารของวุฒิสภาได้สัมภาษณ์วรเจตน์ฯในประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตย ชิ้นที่สอง “บทวิเคราะห์การยุบพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง” เป็นบทความของณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บทความนี้เป็นบทความวิชาการขนาดยาวเกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญ ณรงค์เดชฯได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจถึงความผิดปกติของมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ทั้งในแง่ผิดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของนานาอารยประเทศ นอกจากนี้ณรงค์เดชฯ ยังได้วิจารณ์กระบวนพิจารณาและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดี “ยุบสามพรรค” ว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจอีกด้วย บทความนี้จึงไม่ได้มีไว้สำหรับบรรดานักกฎหมายเท่านั้น แต่หากบุคคลทั่วไปทดลองอ่านและทำความเข้าใจไปตามลำดับอย่างช้าๆ ก็จะเป็นประโยชน์และเห็นถึงความผิดปกติในคดียุบสามพรรค

สำหรับหนังสือแนะนำ เล่มแรก “มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ” ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทความของกุหลาบ สายประดิษฐ์ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ มีสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ พิมพ์เผยแพร่เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ศรีบูรพา เมื่อปี ๒๕๔๘ บทความที่น่าสนใจในหนังสือนี้ คือ บทความที่ชื่อ “มนุษยภาพ”8 (http://www.siamintelligence.com/humanity/) ในบทความชิ้นนี้ แม้กุหลาบฯได้ออกตัวในตอนท้ายว่า “แม้บางท่านจะพูดว่า นี่เปนเรื่องของเจ้าเด็กเขียน ไม่ต้องการอ่าน ช่างเถอะ ข้าพเจ้าไม่น้อยใจ บางทีในวันหนึ่ง ท่านอาจจะหยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยความสนใจก็ได้ ข้าพเจ้าไม่มีความรู้พิเศษอะไรทั้งนั้น ข้าพเจ้าเขียนไปตามคอมมอนเซนส์บอก”  แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระแล้ว บทความนี้เป็นงานที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง แม้กุหลาบฯได้เขียนขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๗๔ แต่ก็ยังคงทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน

กุหลาบฯให้ความสำคัญกับความจริงอย่างมากในฐานะเป็นแก่นสาระของความเป็นมนุษย์ ดังเช่นที่เขากล่าวไว้ว่า

“ในบางขณะเราถึงกับเชื่อโดยลงทุนด้วยการลวงตัวเราเองอย่างน่าบัดสี เราไม่ยอมสู้หน้ากับความจริง นี่แหละ ในที่สุดได้ทำให้เราขาดเอสเซนซ์ของความเป็นมนุษย์ จนเรากลายไปเปนประดุจรูปหุ่นซึ่งเคลื่อนไหวได้ด้วยอำนาจของเครื่องยนต์กลไก” และ “ถ้าเราไม่สู้หน้ากับความจริง นั่นแปลว่าเราได้หันหน้าเข้าหาความหลอกลวง หรือโกหกตอแหล ความหลอกลวงไม่เพียงแต่จะย้อมให้เราเปนบุคคลที่ปราศจากความซื่อตรงอย่างเดียว ยังซ้ำทำให้เราได้ชื่อว่าเปนนเจ้าขี้ขลาดตาขาวอีกสถานหนึ่งด้วย”

อย่างไรก็ตามกุหลาบฯเห็นว่า

“สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยความหลอกลวงทั้งหมด ยังเปนภัยน้อยกว่าสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยความหลอกลวงครึ่งหนึ่ง และความจริงอีกครึ่งหนึ่ง” ในความเห็นของกุหลาบฯนั้น “การโกหกตอแหล การหลอกลวง ได้ก่อกำเนิดจากคณะรัฐบาลและหมู่ชนชั้นสูง ดังตัวอย่างที่ได้ยกมากล่าวไว้ข้างต้น และเมื่อคิดถึงว่าอำนาจเปนสิ่งบรรดาลความนิยม และอำนาจในทุกวันนี้ เราหมายกันถึงเงินกับชั้นสูง ฉะนั้นเราจะไม่เตรียมตัวไว้ตกใจกันบ้างหรือว่า วิทยาศาสตร์ของการโกหกตอแหลจะแพร่หลาย และนิยมกันทั่วไปในบ้านเรา” และกุหลาบได้วิจารณ์อย่างแหลมคมว่า “อำนาจบรรดาลความนิยม และอำนาจคือเงินกับชั้นสูงนั้นเปนการแน่แท้ ด้วยอะไรที่เงินหรือชั้นสูงกระทำ เราถือว่าเปนการถูกต้องควรนิยมทุกอย่าง จนถึงมีศัพท์บ้าๆ อะไรเกิดขึ้นคำหนึ่งว่า บาปวิมุติ คือผู้ไม่รู้จักมีบาป ผู้ทำอะไรไม่ผิด หรือมิยินยอมให้ว่าเปนถูก นั่นมันเปนการที่ต่างหลอกลวง อย่างนี้ซึ่งสิ่งใดผิดถูก ชอบที่จะว่าให้ขาวเพื่อประโยชน์ของชนชั้นสูง ที่เราพากันเชื่อถืออย่างงมงายเช่นนี้ แสดงว่าเราไม่สู้หน้ากับความเปนจริงนั้น ไม่เห็นปรากฏมีใครในโลกที่จะทำอะไรไม่ผิดเลย ถึงท่านเจ้าของลัทธิหรือศาสนาทั้งหลาย อันมีผู้เคารพสักการะทั่วโลก ก็ยังปรากฏว่าได้เคยคิด หรือทำอะไรผิดมาเหมือนกัน”

กุหลาบฯสรุปในตอนท้ายว่า

“บัดนี้เรายอมรับกันได้ว่า การไม่สู้หน้ากับความจริง คือบ่อเกิดของความไม่สงบสุขเที่ยงแท้ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ทันเขียนเรื่องนี้ให้กระจ่าง ท่านผู้อ่านบางคนอาจติดเตียนว่าข้าพเจ้าเขียนในสิ่งที่เหลวไหล ทีนี้คงเห็นกันทั่วแล้วซิว่า ความจริงกับความสงบเปนของคู่กัน แม้ในทางพุทธศาสนาก็สอนให้มนุษย์สู้หน้ากับความเปนจริง ให้เชื่อด้วยมีใจศรัทธา มิใช่ให้เชื่อด้วยความงมงายหรือหลอกลวง หรือข่มขี่บังคับการโกหกตอแหลนั่นเทียว นี่เปนบ่อเกิดของความปั่นป่วน จราจล และนำความเดือดร้อนมาสู่มนุษยชาติ”

หนังสือแนะนำเล่มที่สอง คือ La Lenteur (๑๙๙๕) เป็นวรรณกรรมของ Milan Kundera ปัจจุบันมีแปลเป็นภาษาไทยอย่างสละสลวยโดยฝีมือของ อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง ในชื่อ “แช่มช้า”9 วรรณกรรมเรื่องนี้จัดได้ว่าสั้นมาก เมื่อเทียบกับวรรณกรรมเล่มอื่นของ Kundera แต่ยังคงเอกลักษณ์แบบ Kundera คือ ผสมผสานทั้งความเรียงเข้ากับนิยาย หากให้กล่าวแบบรวบรัดที่สุด Kundera อาจต้องการบอกเราว่าคนในยุคสมัยใหม่หลงใหลกับความเร็ว และละเลยคุณค่าของความเชื่องช้า ทั้งๆที่ความเชื่องช้านั้นเป็นวิธีการในการรักษาความทรงจำ และดังนั้นมนุษย์จึงลืมมัน ดังเช่นท่อนหนึ่งซึ่งฉบับแปลภาษาไทยได้นำมาใช้บรรยายในปกหลัง ดังนี้

“มีความสัมพันธ์ลับๆ อย่างหนึ่งระหว่างความแช่มช้ากับความทรงจำ และระหว่างความเร็วกับการลืม ลองยกสถานการณ์ที่แสนจะธรรมดาขึ้นมาสักอย่าง เช่น ชายคนหนึ่งเดินบนถนน ทันใดนั้น เขาอยากจะนึกถึงบางสิ่งแต่จำไม่ได้ ในตอนนั้นเอง เขาชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม ถ้าใครอยากจะลืมเรื่องราวเลวร้ายที่เพิ่งประสบ เขาจะเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการหลีกไกลจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยังอยู่ใกล้ตัวเขามากเกินไปในตอนนั้น”

- ๔ -

ประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๑๑ นี้ เผยแพร่ในช่วงเข้าสู่ปี ๒๕๕๔ ตลอดปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์การชุมนุมครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ราชดำเนินและราชประสงค์ ซึ่งจบลงด้วยการสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมใกล้เคียงกับการฆาตกรรมหมู่กลางมหานคร อย่างไรก็ตาม แม้การสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมอาจทำให้การชุมนุมยุติไป แต่นั่นเป็นเพียงการยุติของการชุมนุมเท่านั้น เพราะอีกด้านหนึ่ง มันคือการเริ่มต้นต่างหาก !!!

ข้าพเจ้าเห็นว่าคนเสื้อแดงเป็น “คนขบถ” ดังเช่น Albert Camus กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง L'Homme révolté (๑๙๕๑) ของเขาว่า “คนขบถคืออะไร? คือ คนผู้พูดว่าไม่ แม้นว่าเขาปฏิเสธ แต่ก็ไม่ยอมจำนน กล่าวคือ เขาคือคนที่พูดว่าใช่เช่นกัน นับแต่การเคลื่อนไหวครั้งแรกของเขา”10 ในนัยนี้เอง คนขบถคือผู้ที่กล้าหาญปฏิเสธระบอบ-ระบบ-ระเบียบที่เป็นอยู่ แต่การสักแต่พูดว่า “ไม่” ยังไม่เพียงพอที่จะเป็น “ขบถ” คนขบถต้องไม่เพียงแต่ปฏิเสธเท่านั้น พวกเขายังต้องกล้าหาญที่จะเริ่มต้นเคลื่อนไหวต่อต้านและเปลี่ยนแปลงระบอบ-ระบบ-ระเบียบเช่นว่านั้นด้วย กล่าวให้ถึงที่สุด คือ พวกเขาพูดว่า “ไม่” กับสิ่งที่เป็นอยู่ และพูดว่า “ใช่” กับการต่อต้านสิ่งที่เป็นอยู่นั่นเอง   

เรา นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้ความสนใจและให้กำลังใจต่อพวกเราเสมอมา เราขออวยพรให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ จิตใจแจ่มใส สมองปราดเปรื่อง เพื่อพร้อมรับสถานการณ์ในปี ๒๕๕๔ ปีใหม่ ปีแห่งความรู้แจ้ง ปีแห่งแสงสว่าง เพราะขณะนี้ “ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว ความสว่างฉายแสงไปทั่ว”.11

--------------------------------------------------------

1. โปรดดู ปิยบุตร แสงกนกกุล, “การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์ในลิคเตนสไตน์”, ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๐ หรือ ที่นี่ (http://www.onopen.com/2007/01/2233)

2. รัฐธรรมนูญสเปน มาตรา ๙๑ “กษัตริย์ลงนามให้พระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายภายใน ๑๕ วัน กษัตริย์ต้องนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาทันที”

3. รัฐธรรมนูญเบลเยียม มาตรา ๑๐๙ “กษัตริย์ลงนามให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับและประกาศใช้เป็นกฎหมาย”

4. รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก มาตรา ๒๒ “ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายก็ต่อเมื่อกษัตริย์ได้ลงนามบังคับใช้อย่างช้าภายใน ๓๐ วันนับแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ กษัตริย์ประกาศและบังคับใช้พระราชบัญญัติ”

5. รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น มาตรา ๗ “จักรพรรดิปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้ในฐานะตัวแทนของรัฐและในนามประชาชน ทั้งนี้ตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี : - ประกาศใช้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ, พระราชบัญญัติ, พระราชกฤษฎีกา และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ...”

6. ในเดนมาร์ก กษัตริย์ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๑๘๖๕ ในสวีเดน กษัตริย์ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๑๙๑๒ (ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญสวีเดนกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศใช้กฎหมายแทนกษัตริย์แล้ว) ส่วนอังกฤษ แม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไปแล้วว่ากษัตริย์จะไม่ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา กษัตริย์อังกฤษยับยั้งร่างพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายในรัชสมัยพระราชินีแอน เมื่อปี ๑๗๐๘

7. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชน เล่ม ๓ ที่มาและนิติวิธี, นิติธรรม, ๒๕๓๘, หน้า ๒๒๙ และวิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิตอีกหลายเล่มที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยและธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไทยได้เดินตามความเห็นนี้

8. ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่รายวัน วันที่ ๘-๑๑ ธันวาคม ๒๔๗๔ และหนังสือพิมพ์ศรีกรุงรายวัน วันที่ ๑๐-๒๑ มกราคม  ๒๔๗๕

9. ฉบับแปลภาษาไทย มิลาน คุนเดอรา, แช่มช้า, (แปลโดยอธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง), สำนักพิมพ์กำมะหยี่, ๒๕๕๓.

10. “Qu'est-ce qu'un homme révolté ? C'est un homme qui dit non. Mais s'il refuse, il ne renonce pas : c'est aussi un homme qui dit oui, dès son premier mouvement”; Albert Camus, L’Homme révolté, Gallimard, 1951.

11. เป็นคำพูดของ Voltaire : Les temps sont bien changés; la lumière luit de toutes parts.

เข้าสู่ระบบ